บทที่ 90: ความลับหลังบานประตู
บรรยากาศภายในห้องเรียนเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมผิดวิสัย ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามา สิ่งแรกที่ทุกคนต้องปฏิบัติราวกับเป็นกฎเหล็กคือการหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาปิดเครื่อง
แล้ววางเรียงไว้บนโต๊ะด้านหน้า คล้ายกับกำลังรอรับการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคง
แต่วันนี้มีเด็กสองคนติดสอยห้อยตามมาด้วย ผู้จัดงานจึงต้องลากเก้าอี้พลาสติกจากด้านหลังเพิ่มมาอีกสองตัว พอเด็กทั้งสองหย่อนตัวลงนั่งเรียบร้อยแล้ว แม่เฒ่าเจียงผู้เป็นยายก็โน้มตัวลงมากระซิบกำชับหลานชายเสียงเบา
“เดี๋ยวพอศาสตราจารย์เริ่มบรรยาย ห้ามส่งเสียงดังเด็ดขาดนะเข้าใจไหม หลานต้องทำตัวดีๆ”
ต่งฉีนั่งหน้ามุ่ย ใจจริงเขาอยากจะโทรแจ้งตำรวจให้รู้แล้วรู้รอด แต่เหมือนสวรรค์จะไม่เป็นใจ เพราะตอนออกจากบ้านด้วยความรีบร้อน
เขาจึงลืมหยิบสายชาร์จติดมือมาด้วย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอก็เห็นตัวเลขแบตเตอรี่สีแดงแจ้งเตือนว่าเหลือแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ทันที่นิ้วจะกดเบอร์ 110 หน้าจอก็วูบดับไปต่อหน้าต่อตา
หันไปมองจางหยาง เพื่อนซี้ข้างกาย ยิ่งน่าเวทนากว่า เพราะรายนั้นตัวเปล่าเล่าเปลือย ไม่ได้พกโทรศัพท์มาแม้แต่เครื่องเดียว
สภาพของจางหยางตอนนี้ดูไม่จืด สวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้น แถมยังลากรองเท้าแตะคีบออกมาอีกต่างหาก ต่งฉีถอนหายใจเฮือก ไม่อยากจะดูแคลนเพื่อนคนนี้เลยจริงๆ แต่ระดับสติปัญญาของพวกเขามันอยู่คนละชั้นกันชัดๆ
เมื่อไร้ซึ่งเครื่องมือสื่อสาร ต่งฉีจึงทำได้แค่นั่งกอดอก รอคอยการปรากฏตัวของคนที่อ้างว่าเป็น 'ศาสตราจารย์' ด้วยความเบื่อหน่าย
ผ่านไปไม่นาน ชายคนหนึ่งอายุราวยี่สิบปลายถึงสามสิบต้นๆ ก็เดินขึ้นมาบนเวที เขาอยู่ในชุดสูทโคร่งๆ ที่ดูไม่พอดีตัว ทรงผมแสกกลางหวีเรียบแปล้ หน้าตาพอดูเป็นผู้เป็นคน แต่แววตากลับดูลอกแลกชอบกล
ช่วงแรกชายคนนั้นดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เวลาบรรยายก็พูดจาติดขัด วกไปวนมาอยู่แต่สรรพคุณสินค้าของตัวเอง สุดท้ายก็ทำท่าทางขึงขัง หยิบเอายาลูกกลอนสีดำเม็ดหนึ่งออกมาโชว์
ถึงต่งฉีจะยังเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แต่เขาก็มั่นใจว่าศาสตราจารย์ตัวจริงไม่มีทางมีบุคลิกแบบนี้แน่ ไอ้หมอนี่แปดสิบเปอร์เซ็นต์น่าจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎที่ตั้งยศให้ตัวเองเสียมากกว่า
ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าหมอนี่พูดจาเพ้อเจ้อ เขาถึงกับกล้าโฆษณาว่ายาเม็ดนี้เป็นยาวิเศษครอบจักรวาล ไม่เพียงรักษาโรคมะเร็ง โรคไขข้อ โรคหัวใจ หรือปอดอักเสบ แต่ขอแค่ขึ้นชื่อว่าเป็นโรค ก็ไม่มีโรคไหนที่ยานี้รักษาไม่ได้
จางหยางนั่งฟังจนตาปรือ หัวโยกไปมาแทบจะหลับกลางอากาศ ส่วนต่งฉีได้แต่มองบนจนตาแทบจะพลิกกลับไปด้านหลัง เขาอยากจะตะโกนใส่หน้าคนบรรยายเหลือเกินว่า ถ้าคิดจะหลอกต้มตุ๋นคน อย่างน้อยก็ช่วยทำการบ้านมาให้เนียนกว่านี้หน่อยได้ไหม
จะว่าไป... ตากับยายของเขาก็เป็นคนฉลาดทันคนมาตลอด ทำไมถึงได้มานั่งฟังเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้ได้นะ
คนอื่นอาจไม่รู้ว่าต่งฉีคิดอะไรอยู่ แต่บรรดาผู้สูงอายุที่นั่งอยู่ด้านหน้าต่างพากันยืดคอรอคอยช่วงเวลานี้มานานแล้ว
'ศาสตราจารย์' หยิบกล่องยาออกมาสามกล่อง วางลงบนโต๊ะอย่างเบามือ แล้วประกาศเสียงดังว่าวันนี้โควตาพิเศษมีแค่สามกล่องเท่านั้น
จากนั้นต่งฉีก็ได้เปิดหูเปิดตา เห็นการประมูลที่บ้าคลั่งที่สุดในชีวิต
ยาหนึ่งกล่องบรรจุสิบเม็ด ราคาเริ่มต้นประมูลอยู่ที่เม็ดละหนึ่งพันหยวน!
สิ่งที่ทำให้เขาสติแตกยิ่งกว่าคือ คุณตาของเขาถึงกับยกมือประมูลสู้ราคาอย่างไม่เสียดายเงิน สุดท้ายก็ทุ่มเงินไปถึงสองหมื่นหยวนเพื่อแลกกับยาหนึ่งกล่อง ชายชราเดินยิ้มแก้มปริไปรับของ ท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของเพื่อนร่วมคลาส
ยาอีกสองกล่องที่เหลือก็ถูกประมูลไปในราคาที่ไล่เลี่ยกัน บรรดานักเรียนสูงวัยคนอื่นเริ่มส่งเสียงฮือฮาแสดงความไม่พอใจที่ไม่ได้ของ ศาสตราจารย์จึงทำท่าทางลำบากใจอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะ 'กัดฟัน' หยิบเพิ่มออกมาอีกสามกล่อง
สรุปว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมา พอถึงเวลาพักเบรก ทุกคนในห้องต่างก็ได้ 'ยาเทวดา' ที่ต้องการติดไม้ติดมือกันถ้วนหน้า
ต่งฉีนั่งมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกชาชิน เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนต่อโลกเหลือเกิน ประสบการณ์ชีวิตของเขายังน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับความบ้าคลั่งของผู้ใหญ่พวกนี้
ช่วงพักเบรก อนุญาตให้เดินยืดเส้นยืดสายได้ที่ระเบียงชั้นสอง ต่งฉีรู้สึกปวดเบาขึ้นมา จึงบอกคุณตาแล้วเดินแยกตัวออกไปหาห้องน้ำ
เขาเดินวนหาบนชั้นสองจนทั่วก็ไม่เจอ สุดท้ายเมื่อความอดทนใกล้ถึงขีดจำกัด เขาจึงตัดสินใจวิ่งขึ้นไปที่ชั้นสาม
ทางขึ้นชั้นสามมีประตูเหล็กยืดกั้นอยู่ แต่วันนี้มันถูกเปิดทิ้งไว้ ชั้นนี้ดูเงียบเชียบกว่าข้างล่างมาก
ดูเหมือนจะเป็นโซนสำนักงานของบริษัทขายตรงแห่งนี้ เขาเห็นป้ายสัญลักษณ์ห้องน้ำติดอยู่สุดทางเดิน ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเดินเข้าไป หูพลันได้ยินเสียงบทสนทนาดังลอดออกมาจากห้องทำงานห้องหนึ่งที่ประตูแง้มอยู่
เป็นเสียงของผู้ชายสองคน และหนึ่งในนั้นคือเสียงที่เขาจำได้แม่น... เสียงของศาสตราจารย์จอมปลอมคนนั้น
“พี่ เรารวยเละแล้วนะเนี่ย วันเดียวฟันกำไรไปตั้งสี่แสนกว่า เราจะมัวมานั่งเลี้ยงกู่บ้าบออะไรอยู่อีก แค่ฝังกู่ตัวอ่อนไว้ในตัวพวกมัน ให้พวกมันเห็นผลของยาเม็ด เดี๋ยวพวกมันก็แห่เอาเงินมาประเคนให้เราไม่ขาดสายแล้ว!”
เสียงชายแปลกหน้าอีกคนสวนกลับมาทันควัน น้ำเสียงเจือแววตำหนิ “แกจะไปรู้อะไร! ขอแค่เลี้ยงกู่อายุวัฒนะสำเร็จเมื่อไหร่ ต่อไปอยากได้เงินเท่าไหร่ก็เสกได้ ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาหากินกับเศษเงินแบบนี้หรอกโว้ย”
ศาสตราจารย์ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วย จึงเถียงกลับไป “ไอ้ของพรรค์นั้นเราได้มาตั้งกี่ปีแล้ว ป่านนี้ยังไม่เห็นจะสำเร็จสักที”
“พี่บอกผมว่าบ้านเราเกาะขากางเกงตระกูลใหญ่ได้แล้ว แต่จนป่านนี้ยังไม่เห็นจะได้ประโยชน์อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่ว่ายังต้องเป็นเบ๊คอยวิ่งเต้นทำงานงกๆ ไปทั่วเหมือนเดิมหรือไง”
เพียะ!
เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังลั่นลอดออกมาจากห้อง น่าจะเป็นเสียงศาสตราจารย์โดนตบหน้าฉาดใหญ่ ตามด้วยเสียงชายแปลกหน้าที่พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบจับขั้วหัวใจ
“แกอย่าลืมสันดานเดิมตัวเองนะว่าใครเป็นคนไปลากหัวแกกลับมา ให้ข้าวให้น้ำ ให้วิชาแกทำมาหากิน ไม่อย่างนั้นป่านนี้แกก็เป็นแค่นักต้มตุ๋นขี้คุกนอนอยู่ในตาราง!”
ต่งฉีหน้าซีดเผือด ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขาไม่กล้าอยู่ฟังต่อแม้แต่วินาทีเดียว เด็กหนุ่มรีบยกมือปิดปากเพื่อกลั้นเสียงหายใจ แล้วค่อยๆ ถอยหลังเดินย้อนกลับลงไปที่ชั้นสองอย่างเงียบเชียบที่สุด
ด้วยความตื่นตระหนก เขาจึงไม่ทันสังเกตเลยว่า ตอนที่เบียดตัวออกมา เสื้อของเขาไปครูดเข้ากับสนิมสีแดงเกรอะกรังที่เกาะอยู่บนประตูเหล็กยืด
เศษสนิมสีแดงเหล่านั้นพอสัมผัสกับเสื้อของเขา มันก็ค่อยๆ ซึมหายวูบเข้าไปในเนื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ราวกับมีชีวิต จนไม่เหลือร่องรอยให้เห็น
ขาทั้งสองข้างพาเขาวิ่งลงบันไดมาด้วยหัวใจที่เต้นรัวเร็วแทบจะทะลุอก เขาอยากจะตะโกนบอกเรื่องที่ได้ยินให้ตากับยายฟังใจจะขาด
แต่พอกลับมาถึงที่นั่ง ก็พบว่าความสนใจทั้งหมดของพวกท่านพุ่งเป้าไปที่กล่องยาในมือ ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาฟังเขาพูดเลยสักนิด
ผ่านไปอีกราวห้านาที ชายอีกคนก็เดินลงมาจากชั้นบน หน้าตาคล้ายศาสตราจารย์อยู่บ้างแต่อายุมากกว่า
เขาแจ้งกับทุกคนด้วยท่าทีเสียดายสุดซึ้งว่า ศาสตราจารย์มีธุระด่วนต้องรีบไปประชุม การบรรยายจึงต้องยุติลงชั่วคราว จะเปิดคลาสอีกครั้งเมื่อไหร่จะแจ้งให้ทราบในกลุ่มไลน์
ผู้เฒ่าผู้แก่ทุกคนต่างมีสีหน้าผิดหวัง แต่ก็ยอมทยอยกันแยกย้ายกลับบ้าน
ในที่สุดก็ได้หลุดพ้นจากนรกบนดินนั่นเสียที พอขึ้นรถได้ ต่งฉีก็ไม่รอช้า รีบคว้ามือยายมาเขย่ารัวๆ แล้วถ่ายทอดบทสนทนาสยองขวัญระหว่างศาสตราจารย์กับชายลึกลับคนนั้นให้ฟังอย่างละเอียดชนิดคำต่อคำ
แล้วผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด... เขาได้รับสายตามอง 'เด็กโง่' จากตากับยาย และสายตาล้อเลียนจากจางหยางส่งกลับมา
จางหยางหัวเราะร่า “ฮ่าๆ ต่งฉี นายหลับจนเพ้อเจ้อไปแล้วมั้ง หรือว่าเมื่อคืนอ่านนิยายกำลังภายในมากไป โลกนี้จะมีกู่ได้ยังไงกัน เลอะเทอะน่า”
ไม่ใช่แค่จางหยางที่หัวเราะเยาะ แม้แต่ตากับยายก็ยังส่ายหน้าไม่เชื่อ ต่งฉีโกรธจนหน้าดำหน้าแดง แทบอยากจะกรีดร้องระบายความอัดอั้น
ทีหลิ่วมู่มู่ที่บ้านวันๆ เอาแต่ทำนายทายทักงมงาย พ่อของเขายังแทบจะยกขึ้นหิ้งกราบไหว้บูชาเช้าเย็น แล้วทำไมโลกนี้จะมีกู่ไม่ได้!
แต่ต่อให้พูดจนปากฉีกก็ไม่มีใครฟัง สรุปแล้วพ่อเจียงแม่เจียง รวมถึงหนิงหย่วน ต่างปักใจเชื่อว่าโลกนี้มียาเทวดา แต่ไม่ยอมเชื่อคำเตือนของหลานชายตัวเอง
ตลอดทางกลับบ้าน ต่งฉีพยายามสรรหาคำพูดร้อยแปดมาเกลี้ยกล่อมให้ตากับยายอย่ากินยาเทวดานั่นเด็ดขาด
พวกท่านก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่กิน แต่พอกลับถึงบ้าน เขาแค่แวบไปเข้าห้องน้ำแป๊บเดียว กลับออกมาก็เห็นกล่องยาบนโต๊ะถูกแกะซีลออกแล้ว และยาในนั้นหายไปสองเม็ด
พอเห็นต่งฉียืนจ้องกล่องยาตาเขม็ง พ่อเจียงก็ทำท่ากระแอมไอแก้เก้อ แล้วรีบคว้ากล่องยาไปซ่อนไว้ข้างหลังทันที
เรื่องที่ทำให้เขาแทบสติแตกไม่ได้มีแค่นี้ ตอนเที่ยงแม่เจียงได้รับโทรศัพท์จากเจียงหลี
“แม่คะ ต่งฉีอยู่ที่นั่นหรือเปล่า” ปลายสายถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ
ในจินตนาการของต่งฉี แม่ของเขาควรจะกำลังสติแตก ร้องห่มร้องไห้ฟูมฟาย พอรู้ว่าเขาอยู่บ้านยายก็ควรจะสำนึกผิด
ขอโทษขอโพยที่ดูแลเขาไม่ดี และรีบบึ่งรถมารับเขากลับบ้านเดี๋ยวนี้ แต่ความเป็นจริงกลับไม่มีอะไรใกล้เคียงกับบทละครที่เขาคิดไว้เลยสักนิด
[จบบท]