บทที่ 121: ศึกชิงซุปตะพาบ
กลิ่นหอมของสมุนไพรและเนื้อตุ๋นลอยอบอวลไปทั่วครัว จ้าวชุ่ยฮวามองดูผลงานในหม้อด้วยความพึงพอใจ ซุปปลาตะพาบเคี่ยวจนน้ำข้นคลั่กได้ที่แล้ว เธอหยิบชามกระเบื้องใบใหญ่ที่สุดในบ้านออกมา ก่อนจะบรรจงตักเนื้อปลาตะพาบชิ้นหนานุ่มใส่ลงไป
ตามด้วยหัวไชเท้าฉ่ำน้ำของโปรดของลุงหลานที่เธอจัดให้แบบพิเศษใส่ไข่ ปิดท้ายด้วยเส้นบะหมี่เหนียวนุ่มจนพูนชาม ปริมาณอาหารในชามนี้เรียกได้ว่ากินคนเดียวอิ่มไปถึงพรุ่งนี้เช้า น้ำซุปสีอำพันส่งกลิ่นหอมยั่วยวนจนใครที่ได้กลิ่นเป็นต้องท้องร้อง
ทันทีที่จ้าวชุ่ยฮวาประคองชามใบยักษ์เดินพ้นประตูห้องครัว กลิ่นหอมรสเลิศก็ตามติดออกมาเหมือนมีชีวิต มันแผ่ซ่านครอบคลุมไปทั่วลานบ้าน กลบกลิ่นกับข้าวบ้านอื่นจนหมดสิ้น เธอส่งยิ้มให้ชายชราที่ยืนรออยู่กลางลาน
“พี่หลาน ฉันตักมาให้แล้วค่ะ รับไปทานร้อนๆ เลยนะคะ”
ตาเฒ่าหลานที่กำลังยืนชมเรื่องสนุกอยู่ หันมาเห็นลาภปากลอยมาตรงหน้าก็ยิ้มร่า ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“ส่งมาให้ฉันเลย”
ชายชรายื่นมือออกไปรับ แต่ทว่าความหอมของซุปกลับไปกระตุ้นต่อมความโลภของใครบางคนเข้าอย่างจัง ซูจินไหลจ้องมองเนื้อในชามตาเป็นมัน ความอิจฉาริษยาที่สะสมมาจากความอยากกินเนื้อทำให้เด็กชายขาดสติ เขาตะโกนลั่นพร้อมกับพุ่งตัวเข้าใส่จ้าวชุ่ยฮวาทันที
“เอาเนื้อมาให้ฉัน! นั่นมันของบ้านฉัน!”
เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวของเด็กวัยกำลังโต ทำให้คนที่ได้ยินต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ
การจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวของซูจินไหลสร้างความตื่นตระหนกให้ทุกคน เพราะในมือของจ้าวชุ่ยฮวาคือชามซุปร้อนระอุ หากหกใส่ใครรับรองว่าหนังกำพร้าหลุดลอกแน่นอน แต่ก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้น เท้าข้างหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาเสียก่อน
ผัวะ!
ตาเฒ่าหลานตวัดเท้าถีบเข้าที่ยอดอกของเด็กชายจอมตะกละจนกระเด็นกลิ้งไปกับพื้นอย่างไม่ปรานี เขาไม่ใช่ไป๋เหล่าโถวผู้ใจดีที่จะยอมให้เด็กเหลือขอมาปีนเกลียวได้ง่ายๆ
“แกกล้าเตะพี่ฉันเหรอ! ไอ้แก่ใกล้ตาย!” ซูอวิ๋นไหลเห็นพี่ชายเจ็บตัวก็เลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้ามาหมายจะเอาคืน แต่กลับถูกมือเหี่ยวย่นแต่แข็งแกร่งดุจคีมเหล็กคว้าคอเสื้อไว้ได้ ก่อนที่ฝ่ามืออีกข้างจะตบฉาดเข้าที่ใบหน้าซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว
เพียะ! เพียะ!
ตาเฒ่าหลานไม่มีนโยบายโอ๋เด็กเปรต สำหรับเขา การใช้ชีวิตให้มีความสุขคือเป้าหมายสูงสุด ใครขวางความสุขก็ต้องโดนกำจัด
“กรี๊ด! ทำบ้าอะไรของคุณ! นั่นมันเด็กนะ!” หวังเซียงซิ่วกรีดร้องเสียงหลง วิ่งถลันเข้ามากลางวงกางเล็บหมายจะข่วนหน้าชายชราเพื่อปกป้องลูก แต่ตาเฒ่าหลานไวกว่า เขาคว้าข้อมือเธอไว้แล้วบิดตัวผลักส่งไปด้านหน้าเต็มแรง
หวังเซียงซิ่วถลาไปตามแรงเหวี่ยง ชนโครมเข้ากับไป๋เหล่าโถวที่ยืนอยู่ด้านหลังจนเซถลาไปกอดกันกลม ชายชราโสดสนิทมาค่อนชีวิตถึงกับหน้าแดงแปร๊ดทำอะไรไม่ถูก หวังเซียงซิ่วรีบดีดตัวออกมาด้วยความอับอายขายขี้หน้า
ตาเฒ่าหลานยืนเท้าเอวมองสามแม่ลูกด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะประกาศก้อง
“หวังเซียงซิ่วใช่ไหม? จำใส่กะโหลกไว้เลยนะ อย่าคิดว่าฉันเพิ่งย้ายมาแล้วจะข่มเหงกันได้ คนล่าสุดที่ซ่ากับฉันตอนนี้ไปนอนเล่นอยู่ที่แผนกรักษาความปลอดภัยแล้ว ถ้าเธอสอนลูกให้เป็นคนไม่ได้ ฉันในฐานะเพื่อนบ้านผู้หวังดีจะช่วยสงเคราะห์ให้เอง!
อย่าคิดว่าโลกต้องหมุนรอบตัวพวกเธอ นี่มันไม่ใช่แค่ขอทานแล้ว แต่มันคือโจรปล้นกลางวันแสกๆ! ซุปร้อนขนาดนี้ลูกเธอวิ่งมาชน ถ้าหกใส่คนอื่นจนบาดเจ็บใครจะรับผิดชอบ? หรือตระกูลพวกเธอเห็นว่าน้องจ้าวไม่แบ่งเนื้อให้ ก็เลยกะจะพังหม้อข้าวหม้อแกงให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย? ช่างเป็นตระกูลที่จิตใจประเสริฐเลิศล้ำจริงๆ!”
คำด่าเจ็บแสบของตาเฒ่าหลานเรียกเสียงฮือฮาจากเพื่อนบ้าน ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะถ้าซุปร้อนๆ นั่นหกใส่ใครคงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หวังเซียงซิ่วได้แต่ยืนหน้าม้าน พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
เธอเองก็ไม่ใช่คนฉลาดนัก ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมให้แม่สามีปั่นหัวจนหัวหมุนอยู่อย่างนี้ ตาเฒ่าหลานมองเด็กชายสองคนที่นั่งกองอยู่กับพื้นแล้วแค่นหัวเราะ
“ดูสิ... ดูสายตาอันอ่อนโยนไร้เดียงสาของเด็กพวกนี้สิ ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง”
สายตาอาฆาตมาดร้ายของสองพี่น้องตระกูลซูไม่ได้ทำให้ตาเฒ่าหลานหวั่นไหวแม้แต่น้อย เขายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
“ฉันน่ะรักความสงบจะตาย แต่ถ้าพวกเธอขี้เกียจสอนลูก ก็ปล่อยให้มาลองดีที่บ้านฉันได้เลย ฉันไม่แจ้งตำรวจหรอก ขี้เกียจรบกวนเจ้าหน้าที่ แต่ฉันจะถือโอกาสยืดเส้นยืดสายซะหน่อย หลานเขย... เธอว่าคนแก่อย่างฉันควรหาอะไรทำแก้เมื่อยบ้างไหม?”
จวงจื้อซีรับมุกทันควัน รีบผสมโรงด้วยน้ำเสียงขึงขัง
“แน่นอนครับคุณตา คนแก่ต้องหมั่นออกกำลังกาย แต่คุณตาครับ เอาแค่เตะต่อยพอหอมปากหอมคอก็พอนะครับ อย่าถึงขั้นใช้อาวุธเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นฆาตกรรมไปซะก่อน”
“เรื่องแค่นี้คิดว่าฉันไม่รู้หรือไง?” ตาเฒ่าหลานปรายตามองอย่างรู้ทัน
จวงจื้อซีหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเสนอไอเดียสุดบรรเจิด
“จริงๆ ผมมีวิธีเด็ดกว่านั้นนะครับคุณตา ส้วมหลุมหน้าปากซอยบ้านเราไง กว้างขวางโอ่อ่าเหมาะแก่การฝึกว่ายน้ำเป็นที่สุด คนแถวนี้เขาก็เคยลงไปดำผุดดำว่ายกันมาแล้ว ถ้าวันหลังเด็กพวกนี้มากวนใจอีก คุณตาก็จับโยนลงบ่อไปเลย ให้ฝึกท่ากรรเชียงในนั้นแหละครับ อิ่มท้องด้วย ประหยัดข้าวบ้านเราได้อีกต่างหาก...”
อุ๊บ!
“แหวะ! พอได้แล้ว!”
จ้าวชุ่ยฮวารีบเบรกตัวโก่ง หน้าตาพะอืดพะอม “เจ้าลูกบ้า! หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ คนอื่นเขาจะกินข้าวกันไม่ลง!”
แม้ปากจะบ่นแต่เพื่อนบ้านรอบข้างกลับระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ ทั้งขำทั้งขยะแขยง
“ป้าจ้าวพูดถูก! เสี่ยวจวงปากเธอนี่มันร้ายจริงๆ เย็นนี้บ้านฉันกินโจ๊กข้าวโพดเหลืองอ๋อยอยู่ด้วย พาลจะอ้วกเลยเนี่ย”
“นั่นสิ ประหยัดข้าวจริง แต่สยองเกินไปหน่อย ภาพเหตุการณ์วันนั้นยังติดตาฉันอยู่เลย ตอนดึงขึ้นมานี่... อื้อหือ สภาพแต่ละคนดูไม่จืด ทั้งแม่ผัวลูกสะใภ้ตระกูลซู ทั้งบ้านโจวบ้านไป๋ เหลืองอร่ามกันถ้วนหน้า!”
เสียงหัวเราะดังครึกครื้น บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความขบขันในวีรกรรม ‘ส้วมระเบิด’ เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา
เรื่องราวระดับตำนานที่เล่าขานกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ เพราะมันคือความทรงจำสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเพียงคนในลานบ้านนี้เท่านั้นที่ได้สัมผัสประสบการณ์จริง ทั้งกลิ่น ทั้งภาพ ทั้งเสียง!
หลี่ต้าซานตบไหล่จวงจื้อหย่วนเบาๆ อย่างนึกเสียดายแทน “น่าเสียดายจริงๆ ที่ตอนนั้นนายไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นนายคงได้เห็นฉากประวัติศาสตร์กับตาตัวเอง... ชีวิตนี้ถือว่าพลาดเรื่องใหญ่ไปเรื่องหนึ่งเลยนะเนี่ย!”
ท่ามกลางบรรยากาศครึกครื้นของเพื่อนบ้าน จวงจื้อหย่วนกลับยืนคอตกด้วยความห่อเหี่ยวหัวใจอย่างที่สุด สาเหตุก็เพราะคนทั้งลานบ้านต่างได้เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้นกันหมด
มีเพียงเขาคนเดียวที่พลาดฉากเด็ดไป จวงจื้อหย่วนจึงเกิดอาการกระวนกระวาย วิตกจริตว่าตนเองกำลังจะคุยกับชาวบ้านเขาไม่รู้เรื่อง
เขาเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดาย “นั่นสิครับ ใครจะว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่กันล่ะ” ชายหนุ่มถอนหายใจยาวก่อนจะวิเคราะห์สถานการณ์ด้วยมาดนักปรัชญาประจำซอย
“แต่ถ้าจะให้ผมพูดนะ ผมว่าไป๋เฟิ่นโต้วกับโจวฉวินนี่จิตใจทำด้วยเหล็กเพชรชัดๆ เรื่องใหญ่ขนาดนี้ เป็นคนอื่นคงแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอับอายไปแล้ว แต่พวกเขากลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินเหินได้หน้าตาเฉย สองคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ต้องขอคารวะเลย”
พ่อครัวหลี่พยักหน้าหงึกหงัก เห็นด้วยอย่างยิ่งว่าคนพวกนี้ต้องมีพลังพิเศษบางอย่างแน่ๆ เพราะถ้าลองจินตนาการว่าเป็นตัวเขาเองที่ตกลงไปในบ่ออุจจาระ เขาคงขังตัวเองอยู่ในห้อง ปิดไฟเงียบ แล้วซึมเศร้าจนไม่อยากเห็นเดือนเห็นตะวัน
พ่อครัวหลี่รีบถ่มน้ำลาย “ถุย ถุย ถุย!” ไล่ความคิดอัปมงคล
อย่าได้สมมติเรื่องบัดซบแบบนี้เชียว!
มันต้องไม่มีทางเกิดขึ้น!
เพราะถ้าเกิดขึ้นกับเขา ผลลัพธ์คงไม่ใช่แค่ความอาย แต่หมายถึงหายนะในหน้าที่การงาน สำหรับไป๋เฟิ่นโต้ว โจวฉวิน หรือแม้แต่เจ้าเด็กจินไหล การตกลงไปในบ่อเกรอะอาจเป็นแค่เรื่องขายหน้าประจานวงศ์ตระกูล แต่สำหรับพ่อครัวอย่างเขา มันคือการทุบหม้อข้าวตัวเองชัดๆ
ลองคิดดูสิว่าเหล่าพี่น้องคนงานผู้ใช้แรงงานที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน ใครมันจะไปกินข้าวที่ปรุงด้วยมือของคนที่เคยลงไปแหวกว่ายในบ่อทองคำเหลืองอร่ามนั่นได้ลง
ต่อให้ขัดสีฉวีวรรณจนตัวถลอก กลิ่นและความรู้สึกขยะแขยงในใจผู้บริโภคมันล้างออกยากยิ่งกว่าคราบไขมันเสียอีก
พ่อครัวหลี่สรุปอย่างปลงๆ “พวกนั้นโชคดีที่มีงานมั่นคงค้ำคออยู่หรอก ถึงได้รอดตัวมาได้”
จวงจื้อหย่วนรีบสวนขึ้นด้วยแววตาเป็นประกาย
“ผมกลับมองต่างมุมนะ ผมคิดว่าพวกเขาได้ซึมซับจิตวิญญาณแห่งการรับใช้ประชาชนอย่างลึกซึ้ง เรียนรู้ที่จะไม่เกรงกลัวความยากลำบาก ไม่หวั่นไหวต่อสายตาอคติของผู้อื่น จึงสามารถแบกรับแรงกดดันมหาศาลแล้วยืนหยัดเผาผลาญตนเองในหน้าที่การงานต่อไปได้ ถ้าปราศจากอุดมการณ์...”
มุมปากของพ่อครัวหลี่กระตุกยิกๆ นึกด่าตัวเองในใจว่าไม่น่าไปเปิดช่องให้หมอนี่เลย ลืมไปสนิทว่าจวงจื้อหย่วนเป็นประเภทชอบลากทุกเรื่องเข้าสู่หลักการอันสูงส่ง จับต้องไม่ได้ราวกับก้อนเมฆบนฟ้า
ในขณะที่วงนี้กำลังถกเถียงเชิงปรัชญา อีกด้านหนึ่งของลานบ้านก็กำลังเม้าท์มอยกันอย่างออกรส
“เชื่อไหม ญาติฉันเมื่อวันก่อนยืนกรานจะมานอนค้างที่บ้านให้ได้ ทั้งที่ไม่มีธุระปะปังอะไร พอคาดคั้นเข้าจริงๆ ถึงได้ยอมรับว่าได้ยินข่าวลือเรื่องคนตกส้วมที่แถวบ้านเรา เลยอยากจะมาดูไอ้บ่อเกรอะมหัศจรรย์นั่นให้เห็นกับตา แล้วก็อยากมาดูหน้ายอดมนุษย์สามบ้านที่ทนเหม็นตบตีกันทั้งที่ตัวเปื้อนอึ เขาบอกว่าคนพวกนี้ต้องไม่ใช่คนปกติแน่ๆ เลยอยากมาเปิดหูเปิดตา”
เพื่อนบ้านอีกคนโบกมือ “โธ่ เรื่องแค่นั้นจิ๊บจ๊อย ลูกสาวฉันที่อยู่คณะศิลปะการแสดง ขนาดเดินสายไปต่างมณฑลยังได้ยินคนเขาพูดถึงเรื่องนี้กันเลย”
“ตายจริง! งั้นญาติฉันที่อยู่แค่เขตทงเซี่ยนรู้ข่าวก็คงไม่แปลกแล้วสินะเนี่ย”
เสียงหัวเราะและบทสนทนาเหล่านี้ทำให้ใบหน้าของหวังเซียงซิ่วเปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างเขียวคล้ำกับซีดเผือด ทั้งที่เรื่องมันควรจะซาไปได้แล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงวนกลับมาขยี้กันใหม่อีก ราวกับแผลที่กำลังจะตกสะเก็ดถูกสะกิดจนเลือดซิบ และคนที่เป็นต้นเหตุของการฟื้นฝอยหาตะเข็บก็ไม่ใช่ใครที่ไหน จวงจื้อซีนั่นเอง
ไอ้ป้าย ‘ห้ามว่ายน้ำ’ ที่แปะหราอยู่หน้าส้วมนั่น เขาก็เป็นคนเขียนเองกับมือ ช่างเป็นคนหนุ่มที่ปากคอเราะร้ายเหลือเกิน
จวงจื้อซีแสร้งทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว หันไปแสดงความกตัญญูกับผู้หลักผู้ใหญ่แทน
“คุณตาครับ ส่งมาให้ผมช่วยยกไปดีกว่า”
เขารับชามใบใหญ่มาจากมือของจ้าวชุ่ยฮวา แล้วเดินถือไปวางอย่างคล่องแคล่ว พลางร้องเสียงหลง
“แม่เจ้าโว้ย! ร้อนลวกมือชะมัดเลยครับแม่ แม่ครับ นี่ถ้าเมื่อกี้เจ้าจินไหลปัดชามหกใส่ แม่คงโดนลวกผิวพองไปแล้วนะครับเนี่ย อันตรายจริงๆ”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็ตวัดสายตาเย็นชาไปที่หวังเซียงซิ่วทันที
หวังเซียงซิ่วสะดุ้ง รีบแก้ตัวเสียงสั่น “แก... แกไม่ได้ตั้งใจนะ อีกอย่างน้ำแกงก็ไม่ได้หกโดนใครสักหน่อย แล้วแกก็โดนตีสั่งสอนไปแล้ว ถือว่าได้รับบทเรียนแล้วนี่คะ”
จ้าวชุ่ยฮวาแค่นเสียง “ไม่ได้ทำสำเร็จก็แปลว่าไม่มีความผิดหรือไง? บ้านเธอสั่งสอนลูกหลานกันด้วยตรรกะวิบัติแบบนี้เองสินะ คำพูดที่ฉันเคยพูดไว้นี่ไม่ผิดเลยจริงๆ หวังเซียงซิ่วเธอนี่มันเหลือเชื่อจริงๆ”
เสียงใครบางคนในกลุ่มจีนมุงแทรกขึ้นมาลอยๆ ว่า “จะไม่ให้เหลือเชื่อได้ยังไง ขนาดเรื่องชวนอ้วกพรรค์นั้นยังทนได้ ถึงขั้นตบตีกันทั้งที่ตัวเหม็นโฉ่ คนธรรมดาที่ไหนเขาทำได้กัน”
สิ้นเสียงนั้น ทุกคนในลานบ้านก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
คราวนี้หวังเซียงซิ่วกลั้นน้ำตาไม่อยู่ น้ำตาแห่งความอัดอั้นไหลพรากออกมา เธอกัดริมฝีปากแน่นแล้วตะโกนใส่หน้าทุกคนว่า
“พวกคุณก็ดีแต่รุมรังแกแม่ม่ายอย่างฉัน! พวกคุณรู้ไหมว่าชีวิตฉันมันยากลำบากแค่ไหน!”
จวงจื้อซีกระซิบเสียงเบาแต่จงใจให้ได้ยินกันทั่ว
“ลำบากตรงไหนกัน ในเมื่อเธอยังอมเงินเดือนของลุงไป๋กับไป๋เฟิ่นโต้วไว้ตั้งสองเดือน เงินก้อนโตขนาดนั้น จะลำบากได้ยังไง”
ประโยคนั้นเหมือนการจุดชนวน ทุกคนฉุกคิดขึ้นได้ทันทีว่า ใช่สิ เรื่องเงินยังเคลียร์กันไม่จบเลยนี่นา
ไป๋เหล่าโถวไม่รอช้า รีบทวงสิทธิ์ทันที “คืนเงินมา! รีบเอาเงินคืนมาเดี๋ยวนี้!”
หวังเซียงซิ่วหน้าถอดสี สถานการณ์หลุดจากการควบคุมไปไกลแล้ว ยิ่งทำให้เธอคิดถึงแม่สามีจับใจ หากซูต้าเหนียงอยู่ที่นี่ด้วย คงไม่มีทางปล่อยให้เธอตกเป็นเป้านิ่งให้ชาวบ้านรุมทึ้งแบบนี้ เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางกวาดตามองหาความเห็นใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาเหยียดหยาม เธอจึงได้แต่พูดเสียงอ่อย
“ฉันไม่ได้จะไม่คืนเสียหน่อย... ก็กำลังจะกลับไปเอามาให้นี่ไง พวกคุณเอาแต่เข้าใจฉันผิด ฉันก็ต้องอธิบายบ้างสิ ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงของฉันจะป่นปี้หมด”
ข้อแก้ตัวนั้นฟังไม่ขึ้นแม้แต่น้อย ใครๆ ก็ดูออกว่าเธอตั้งใจจะยื้อเวลา เพราะถ้าบริสุทธิ์ใจจริง ป่านนี้คงวิ่งกลับบ้านไปหยิบเงินมาคืนตั้งนานแล้ว ไม่มายืนพล่ามไร้สาระอยู่อย่างนี้หรอก
ไป๋เหล่าโถวยื่นคำขาดเสียงแข็ง “ดี! งั้นก็ไปเอาเงินมา!”
ชายชรายื่นมือกร้านโลกออกมารอ หวังเซียงซิ่วจำนนต่อหลักฐาน เธอเดินโซซัดโซเซกลับเข้าบ้านด้วยความเจ็บแค้น นอกจากความเสียใจที่แม่สามีไม่อยู่ปกป้องแล้ว คนที่เธอเกลียดที่สุดในวินาทีนี้กลับกลายเป็นไป๋เฟิ่นโต้ว
ถ้าไอ้ผู้ชายคนนั้นอยู่ที่นี่ เธอคงไม่ถูกพ่อของเขารุมรังแกขนาดนี้ อย่างน้อยเธอก็น่าจะใช้มารยาหญิงยื้อเงินก้อนนี้ไว้ได้สักส่วนหนึ่ง
แต่ตอนนี้ทุกอย่างพังทลาย เธอจำใจต้องกลืนเลือดตัวเองแล้วควักเงินออกมาคืน
เงินเดือนของสองพ่อลูกรวมกันก็ปาเข้าไปร้อยกว่าหยวน พอมารวมกับเงินเดือนของเธอเอง มันคือขุมทรัพย์กองโต การต้องเฉือนเนื้อตัวเองจ่ายคืนไปทำให้เธอเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกมีดกรีดหัวใจ เงินพวกนี้มันควรจะเป็นของเธอแท้ๆ
เจ็บใจนักที่ไป๋เฟิ่นโต้วไม่อยู่ ปล่อยให้เธอโดนคนอื่นรุมทึ้งอยู่ฝ่ายเดียว ผู้ชายไม่ได้เรื่องคนนั้น มิน่าล่ะเธอถึงไม่เคยนึกพิศวาสเขาเลย ถ้ามีผู้ชายแบบนั้นที่พึ่งพาอะไรไม่ได้ในยามคับขัน จะมีไปทำซากอะไร
หวังเซียงซิ่วเก็บความคับแค้นใจไว้เต็มอก ถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกำเงินเดินออกจากบ้าน แผนการที่จะเจียดเงินส่วนนี้ไปตัดชุดฤดูร้อนใหม่ให้ลูกๆ เป็นอันพับเก็บลงถังขยะ
เธอเดินกลับมาที่ลานบ้านด้วยขอบตาแดงก่ำ แล้วปาเงินใส่มือไป๋เหล่าโถวอย่างกระแทกกระทั้น พร้อมระบายความอัดอั้น
“เอ้า เอาไป! แล้วเลิกพูดสักทีว่าฉันโกงเงินคุณลุง ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าไป๋เฟิ่นโต้วนอนโรงพยาบาล ฉันไม่มีทางไปรับเงินแทนพวกคุณลุงหรอก เขาเคยช่วยฉันไว้ตั้งเยอะ ฉันเห็นว่าเขาไปรับเงินเองไม่สะดวกเลยหวังดีอาสาไปรับให้ พอดีเสมียนบัญชีถามว่าจะให้รับเงินของคุณลุงมาด้วยเลยไหม
ฉันถึงได้รับติดมือมาให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตอนนี้กลับกลายเป็นทำคุณบูชาโทษ ทุกคนมารุมด่าฉัน เอามาป้ายสีฉัน ฉันนี่มันซวยจริงๆ ไม่น่าไปยุ่งกับคนตระกูลพวกคุณลุงเลย พอกันที! เอาเงินของคุณลุงคืนไปส่วนเรื่องในบ้านฉัน คุณลุงก็ไม่ต้องมายุ่ง!”
พูดจบเธอก็หันไปกระชากแขนลูกๆ แล้วตวาดเสียงดังกลบเกลื่อนความอาย
“ยังไม่รีบกลับบ้านอีก! ขืนชักช้า เดี๋ยวคนเขาก็หาเรื่องว่าเอาอีก หึ พูดไม่ออกเลยจริงๆ บ้านเรามันจน ไม่มีปัญญาซื้อเนื้อกิน ก็ต้องทนแทะหมั่นโถว ดื่มน้ำเปล่ากันไป แต่อย่าได้ไปเที่ยวขอกินจากใครเขาให้เสียศักดิ์ศรี ไม่อย่างนั้นเขาจะดูถูกเอาได้ กลับ!”
เป็นอันว่ามหากาพย์บ่อเกรอะในวันนี้จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของแม่ม่ายหวังอย่างหมดรูป
[จบบท]