บทที่ 136: ทองคำสิบแปดแท่ง
บรรยากาศบริเวณก๊อกน้ำสาธารณะกลางลานบ้านเต็มไปด้วยความตึงเครียดที่เจือจางลงเมื่อการปะทะคารมจบลง ป้าซูยืนเม้มปากแน่นด้วยความหงุดหงิดใจ เธอพยายามจะหาเรื่องเหน็บแนมหมิงเหม่ยหวังจะให้อีกฝ่ายหน้าเสีย แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเธอเองที่เสียท่า
ไม่สามารถตอกกลับวาจาอันคมกริบของสะใภ้เล็กบ้านตระกูลจวงได้เลยแม้แต่น้อย ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจที่นอกจากจะไม่ได้เปรียบแล้ว ยังเหมือนเอาหน้าไปให้เด็กถอนหงอกเล่นเสียอย่างนั้น
ความขุ่นเคืองในใจของซูต้าเหนียงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังลอยลมมาจากหน้าต่างบ้านข้างๆ โจวหลี่ซื่อหัวเราะออกมาอย่างสะใจโดยไม่มีการเกรงใจหรือไว้หน้าใครทั้งสิ้น เสียงหัวเราะนั้นดังสนั่นหวั่นไหวจงใจให้ป้าซูได้ยินชัดๆ เต็มสองหู ราวกับจะตอกย้ำความพ่ายแพ้ให้เจ็บแสบเข้าไปถึงกระดูกดำ
เรื่องความบาดหมางระหว่างป้าซูและโจวหลี่ซื่อนั้นเป็นที่รู้กันดีไปทั่วทั้งลานบ้าน โจวหลี่ซื่อไม่มีลูกหลานสืบสกุล ซึ่งเป็นปมด้อยที่เธอเจ็บปวดเสมอมา ในขณะที่ป้าซูมักจะยกเรื่องลูกเรื่องหลานมาข่มให้ตนเองดูเหนือกว่าอยู่ตลอดเวลา ทำให้โจวหลี่ซื่อเก็บความแค้นเคืองนี้ไว้ในใจ รอคอยวันที่ป้าซูจะพลาดพลั้ง
วันนี้สวรรค์ดูเหมือนจะเป็นใจให้โจวหลี่ซื่อ เมื่อเธอได้ยินคู่ปรับตลอดกาลถูกหมิงเหม่ยตอกกลับจนไปไม่เป็น เธอจึงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความสะใจอย่างที่สุด เสียงหัวเราะนั้นแฝงไปด้วยความเยาะเย้ยถากถางอย่างเปิดเผย ทำเอาป้าซูหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธแค้น
ป้าซูแม้จะปากร้ายแต่ก็เป็นคนหัวไว เธอประเมินสถานการณ์แล้วว่าขืนยืนต่อปากต่อคำอยู่ตรงนี้ต่อไป รังแต่จะเสียเปรียบและกลายเป็นตัวตลกให้โจวหลี่ซื่อหัวเราะเยาะเปล่าๆ เธอจึงรีบหาทางลงให้ตัวเองด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
"โอ๊ย พอทีๆ ฉันรองน้ำเต็มถังแล้ว ต้องรีบกลับไปหุงหาอาหาร ไม่ว่างมาเสวนากับเธอแล้ว"
พูดจบป้าซูก็สะบัดหน้าหนี ยกถังน้ำเดินกระฟัดกระเฟียดกลับบ้านไปทันที ทิ้งให้หมิงเหม่ยยืนยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของป้าซูไปพลางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเรือนของตนเองด้วยท่าทีสบายอารมณ์
ขณะเดียวกันที่หน้าต่างบ้านตระกูลโจว โจวหลี่ซื่อที่เกาะขอบหน้าต่างแอบดูเหตุการณ์อยู่ก็ถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ เธอบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความขัดใจ
"ไม่มีใครดีสักคน พวกหน้าไหว้หลังหลอก เป็นนังตัวดีกันทั้งนั้น ทั้งแก่ทั้งเด็ก ทำไมไม่ตบตีกันให้ตายไปเลยนะ จะได้จบๆ ไป"
ช่วงนี้โจวหลี่ซื่อพยายามเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่ค่อยออกมาวุ่นวายกับใคร เพราะต้องการให้ข่าวฉาวโฉ่ของตัวเองเงียบลงเสียก่อน แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน
จิตใจที่บิดเบี้ยวของเธอจึงโหยหาความวุ่นวายของผู้อื่น เธอภาวนาอยากให้คนในลานบ้านทะเลาะตบตีกันจนเป็นเรื่องใหญ่โต เพื่อที่สายตาของทุกคนจะได้เบนความสนใจไปที่เรื่องอื่น แทนที่จะมาจดจ่ออยู่กับเรื่องราวเน่าเฟะของเธอ
ในความคิดของโจวหลี่ซื่อ หากมีใครสักคนก่อเรื่องวิวาทจนถึงขั้นเลือดตกยางออก ชาวบ้านร้านตลาดก็จะลืมเรื่องของเธอไปเอง แต่วันนี้ดูเหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจเท่าไหร่นัก ทั้งที่ซูต้าเหนียงและหมิงเหม่ยปะทะคารมกันดุเดือดขนาดนั้น แต่กลับไม่มีการลงไม้ลงมือกันเกิดขึ้น
"น่าผิดหวังจริงๆ ทำไมไม่ตบกันสักฉาดสองฉาดนะ" เธอบ่นอุบอิบอย่างเสียดาย
ทางด้านหมิงเหม่ยที่เดินกลับเข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับรู้ถึงคำสาปแช่งของป้าซู หรือความผิดหวังของโจวหลี่ซื่อ เธอก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงด้วยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
จ้าวชุ่ยฮวานั่งอยู่บนเก้าอี้ เธอได้ยินบทสนทนาระหว่างลูกสะใภ้คนเล็กกับป้าซูตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เลือกที่จะไม่ออกไปยุ่งเกี่ยว เธอรู้ดีว่าหมิงเหม่ยไม่ใช่คนหัวอ่อนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ และฝีปากของลูกสะใภ้คนนี้ก็คมกริบพอที่จะเอาตัวรอดได้สบายๆ โดยที่นางไม่ต้องออกโรงปกป้อง เมื่อเห็นหมิงเหม่ยเดินเข้ามา จ้าวชุ่ยฮวาจึงเอ่ยทักทายเรื่องเวลาเลิกงาน
"ทำไมวันนี้ถึงกลับมาเร็วนักล่ะ งานการเสร็จแล้วหรือ"
ปกติแล้วจ้าวชุ่ยฮวาอยู่บ้านคนเดียว อาหารการกินก็เรียบง่าย เพียงแค่มีหมั่นโถวสักลูกกับหัวไชเท้าดองรสเปรี้ยวเค็มก็เพียงพอแล้ว แต่เมื่อเห็นลูกสะใภ้กลับมาถึงบ้าน เธอจึงลุกขึ้นไปผัดผักกาดขาวเพิ่มอีกจาน เพื่อให้มื้อเย็นดูน่ารับประทานขึ้นสำหรับคนทำงานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน
หมิงเหม่ยวางกระเป๋าลงแล้วนั่งลงข้างๆ แม่สามี ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"แม่คะ วันนี้พวกเราเจอเรื่องใหญ่เข้าให้แล้วค่ะ หนูเจอกับคนร้ายบนรถประจำทาง แล้วก็บังเอิญเจอพี่สะใภ้ใหญ่กับแม่ของเขาด้วย แม่เชื่อไหมคะว่าแม่ของพี่สะใภ้ใหญ่ทำตัวกร่างน่าดู แต่สุดท้ายก็มีคนมาสอนมวยให้ เจอคนจริงตบหน้าเข้าไปฉาดใหญ่ จนหน้าบวมเป่งเลยค่ะ... ตอนนี้สหายตำรวจพาตัวไปโรงพยาบาลแล้ว พี่สะใภ้ใหญ่เลยฝากมาบอกแม่ว่าวันนี้อาจจะกลับดึกหน่อยนะคะ"
จ้าวชุ่ยฮวาหูผึ่งทันทีที่ได้ยินเรื่องชาวบ้าน โดยเฉพาะเรื่องที่มีการตบตีและตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง เธอวางตะเกียบลงแล้วขยับตัวเข้ามาใกล้ลูกสะใภ้ด้วยความกระตือรือร้น
"อะไรนะ? ไหนเล่ามาให้ละเอียดซิ มันเกิดอะไรขึ้น"
คนแก่อยู่บ้านเหงาๆ พอมีเรื่องตื่นเต้นเร้าใจแบบนี้ จะให้พลาดได้อย่างไร จ้าวชุ่ยฮวารอฟังอย่างใจจดใจจ่อ
หมิงเหม่ยกระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเริ่มสาธยาย "เรื่องมันมีอยู่ว่า..."
แม้ทักษะการเล่าเรื่องของหมิงเหม่ยจะไม่ได้แพรวพราวเหมือนนักเล่านิทานอาชีพ แต่เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับวีรกรรมของตัวเอง เธอก็ใส่สีตีไข่เพิ่มความน่าตื่นเต้นเข้าไปไม่ยั้ง เธอบรรยายถึงความเฉลียวฉลาดของตนเองที่สังเกตเห็นความผิดปกติของคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว ราวกับมีดวงตาเห็นธรรม และเล่าถึงจังหวะที่เธอกระโจนเข้าจับกุมคนร้ายด้วยความกล้าหาญ
แน่นอนว่าฉากที่หูโป๋จื่อโดนตบหน้าจนหน้าหันนั้น หมิงเหม่ยก็เล่าได้อย่างออกรสออกชาติ ละเอียดทุกช็อตจนจ้าวชุ่ยฮวาเห็นภาพตามได้เป็นฉากๆ
หมิงเหม่ยใช้เวลาเล่าเรื่องทั้งหมดอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง จนคอแห้งผากต้องจิบน้ำไปหลายอึก เมื่อเล่าจบ เธอก็ยิ้มตาหยีแล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบกระซาบกับแม่สามี
"แม่คะ แต่ที่พีคที่สุดคือ หนูเพิ่งเคยเห็นทองคำเยอะขนาดนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต พอตำรวจค้นตัวคนร้ายออกมา นับรวมๆแล้วมีตั้งสิบแปดแท่งแน่ะค่ะ หนูว่าในตัวมันน่าจะยังมีซ่อนไว้อีก ทองคำเหลืองอร่ามเต็มไปหมด เห็นแล้วตาลุกวาวเลยค่ะ แม่นึกภาพออกไหมคะว่ามันรวยขนาดไหน"
จ้าวชุ่ยฮวาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เธออุทานออกมาเสียงดัง "สิบแปดแท่งเลยเหรอ! คนธรรมดาที่ไหนจะพกทองเยอะขนาดนั้น มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ แล้วมันเป็นทองแท่งใหญ่หรือแท่งเล็กกันล่ะ"
"แท่งใหญ่เป้งเลยค่ะแม่! ใหญ่จนหนูรู้สึกว่าถ้าได้มาสักแท่งชาตินี้คงสบายไปทั้งชาติ" หมิงเหม่ยทำท่าประกอบความใหญ่ของทองคำด้วยมือทั้งสองข้าง ใบหน้ายังคงฉายแววเสียดาย "ตอนนั้นมัวแต่ชุลมุนจับโจร หนูเลยลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย น่าเสียดายชะมัด รู้งี้น่าจะแอบลูบๆ คลำๆ สักทีให้เป็นบุญมือ"
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเสียดาย "ตอนนั้นหนูลืมสนิทเลยจริงๆ ค่ะ"
จ้าวชุ่ยฮวาหัวเราะหึๆ ในลำคอ ก่อนจะเอ่ยเตือนสติลูกสะใภ้ "แกไม่ได้แตะต้องมันน่ะดีแล้ว ของกลางแบบนั้นถ้าเกิดมันหายไปสักแท่งสองแท่ง แกจะซวยไม่รู้ตัว จำไว้นะหมิงเหม่ย ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ของคนอื่น แกต้องทำตัวให้มือสะอาดที่สุด จะได้ไม่มีใครมาครหาหรือลากแกไปเดือดร้อนทีหลัง"
หมิงเหม่ยพยักหน้ารับคำสอน "หนูก็ว่าอย่างนั้นแหละค่ะแม่ ตอนนั้นถึงคนบนรถจะลงไปกันหมดแล้ว แต่พวกเขาก็ยังมุงดูกันอยู่รอบๆรถ ตาจ้องเขม็งยังกับตาวัวตาควาย ใครจะกล้าทำอะไรลุ่มล่ามล่ะคะ"
แม้สถานการณ์ตอนนั้นจะวุ่นวาย แต่เพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่ถอยออกไปยืนดูอยู่ห่างๆ ทำให้ลานสายตานั้นเปิดโล่ง ทุกการกระทำจึงอยู่ในสายตาของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเป็นพยานชั้นดี หมิงเหม่ยคิดตามคำพูดของแม่สามีแล้วก็เห็นจริง การระมัดระวังตัวไว้ย่อมดีกว่าต้องมานั่งแก้ปัญหาทีหลัง
เมื่อบทสนทนาเรื่องทองคำจบลง หมิงเหม่ยก็นั่งเท้าคางทำหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ค้างคาใจออกมา
"แม่คะ หนูรู้สึกตะหงิดๆ... หนูว่าแม่ของพี่สะใภ้ใหญ่เขาดูจะกลัวหนูยังไงไม่รู้สิคะ"
จ้าวชุ่ยฮวาปรายตามองลูกสะใภ้คนเล็กแวบหนึ่ง ในใจนึกขำ 'ก็แหงล่ะสิ ไม่ต้องแค่รู้สึกหรอก ยัยแก่นั่นกลัวแกหัวหดเลยต่างหาก'
ความทรงจำในชาติที่แล้วผุดขึ้นมาในหัวของจ้าวชุ่ยฮวา เธอจำได้แม่นว่าแม่ของเหลียงเหม่ยเฟิน หรือหูโป๋จื่อคนนี้ มีนิสัยร้ายกาจแค่ไหน ในชาติก่อน หูโป๋จื่อชอบมาวุ่นวายที่บ้านตระกูลจวง คอยบงการลูกสาว ขู่เข็ญรีดไถจนเหลียงเหม่ยเฟินหน้าอมทุกข์เหมือนคนแบกโลกไว้ทั้งใบ วันๆเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญเหมือนแม่ตาย
แต่จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่เหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นโจวหลี่ซื่อผู้แสนดี(ในความหมายประชดประชัน) ได้ยื่นมือเข้ามาสอดเรื่องชาวบ้านอีกตามเคย เธอร่วมมือกับป้าซู ยุยงส่งเสริมให้เกิดเรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับการดูตัว หวังจะสร้างความร้าวฉาน แต่โชคร้ายที่เรื่องดันไปเข้าหูหมิงเหม่ยเข้า
หมิงเหม่ยในชาตินั้นไม่ใช่คนที่จะมานั่งเจรจาพาทีด้วยเหตุผล เธอบุกไปอาละวาด ตบตีลูกชายและลูกสะใภ้ของหูโป๋จื่อจนน่วมคาตีน มิหนำซ้ำยังตามไปทุบทำลายหน้าต่างบ้านตระกูลโจวและตระกูลซูจนพังยับเยิน วันนั้นหูโป๋จื่อก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เห็นความบ้าบิ่นและดุดันของหมิงเหม่ยกับตาตัวเอง จนถึงกับเข่าอ่อนแทบจะปัสสาวะราดกางเกง
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หูโป๋จื่อก็กลายเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัว สงบเสงี่ยมราวนกกระทาในฤดูหนาว แม้จะเป็นคนน่ารำคาญ แต่ข้อดีเพียงอย่างเดียวของเธอคือรู้จักเอาตัวรอด รู้ว่าใครควรงัดข้อด้วย ใครควรหลีกหนี
เมื่อเห็นว่าหมิงเหม่ยเป็นบุคคลอันตรายระดับห้ามเข้าใกล้ หูโป๋จื่อก็หายหัวไปจากชีวิตพวกเขาทันที จะโผล่หน้ามาให้เห็นก็แค่ช่วงตรุษจีนปีละครั้ง แถมยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้ามาวุ่นวายในบ้านตระกูลจวงอีกเลย ทำให้ชีวิตของจ้าวชุ่ยฮวาสงบสุขขึ้นมาก
ดังนั้น เมื่อหมิงเหม่ยมาปรึกษาเรื่องนี้ จ้าวชุ่ยฮวาจึงเข้าใจสถานการณ์อย่างทะลุปรุโปร่ง เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"แม่ของเหลียงเหม่ยเฟินก็เป็นคนแบบนั้นแหละ ดีแต่ข่มเหงคนที่อ่อนแอกว่า พอเจอคนจริงเข้าหน่อยก็หงอ เธอไม่ต้องไปเก็บมาใส่ใจหรอก"
หมิงเหม่ยพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น "แม่คะ เดี๋ยวหนูออกไปซื้อเนื้อที่ตลาดดีกว่า เย็นนี้เราทำเมนูเนื้อกินกันนะคะ ถือว่าฉลองที่วันนี้พี่สะใภ้ใหญ่มีน้ำใจยื่นมือเข้ามาช่วยหนู ถึงแม้ว่า..."
หมิงเหม่ยเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะยิ้มแหยๆ แล้วพูดต่อ "...ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วพี่เขาจะแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็เถอะ แต่หนูก็อยากแสดงน้ำใจตอบแทนบ้าง"
จ้าวชุ่ยฮวาหลุดขำพรืดออกมากับความตรงไปตรงมาของลูกสะใภ้ "แกนี่มันปากคอเราะร้ายจริงๆ ช่างสรรหาคำมาพูด"
จ้าวชุ่ยฮวาโบกมือห้าม "ไม่ต้องออกไปซื้อหรอก เปลืองเงินเปล่าๆ ในครัวเรายังมีเนื้อเหลืออยู่ เอาของที่มีมาทำกินให้หมดก่อน แล้วค่อยว่ากัน"
หมิงเหม่ยยิ้มกว้าง รับคำอย่างว่าง่าย บรรยากาศในบ้านตระกูลจวงยามเย็นจึงเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ ผิดกับบรรยากาศภายนอกที่ยังคงมีคลื่นใต้น้ำรอวันปะทุ
"กินมาตั้งนานแล้วนะเนี่ย ของเขาทนไม้ทนมือดีจริงๆ"
หมิงเหม่ยถอนหายใจด้วยความทึ่งพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง เนื้อหมูที่ตุนไว้ตั้งแต่ช่วงตรุษจีน จนป่านนี้เวลาล่วงเลยมาสองสามเดือนแล้วก็ยังกินไม่หมด แสดงว่าตอนนั้นแม่สามีจัดหนักจัดเต็มโกยมาเยอะจริงๆ
เธอชะโงกหน้าเข้าไปดูในถ้วยด้วยความอยากรู้อยากเห็น จ้าวชุ่ยฮวาที่นั่งอยู่ข้างๆ เห็นท่าทางสอดรู้สอดเห็นของลูกสะใภ้ก็ดุขึ้นทันที
"มองอะไรนักหนา!"
หมิงเหม่ยเบ้ปากทำหน้าทะเล้นใส่แม่สามีทีหนึ่งก่อนจะกลับมานั่งตัวตรง
จ้าวชุ่ยฮวาพูดขึ้น "นี่ ถ้าอย่างนั้นเธอไปซื้อเครื่องในหมูมาหน่อยสิ ช่วงนี้ฉันรู้สึกเปรี้ยวปากอยากกินลู่จู๋ (ต้มพะโล้เครื่องในสไตล์ปักกิ่ง) ขึ้นมาตงิดๆ"
หมิงเหม่ยรับคำทันทีด้วยความกระตือรือร้น "ได้สิคะแม่ เดี๋ยวหนูไปซื้อให้เดี๋ยวนี้เลย"
เธอเป็นคนประเภททำอะไรปรู๊ดปร๊าดว่องไว ตัดสินใจปุ๊บก็พร้อมพุ่งตัวออกไปปั๊บ จ้าวชุ่ยฮวารีบเบรกตัวโก่ง
"เดี๋ยวก่อน กินข้าวเที่ยงให้เสร็จก่อนค่อยไป จะรีบร้อนไปไหนนักหนา"
แม่สามีกับลูกสะใภ้นั่งกินข้าวกลางวันด้วยกัน บรรยากาศเงียบสงบมีเพียงเสียงช้อนกระทบจาน จ้าวชุ่ยฮวาเปรยขึ้นว่า
"วันนี้ฝนตกทั้งวัน พรุ่งนี้คงยังเข้าป่าลำบาก กะว่ามะรืนหรือวันถัดไป เห็ดป่าคงจะผุดขึ้นมาเต็มไปหมด ฉันกะว่าจะขึ้นเขาไปเก็บเห็ดสักหน่อย เอามาตากแห้งเก็บไว้กินได้นานๆ เจ้าสามชอบกินเห็ดจะตายไป"
หมิงเหม่ยรีบออกตัว "หนูก็ชอบกินเหมือนกันค่ะ แต่หนูดูเห็ดไม่เป็นหรอก แม่หนูไม่ยอมให้ซื้อเองด้วยซ้ำ บอกว่ากลัวจะไปซื้อเอาเห็ดพิษเข้า ถ้ากินมั่วซั่วเดี๋ยวจะได้ไปสบายก่อนวัยอันควร"
เรื่องเห็ดนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถ้ากินผิดเข้าไปละก็ ได้ไปนอนฟังพระสวดในงานศพตัวเองแน่ๆ คนไม่ชำนาญไม่ควรเสี่ยงเด็ดขาด
จ้าวชุ่ยฮวาส่ายหน้า "ไม่ต้องถึงมือพวกเธอหรอก ฉันไปเอง พวกเธอมันตัวถ่วงความเจริญชัดๆ ขืนให้ไปด้วยคงได้เห็ดพิษกลับมาเต็มตระกร้า"
หมิงเหม่ยโดนวิจารณ์ซึ่งๆ หน้าก็ได้แต่คอตกยอมรับความจริงอย่างจำนน
จ้าวชุ่ยฮวาวางแผนต่อ "ฉันจะไปแถบชานเมือง ขึ้นเขาไปดูเผื่อจะได้เยอะหน่อย แต่ฝนตกแบบนี้ คนแห่ไปเก็บเห็ดกันเพียบแน่ สิ่งที่ฉันกังวลตอนนี้คือ กลัวว่าจะมีคนไปเจอสระน้ำตรงนั้นเข้าน่ะสิ"
ถ้าฝนไม่ตก คนคงไม่ถ่อสังขารไปขึ้นเขาแถบชานเมืองกันหรอก แต่พอฝนตก เห็ดงอก สถานการณ์มันก็เปลี่ยนไป ยิ่งช่วงฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ ผลไม้ป่าบนเขาก็เยอะ คนคงเดินพล่านไปทั่วป่า เธอถอนหายใจ
"ถ้ามีคนไปเจอสระน้ำนั่นเข้าจริงๆ ต่อไปพวกเราคงหาโอกาสไปตกปลาสบายๆ แบบนั้นไม่ได้แล้วล่ะ"
นี่ไม่ใช่คำพูดขู่ให้กลัวเล่นๆ แต่จ้าวชุ่ยฮวาจำได้แม่นจากชาติก่อนว่ามันเป็นแบบนั้นจริงๆ พอคนรู้ว่ามีแหล่งน้ำที่ปลาชุม แห่กันไปแป๊บเดียว สระนั้นก็แทบจะแห้งขอด ขนาดลูกปลาตัวเล็กตัวน้อยยังไม่เหลือ ต่อให้ใครไปทีหลังก็อย่าหวังจะได้ปลาติดมือกลับมาเลย เพราะฝูงชนเปรียบเสมือนฝูงตั๊กแตนที่ลงทีเดียวก็เหี้ยนเตียน
หมิงเหม่ยเสนอความเห็น "งั้นช่วงนี้เราแอบไปกันบ่อยขึ้นไหมคะ"
จ้าวชุ่ยฮวานิ่งคิด "ดูสถานการณ์ก่อนเถอะ ยังไงเราก็ฝ่าฝนขึ้นเขาไปไม่ได้อยู่แล้ว"
หมิงเหม่ยพยักหน้ารับ จริงๆ เธอก็พอจะเข้าใจความคิดของแม่สามี เรื่องพวกนี้มันพูดยาก พวกเธอจะตะบี้ตะบันจับปลามาตุนไว้เยอะๆ ก็ย่อมได้ แต่ช่วงนี้ไม่ใช่เทศกาล จะเอาไปปล่อยขายในตลาดมืดก็เสี่ยง แถมขายยากอีกต่างหาก
ขืนขนกลับมาบ้านเยอะแยะ ตาดีได้ตาร้ายเสียคนเห็นเข้าจะเป็นเรื่องเอาได้ ถ้าแค่เล็กๆ น้อยๆ คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเยอะเกินไป อาจจะโดนข้อหาถอนขนแกะระบอบสังคมนิยมเอาได้ ปัญหาใหญ่จะตามมาทีหลัง ดังนั้นต่อให้รู้ว่ามีขุมทรัพย์อยู่ตรงไหน ก็ใช่ว่าจะโกยเอาๆ ได้ตามใจชอบ
ครั้นจะไปป่าวประกาศบอกญาติสนิทมิตรสหาย ก็ดูจะไม่เข้าท่า ดีไม่ดีความหวังดีจะกลายเป็นประสงค์ร้าย หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเปล่าๆ บางคนอาจจะคิดอกุศลหาว่าพวกเธอแอบกั๊กไว้หากินเองตั้งนานแล้วเพิ่งมาบอก อาจจะมองว่าซุกซ่อนไว้อีกกี่ปี โกยไปเท่าไหร่แล้ว
เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ในยุคสมัยนี้ พ่อลูกยังแตกหักกันได้ง่ายๆ เพียงแค่ผลประโยชน์ขัดกัน นับประสาอะไรกับคนอื่น ทางที่ดีอย่าหาเหาใส่หัวดีกว่า ปิดปากเงียบไว้ปลอดภัยที่สุด
"แม่คะ แม่อย่าคิดมากไปเลยค่ะ ของที่เป็นของเรา ยังไงก็หนีไม่พ้น แต่ถ้าไม่ใช่ ต่อให้ยื้อไว้ก็คงเป็นเรื่องของวาสนาที่สิ้นสุดแค่นั้น เราเองก็ได้กำไรจากตรงนั้นมาเยอะแล้วไม่ใช่เหรอคะ"
หมิงเหม่ยเป็นคนมองโลกในแง่ดีและรู้จักปล่อยวาง "บ้านเราได้ประโยชน์จากสระน้ำนั่นมาตั้งเท่าไหร่แล้ว ยังไงก็ไม่ขาดทุนหรอกค่ะ คิดซะว่ากำไรล้วนๆ"
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้า "อืม"
เธอมองลูกสะใภ้แวบหนึ่งแล้วเอ่ยชม "เธอนี่ก็พูดปลอบใจคนเก่งเหมือนกันนะ"
หมิงเหม่ยยิ้มกว้างทันที ยืดอกรับคำชมอย่างภาคภูมิใจ "แน่นอนสิคะ ก็หนูหน้าตาดีนี่นา คนสวยพูดอะไรก็ถูกไปหมดแหละค่ะ"
จ้าวชุ่ยฮวามุมปากกระตุก "..."
ช่างกล้าพูด!
เธอตัดบททันควัน "พอเลยๆ เลิกโม้ได้แล้ว เดี๋ยวฉันหยิบเงินให้ รีบไปซื้อเครื่องในมาซะ"
หมิงเหม่ยรีบปฏิเสธ "ไม่ต้องหรอกค่ะแม่ หนูมีเงินอยู่ เดี๋ยวหนูจ่ายเอง"
จ้าวชุ่ยฮวามองหน้าลูกสะใภ้ครู่หนึ่ง "งั้นก็ตามใจ"
เธอกำชับต่อด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ของพวกนี้แม่ทำเป็น เดี๋ยวรอกินฝีมือแม่ได้เลย รับรองว่าเด็ด กินข้าวเสร็จแล้วก็รีบไปล่ะ อย่ามัวโอ้เอ้"
หมิงเหม่ยยิ้มจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว "รับทราบค่า"
พอกินข้าวเที่ยงเสร็จปุ๊บ หมิงเหม่ยก็คว้าจักรยานคู่ใจปั่นออกจากบ้านทันที ถึงเธอจะไม่ชอบไปทำงานตอนฝนตก แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นละก็สู้ตายค่ะ เรื่องกินเรื่องใหญ่ไม่มีคำว่ารีรอ ทำไมจ้าวชุ่ยฮวาถึงต้องไล่ให้มาตอนนี้? ก็เพราะขืนชักช้าตลาดวาย ของหมดอดกินกันพอดี
เครื่องในหรือพวกเครื่องในสัตว์เนี่ย ถึงจะไม่ต้องใช้ตั๋วเนื้อซื้อ แต่มันก็เป็นของขายดีเทน้ำเทท่า ชาวเมืองหลวงหรือคนสี่เก้าเมืองเก่าโปรดปรานของพวกนี้จะตายไป จ้าวชุ่ยฮวาเคยฟังนิยายย้อนยุคสมัยก่อน เขาบอกว่าเครื่องในสัตว์เป็นของไร้ค่า แจกฟรีไม่มีใครเอา จ้าวชุ่ยฮวาถึงกับเบ้ปากอยากจะเทศนาสักบท
ต่อให้มันจะแย่แค่ไหน มันก็คือเนื้อสัตว์ จะมาไร้ค่าแจกฟรีได้ยังไง
ขนาดกระดูกหมูต้มซุปที่ไม่มีเนื้อติดสักนิด เขายังขายกันตั้งสามเฟิน ไม่ต้องฝันหวานเลยว่าคนขายจะใจดีแถมให้ฟรีๆ
โดยเฉพาะในเมืองหลวง เครื่องในถือเป็นของเด็ด เอามาทำอาหารอร่อยเหาะ ร้านลู่จู๋เจ้าดังๆ ในอดีตมีเกลื่อนเมือง เพราะงั้นถ้ามัวแต่เอ้อระเหยลอยชาย รับรองว่าเกลี้ยงแผง ไม่ทันคนอื่นเขาหรอก
หมิงเหม่ยปั่นยิกๆ ตามความคาดหวังของแม่สามี มุ่งหน้าสู่แผงขายเนื้อด้วยความเร็วแสง
เพื่อลู่จู๋หม้อนั้น ลุย!
จักรยานคันใหญ่ของหมิงเหม่ยถูกปั่นจนแทบจะมีประกายไฟแลบออกมาจากล้อ ราวกับติดเทอร์โบ
"เชรดเข้ ปั่นเร็วจี๋เลยเว้ย" คนเดินถนนถึงกับอุทานเมื่อเห็นจักรยานพุ่งผ่านหน้าไป
"ฉันปั่นเองยังไม่แรงเท่าแม่หนูนี่เลย ยอมใจจริงๆ" แก๊งปั่นจักรยานซูฮกในฝีเท้า
"คงมีเรื่องด่วนคอขาดบาดตายแน่ๆ ถึงได้รีบขนาดนี้ เหมือนเหาะมาเลย" ขาเผือกเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์
หมิงเหม่ยมาถึงแผงขายเนื้อในเวลาอันสั้น แต่ยังไม่ทันจะจอดเทียบท่า สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างที่คุ้นตาเข้าเสียก่อน อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ไม่ใช่จวงจื้อซีสามีเธอหรอก!
แถมไม่ใช่ผู้ชายด้วย
แต่เป็น... เจียงหลู!
เจียงหลูทำท่าทางลับๆ ล่อๆ มองซ้ายมองขวาด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปที่แผงขายเนื้อด้วยความเร็วสูง
หมิงเหม่ยถึงกับงง "???"
ท่าทางมีพิรุธชะมัด อย่างกับสายลับใต้ดินกำลังจะส่งข่าวลับ
หมิงเหม่ยรีบไสจักรยานเข้าไปใกล้ขึ้นอีกหน่อย ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งปรี๊ด!
ก็แหม นี่มันเวลางานช่วงบ่ายไม่ใช่เหรอ การที่เจียงหลูมาโผล่แถวนี้ได้ มันต้องมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างแน่ๆ คนทำงานหลวงโดดงานมาซื้อหมูเหรอ? หรือว่ามีเรื่องอะไรที่แซ่บกว่านั้น?
[จบบท]