บทที่ 130: ชุดกระโปรงใหม่ของเสี่ยวเยี่ยนจื่อ
เด็กหญิงตัวน้อยยืนเอียงคอทำหน้าฉงนสนเท่ห์ด้วยความไม่เข้าใจในสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นภายนอกบ้าน แกยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความขัดแย้งของผู้ใหญ่
จ้าวชุ่ยฮวาเหลือบมองหลานสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า ก็แค่คนว่างงานหาเรื่องใส่ตัวนั่นแหละ อย่าไปใส่ใจเลย
หญิงชราไม่ได้มีความสนใจที่จะออกไปร่วมวงมุงดูเรื่องราววุ่นวายด้านนอกเหมือนเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ เธอเลือกที่จะหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องนอนอย่างใจเย็น แล้วหยิบชุดกระโปรงตัวน้อยของเสี่ยวเยี่ยนจื่อออกมา สองชุดนี้เธอเพิ่งจะลงมือเย็บเสร็จเรียบร้อยพอดี แม้ใจจริงอยากจะใช้จักรเย็บผ้าเพื่อให้งานออกมาประณีตกว่านี้
แต่ในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ตั๋วสำหรับซื้อจักรเย็บผ้านั้นหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ดูท่าแล้วการจะได้ตั๋วมาครอบครองคงไม่ใช่เรื่องง่ายในเร็ววันนี้แน่นอน จ้าวชุ่ยฮวาจึงร้องเรียกหลานสาวตัวน้อยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า เสี่ยวเยี่ยนจื่อ
เสียงใสแจ๋วของหลานสาวขานรับทันควัน
“หนูอยู่นี่ค่ะย่า”
สิ้นเสียงขานรับ ร่างเล็กป้อมของเด็กหญิงก็วิ่งตึงตังเข้ามาจากด้านนอกด้วยความรวดเร็ว ถึงแม้แกจะยังเด็กมากจนไม่ค่อยเข้าใจตื้นลึกหนาบางของเรื่องราว แต่การได้วิ่งไปดูเรื่องสนุก ๆ กับพวกผู้ใหญ่ก็ทำให้แกมีความสุขและร่าเริงได้เสมอตามประสาเด็ก
จ้าวชุ่ยฮวากวักมือเรียกหลานสาวเข้ามาใกล้ ๆ
“มานี่เร็ว มาลองชุดกระโปรงใหม่กัน”
เสี่ยวเยี่ยนจื่อเบิกตากว้างจนแทบถลนด้วยความตื่นเต้น แกถามย้ำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความดีใจว่า
“ให้หนูเหรอคะ ชุดนี้เป็นของหนูจริงๆเหรอคะย่า”
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเด็กหญิงแดงระเรื่อด้วยความปิติยินดี ราวกับได้รับของขวัญล้ำค่าที่สุดในโลก
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มละไมพลางลูบหัวหลานสาว
“ใช่แล้ว ของหลานนั่นแหละ”
ชุดกระโปรงตัวนี้เกิดจากความอุตสาหะของจ้าวชุ่ยฮวาที่นำเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาตัดต่อกันอย่างปราณีต จนกลายเป็นชุดกระโปรงลายขวางสลับสีที่ดูน่ารักน่าเอ็นดู เหมาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผิวขาวผ่องอย่างเสี่ยวเยี่ยนจื่อเป็นที่สุด
เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบขยับตัวเข้าไปเกาะแขนย่าทันที แกมองชุดกระโปรงด้วยสายตาเป็นประกายวาววับราวกับเห็นสมบัติล้ำค่าแล้วพูดเจื้อยแจ้วว่า
“สวยจังเลยค่ะย่า สวยมาก ๆ เลย”
จ้าวชุ่ยฮวาส่งชุดให้หลานสาวแล้วบอกว่า
“มาลองสวมดูหน่อยสิ ย่าจะได้ดูว่าต้องแก้ตรงไหนหรือเปล่าจะได้พอดีตัว”
เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบถลาเข้าไปคว้าชุดนั้นมาแนบอก มือเล็ก ๆ พยายามจะสวมชุดกระโปรงทับลงไปบนตัวด้วยความใจร้อน
จ้าวชุ่ยฮวามองท่าทางกระตือรือร้นของหลานสาวแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เด็กคนนี้ฉายแววรักสวยรักงามมาตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยงจริง ๆ โตขึ้นคงจะเป็นสาวงามประจำซอยเป็นแน่
เธอจึงดึงตัวหลานสาวมาใกล้ๆแล้วบอกว่า
“มานี่เดี๋ยวย่าช่วยใส่ให้ ใส่ทับแบบนั้นมันจะดูออกได้ยังไง”
จ้าวชุ่ยฮวาถอดเสื้อตัวหนาเทอะทะของเด็กหญิงออกอย่างคล่องแคล่ว แล้วสวมชุดกระโปรงตัวใหม่ให้แทน เธอจัดทรงเสื้อผ้าให้เข้าที่ พลางพิจารณาดูความกว้างและความยาวของชุดอย่างละเอียด
ก็พบว่ามันหลวมนิดหน่อยแต่ถือว่ากำลังดี เพราะเด็กวัยนี้กำลังกินกำลังนอน ร่างกายยืดขยายเร็วมาก ตัดเผื่อไว้แบบนี้จะทำให้ใส่ได้อีกสักสองสามปีโดยไม่ต้องตัดใหม่ เธอพยักหน้าด้วยความพอใจแล้วบอกว่า
“สวยมาก พอดีตัวเลย ถอดออกก่อนเถอะ”
เสี่ยวเยี่ยนจื่อกำชายกระโปรงไว้แน่น แกหมุนตัวไปมาหน้ากระจกบานเล็กด้วยความหลงใหล แกไม่อยากถอดชุดสวยนี้ออกเลยแม้แต่วินาทีเดียว
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นท่าทางอาลัยอาวรณ์ของหลานสาวจึงอธิบายเหตุผลให้ฟังอย่างใจเย็นว่า เสื้อผ้าใหม่ต้องเอาไปซักให้สะอาดก่อนถึงจะใส่ได้นะลูก อีกอย่างตอนนี้อากาศยังหนาวอยู่มาก ขืนใส่ชุดกระโปรงบาง ๆ แบบนี้จะเป้นหวัดเอาได้ รอให้อากาศอุ่นขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยค่อยเอามาใส่สวย ๆ อวดคนอื่นเขานะ
เสี่ยวเยี่ยนจื่อส่งเสียงงอแงในลำคอเล็กน้อยอย่างเสียดาย แต่ก็ยอมให้ย่าถอดชุดออกแต่โดยดี จากนั้นจ้าวชุ่ยฮวาก็ให้หลานสาวลองชุดใหม่อีกตัวหนึ่ง ซึ่งผลออกมาก็เป็นที่น่าพอใจเช่นกัน เธอพยักหน้าแล้วบอกว่า เยี่ยมไปเลย ใส่ได้พอดีทั้งสองตัว ฝีมือย่ายังไม่ตกจริง ๆ
เสี่ยวเยี่ยนจื่อโยกตัวไปมาด้วยความดีใจ แกมีเสื้อผ้าใหม่เพิ่มขึ้นตั้งหลายชุด ย่าไม่ได้โกหกแกจริง ๆ ด้วย
หู่โถวที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ก็อดชื่นชมไม่ได้ เขาพูดเสริมขึ้นมาว่า น้องสาวของพี่สวยที่สุดในโลกเลย ไม่มีใครน่ารักเท่าน้องพี่อีกแล้ว
ในยุคสมัยนี้สีสันของเสื้อผ้าผู้คนส่วนใหญ่มักจะเป็นสีทึบ ๆ อย่างสีเทา สีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม สีสดใสอย่างสีแดงหรือสีเหลืองนั้นหาได้ยากยิ่ง การจะหาซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปสักชุดที่มีสีสันสวยงามก็ลำบากยากเข็น แต่โชคดีที่ในกองเศษผ้าที่จ้าวชุ่ยฮวาเก็บสะสมมานั้นมีผ้าสีสดใสปนอยู่หลายชิ้น
เธอจึงใช้ความคิดสร้างสรรค์นำมาตัดเย็บผสมผสานเข้าไปในชุดกระโปรง แม้จะเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กน้อย แต่มันก็ช่วยเพิ่มสีสันให้ชุดดูโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมาทันที จนดูไม่ออกเลยว่าเป็นเสื้อผ้าที่ตัดเย็บมาจากเศษผ้าเหลือใช้
ต้องยอมรับว่าเศษผ้าพวกนี้มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ส่วนใหญ่มันจะเป็นผ้าชิ้นยาว ๆ ถ้าเป็นเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยคงเอามาต่อกันลำบาก แต่พอเป็นผ้าชิ้นยาวแบบนี้ก็ทำให้เย็บต่อง่ายขึ้นเยอะ แถมพอเอามาวางเรียงสลับสีกันแล้วยังดูเก๋ไก๋แปลกตา อย่าว่าแต่เด็กตัวเล็ก ๆ เลย ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ใส่ก็ยังดูดีมีสไตล์ไม่หยอก
เพียงแต่ว่าคนทำต้องลงแรงและเสียเวลามากกว่าปกติโขอยู่เหมือนกันกว่าจะได้แต่ละชุด
จ้าวชุ่ยฮวาพาดเสื้อผ้าทั้งสองชุดไว้บนพนักเก้าอี้อย่างระมัดระวัง สายตาของเสี่ยวเยี่ยนจื่อยังคงจับจ้องไปที่ชุดกระโปรงตาไม่กระพริบ แกแทบไม่อยากจะละสายตาไปจากของขวัญชิ้นใหม่นี้เลย กลัวว่าถ้ากระพริบตาแล้วชุดสวยจะหายไป
จ้าวชุ่ยฮวาพูดปลอบใจหลานสาวด้วยความเอ็นดูว่า “ไม่ต้องห่วงหรอก พรุ่งนี้ย่าจะซักให้หอม ๆ ตากแดดให้แห้งสนิท แล้วพับเก็บไว้ให้หลานอย่างดี”
เสี่ยวเยี่ยนจื่อทำหน้าจริงจังขึงขังแล้วพยักหน้าหงึกหงัก แกจำได้แม่นว่าแม่เคยสอนไว้เสมอว่าเสื้อผ้าที่ซื้อมาใหม่ใครต่อใครก็จับต้องมาแล้ว มันสกปรก ต้องซักให้สะอาดก่อนถึงจะใส่ได้ ไม่อย่างนั้นเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกาย เด็กดีต้องรู้จักรักความสะอาดจะได้ไม่เจ็บป่วย
“ถ้าป่วยก็ต้องไปโรงพยาบาล ต้องโดนหมอฉีดยาที่ก้น แล้วก็ต้องกินยาขม ๆ ที่กลืนแทบไม่ลง”
“ยาขมจะตายไป หนูเกลียดที่สุด เข็มฉีดยาก็น่ากลัวและเจ็บมากด้วย หนูไม่อยากเจ็บก้น หนูไม่อยากโดนฉีดยาเด็ดขาด”
เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบพูดขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ต้องซักค่ะย่า ต้องซักให้สะอาดเลยนะคะ ห้ามลืมเด็ดขาดเลย”
จ้าวชุ่ยฮวารับคำยิ้ม ๆ “ถูกต้องแล้ว หลานย่าเก่งมากที่รู้จักรักษาความสะอาด”
เด็กหญิงตัวน้อยเดินฮัมเพลงที่เพิ่งเรียนมาจากโรงเรียนอนุบาลอย่างมีความสุข แกเดินเอามือไพล่หลังวนเวียนไปมารอบห้องด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ ไม่คิดจะออกไปดูเรื่องตื่นเต้นข้างนอกอีกแล้ว สักพักแกก็เงยหน้าขึ้นมองชุดใหม่บนเก้าอี้สลับกับมือของย่า แล้วหันมาถามย่าด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า
“ย่าคะ ย่ากำลังเย็บอะไรอยู่เหรอคะ หนูเห็นย่าเย็บมาตั้งนานแล้ว”
จ้าวชุ่ยฮวาตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง สายตายังคงจดจ่ออยู่กับเข็มและด้ายในมือ ผ้ามันเหลืออยู่นิดหน่อย ย่าเลยว่าจะเย็บผ้าขี้ริ้วไว้ใช้เช็ดถูสักผืนสองผืน
พอพูดจบเธอก็สังเกตเห็นว่าหลานสาวจ้องมองเศษผ้าสีแดงชิ้นเล็ก ๆ ตาเป็นมัน จ้าวชุ่ยฮวาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดเอาใจหลานว่า งั้นย่าเย็บถุงทรายให้หลานเอาไว้เล่นสักอันดีไหม เอาไว้โยนเล่นกับพี่ชาย
ดวงตาของเสี่ยวเยี่ยนจื่อเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที แกพยักหน้ารัวเร็วด้วยความดีใจจนแก้มกระเพื่อม จ้าวชุ่ยฮวาจึงรับปาก “ตกลง ย่าจะทำให้หลานอันหนึ่ง เอาสวย ๆ เลย”
หู่โถวที่นั่งฟังอยู่รีบแทรกขึ้นมาบ้างด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า “ย่าครับ ผมก็อยากได้เหมือนกัน ทำให้ผมด้วยนะครับ ผมจะเอาไปแข่งกับเพื่อน”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าอย่างใจดี “ได้สิ ย่าจะทำให้หลานคนละอันเลย ไม่ต้องแย่งกัน”
จ้าวชุ่ยฮวาถามต่อว่า “จริงสิ เมื่อวันก่อนอาเล็กของพวกหลานขึ้นเขาไปเก็บลูกไม้มาเพื่อจะเอาไว้ดักจับนกกระจอก อาเล็กได้เอาให้พวกหลานหรือยัง”
เด็กทั้งสองคนชะงักไปเล็กน้อย หันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
พวกเขาไม่เห็นรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย อาเล็กไม่เห็นบอกอะไรเลยนี่นา
จ้าวชุ่ยฮวานึกขึ้นได้ว่าช่วงนี้ที่บ้านมีเรื่องวุ่นวายหลายอย่าง ทั้งเรื่องงานแต่งงาน เรื่องเพื่อนบ้าน เจ้าลูกชายคนเล็กคงจะลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทตามประสาคนขี้ลืม
เธอจึงบอกหลาน ๆ ว่า เดี๋ยวรอให้อาเล็กดูเรื่องสนุกข้างนอกเสร็จแล้วกลับเข้ามา หลานค่อยไปบอกให้อาเขาสอนวิธีจับนกกระจอกนะ รับรองว่าสนุกแน่นอน
หู่โถวเกิดอาการตื่นเต้นจนนั่งไม่ติด เก้าอี้เหมือนมีหนามแหลมทิ่มแทง เขารีบขยับตัวไปที่ประตูตั้งท่าจะออกไปตามอาเล็ก จ้าวชุ่ยฮวาเห็นเข้าก็พูดดักคอด้วยน้ำเสียงรู้ทันว่า จะรีบร้อนไปทำไมกันเจ้าลิงทะโมน ตอนนี้ฟ้ามืดหมดแล้ว มองอะไรก็ไม่เห็น วันนี้คงทำอะไรไม่ได้หรอก รอพรุ่งนี้เถอะ
หู่โถวถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความผิดหวัง เขาอยากจับนกกระจอกจะแย่อยู่แล้ว ทำไมเวลามันผ่านไปช้าจังนะ
เด็กชายกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พลางจินตนาการถึงรสชาติของนกกระจอกทอดกรอบที่แสนอร่อย กลิ่นหอม ๆ ของเนื้อนกทอดลอยมาเตะจมูกในจินตนาการ
จ้าวชุ่ยฮวาลงมือเย็บผ้าด้วยความชำนาญ ฝีเข็มของเธอถี่และเป็นระเบียบ เพียงไม่นานเธอก็เย็บถุงผ้าเล็ก ๆ ทรงสี่เหลี่ยมเสร็จเรียบร้อยสองใบ ใบหนึ่งเป็นสีแดงอ่อน อีกใบเป็นสีเขียว
ผ้าสีแดงอ่อนนั้นสีไม่ค่อยสม่ำเสมอเท่าไหร่ มีรอยด่างเล็กน้อย เธอเลยไม่ได้เอาไปตัดชุด แต่เอามาทำของเล่นให้เด็ก ๆ ก็ถือว่าไม่เลวเลย ดีกว่าทิ้งไปเปล่า ๆ
จ้าวชุ่ยฮวาบอกหลาน ๆ ว่า “เดี๋ยวไว้ย่าขึ้นเขาไปหาเก็บเมล็ดหญ้าแห้ง ๆ มาใส่ข้างในให้ ทีนี้พวกหลานก็เอาไปโยนเล่นกันได้แล้ว รับรองว่าทนทานแน่นอน”
เด็กทั้งสองร้องตอบรับด้วยความดีใจ “เย้ ดีใจจังเลย ขอบคุณครับย่า/ขอบคุณค่ะย่า”
เด็กทั้งสองคนมีความสุขมาก รอยยิ้มเปื้อนเต็มใบหน้า เพราะเด็กสมัยนี้แทบจะไม่มีของเล่นอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย การได้ถุงทรายใบใหม่ก็ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่สุดในรอบเดือนแล้ว
หู่โถวถามขึ้นด้วยความหวัง แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นว่า “ย่าครับ ย่าจะพาพวกเราไปเมื่อไหร่ครับ ผมขอไปด้วยได้ไหม ผมอยากขึ้นเขาไปช่วยย่าเก็บเมล็ดหญ้าครับ”
จ้าวชุ่ยฮวาดุหลานชายเบา ๆ ด้วยความเป็นห่วงว่า “เด็กตัวแค่นี้จะขึ้นเขาไปทำไม การเดินขึ้นเขามันเหนื่อยมากนะลูก ทางก็ลำบาก วิ่งเล่นอยู่แถวบ้านนี่แหละปลอดภัยที่สุดแล้ว เดี๋ยวรอให้อาเล็กสอนจับนกกระจอกดีกว่านะ”
หู่โถวแย้งเสียงอ่อย ก้มหน้ามองพื้นอย่างผิดหวัง “แต่ผมอยากไปเล่นบนเขานี่ครับ ผมโตแล้วนะ”
เด็กชายเอานิ้วจิ้มชนกันไปมา พยายามอ้อนวอนขอความเห็นใจ เขาอยากไปเที่ยวเล่นเปิดหูเปิดตาบ้าง ตามประสาเด็กผู้ชายที่ซุกซนและรักการผจญภัย เขาอยากจะลองปีนต้นไม้สูง ๆ และลงไปจับปลาในแม่น้ำใสเย็นดูสักครั้ง
เพื่อนที่โรงเรียนบางคนมีญาติอยู่ต่างจังหวัด กลับมาเล่าโม้ให้ฟังว่าได้ไปปีนต้นไม้กระโดดน้ำเล่นสนุกสนานมาก ฟังแล้วน่าอิจฉาชะมัด
พวกเด็กในเมืองอย่างพวกเขา ถึงชีวิตจะสะดวกสบายกว่าเด็กชนบท แต่เรื่องสนุก ๆ แบบการสัมผัสธรรมชาติ ลงจับปลาในแม่น้ำนี่ไม่เคยได้สัมผัสเลยสักครั้ง
เขาอยากไปจริง ๆ นะ อีกอย่างถึงพวกผู้ใหญ่จะพยายามปิดบังไม่ให้เด็กรู้อะไร แต่หู่โถวก็โตพอที่จะรู้เรื่องรู้ราวบ้างแล้ว ปีนี้เขาเจ็ดขวบแล้วนะ เป็นพี่ชายคนโตแล้วด้วย เขาแอบได้ยินปู่กับย่าคุยกันเรื่องที่บ้านมีฐานลับสำหรับตกปลาอยู่ข้างนอกหมู่บ้าน
ฮึ พวกผู้ใหญ่ชอบมีความลับ คิดว่าเด็กอย่างเขาจะไม่รู้เรื่อง แต่หารู้ไม่ว่าเขาแอบได้ยินมาหมดแล้ว หูเขาน่ะดียิ่งกว่าเรดาร์เสียอีก
แม้หู่โถวจะแสดงท่าทีอยากติดตามไปด้วยใจจะขาด แต่จ้าวชุ่ยฮวากลับโบกมือปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ไม่เปิดช่องให้ต่อรองแม้แต่น้อย
จ้าวชุ่ยฮวาดุหลานชายด้วยเหตุผลที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“จะไปทำไมให้ลำบาก รอพรุ่งนี้ให้อาเล็กพาหลานไปดักจับนกกระจอกดีกว่า รับรองเลยว่าพอถึงตอนนั้น หลานจะลืมเรื่องอยากขึ้นเขาไปเลย การเดินขึ้นเขามันทั้งเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทั้งหิวโซ แต่การจับนกกระจอกได้มาปุ๊บก็เอามาถอนขนเสียบไม้ย่างกินได้ทันที เนื้อนกย่างหอม ๆ กรอบ ๆ หลานชอบแบบไหนมากกว่ากันล่ะ”
หู่โถวตอบแทบจะทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด นกกระจอกครับ
สำหรับเด็กวัยกำลังโต เรื่องกินย่อมสำคัญกว่าเรื่องเที่ยวเสมอ นั่นมันเนื้อสัตว์เชียวนะ นาน ๆ ทีจะได้กินของอร่อยแบบนี้
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าอย่างพอใจพร้อมบอกว่า คิดได้แบบนี้ก็ถูกแล้ว เป็นเด็กต้องรู้จักเลือกของดี
ในยุคสมัยนี้นกกระจอกถูกจัดเป็นหนึ่งในสี่สัตว์รบกวนที่ทางการรณรงค์ให้กำจัด การจับนกกระจอกจึงเป็นกิจกรรมที่ผู้คนต่างยกย่องสรรเสริญว่าเป็นวีรกรรมเพื่อชาติ ไม่มีใครมานั่งดราม่าตำหนิว่าทำลายสมดุลธรรมชาติหรือทารุณกรรมสัตว์หรอก
ยิ่งจับได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งถือเป็นเรื่องดีงาม เพราะเจ้าสัตว์พวกนี้ชอบลงมาจิกกินเมล็ดพันธุ์พืชและผลผลิตในไร่นา สร้างความเสียหายและความรำคาญให้เกษตรกรไม่น้อย
ไม่อย่างนั้นพวกมันคงไม่ถูกตั้งข้อหาฉกรรจ์ว่าเป็นศัตรูพืชตัวฉกาจ
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า รายชื่อสี่สัตว์รบกวนจะเปลี่ยนไป นกกระจอกจะพ้นข้อหา แต่จะถูกแทนที่ด้วยแมลงสาบ กลายเป็น หนู แมลงวัน ยุง และแมลงสาบแทน
แต่สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แมลงสาบยังไม่ใช่เป้าหมายหลัก นกกระจอกยังคงติดโผอยู่ในบัญชีดำนั้น
การจับนกกระจอกอาจจะแค่พอให้ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์แก้ขัดสน แต่ถ้าจับหนูได้ นั่นถือเป็นช่องทางหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดีทีเดียว ยุคนี้มีหนูชุกชุมมาก พวกมันชอบกัดกินเสบียงอาหารที่อุตส่าห์เก็บสะสมไว้ และยังทำลายข้าวของเครื่องใช้
ทางการจึงสนับสนุนให้กำจัดพวกมันอย่างจริงจัง ปกติแล้วทางคณะกรรมการชุมชนจะจัดกิจกรรมรณรงค์กำจัดหนูปีละหลายครั้งอย่างเอิกเกริก
ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปก็สามารถจับหนูได้ เมื่อจับได้แล้วก็สามารถนำหางหนูไปขึ้นเงินรางวัลที่หน่วยงาน แม้จะไม่ได้เป็นเงินก้อนใหญ่โตอะไร แต่ก็ถือเป็นค่ากับข้าวหรือค่าขนมได้สบาย ๆ สำหรับคนที่มีฝีมือและเทคนิคในการจับหนู นี่ก็เป็นรายได้เสริมที่ไม่เลวเลยทีเดียว
ไม่ต้องสงสัยเลย ยุคนี้เขามีรางวัลจูงใจแบบนี้จริง ๆ
ในชีวิตชาติที่แล้ว จ้าวชุ่ยฮวาเคยคิดจะหารายได้เข้าบ้านด้วยวิธีนี้เหมือนกัน แต่พอได้ลองทำจริงก็พบว่าการจับหนูนั้นยากยิ่งกว่าการตกปลาเสียอีก มันทั้งว่องไวและฉลาดเป็นกรด สุดท้ายเธอจึงถอดใจเลิกราไป
แต่พอนึกถึงเรื่องจับหนูขึ้นมา เธอก็จำใครบางคนได้ เธอตบหน้าผากตัวเองเบา ๆ ดังเพี้ยะ เมื่อนึกถึงไป๋เฟิ่นโต้ว ลูกชายของไป๋เหล่าโถว
เธอจำได้ราง ๆ ว่าไป๋เฟิ่นโต้วมีความเชี่ยวชาญเรื่องการทำกับดักหนูมาก เขาอาศัยฝีมือทางนี้หาเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่น้อยเลยทีเดียว น่าจะต้องหาโอกาสไปขอความรู้บ้างแล้ว
จ้าวชุ่ยฮวาดึงสติกลับมาสู่ปัจจุบัน เมื่อเสียงทะเลาะเบาะแว้งและการด่าทอด้านนอกเริ่มซาลง คู่กรณีต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน เป็นสัญญาณว่าการแสดงจบลงแล้ว
สมาชิกในบ้านต่างเดินกลับเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางที่ยังรู้สึกสนุกกับเรื่องราวเมื่อครู่ไม่หาย แต่ละคนยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
หมิงเหม่ยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดตลกว่า “ตั๋วหนังสมัยนี้ใบละตั้งหนึ่งเหมา ที่แท้เราก็ประหยัดเงินได้ด้วยวิธีนี้นี่เอง ดูละครสดหน้าบ้านนี่แหละ”
เหลียงเหม่ยเฟินทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นเต็มใบหน้า เธอไม่เข้าใจมุกตลกที่น้องสะใภ้พูดแม้แต่น้อย
หมิงเหม่ยเห็นพี่สะใภ้ทำหน้ามึนจึงพูดขยายความด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ก็พวกเรายืนดูละครฉากใหญ่กันฟรี ๆ แบบนี้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อตั๋ว ไม่เท่ากับว่าประหยัดเงินค่าดูหนังไปได้หรอกเหรอคะ”
เหลียงเหม่ยเฟินคิดตามอย่างตั้งใจ สมองประมวลผลอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าหงึกหงัก จริงด้วย ฟังดูมีเหตุผลเหมือนกันนะ
หู่โถวไม่ได้สนใจบทสนทนาของผู้หญิง เขาวิ่งถลารีบเข้าไปเกาะแขนอาเล็กแล้วเขย่าเบา ๆ “อาเล็กครับ อาเล็ก ๆ ย่าบอกว่าอาเล็กมีเมล็ดหญ้าสำหรับล่อนกกระจอก”
เขากระพริบตาปริบ ๆ ส่งสายตาอ้อนวอนแล้วบอกว่า “ผมอยากได้ครับ ผมอยากจับนก”
จวงจื้อซีตบหน้าผากตัวเองเสียงดัง “จริงสิ อา ลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลย มัวแต่วุ่นวายกับงานแต่ง
เขาบอกหลานชายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า พรุ่งนี้เรามาเริ่มลงมือกัน อาจะพาพวกเธอลุยเอง”
หู่โถวร้องตะโกน เย้ ดีใจที่สุดเลย
เด็กชายกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความดีใจจนตัวลอย เสี่ยวเยี่ยนจื่อที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย แกกระโดดหยองแหยงตามพี่ชาย แล้วบอกว่า “หนูขอเล่นด้วยคนค่ะ หนูจะจับนกด้วย”
จวงจื้อซีพยักหน้า ยิ้มกว้างอย่างใจดี “ได้เลย มาเล่นด้วยกันหมดนี่แหละ ยิ่งเยอะยิ่งสนุก”
จวงจื้อซีมีความชำนาญเรื่องการดักจับนกกระจอกเป็นอย่างมาก สมัยที่เขายังเป็นวัยรุ่น ช่วงนั้นบ้านเมืองขัดสนกันถ้วนหน้า ถ้าไม่รู้จักหาวิธีดิ้นรนหาอาหารกินเองคงอดตายไปแล้ว ดังนั้นเรื่องจับนกกระจอกจึงเป็นงานถนัดระดับเซียนของเขา
ขอแค่มีเหยื่อล่อชั้นดี ไม่ต้องกลัวว่านกกระจอกพวกนั้นจะไม่ติดกับ
จวงจื้อซีบอกหลานว่า “รออาเลิกงานพรุ่งนี้นะ เตรียมตัวรอไว้เลย”
เด็ก ๆ รับคำเสียงใสประสานกัน
จวงจื้อหย่วนยืนกอดอกมองลูกชายที่กำลังเกาะติดน้องชายของเขาแจ พลางนึกย้อนไปถึงอดีตในวัยเยาว์ ตอนเด็ก ๆ จวงจื้อซีเจ้าเด็กแสบคนนี้ก็ชอบมาเกาะแกะเขาแบบนี้เหมือนกัน
ตอนนั้นเขารำคาญเจ้าอ้วนจอมยุ่งนี่มาก เพราะเจ้านี่เป็นเด็กแท้ ๆ แต่ชอบทำตัววุ่นวายอยากได้ส่วนแบ่งเท่าผู้ใหญ่ ถ้าไม่ได้ดั่งใจก็ร้องไห้จ้าลงไปดิ้นกับพื้น
ตอนนั้นเขาแทบประสาทเสีย ต้องคอยตามเช็ดตามล้างวีรกรรมของน้องชาย พอวันนี้เห็นลูกชายตัวเองไปตามตอแยอาของมันบ้าง เขาก็แอบยิ้มมุมปากอย่างสะใจลึก ๆ รู้สึกเหมือนลูกชายกำลังแก้แค้นคืนให้พ่อ
จวงจื้อหย่วนหันมาพูดกับภรรยา ทำเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ จริงสิ “วันนี้แม่ของคุณฝากข่าวมา บอกว่าพรุ่งนี้ให้คุณกลับไปเยี่ยมบ้านหน่อย”
ความจริงเขาจำเรื่องนี้ได้แม่นตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยิน แต่ไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่เพราะมันทำให้เขาหงุดหงิด
เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะดูไม่ออก ครอบครัวของเหลียงเหม่ยเฟินจ้องแต่จะขุดเลือดขุดเนื้อลูกสาวไปประเคนให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน
ในฐานะสามีของเหลียงเหม่ยเฟิน เขาไม่พอใจเป็นธรรมดาที่เห็นภรรยาถูกเอาเปรียบ แต่เป็นลูกผู้ชายจะให้พูดมากปากเปียกปากแฉะก็คงไม่ดี แม้ปากจะไม่พูด แต่ในใจเขาก็ไม่ชอบใจการกระทำของบ้านนั้นนัก
เมื่อก่อนตอนที่พวกเขายังไม่มีลูก เขาก็ไม่ค่อยถือสาเท่าไหร่ ยอมปิดตาข้างหนึ่งเพราะคิดว่าพ่อแม่ทางนั้นก็เลี้ยงดูเธอมาส่งเสียให้เรียนหนังสือ แต่ตอนนี้พวกเขามีลูกแล้ว มีครอบครัวของตัวเองที่ต้องดูแล การจะมาเบียดเบียนกันซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันน่ารังเกียจเกินไป
ความจริงจวงจื้อหย่วนเป็นคนใจกว้างพอสมควร แต่สิ่งที่ทำให้ฟางเส้นสุดท้ายขาดคือการที่เหลียงเหม่ยเฟินดันยกงานของตัวเองให้ทางนั้นไป นี่แหละที่ล้ำเส้นความอดทนของเขาอย่างที่สุด
เขาบอกภรรยาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า แม่คุณฝากเพื่อนบ้านมาบอกผม พรุ่งนี้เช้าคุณก็กลับไปเถอะ ไปแต่เช้า กินข้าวเที่ยงที่นั่นเสร็จแล้วค่อยกลับมา ไม่ต้องอยู่นาน
เขารู้สึกรังเกียจพ่อตาแม่ยายและน้องชายภรรยาคนนี้อย่างที่สุด จนไม่อยากจะเอ่ยถึง
จ้าวชุ่ยฮวาเงยหน้าจากกองผ้า มองเหลียงเหม่ยเฟินด้วยสายตาอ่านยาก
เหลียงเหม่ยเฟินมีท่าทีคาดหวังขึ้นมาทันที ดวงตาเป็นประกาย เมื่อก่อนเวลาเธอจะกลับบ้านเดิม แม่สามีมักจะเตรียมของฝากติดไม้ติดมือให้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแป้ง ข้าวสาร หรือไข่ไก่
ครั้งนี้ที่บ้านมีกระต่ายรมควันอยู่ด้วย เธอจึงมองจ้าวชุ่ยฮวาตาละห้อย หวังลึก ๆ ว่าจะได้ส่วนแบ่งไปฝากที่บ้าน แต่จ้าวชุ่ยฮวากลับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาบาดลึกว่า
“จะกลับบ้านเดิมก็กลับไป แต่เรื่องอะไรควรพูดไม่ควรพูด เธอคงรู้อยู่แก่ใจนะ ถ้าฉันรู้ว่าเธอเอาเรื่องแหล่งตกปลาของที่บ้านไปบอกคนอื่น ก็ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีก”
เหลียงเหม่ยเฟินหน้าถอดสี ราวกับถูกน้ำเย็นสาดใส่หน้า เธอไม่คิดว่าแม่สามีจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดขนาดนี้ จ้าวชุ่ยฮวาตัดบททันที แยกย้ายกันกลับเข้าห้องได้แล้ว
เมื่อก่อนเธออาจจะรักษาหน้าตาทางสังคม แม้จะไม่ชอบดองกับบ้านนั้นแต่ก็ยังรักษามารยาทตามธรรมเนียม แต่ตอนนี้เหรอ ฝันไปเถอะ
เธอคงว่างมากถึงขนาดเอาของดี ๆ ในบ้านไปโยนให้หมาป่ากิน คนบางประเภทต่อให้เราให้มากแค่ไหน พวกมันก็คิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรได้รับ ไม่เคยรู้จักบุญคุณ เมื่อก่อนเธออาจจะห่วงหน้าตา กลัวชาวบ้านนินทา แต่พอได้กลับมาเกิดใหม่เธอก็รู้ซึ้งแล้วว่า ไอ้มารยาทจอมปลอมพวกนั้นกินไม่ได้ เวลาลำบากไอ้หน้าตาพวกนั้นมันช่วยให้อิ่มท้องได้ที่ไหน
เธอไล่ทุกคนกลับห้อง แล้วสั่งกำชับทิ้งท้ายโดยไม่หันมามองว่า “เหลียงเหม่ยเฟิน พรุ่งนี้ก่อนออกไป อย่าลืมซักชุดกระโปรงของลูกสาวเธอด้วยล่ะ ทำให้เสร็จก่อนค่อยไป”
เหลียงเหม่ยเฟินรับคำเสียงอ่อย แต่ในใจยังคงมีความหวังเล็ก ๆ ทว่าจ้าวชุ่ยฮวายังคงทำหน้านิ่งเหมือนรูปปั้น ไม่พูดถึงเรื่องของฝากเลยสักคำ ทำให้เธอรู้สึกน้อยใจและผิดหวังขึ้นมาทันที
พอสองสามีภรรยากลับเข้ามาในห้องนอน เหลียงเหม่ยเฟินก็น้ำตาคลอเบ้าแล้วถามสามีด้วยความอัดอั้นว่า “จื้อหย่วน ทำไมแม่ถึงไม่พูดเรื่องเตรียมของฝากให้ฉันเลยล่ะ แม่ลืมหรือเปล่า”
[จบบท]