บทที่ 100: เด็กดีศรีสังคมกับสุนัขจรจัดผู้โชคร้าย
หญิงชราเจ้าของห้องหลักอย่างป้าซูเริ่มมีขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที ราวกับว่าเธอกำลังถูกรังแกอย่างหนักหนาสาหัส ทั้งที่เมื่อครู่นี้อีกฝ่ายยังวางตัวเป็นพี่ใหญ่ผู้ใจดีอยู่แท้ๆ แต่พอมาตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงตาเฒ่าหลานที่ปากคอเราะร้ายไปเสียได้
ทางด้านตาเฒ่าหลานเองก็ทำท่าทางน้อยใจไม่แพ้กัน เขาแสร้งทำสีหน้าบิดเบี้ยวพลางบ่นพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ได้ยินกันทั่วว่า
"ดูพูดเข้าสิ เรื่องที่พ่อจอมโจรผู้ยิ่งใหญ่ประจำบ้านเธอเป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งลานบ้าน เพื่อนบ้านร้านตลาดเขารู้กันไปทั่วแล้ว ฉันจะถามไถ่สักคำไม่ได้เชียวหรือ อีกอย่างพวกเราก็เป็นเพื่อนบ้านรั้วติดกันแท้ๆ ที่ฉันถามนี่ไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยนะ
ก็แค่อยากจะจำหน้าค่าตาหลานชายเธอไว้ให้แม่นๆ เท่านั้นเอง เพื่อว่าวันหลังถ้าจับได้คาหนังคาเขาจะได้ยั้งมือทัน ไม่เผลอทุบตีจนตายคาตีน อย่างน้อยก็จะได้เหลือลมหายใจไว้ให้เธอได้ดูใจบ้าง แต่ดูสิ เธอกลับไม่เห็นความหวังดีของฉันเลยสักนิด เอาล่ะๆ ในเมื่อเธอไม่พอใจ ฉันก็จะพูดแต่สิ่งดีๆ ก็แล้วกัน
หลานชายบ้านเธอเป็นเด็กดี เป็นเด็กดีที่หนึ่งเลย เด็กคนนี้ไม่เคยลักขโมยของใคร ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แล้วก็ไม่เคยเป็นต้นเหตุให้คนในลานบ้านต้องมาทะเลาะตบตีกันเลยสักนิด พ่อคุณพ่อทูนหัวช่างเป็นเด็กดีที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้านี้จริงๆ หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ทำไมสวรรค์ถึงส่งเด็กดีขนาดนี้มาเกิดนะ เยี่ยมยอดจริงๆ!"
ป้าซูได้ฟังคำสรรเสริญเยินยอที่อาบไปด้วยยาพิษเหล่านั้นแล้วก็ถึงกับหายใจติดขัด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงด้วยความโกรธจัดจนแทบจะลงไปนอนชักดิ้นชักงอให้รู้แล้วรู้รอด
ไอ้แก่หนังเหนียวตายยากเอ๊ย!
ไอ้คนปากเน่าปากหนอน!
ดูวาจาที่มันพ่นออกมาแต่ละคำสิ ช่างระคายหูสิ้นดี!
คำพูดประชดประชันของตาเฒ่าหลานนั้นเจ็บแสบยิ่งกว่าคำว่า "จอมโจร" เสียอีก เพราะคำชมว่า "เด็กดี" หรือ "เยี่ยมยอด" ที่ออกจากปากของเขานั้น มันเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามจนคนฟังแทบทนไม่ไหว ทำไมคนเราถึงได้มีจิตใจบิดเบี้ยวและพูดจาแดกดันชาวบ้านได้หน้าตายเฉยขนาดนี้
ป้าหวังที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เห็นท่าไม่ดี เพราะดูเหมือนป้าซูใกล้จะระเบิดอารมณ์ออกมาเต็มทีแล้ว หากปล่อยไว้มีหวังได้เป็นลมล้มพับไปแน่ๆ เธอจึงรีบแทรกตัวเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์อย่างรวดเร็วด้วยการหาข้ออ้างที่ดูไม่ค่อยจะแนบเนียนเท่าไหร่นัก
"เอ่อ... ฉันปวดท้องอยากเข้าส้วมพอดีเลย ซูต้าเหนียงเธอก็อยากไปเหมือนกันใช่ไหม ฉันดูออกนะว่าเธออั้นมานานแล้ว ไปเถอะ ไปด้วยกัน เราไปเข้าส้วมพร้อมกันดีกว่า"
ไม่ใช่ว่าป้าหวังไม่อยากหาข้ออ้างที่ดีกว่านี้ แต่เหตุการณ์มันเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป สมองของเธอประมวลผลไม่ทัน อีกทั้งเธอก็ไม่ใช่คนที่มีวาทศิลป์เป็นเลิศหรือลื่นไหลไปตามสถานการณ์ได้เก่งกาจอะไร
การหาทางออกด้วยเรื่องส้วมจึงเป็นขีดจำกัดสูงสุดเท่าที่เธอจะทำได้ในตอนนี้ จะดูน่าอายหรือกระดากปากไปบ้างก็ช่างเถอะ ขอแค่ลากตัวป้าซูออกไปจากตรงนี้ให้ได้ก็พอ เพราะขืนปล่อยให้ยืนฟังตาเฒ่าหลานพล่ามต่อไป มีหวังป้าซูได้วิ่งไปคว้ามีดอีโต้มาไล่ฟันคนแน่ๆ แล้วเรื่องมันก็จะบานปลายจนกู่ไม่กลับ
ป้าหวังรู้สึกเวทนาตัวเองเหลือเกิน ลานบ้านแห่งนี้มีแต่เรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน จนเธอเริ่มหวาดระแวงไปหมดแล้วว่าคนที่มีท่าทีอ่อนแออย่างซูต้าเหนียง อาจจะลุกขึ้นมาฆ่าแกงใครก็ได้ เพราะขนาดคนเงียบๆ ที่ยอมให้แม่สามีโขกสับมาตลอดอย่างเจียงหลู ยังกล้าลุกขึ้นมาเอาอิฐฟาดหัวไป๋เฟิ่นโต้วจนหัวร้างข้างแตกเลือดอาบหน้ามาแล้ว
เพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นในลานบ้านแห่งนี้
ดังนั้นถึงข้ออ้างจะฟังดูแหม่งๆ ไปบ้างก็ไม่เป็นไร เธอรีบคว้าแขนซูต้าเหนียงแล้วออกแรงดึงกึ่งลากพลางพูดซ้ำอีกรอบว่า
"ไปเร็วเข้า ไปเข้าส้วมด้วยกัน"
พฤติกรรมของพวกเธอในตอนนี้ช่างดูเหมือนเด็กประถมที่ต้องจูงมือกันไปเข้าห้องน้ำไม่มีผิด
หญิงชราทั้งสองคนเดินออกมาจากลานบ้านด้วยกัน แม้จะออกมาพ้นรัศมีปากของตาเฒ่าหลานแล้ว แต่ป้าซูก็ยังคงมีท่าทีฮึดฮัดขัดใจไม่หาย เธอระบายความอัดอั้นตันใจออกมาทันที
"ป้าหวัง เธอช่วยพูดหน่อยสิว่าไอ้เฒ่านั่นมันเกินไปหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยนะ แต่มีผู้ใหญ่ที่ไหนเขาพูดจาว่าร้ายเด็กกันแบบนั้นบ้าง หลานชายของฉันออกจะเป็นเด็กดีมีอนาคต แต่กลับถูกใส่ร้ายป้ายสีจนกลายเป็นตัวอะไรไปแล้วก็ไม่รู้"
เมื่อได้ยินแบบนี้ ป้าหวังกลับไม่สามารถเออออห่อหมกด้วยได้จริงๆ บ้านของเธอก็มีลูกหลานวัยกำลังซนเหมือนกัน แต่เธอก็ไม่เคยปล่อยปละละเลยจนเสียคนแบบบ้านตระกูลซู เธอหยุดเดินแล้วหันมามองหน้าเพื่อนบ้านพลางพูดเตือนสติด้วยความหวังดีจากใจจริง
"ป้าซู ฉันรู้นะว่าคำพูดบางคำมันอาจจะไม่รื่นหู แต่ฉันจำเป็นต้องพูดกับเธอตรงๆ หลานชายของเธอทั้งซูจินไหล ซูอวิ๋นไหล แล้วก็ถงไหล สมควรได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างจริงจังได้แล้วนะ ถ้าเธอไม่เริ่มดัดนิสัยพวกเขาตอนนี้ แล้วเธอจะไปทำตอนไหน อย่างซูจินไหลปีนี้ก็ปาเข้าไปสิบขวบแล้ว
เธอจะปล่อยให้เขาทำตัวเป็นโจรลักเล็กขโมยน้อยแบบนี้ต่อไปหรือ เธอลองมองดูสายตาของคนในละแวกนี้สิว่าเขามองหลานเธอด้วยสายตาแบบไหน ในอนาคตเธอหวังจะพึ่งพาให้พวกเขาเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าไม่ใช่หรือ หรือว่าเธออยากจะหิ้วปิ่นโตไปเยี่ยมพวกเขาในคุกกันแน่"
คำเตือนสติของป้าหวังทำให้ใบหน้าของป้าซูมืดครึ้มลงทันตาเห็น น้ำเสียงของเธอเปลี่ยนเป็นเย็นชาและแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
"นี่เธอพูดจาภาษาอะไรเนี่ย หลานฉันเป็นเด็กดีขนาดนั้น เธอมีสิทธิ์อะไรมาพูดจาดูถูกเหยียดหยามกันแบบนี้ นี่เธอแช่งหลานฉันเหรอ ทั้งที่เธอก็เห็นพวกเขามาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย จิตใจทำด้วยอะไรกัน"
ป้าหวังรีบแก้ตัวพัลวัน
"ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยนะ เพียงแต่ถ้าเด็กยังทำตัวเหลวไหลแบบนี้ ต่อไปปัญหามันจะใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ จนแก้ไขไม่ได้ โบราณเขาถึงว่าหวานเป็นลมขมเป็นยา ฉันพูดเพราะอยากให้เธอตระหนักแล้วหันมาเข้มงวดกับหลานบ้าง ตอนนี้ไม้ยังอ่อนยังพอดัดได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ไม้แก่จะดัดยากนะ แล้วตอนนั้นเธอจะทำยังไง"
ภายในใจของป้าซูตอนนี้ร้อนรุ่มดั่งไฟสุม แทบอยากจะกระโดดเข้าไปบีบคอฆ่าป้าหวังให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนั้น เธอคิดเข้าข้างตัวเองว่านังแก่คนนี้มันไม่ได้หวังดีอะไรหรอก มันก็แค่อิจฉาริษยาที่บ้านเธอมีหลานชายสืบสกุลถึงสามคน เลยพยายามพูดจาบั่นทอนกำลังใจ
ช่างเป็นจิตใจที่สกปรกโสโครกจริงๆ มิน่าล่ะบ้านนี้ถึงต้องไปรับลูกเขยเข้าบ้านถึงจะได้หลานชายมาสักคน คงเป็นเวรกรรมที่ทำไว้ล่ะสิ
คนใจบาปหยาบช้า!
แม้ในใจจะก่นด่าสาปแช่งไปถึงโคตรเหง้าศักราช แต่ภายนอกซูต้าเหนียงหรือป้าซูยังคงรักษาหน้ากากของผู้ถูกกระทำเอาไว้ได้ เธอพยายามสูดหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์โกรธ ก่อนจะตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร
"หลานฉันไม่ใช่เด็กเลวร้ายอะไรเลยนะ พวกแกเป็นเด็กกตัญญูรักใคร่กลมเกลียวกันจะตายไป แต่โชคชะตาบ้านเรามันอาภัพ ความเป็นอยู่มันยากแค้นแสนเข็ญ เด็กๆ กินไม่อิ่มท้องก็ต้องดิ้นรนหาทางรอดกันไปตามประสา จะให้ทำยังไงได้ล่ะ เด็กตัวแค่นั้นจะไปรู้ผิดชอบชั่วดีอะไรมากมาย
อีกอย่างเธอก็เห็นไม่ใช่หรือว่าหลานฉันไม่เคยไปขโมยของบ้านอื่นเลย ที่พวกแกพุ่งเป้าไปที่บ้านตระกูลโจว ก็เพราะคนบ้านนั้นชอบมารังแกพวกเราก่อน เด็กๆ มันก็มีความรู้สึกนึกคิด มันก็แค่อยากจะแก้แค้นเอาคืนให้ย่ามันบ้างเท่านั้นเอง จินไหลของฉันเป็นเด็กจิตใจดีจริงๆ นะ"
ป้าหวังได้ฟังตรรกะวิบัติของป้าซูแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดูเหมือนว่าเพื่อนบ้านคนนี้จะฝังหัวไปแล้วว่าหลานตัวเองเป็นเทวดามาเกิด เธอไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดให้คนแบบนี้เข้าใจได้อีกแล้ว
"เธอนี่มัน..."
ป้าหวังชะงักคำพูดไปกลางคันเมื่อเผลอเหลือบไปสบตาเข้ากับป้าซูโดยบังเอิญ แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความเศร้าสร้อยอย่างที่แสดงออก แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่ฉายชัดออกมาอย่างปิดไม่มิด ป้าหวังตกใจจนขนลุกซู่ เผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าวโดยสัญชาตญาณ
ฝ่ายป้าซูเมื่อรู้ตัวว่าเผลอแสดงธาตุแท้ออกมา ก็รีบปรับเปลี่ยนสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแสร้งถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
"ป้าหวัง เป็นอะไรไปหรือเปล่า ทำไมทำหน้าแบบนั้น"
ป้าหวังเพ่งมองใบหน้าของอีกฝ่ายอีกครั้ง ก็เห็นเพียงความเรียบเฉยปกติ จนเธอเริ่มไม่แน่ใจว่าเมื่อกี้ตาฝาดไปเองหรือเปล่า แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังยังคงอยู่ และสัญชาตญาณเตือนว่าควรรีบออกห่างจากคนคนนี้ให้เร็วที่สุด
"ฉัน... ฉันปวดฉี่จะแย่อยู่แล้ว ขอตัวไปเข้าส้วมก่อนนะ"
เธอไม่คิดจะเสียเวลาเกลี้ยกล่อมซูต้าเหนียงอีกต่อไป ป้าหวังสะบัดมือออกจากการเกาะกุมแล้วรีบจ้ำอ้าวเดินเข้าห้องน้ำหญิงไปทันที ทิ้งให้ซูต้าเหนียงยืนโดดเดี่ยวอยู่ด้านนอก
ซูต้าเหนียงไม่ได้ขยับตัวตามไป เพราะความจริงแล้วเธอไม่ได้ปวดปัสสาวะเลยแม้แต่น้อย ที่เดินตามออกมาก็เพราะถูกลากมาต่างหากเธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น ก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับเพื่อเดินกลับบ้าน
แต่ทว่าในจังหวะที่หมุนตัวกลับนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นสุนัขจรจัดตัวสีดำตัวหนึ่งกำลังวิ่งเหยาะๆ ผ่านมา ลิ้นของมันห้อยยาวออกมาพร้อมกับน้ำลายที่ไหลย้อย
ภาพของสุนัขตัวนั้นจุดชนวนความโกรธในใจของป้าซูให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
ภาพความทรงจำเมื่อวันก่อนฉายชัดเข้ามาในหัว ตอนที่ซูจินไหลหลานชายสุดที่รักของเธอถูกสุนัขจรจัดกัดเข้าที่ก้นจนร้องลั่นบ้าน สุนัขตัวนั้นก็มีลักษณะสีดำเมี่ยมเหมือนกับตัวนี้ไม่มีผิดเพี้ยน เธอหันซ้ายแลขวาเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้ เมื่อเห็นว่าปลอดคน
สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ต้องซ่อนเร้นไว้ก็ถูกปลดปล่อยออกมา เธอรีบก้มลงคว้าก้อนหินขนาดเหมาะมือขึ้นมาทันที แล้วขว้างใส่สุนัขตัวนั้นอย่างสุดแรงเกิด พร้อมกับสบถด่าด้วยเสียงอันเบาแต่หนักแน่นด้วยความเกลียดชัง
"กล้าดียังไงมารังแกหลานรักของฉัน! ฉันจะตีแกให้ตายเลยไอ้หมาบ้า!"
ก้อนหินพุ่งแหวกอากาศไปกระแทกเข้ากลางลำตัวของสุนัขจรจัดอย่างจัง เสียงดัง พลั่ก! เจ้าหมาผู้โชคร้ายร้อง เอ๋ง! ด้วยความเจ็บปวด หางจุกตูดแล้วรีบวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปทันที
ซูต้าเหนียงมองดูท่าทางขี้ขลาดตาขาวของมันด้วยความสะใจ ความเครียดแค้นที่สั่งสมมาจากการถูกตาเฒ่าหลานและป้าหวังฉีกหน้าเมื่อครู่ดูเหมือนจะได้รับการระบายออกไปจนหมดสิ้น
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก เธอรีบก้มลงหยิบก้อนหินขึ้นมาอีกก้อน แล้วเล็งเป้าเตรียมจะซ้ำเติมอีกครั้ง สายตายังคงสอดส่ายหาก้อนหินก้อนต่อๆ ไป ราวกับว่าแค่นี้ยังไม่สาสมใจ
ใครหน้าไหนที่บังอาจมารังแกหลานชายของเธอ มันผู้นั้นจะต้องได้รับบทเรียนราคาแพงจากเธอเป็นการตอบแทน!
แน่นอนว่าคนอย่างซูต้าเหนียงไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญาเหมือนพวกเด็กๆ อย่างซูจินไหลที่ไปไล่ตีหมาจนโดนกัดก้นเป็นแผลเหวอะหวะ แล้วยังต้องเสียเงินเสียทองไปฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้วุ่นวาย เธอฉลาดกว่านั้นมาก
เธอรู้จักทิ้งระยะห่างอย่างพอเหมาะ หากไอ้หมาบ้าตัวนั้นคิดจะหันกลับมาสู้ เธอก็ยังมีก้อนหินในมืออีกสองก้อนเตรียมพร้อมไว้เป็นอาวุธ และระยะห่างนี้ก็มากพอที่จะทำให้เธอวิ่งหนีกลับเข้าประตูรั้วบ้านได้ทันท่วงที โดยที่คมเขี้ยวของมันไม่มีวันได้สัมผัสแม้แต่ปลายเล็บขบของเธอ
นี่แหละคือวิถีของผู้ชนะในแบบฉบับของซูต้าเหนียง!
“โฮ่ง! กรรรร!”
เจ้าสุนัขจรจัดสีดำส่งเสียงขู่คำรามในลำคอพร้อมกับแยกเขี้ยวขาววับใส่ซูต้าเหนียงเพื่อเป็นการเตือน แต่อนิจจา หญิงชราผู้นี้หาได้มีความเกรงกลัวไม่ ซูต้าเหนียงกลับมองว่าท่าทีข่มขู่นั้นเป็นเพียงการดิ้นรนของสัตว์เดรัจฉานที่กำลังจนตรอก
ซูต้าเหนียงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมในขณะที่มือยังคงกำก้อนหินแน่น เธอง้างมือขึ้นสูงแล้วขว้างก้อนหินออกไปสุดแรงเกิดอีกครั้ง
“ไอ้หมาบ้า! ยังจะกล้ามาทำเก่งใส่ฉันอีกเหรอ? แกกล้าดียังไงมารังแกหลานรักของฉัน วันนี้ฉันจะตีแกให้ตายคาที่แล้วเอาไปต้มซุปเนื้อหมากินให้หายแค้นคอยดู!”
ความรู้สึกสะใจแล่นพล่านไปทั่วร่างของหญิงชรา ยิ่งเห็นสุนัขจรจัดต้องกระโดดหลบก้อนหินของเธอก็ยิ่งรู้สึกฮึกเหิม นานแล้วที่เธอไม่ได้ระบายอารมณ์รุนแรงเช่นนี้ โดยเฉพาะในยามที่ปลอดคนไม่มีสายตาของใครมาคอยจับจ้อง เธอจึงสามารถเผยด้านมืดออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำเป็นคนดีมีเมตตา
ซูต้าเหนียงระดมปาก้อนหินใส่เจ้าสุนัขสีดำไม่ยั้งมือ ก้อนแล้วก้อนเล่าถูกขว้างออกไป แต่ทว่าในขณะที่เธอกำลังเพลิดเพลินกับการไล่ล่าอยู่นั้น สัญชาตญาณบางอย่างก็ทำให้เธอรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง เหมือนมีรังสีอำมหิตบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ทันทีที่เธอหันขวับกลับไปมอง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้หัวใจของเธอแทบจะหยุดเต้น
สุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากทิศทางไหน มันอาศัยจังหวะที่เธอเผลอพุ่งกระโจนเข้าใส่ด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ปากกว้างที่เต็มไปด้วยฟันคมกริบงับเข้าที่สะโพกของซูต้าเหนียงอย่างจัง!
“อ๊ากกกกกกก!!!”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังโหยหวนขึ้นทำลายความเงียบของลานบ้าน ซูต้าเหนียงแผดเสียงร้องลั่นราวกับหมูที่กำลังถูกเชือด
ด้วยความตกใจและเจ็บปวด เธอรีบหันกลับมาแล้วใช้ก้อนหินที่ยังเหลืออยู่ในมือทุบหัวเจ้าสุนัขสีเหลืองตัวนั้นอย่างแรง โป๊ก! เจ้าหมาเหลืองเมื่อโดนสวนกลับก็รีบปล่อยปาก ร้องเอ๋ง แล้ววิ่งหางจุกตูดหนีไปอย่างรวดเร็ว
ซูต้าเหนียงรีบเอามือกุมก้นที่ปวดหนึบพลางส่งเสียงร้องโอดโอยไม่หยุด
เสียงเอะอะโวยวายดังลั่นไปถึงในลานบ้าน ทำให้จ้าวชุ่ยฮวาและคนอื่นๆ ที่กำลังกินข้าวหรือทำธุระส่วนตัวต้องชะงัก สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที ต่างรีบวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ที่หน้าประตูบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ป้าหวังที่เพิ่งจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปเมื่อครู่ เธอก็รีบดึงกางเกงขึ้นอย่างลวกๆ แล้ววิ่งหน้าตื่นออกมาสมทบ
“เกิดอะไรขึ้น? ใครเป็นอะไร!”
เมื่อทุกคนวิ่งออกมาถึงจุดเกิดเหตุ ภาพที่เห็นทำเอาทุกคนต้องยืนตะลึงงัน
เบื้องหน้าของพวกเขาคือซูต้าเหนียงที่กำลังยืนกุมก้นด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว โดยมีสุนัขจรจัดสองตัว—หนึ่งสีดำและหนึ่งสีเหลือง—ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล พวกมันแยกเขี้ยวขู่คำรามพร้อมจะกระโจนเข้าใส่ได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะเจ้าตัวสีดำที่ลำตัวมีเลือดหยดติ๋งๆ จากรอยแผลที่ถูกก้อนหินปาใส่ ยิ่งทำให้มันดูดุร้ายและน่ากลัวขึ้นเป็นทวีคูณ
ซูต้าเหนียงเห็นเพื่อนบ้านออกมากันแล้วก็รีบตะโกนขอความช่วยเหลือเสียงหลง
“ช่วยด้วย! ช่วยฉันด้วย! มันจะกินฉันแล้ว!”
เธอพยายามจะแข็งใจวิ่งหนีมาทางกลุ่มเพื่อนบ้าน แต่ทว่าเจ้าสุนัขสีดำที่บาดเจ็บกลับไม่ยอมปล่อยให้เหยื่อหลุดมือไปง่ายๆ ความแค้นที่ถูกทำร้ายทำให้มันพุ่งตัวเข้าใส่ซูต้าเหนียงอย่างบ้าคลั่ง ในจังหวะที่ทุกคนกำลังยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูกอยู่นั้นเอง
งับ!
คมเขี้ยวของเจ้าสุนัขสีดำฝังลงไปบนแก้มก้นอีกข้างของซูต้าเหนียงอย่างแม่นยำ!
คราวนี้ซูต้าเหนียงทนพิษบาดแผลไม่ไหว ร่างของเธอล้มฟาดลงกับพื้นดินเสียงดัง ตุ้บ! แต่ฝันร้ายของเธอยังไม่จบเพียงแค่นั้น เพราะเจ้าหมาดำยังไม่หายแค้น มันตามซ้ำด้วยการงับเข้าที่ต้นขาของเธออีกหนึ่งคำโต
“อ๊ากกกกก! ช่วยด้วยยยย!”
เสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนาของซูต้าเหนียงทำให้คนที่ยืนดูอยู่ถึงกับขนลุกซู่ ป้าหวังที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดอยากจะเข้าไปช่วยใจจะขาด แต่บทเรียนราคาแพงจากเหตุการณ์ของโจวหลี่ซื่อที่เคยลื่นล้มในส้วมจนเลอะเทอะเปรอะเปื้อนยังคงตามหลอกหลอนเตือนใจเธออยู่เสมอ
สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ใครผลีผลามเข้าไปอาจจะเจ็บตัวฟรี เธอจึงได้แต่ยืนรีรอด้วยความกลัว
ทางด้านครอบครัวของหมิงเหม่ยที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ต่างยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงอ้าปากค้าง พวกเขาเคยได้ยินกิตติศัพท์เรื่องความวุ่นวายของลานบ้านนี้มาบ้าง แต่ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นฉากระทึกขวัญแบบสดๆ ร้อนๆ ตั้งแต่วันแรกของการย้ายเข้า
ต้องยอมรับตามตรงว่า ในยุคสมัยนี้การเห็นสุนัขจรจัดคุ้ยขยะกินเป็นเรื่องปกติ แต่การเห็นพวกมันรุมกัดคนอย่างดุเดือดกลางวันแสกๆ แบบนี้เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากยิ่ง
ในที่สุด หมิงเซี่ยงตง พ่อของหมิงเหม่ย ก็เป็นคนแรกที่ได้สติ เขาคว้าไม้กวาดด้ามยาวที่วางอยู่ข้างประตูรั้วขึ้นมา แล้ววิ่งเข้าไปกวัดแกว่งไล่สุนัขทั้งสองตัวพร้อมตะโกนเสียงดัง
“ไป! ชิ่วๆ! ออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”
เจ้าหมาสองตัวเมื่อเห็นว่าฝ่ายมนุษย์มีกำลังเสริมและอาวุธครบมือ พวกมันจึงรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ รีบหันหลังวิ่งหนีหายลับไปในตรอกอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบและเสียงร้องครวญครางของซูต้าเหนียง
“โอ๊ย... โอ๊ย... เจ็บเหลือเกิน... ตายแน่ๆ ฉันต้องตายแน่ๆ...”
ซูต้าเหนียงนอนคว่ำหน้าครวญครางอยู่บนพื้นดิน แต่ถึงอย่างนั้น หมิงเซี่ยงตงก็ไม่ได้เดินเข้าไปประคองหรือช่วยเหลือในระยะประชิด เขาเพียงแค่ยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนไร้น้ำใจ แต่ด้วยอาชีพคนขับรถบรรทุกที่ต้องเดินทางไกลไปทั่วสารทิศ ทำให้เขาพบเจอผู้คนร้อยพ่อพันแม่ และหนึ่งในกลโกงที่เจอบ่อยที่สุดก็คือพวกมิจฉาชีพที่แกล้งเจ็บตัวเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ประสบการณ์สอนให้เขาระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ เขาจึงเลือกที่จะยืนดูอยู่ห่างๆ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
ป้าหวังเห็นสุนัขไปแล้ว จึงรีบวิ่งเข้ามาดูอาการ “ซูต้าเหนียง! ตายแล้ว เป็นยังไงบ้าง แผลลึกไหมเนี่ย”
ซูต้าเหนียงน้ำตานองหน้า ร้องฟูมฟายฟังไม่ได้ศัพท์
“หมา... หมาบ้ากัดคน... ไอ้สัตว์นรกพวกนี้มันจะกินคน! ฮือๆๆ ต้องตีให้ตาย ต้องฆ่าพวกมันให้หมด!”
เสียงเอะอะโวยวายทำให้ชาวบ้านร้านตลาดในละแวกใกล้เคียงเริ่มทยอยกันออกมามุงดูเหตุการณ์ เรื่องตื่นเต้นแบบนี้ไม่มีใครอยากพลาด
“คุณพระช่วย! นั่นเกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“ถามแปลกๆ ก็โดนหมากัดน่ะสิ ไม่เห็นเลือดหรือไง”
“ตายจริง! ทำไมถึงกัดแต่ที่ก้นอีกล่ะนั่น!”
ชาวบ้านคนหนึ่งอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ แม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงปลายเดือนมีนาคมที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้นบ้างแล้ว แต่ซูต้าเหนียงยังคงสวมกางเกงนวมหนาเตอะอยู่ ทว่าคมเขี้ยวของสุนัขก็ยังสามารถเจาะทะลุชั้นนวมเข้าไปฝังเนื้อได้ จนเห็นนุ่นสีขาวหลุดลุ่ยออกมาเปื้อนเลือดแดงฉาน เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่าโดนกัดที่ตำแหน่งไหน
“เดี๋ยวนะ... ไอ้หมาดำตัวเมื่อกี้ หน้าตามันคุ้นๆ เหมือนตัวที่เคยกัดหลานชายบ้านนี้เลยไม่ใช่เหรอ?”
“เออจริงด้วย! ใช่ตัวเดียวกันแน่ๆ! โอ้โห... นี่มันบุพเพสันนิวาสชัดๆ!”
“เอ่อ... ลุงจะใช้คำว่าบุพเพสันนิวาสกับเรื่องหมากัดก้นเนี่ยนะ?”
ชายวัยกลางคนที่พูดเรื่องบุพเพสันนิวาสยืดอกตอบอย่างมั่นใจ
“อ้าว ก็ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? คราวก่อนก็หมาตัวนี้ กัดที่ก้นเหมือนกัน คราวนี้ก็หมาตัวเดิม กัดที่ก้นย่ามันอีก ฉันว่ามันต้องเป็นเวรกรรม หรือไม่ก็เป็นคู่แค้นข้ามภพข้ามชาติกันมาแน่ๆ หมามันคงจำกลิ่นบ้านนี้ได้แม่น ก็เลยตามมาล้างแค้นไง”
“อืม... คิดดูแล้วก็น่าจะมีส่วนจริงนะ”
ชาวบ้านเริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
ในขณะเดียวกัน ตาเฒ่าหลาน ผู้มีสายตาแหลมคมดุจเหยี่ยว ก็ชี้จุดสังเกตสำคัญขึ้นมา
“พวกเธอดูสิ หมาตัวสีดำมันมีแผลเลือดไหลที่ตัว แล้วดูที่พื้นนั่น ก้อนหินเปื้อนเลือดตกอยู่เกลื่อนถนน ถ้าหมามันวิ่งมากัดก่อน ยัยเฒ่าซูคงไม่มีเวลามานั่งเลือกหินปาแม่นขนาดนี้หรอก”
ทุกคนมองตามนิ้วของตาเฒ่าหลาน แล้วก็ต้องพยักหน้าเห็นด้วย ภาพก้อนหินเปื้อนเลือดที่ตกกระจายอยู่เป็นหลักฐานชั้นดีที่บ่งบอกว่า... ซูต้าเหนียงน่าจะเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน
เมื่อความจริงปรากฏ ชาวบ้านต่างก็พากันส่ายหน้าด้วยความระอาใจ
“บ้านนี้มันยังไงกันนะ ว่างมากหรือไงถึงชอบไปหาเรื่องหมาจรจัด”
“นั่นสิ รสนิยมแปลกประหลาดจริงๆ ชอบยั่วยุให้หมากัด”
ซูต้าเหนียงที่นอนเจ็บอยู่ได้ยินเสียงซุบซิบก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม เพื่อเรียกร้องความสนใจและความสงสาร
“สวรรค์! ทำไมชีวิตฉันถึงได้รันทดขนาดนี้! ฮือๆๆ เจ็บจะตายอยู่แล้ว ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยพาฉันไปหาหมอที!”
ป้าหวังเห็นท่าไม่ดี รีบตะโกนบอกทุกคน
“เร็วเข้า! พวกผู้ชายมาช่วยกันหน่อย ต้องรีบพาแกไปโรงพยาบาล แผลเหวอะหวะขนาดนี้ แถมล้มกระแทกพื้นอีก ไม่รู้กระดูกกระเดี้ยวจะหักหรือเปล่า”
“เร็วๆ เข้าสิ!”
ตาเฒ่าหลานรีบโบกมือปฏิเสธทันควัน
“บ้านฉันไม่ไหวนะ วันนี้วันดี เป็นวันย้ายเข้าบ้านใหม่ ถือเคล็ดเรื่องความเป็นสิริมงคล ขืนไปโรงพยาบาลตอนนี้เดี๋ยวจะพาความซวยเข้าบ้าน คนอยู่กันตั้งเยอะแยะ ให้คนอื่นไปเถอะ”
ส่วนครอบครัวหมิงเหม่ยก็คงไม่สะดวก เพราะเพิ่งย้ายมาวันแรก ข้าวของยังจัดไม่เสร็จ แถมหมิงเซี่ยงตงก็เป็นคนไล่หมาไปแล้ว ถือว่าช่วยไปมากโขแล้ว
จ้าวชุ่ยฮวายืนกอดอกมองเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นป้าหวังร้อนรนจนเหงื่อท่วมตัว เธอก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วตัดสินใจเดินเข้าไปหา
“เอาล่ะๆ เดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนเอง”
ไหนๆ ก็ไหนๆ ถือว่าทำบุญทำทาน แล้วก็ถือโอกาสไปดูเรื่องสนุกๆ ต่อที่โรงพยาบาลด้วยก็แล้วกัน
เพื่อนบ้านอีกสองสามคนรีบวิ่งไปเข็นรถเข็นคันเล็กออกมาจากบ้านข้างๆ เพื่อใช้ลำเลียงคนเจ็บ เนื่องจากซูต้าเหนียงเจ็บก้นจนนั่งไม่ได้ ทุกคนจึงต้องช่วยกันพยุงร่างท้วมของเธอให้ขึ้นไปนอนคว่ำหน้าอยู่บนรถเข็น
แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด รถเข็นคันนั้นเป็นรถที่เพื่อนบ้านใช้ขนถ่านหิน ทันทีที่ซูต้าเหนียงล้มตัวลงนอนคว่ำ เสื้อผ้าและใบหน้าของเธอก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าถ่านสีดำเมี่ยม จนดูราวกับเพิ่งขึ้นมาจากเหมืองถ่านหิน แต่ ณ วินาทีนี้ คงไม่มีใครสนใจเรื่องความสวยงามอีกแล้ว ซูต้าเหนียงได้แต่เอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้โฮด้วยความอับอายและเจ็บปวด
จ้าวชุ่ยฮวาหันไปสั่งความกับลูกสะใภ้และลูกชายที่ยืนอยู่หน้าประตู
“พวกเธอกินข้าวกันไปก่อนเลยนะ ไม่ต้องรอแม่ เดี๋ยวแม่จะเลยไปหาหลานชายตัวน้อยด้วยเลย”
จวงจื้อซีพยักหน้ารับคำ “ได้ครับแม่”
จากนั้น ขบวนแห่คนเจ็บที่นำทีมโดยจ้าวชุ่ยฮวาและป้าหวัง พร้อมด้วยพลเมืองดีอีกสองสามคน ก็ช่วยกันเข็นรถขนถ่านที่มีร่างของซูต้าเหนียงนอนร้องโอดโอยมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่มองตามด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ป้าหวังเดินไปพลางก็นึกย้อนไปถึงเสียงร้องโหยหวนของสุนัขที่เธอได้ยินตอนอยู่ในส้วม... ชัดเจนเลยว่าซูต้าเหนียงเป็นคนเริ่มก่อน งานนี้คงโทษใครไม่ได้นอกจากความมือบอนของตัวเองแท้ๆ
[จบบท]