บทที่ 156: ปฏิบัติการล่าแก๊งกระจอก
ต้องยอมรับเลยว่าหญิงชราผู้นี้มีความอึดถึกทนราวกับแมลงสาบที่ไม่ว่าจะโดนทุบตียังไงก็ไม่ยอมตายเสียที
ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงในแง่ดีหรือชื่อเสียงในแง่ลบ เธอก็ถือว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในย่านนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
รองลงมาก็คงหนีไม่พ้นซูต้าเหนียง เดิมทีซูต้าเหนียงไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมากมายขนาดนั้น ภาพจำของแกในสายตาคนทั่วไปก็เป็นเพียงหญิงชราผู้ยากจนข้นแค้น น่าสงสาร แต่ก็มีความเข้มแข็งอดทนกัดฟันสู้ชีวิต นอกเหนือจากภาพลักษณ์แม่เฒ่าผู้แสนอาภัพแล้ว แกก็ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรให้คนหยิบยกมาพูดถึงเท่าไหร่นัก
แต่ทว่า สถานการณ์ในตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว เหตุผลที่ทำให้แกกลายเป็น "คนดัง" ประจำเรือนสี่ประสานและซอยซิ่งฮวาหลี่แห่งนี้ ก็มาจากข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์อันคลุมเครือระหว่างแกกับไป๋เหล่าโถวนั่นแหละ
เรื่องราวมันชักจะบานปลายไปกันใหญ่จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ทั้งที่ความจริงแล้ว เพื่อนบ้านระแวกนี้ต่างก็รู้กันดีว่าที่ซูต้าเหนียงต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลนั้น สาเหตุมันมาจากแกโดนหมากัดจนเนื้อแหว่ง ไม่ใช่เพราะตั้งท้องแต่อย่างใด
แต่ก็นั่นแหละ พลังของปากคนมันน่ากลัวยิ่งกว่าคมมีด ข่าวลือมันแพร่กระจายไปไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ประกอบกับพฤติกรรมของไป๋เหล่าโถวที่ดูแลเทคแคร์ดีเกินหน้าเกินตา มันเลยทำให้ชาวบ้านชาวช่องอดไม่ได้ที่จะจินตนาการไปไกลโพ้น ถึงขนาดมีการตั้งข้อสันนิษฐานแปลกๆ ขึ้นมาว่า ไอ้เรื่องโดนหมากัดเนี่ย มันอาจจะเป็นแค่ฉากบังหน้าหรือเปล่า?
ความจริงแล้วแกอาจจะกำลังใช้เรื่องหมากัดมากลบเกลื่อนเรื่องที่ตัวเองกำลังตั้งท้องลูกหลงตอนแก่ก็เป็นได้!
นี่แหละหนาธรรมชาติของข่าวซุบซิบ โดยเฉพาะเรื่องที่มีกลิ่นอายของความสัมพันธ์ชู้สาวเจือปนอยู่นิดๆ หน่อยๆ มันมักจะทำให้ผู้คนหูผึ่งและพร้อมที่จะเชื่อเรื่องเล่าเหล่านั้น จนบางทีก็ถึงขั้นสงสัยในสิ่งที่ตาตัวเองเห็นว่ามันอาจจะไม่ใช่ความจริงเสียด้วยซ้ำ
เพราะแบบนี้แหละ ในเรือนสี่ประสานแห่งนี้ คนอย่างจ้าวชุ่ยฮวาที่เป็นแค่หญิงชราปากร้ายธรรมดาๆ คนหนึ่ง จึงไม่อาจจะเบียดแทรกขึ้นไปติดอันดับทำเนียบคนดังในยุทธภพข่าวลือได้ ซึ่งโดยนิสัยส่วนตัวของจ้าวชุ่ยฮวาแล้ว ถ้าใครไม่เข้ามายุ่มย่ามหรือหาเรื่องเธอก่อน เธอก็แทบจะไม่กระโตกกระตากหรือออกตัวแรงเลยแม้แต่น้อย
อย่างเช่นสถานการณ์ในตอนนี้ จ้าวชุ่ยฮวารู้ดีว่าไป๋เฟิ่นโต้วแอบเอาของไปปล่อยขายที่ตลาดมืด และเธอก็รู้อีกว่าการกว้านซื้อของเก่าหรือวัตถุโบราณในเวลานี้ มันคือการสั่งสมทุนรอนเพื่อความมั่งคั่งในอนาคต แต่ถามว่าเธอจะกระโจนลงไปทำแบบนั้นบ้างไหม? คำตอบคือไม่แน่นอน
ลำพังแค่ความรู้ที่มีอยู่มันไม่เพียงพอที่จะไปลงเล่นในสนามนั้น การจะเล่นของเก่ามันต้องอาศัยคลังความรู้ที่แน่นปึ้กและสายตาที่เฉียบคม
ขืนหวังพึ่งแต่ดวงอย่างเดียว มีหวังได้เจ๊งจนหมดตูดไม่เหลือแม้แต่กางเกงในให้ใส่
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน วงการนี้ก็มีแต่พวกต้มตุ๋นสร้างของปลอมขึ้นมาหลอกขายเต็มไปหมด ยุคนี้ก็เช่นกัน อย่าคิดว่าคนสมัยนี้จะใสซื่อบริสุทธิ์จนไม่มีเล่ห์เหลี่ยม พวกร้อยเล่ห์เพทุบายมันมีอยู่ทุกยุคทุกสมัยนั่นแหละ
จ้าวชุ่ยฮวาเป็นคนปักกิ่งหรือที่เรียกกันว่าคนสี่จิ่วเฉิงโดยกำเนิด เธอรู้ตื้นลึกหนาบางเรื่องพวกนี้ดีและเห็นมานักต่อนักแล้ว
ในเมื่อจ้าวชุ่ยฮวาดูของไม่เป็น เธอก็เลือกที่จะไม่เอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับน้ำโคลนบ่อนนี้ให้ตัวเปื้อน
ถึงแม้ว่าการทำตัวเพลย์เซฟแบบนี้จะดูน่าขายหน้าไปหน่อยสำหรับคนที่ได้ชื่อว่าเป็น "ผู้เกิดใหม่" อุตส่าห์ย้อนเวลากลับมาทั้งทีดันไม่กล้ากอบโกย แต่ด้วยวัยขนาดนี้แล้ว ความสุขุมรอบคอบย่อมสำคัญกว่า
ถึงแม้ว่าใจจริงเธออยากจะลุกขึ้นมาทำอะไรให้มันตูมตามสักหน่อย แต่มันก็ยังไม่ใช่ช่วงสองสามปีนี้ ต้องรอให้ถึงปีเจ็ดเก้าที่นโยบายเริ่มเปิดกว้างเสียก่อน ถึงอย่างนั้นช่วงแรกๆ ก็ยังมีการกลับไปกลับมาของนโยบายอยู่ดี
พวกแปดราชาอะไรเทือกนั้น...
ดังนั้น จ้าวชุ่ยฮวาจึงไม่ได้วาดฝันว่าจะต้องมาทำธุรกิจค้าขายเพื่อกอบโกยเงินทองเป็นกอบเป็นกำในช่วงนี้
เพราะเหตุนี้เอง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าถ้าตามป้าเหลียนไปรับของมาขายอีกสักสองสามรอบก็น่าจะได้กำไรเห็นๆ ต่อให้ไม่เอาไปขายต่อ แค่เก็บไว้ใช้เองก็ถือว่าคุ้มแสนคุ้ม แต่จ้าวชุ่ยฮวาก็เลือกที่จะถอนตัว ไม่ขอเอี่ยวด้วยอีก ใครจะไปตรัสรู้ได้ว่าเบื้องบนเขาจะสั่งเช็คบิลกวาดล้างกันเมื่อไหร่
อาจจะเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้ก็ได้ทั้งนั้น
จ้าวชุ่ยฮวาไม่อยากเอาความสงบสุขของบั้นปลายชีวิตไปเดิมพันกับเศษเงินเพียงเล็กน้อย
การที่เธอได้เห็นเหตุการณ์พวกอันธพาลหักหลังกันเองแถมยังจับสังเกตได้ว่ามีคนของโรงงานคอยจับตามองอยู่ มันเหมือนเป็นน้ำเย็นจัดถังใหญ่ที่สาดโครมใส่หน้าเรียกสติของจ้าวชุ่ยฮวาให้กลับคืนมา ทำให้เธอใจเย็นลงได้มากโข
ความระแวดระวังภัยในตัวก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
ด้วยเหตุนี้ จ้าวชุ่ยฮวาจึงได้กลับมาทบทวนตัวเองอย่างหนักและตัดสินใจว่าจะทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็นหญิงชราผู้แสนดีและอยู่ในร่องในรอยสักพักใหญ่ๆ แน่นอนว่า อะไรที่มันไม่ขัดต่อนโยบายและทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เธอก็ยังพร้อมที่จะลุยเสมอ
อย่างเช่น การจับนกกระจอก เจ้าสัตว์ปีกตัวจ้อยพวกนี้ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสี่สัตว์รบกวนที่ต้องกำจัดเสียให้สิ้นซาก
ประจวบเหมาะกับวันหยุดสุดสัปดาห์ที่หาได้ยากยิ่ง เดิมทีจวงจื้อซีรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะพาหลานชายหลานสาวไปจับนกกระจอก แต่สุดท้ายก็ต้องผิดสัญญาเพราะต้องไปทำงานล่วงเวลาที่หน่วยงาน
งานของแผนกประชาสัมพันธ์นี่มันยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุนจริงๆ สัญญาที่ให้ไว้กับเด็กๆ ก็เลยกลายเป็นเพียงลมปากที่ผายออกมาแล้วก็จางหายไป จับต้องไม่ได้สักนิด
รับปากเสียดิบดี แต่ไม่เคยทำให้เป็นจริงได้สักครั้ง!
สุดท้ายภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ก็ต้องตกมาถึงมือของจ้าวชุ่ยฮวา หญิงแกร่งแห่งตระกูลจวง แต่เธอก็ไม่ได้มาตัวเปล่าเล่าเปลือย เธอเตรียมการมาเป็นอย่างดี รีบตื่นแต่เช้าไปซื้อตาข่ายดักนกมาไว้พร้อมสรรพ ของแบบนี้ความจริงจะไปขอยืมเพื่อนบ้านเอาก็ได้ แต่การจะเที่ยวไปหยิบยืมของชาวบ้านบ่อยๆ วันนี้ยืมพรุ่งนี้คืน มันดูไม่ค่อยดีและน่ารำคาญ
ตัดปัญหาด้วยการซื้อเป็นของตัวเองเลยดีกว่า จากนั้นเธอก็หอบหิ้วเจ้าตัวแสบทั้งสองมุ่งหน้าไปหาพื้นที่ว่างๆ เพื่อเริ่มปฏิบัติการ นอกจากเด็กๆ แล้วก็ยังมีหมิงเหม่ย ลูกสะใภ้คนเล็กที่ขอตามมาเปิดหูเปิดตาด้วย
ส่วนเหลียงเหม่ยเฟิน ลูกสะใภ้คนโต รายนั้นหอบผ้าหอบผ่อนกลับบ้านเดิมไปอีกแล้ว เห็นบอกว่าจะกลับไปช่วยงานหมั้นของน้องชาย แต่จ้าวชุ่ยฮวาดูจากทรงแล้ว การกลับไปครั้งนี้ของเหลียงเหม่ยเฟินน่าจะไปเป็นตัวป่วนให้งานล่มเสียมากกว่าไปช่วยงาน
เธอจำได้แม่นว่าในชาติก่อน อีกหลายปีต่อมา เหลียงเหม่ยเฟินกับน้องสะใภ้คนนี้แทบจะฆ่ากันตาย ความสัมพันธ์ย่ำแย่ถึงขีดสุด ยิ่งกว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้เสียอีก เรียกว่าเกลียดขี้หน้ากันจนไม่อยากจะหายใจร่วมโลก
แต่จ้าวชุ่ยฮวาก็ขี้เกียจจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ปล่อยให้เป็นเรื่องของบ้านนั้นไปเถอะ ทางบ้านเหลียงคงหวังลึกๆ ว่าบ้านจวงจะช่วยออกค่าสินสอดให้ แต่ฝันไปเถอะ ต่อให้ต้องลงนรกไปคุยกับท่านยมบาล จ้าวชุ่ยฮวาก็ไม่มีวันควักเนื้อให้เด็ดขาด เหลียงเหม่ยเฟินเองก็คงพอจะรู้ฤทธิ์แม่ผัวดี รอบนี้ถึงได้ไม่กล้าเอ่ยปากขออะไร
ดูท่าว่าชาติที่แล้วเธอคงจะใจดีเกินไป จนทำให้เหลียงเหม่ยเฟินเสียนิสัย คิดว่าอะไรๆ ก็ขอได้ แต่ชาตินี้อย่าหวังเลย เหลียงเหม่ยเฟินไม่กล้าแม้แต่จะปริปาก แม่เฒ่าบ้านเหลียงเองก็ไม่กล้าแบกหน้ามาขอความช่วยเหลือถึงที่นี่
บางครั้งการลุกขึ้นมาอาละวาดตบตีอาจจะดูไม่งาม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันเป็นวิธีที่ได้ผลชะงัดในการสยบพวกคนประสาทกลับที่พูดจาดีๆ ด้วยไม่รู้เรื่อง
จ้าวชุ่ยฮวากับหมิงเหม่ยปั่นจักรยานคนละคัน โดยมีเจ้าตัวเล็กซ้อนท้ายมาคนละหน่อ หมิงเหม่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า
"แม่คะ ทำไมเราถึงไม่จับนกกระจอกกันในลานบ้านล่ะคะ หนูเห็นบางทีพวกมันก็บินโฉบลงมาเกาะตามหลังคาตั้งเยอะแยะ"
จ้าวชุ่ยฮวาปั่นจักรยานไปพลางตอบกลับไปว่า
"ในลานบ้านมีเด็กยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ขืนเราจับได้ คิดว่าหลานๆ ของเธอจะได้กินกันเต็มคราบเหรอ เดี๋ยวก็ต้องแบ่งคนนั้นคนนี้อีก"
หมิงเหม่ยพยักหน้าหงึกหงัก "จริงด้วยค่ะ... หนูคงไม่ได้กินแน่เลย"
จ้าวชุ่ยฮวาพูดต่อ "อีกอย่างนะ แถวชานเมืองนกกระจอกมันชุมกว่าในลานบ้านตั้งเยอะ แถมยังไม่มีสายตาชาวบ้านมาคอยจ้องจับผิดด้วย ออกมาสูดอากาศข้างนอกแบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ ถือโอกาสพาเด็กๆ ออกมาเปิดหูเปิดตาด้วย ดีต่อสุขภาพจิตพวกแกจะตาย"
หมิงเหม่ยพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
สถานที่ที่พวกเธอมาในวันนี้ไม่ใช่ภูเขารกร้างที่มีสระน้ำซึ่งเป็นที่ประจำ แต่เป็นป่าละเมาะเล็กๆ แถวชานเมือง ถึงจะเรียกว่าชานเมืองแต่ก็ไม่ได้ไกลจนกันดารนัก
จ้าวชุ่ยฮวาเล็งทำเลเหมาะๆ ใต้ร่มไม้ แล้วเริ่มกางอุปกรณ์ทำมาหากินทันที
หมิงเหม่ยไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นขั้นตอนการดักนกกับตาตัวเอง เธอทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ จะเข้าไปช่วยก็กลัวจะเกะกะ แต่จะว่าไปกลไกกับดักพวกนี้มันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย แค่มองปราดเดียว แม้แต่เด็กอนุบาลก็น่าจะทำเป็น มันไม่มีเทคนิคพิสดารอะไรทั้งนั้น
หมิงเหม่ยเลยได้แต่นั่งยองๆ เบียดเสียดอยู่กับเจ้าตัวแสบทั้งสอง คอยลุ้นอยู่ข้างสนาม
จ้าวชุ่ยฮวาจัดแจงวางกับดักเสร็จสรรพ จากนั้นก็โรยเมล็ดหญ้าลงไปเป็นเหยื่อล่อ เธอบอกกับทุกคนว่า
"เจ้านกกระจอกพวกนี้มันตะกละจะตาย ของโปรดมันเลยล่ะ"
เมื่อทุกอย่างพร้อม สมาชิกทั้งสี่ชีวิตก็พากันไปซุ่มโป่งอยู่ในพงหญ้าข้างๆ หู่โถวตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ กระซิบถามเสียงเจื้อยแจ้ว
"ย่าครับ ย่าว่านกกระจอกมันจะบินลงมาจริงๆ เหรอครับ?"
เสี่ยวเยี่ยนจื่อเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้พี่ชาย ร้องสนับสนุนขึ้นมาทันที
"นกกระจอกย่าง! นกกระจอกย่าง!"
แม่หนูน้อยรีบก้มลงไปค้นกระเป๋าสะพายใบจิ๋วของตัวเอง มันเป็นกระเป๋ารูปกระต่ายน้อยสีขาวใบใหม่เอี่ยมอ่องที่ย่าเป็นคนเย็บให้ด้วยมือตัวเองกับมื้อ!
ภายในกระเป๋าใบเล็กนั้นบรรจุเกลือและซีอิ๊วใส่ขวดมาอย่างดี แม่หนูตบกระเป๋าแปะๆ ด้วยความภาคภูมิใจพร้อมประกาศก้อง
"หนูจะกินนกกระจอกย่าง!"
พูดจบก็น้ำลายสอ กลืนน้ำลายเอือกใหญ่ลงคอ
สำหรับเด็กยุคนี้แล้ว เนื้อสัตว์คือสวรรค์ชั้นเจ็ดชัดๆ!
แม่หนูน้อยกระตุกชายเสื้อของหมิงเหม่ยยิกๆ หมิงเหม่ยจึงก้มลงไปถาม
"ว่าไงจ๊ะ มีอะไรเหรอ?"
เสี่ยวเยี่ยนจื่อทำตาแป๋วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "อาสะใภ้คะ อาเคยกินนกกระจอกหรือเปล่า?"
หมิงเหม่ยส่ายหน้ายิ้มๆ "ไม่เคยเลยจ้ะ ตอนอาเด็กๆ ไม่มีใครพาอาไปจับนกกระจอกแบบนี้หรอก"
พอได้ยินแบบนั้น เสี่ยวเยี่ยนจื่อก็ยืดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจสุดขีด
"แต่หนูมีคนพามาจับด้วยนะ"
ดูท่าทางภูมิใจน่าดูที่มีคนพามาทำกิจกรรมแอดเวนเจอร์แบบนี้ ฮิฮิ!
หมิงเหม่ยเอานิ้วชี้แตะที่ริมฝีปาก ทำเสียง 'ชู่' เบาๆ เพื่อเตือนเด็กน้อย
"อย่าส่งเสียงดังไปนะจ๊ะ เดี๋ยวเจ้านกกระจอกมันจะตื่นตกใจบินหนีไปหมด"
เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบพยักหน้ารับคำอย่างเชื่อฟัง แล้วเอามือป้อมๆ สองข้างปิดปากตัวเองแน่นสนิท
จ้าวชุ่ยฮวาหันขวับมามองทางต้นเสียง
หมิงเหม่ยยักคิ้วให้แม่สามีอย่างทะเล้น จ้าวชุ่ยฮวาได้แต่ส่ายหน้าแล้วหันกลับไปมองที่กับดักอย่างระอาใจ เป็นวัยรุ่นนี่มันดีจริงๆ นะ จะทำตัวเป็นเด็กบ้างก็ไม่มีใครว่า
เธอโรยเมล็ดหญ้าไว้ทั่วบริเวณอย่างสม่ำเสมอ ผ่านไปไม่ทันไร ก็มีฝูงนกกระจอกบินโฉบลงมาจริงๆ พวกมันบินถลาลงมาราวกับคนหน้ามืดตามัว ตรงดิ่งเข้าหาเมล็ดหญ้าอันหอมหวาน จิกกินกันอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ โดยไม่รู้ตัวสักนิดว่าหายนะกำลังคืบคลานเข้ามาหา!
นี่มันกับดักมรณะชัดๆ!
ขนาดกระต่ายยังเสร็จ แล้วนับประสาอะไรกับนกกระจอกสมองเท่าเม็ดถั่ว!
ถือว่าเป็นการกำจัดสัตว์รบกวนไปในตัว!
จ้าวชุ่ยฮวารอจังหวะเหมาะๆ แล้วกระตุกเชือกที่ถือไว้อย่างแรง ตาข่ายที่ถูกค้ำไวก็ร่วงผล็อยลงมาคลุมฝูงนกกระจอกที่กำลังกินเพลินจนหมดทางหนี พวกนกตื่นตระหนกบินชนตาข่ายกันจ้าละหวั่น ส่งเสียงร้องจิ๊บๆ จั๊บๆ กันระงม จ้าวชุ่ยฮวาไม่รอช้า รีบพุ่งตัวออกไปทันที
"ถุงตาข่ายอยู่ไหน!"
เสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบควานหาถุงตาข่ายในกระเป๋ากระต่ายน้อยออกมาส่งให้ย่าอย่างรู้งาน จ้าวชุ่ยฮวาจัดการล้วงจับนกกระจอกทีละตัวๆ ยัดใส่ลงในถุงตาข่าย แล้วส่งต่อให้หมิงเหม่ย
"เอ้า เธอถือไว้ให้ดี ฉันจะล่อมันมาอีกสักรอบ..."
หมิงเหม่ยรับคำแข็งขัน "จัดไปค่ะแม่!"
หู่โถวกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อกระโดดโลดเต้นปรบมือชอบใจ
"จับได้แล้ว! จับได้แล้ว! พวกเราจับนกกระจอกได้ตั้งเยอะแน่ะ!"
"นกกระจอกย่าง! นกกระจอกย่าง!"
เด็กสองคนตื่นเต้นจนน้ำลายแทบจะไหลย้อยออกมาตรงมุมปาก...
จ้าวชุ่ยฮวาปรามหลานๆ "รอเดี๋ยว อย่าเพิ่งรีบ เราจับตุนไว้ให้เยอะกว่านี้อีกหน่อย"
"คร้าบ/ค่า!"
เสียงเด็กๆ ขานรับเจื้อยแจ้วฟังดูสดใส
หมิงเหม่ยเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้หลานๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นการจับนกกระจอกแบบสดๆ มันดูง่ายดายเสียเหลือเกิน ทำไมตอนเด็กๆ เธอถึงไม่เคยเล่นอะไรแบบนี้นะ แต่เอาเถอะ เรื่องเล่นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ เจ้าก้อนขนพวกนี้มันคือ "เนื้อ" ต่างหาก แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้ว!
จ้าวชุ่ยฮวาโรยเหยื่อล่ออีกครั้ง ใช้เวลาแค่ไม่นาน พวกเธอก็จัดการรวบตึงนกกระจอกมาได้ราวๆ สามสิบสี่สิบตัว
นกกระจอกสมัยนี้มันแพร่พันธุ์กันเร็วจริงๆ มีให้จับเพียบเลย
จ้าวชุ่ยฮวาสั่งการ "เอาล่ะ พอแล้ว เรามาย่างนกกระจอกกินกัน"
"เย้!"
"ยอดไปเลย!"
จ้าวชุ่ยฮวามอบหมายหน้าที่ให้เด็กสองคนไปช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้ง ส่วนหมิงเหม่ยรับหน้าที่ก่อกองไฟ สำหรับงานถอนขนและชำแหละ จ้าวชุ่ยฮวารับเหมาเองคนเดียว เพราะดูจากทรงของอีกสามคนแล้ว ขืนให้ทำคงเละเทะแน่ๆ
แต่ก็นับว่าโชคดีที่ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยความร่วมแรงร่วมใจ ในที่สุดนกกระจอกเสียบไม้ก็พร้อมขึ้นเตาย่าง
จ้าวชุ่ยฮวาโรยเกลือลงบนตัวนกที่ย่างไฟส่งกลิ่นหอมฉุย แล้วหันไปสั่งหมิงเหม่ย
"เธอดูไฟไว้นะ จ้องให้ดีอย่าให้ไหม้ ฉันจะไปดักมาเพิ่มอีกสักหน่อย"
เห็นปากคอเราะร้ายแบบนี้ แต่เนื้อแท้แล้วจ้าวชุ่ยฮวาเป็นคนปากร้ายใจดี ถึงตัวจะออกมาข้างนอก แต่ใจก็นึกถึงคนที่บ้าน จะให้พวกเธอกินกันอิ่มหมีพีมันอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่คนทางบ้านไม่ได้ลิ้มรสเลยก็กระไรอยู่
นกกระจอกตัวเล็กนิดเดียว ใช้เวลาไม่นานก็สุกได้ที่ กลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นลอยฟุ้งไปทั่ว
หมิงเหม่ย "โครกคราก..."
เสียงท้องของเธอร้องประท้วงขึ้นมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ส่วนหู่โถวกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อนั้นไม่ต้องพูดถึง น้ำลายไหลย้อยลงมาราวกับน้ำตกสามพันวา
อืม หมายถึงน้ำลายจริงๆ นั่นแหละ
หมิงเหม่ยหยิบไม้เสียบนกย่างขึ้นมาแล้วยื่นให้แม่สามีก่อนเป็นคนแรก
"แม่คะ นี่ค่ะ!"
จ้าวชุ่ยฮวาเองก็ไม่คิดจะเล่นตัวรับมาแล้วกัดเข้าไปคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะพยักหน้าด้วยความพอใจ
"อื้ม! อร่อย!"
รสชาติของนกกระจอกย่างนี่มันก็ไม่ต่างจากไก่ย่างเท่าไหร่หรอก อร่อยเหาะไปเลย!
"อาสะใภ้ขา~" เสียงอ้อนๆ ดังมาพร้อมสายตาเว้าวอน
หมิงเหม่ยหัวเราะ "เอ้า เอาไป!"
เธอส่งนกย่างให้เสี่ยวเยี่ยนจื่อไม้หนึ่ง แล้วส่งอีกไม้ให้หู่โถว
เจ้าลิงทะโมนสองตัวพอรับของกินไปได้ก็ทำท่าจะยัดเข้าปากทันที จนจ้าวชุ่ยฮวาต้องรีบร้องเตือน
"ระวังร้อนนะ!"
"ค่า~ / คร้าบ~"
หมิงเหม่ยเอาไม้อื่นวางเรียงบนกองไฟเพิ่มอีกสี่ไม้ แล้วถึงเริ่มลงมือกินส่วนของตัวเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ลองกินนกกระจอกย่าง ความรู้สึกมันก็แปลกๆ อยู่เหมือนกัน แต่ความอยากกินมันมีมากกว่า เธอจึงก้มลงกัดคำเล็กๆ
ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เบิกกว้างเป็นประกาย รีบพยักหน้ารัวๆ
กลิ่นมันหอมมากจริงๆ นะเนี่ย
ไม้หนึ่งมีนกกระจอกเสียบอยู่ห้าตัว ถึงจะดูเหมือนน้อยนิดแต่ก็พอให้แทะเล่นเพลินๆ ได้สักพัก หมิงเหม่ยเคี้ยวไปชมไป
"หนูเพิ่งเคยกินครั้งแรก ไม่คิดเลยว่าจะหอมขนาดนี้"
จ้าวชุ่ยฮวาเปรยขึ้นมาว่า "ขาแมลงวันต่อให้เล็กแค่ไหนมันก็คือเนื้อสัตว์ จะไม่อร่อยได้ยังไง?"
หมิงเหม่ยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่งยวด จริงที่สุด
ในโลกนี้มีเนื้อสัตว์ที่ไม่อร่อยด้วยเหรอ?
ไม่มีทางเสียล่ะ!
หู่โถวแทะนกย่างอย่างมีความสุข แต่สายตาก็ยังจับจ้องไปที่กองไฟไม่วางตา ถามขึ้นมาว่า
"อาสะใภ้ครับ เดี๋ยวผมกินอีกไม้ได้ไหม?"
หมิงเหม่ยตอบอย่างใจป้ำ "ได้สิจ๊ะ ที่ย่างอยู่นี่เรากินกันให้หมดเลย"
หู่โถวยิ้มแก้มปริจนตาหยีเป็นสระอิ พูดเสียงอ่อนเสียงหวาน
"ดีจังเลยครับ งั้น... งั้นเราไม่เก็บไว้ให้พวกปู่เหรอครับ?"
ถึงจะเป็นเด็กตะกละเห็นแก่กิน แต่เจ้าหนูคนนี้ก็ไม่ใช่เด็กเห็นแก่ตัว ยังรู้จักนึกถึงคนอื่น
หมิงเหม่ยรีบอธิบาย "เก็บสิจ๊ะ ย่าเขากำลังจับเพิ่มอยู่นู่นไง ที่เรากินกันตอนนี้คือส่วนของเรา ส่วนที่จะเอากลับบ้าน เดี๋ยวเราเอาตัวสดๆ กลับไปย่างให้พวกเขากินที่บ้านจะดีกว่า ขืนย่างจากตรงนี้ไป พอไปถึงบ้านมันจะเย็นชืดไม่อร่อย"
หู่โถวถึงบางอ้อ ร้อง "อ๋อ" ลากเสียงยาว พอรู้ว่าตัวเองจะได้กินต่ออีกก็ดีใจจนเนื้อเต้น
จ้าวชุ่ยฮวามองดูหมิงเหม่ยสลับกับหลานตัวน้อยทั้งสองคน ภาพของผู้ใหญ่หนึ่งคนกับเด็กสองคนที่กำลังมีความสุขจนคิ้วกระดิก หน้าตาสดใสเริงร่า ทำให้เธออดทอดถอนใจไม่ได้
ในยุคสมัยแบบนี้ แค่ได้กินเนื้อสักนิดสักหน่อย ก็ถือเป็นความสุขที่สุดยอดที่สุดของชีวิตคนคนหนึ่งแล้วจริงๆ
[จบบท]