บทที่ 158: เพื่อนบ้านปากตะไกร
“ฉันดูแล้วนะ ท่าทางมันแปลก ๆ ไม่น่าจะใช่คนซื้อของธรรมดาหรอก เพราะคนคนนั้นพกกระดาษกับปากกาติดตัวมาด้วย ไม่รู้ว่าแอบจดบันทึกอะไรยิกๆ อยู่ตลอดเวลาเลย”
อันที่จริงแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจ้าวชุ่ยฮวาจะเป็นคนจิตใจดีมีเมตตาประเสริฐเลิศเลอมาจากไหน หรือคิดจะทำตัวเป็นแม่พระมาโปรดสัตว์อะไรทำนองนั้นหรอกนะ
เหตุผลที่เธอยอมบอกเรื่องนี้กับป้าเหลียน ก็เป็นเพราะว่าเธอเองก็ต้องอาศัยลู่ทางและเส้นสายจากป้าเหลียนในการทำมาหากินเหมือนกัน การสร้างบุญคุณหรือขายน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับป้าเหลียนเอาไว้บ้าง มันก็ย่อมส่งผลดีต่อตัวเธอเองในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน
อีกอย่างถ้าป้าเหลียนไม่โดนจับได้คาหนังคาเขา เธอก็จะปลอดภัยไปด้วย เพราะถ้าป้าเหลียนรอด ป้าเหลียนก็คงไม่ซัดทอดมาถึงเธอ หรือดึงเธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องยุ่งยาก
ถึงแม้ว่าในชาติที่แล้ว เธอจะไม่เคยได้ยินข่าวว่าป้าเหลียนไปซัดทอดความผิดให้ใครก็เถอะ แต่จากหลายๆ เหตุการณ์ที่ผ่านมา มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ระหว่างชาติที่แล้วกับชาตินี้ มันมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อน จะต้องเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมเป๊ะๆ ในชาตินี้เสมอไป
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ผลลัพธ์มันจะออกมาเหมือนเดิม แต่รายละเอียดเบื้องลึกเบื้องหลัง หรือสถานการณ์แวดล้อม มันอาจจะมีเงื่อนงำอะไรซ่อนอยู่ก็ได้ ดังนั้นจ้าวชุ่ยฮวาจึงไม่ได้วางใจ หรือยึดติดกับความทรงจำของตัวเองเพียงอย่างเดียว เธอต้องรอบคอบไว้ก่อน
“ฉันเองก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากหรอกนะพี่สาว แต่ฉันว่าพี่ระวังตัวไว้หน่อยก็ดี กันไว้ดีกว่าแก้ ดีกว่าตกลงไปในหลุมพรางที่คนเขาขุดล่อเอาไว้”
ป้าเหลียนได้ฟังแบบนั้นก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด ความรู้สึกหวาดกลัวแล่นเข้ามาจับขั้วหัวใจ นี่มันน่ากลัวยิ่งกว่าพวกโจรดักปล้น หรือพวกนักเลงหักหลังกันเองเสียอีก เพราะตามธรรมเนียมปฏิบัติที่รู้กันในวงการ
คืนหนึ่งๆ เขาจะไม่จัดให้มีคนมารับของถึงสองกลุ่มเด็ดขาด การที่มีคนแห่กันมาเยอะๆ แบบนี้ มันเสี่ยงต่อการถูกจับได้ง่ายจะตายไป แต่สิ่งที่จ้าวชุ่ยฮวาบอกมา มันชัดเจนว่ามีกลุ่มคนที่สองโผล่เข้ามาป้วนเปี้ยน
แถมในล็อตนี้ ดันมีพวกผ้าเนื้อดีปะปนอยู่ด้วย จิตใจของป้าเหลียนเริ่มเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นมาเป็นระลอก
ไม่ได้การแล้ว เรื่องนี้ดูท่าจะมีกลิ่นไม่ค่อยดี ส่อแววว่าจะเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ ในจังหวะนี้เอง ป้าเหลียนรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของจ้าวชุ่ยฮวาขึ้นมาอย่างจับใจ ถ้าจ้าวชุ่ยฮวาไม่มาสะกิดบอกเธอป่านนี้เธอก็คงยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
เผลอๆ อาจจะเดินดุ่มๆ เข้าไปให้เขาจับถึงที่ พอถึงตอนนั้น ถ้าคนที่โดนหลอกพาพวกมาคิดบัญชี หรือถ้าเธอโดนเจ้าหน้าที่รวบตัวคาของกลาง...
ป้าเหลียนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ด้วยความหวาดเสียว แค่คิดภาพตาม ขนอ่อนทั่วร่างกายก็ลุกชันขึ้นมาทันที มันน่าสยดสยองจนไม่อยากจะจินตนาการต่อเลยจริงๆ
ป้าเหลียนมองหน้าจ้าวชุ่ยฮวาด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและจริงจังเป็นพิเศษ
“น้องสาว ขอบใจเธอมากจริงๆ นะ งานนี้ถ้าไม่ได้เธอ ฉันแย่แน่”
“โธ่ ไม่เป็นไรหรอกพี่ ยุคสมัยนี้ใครๆ ก็ลำบากกันทั้งนั้น อะไรที่พอจะช่วยเตือนกันได้ ก็ต้องช่วยๆ กันไปนั่นแหละ”
ป้าเหลียนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรัวเร็ว
“มันก็จริงอย่างที่เธอว่า แต่ยังไงก็ต้องขอบใจเธอมากจริงๆ นะ!”
“เอาล่ะ งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะ”
“ได้เลยๆ วันหลังถ้ามีเรื่องอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้นะ อ้อ ฉันพอจะมีความรู้เรื่องดูดวงผูกดวงอยู่บ้าง ไว้ว่างๆ ฉันจะดูดวงชะตาให้เธอเป็นการตอบแทนนะ”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นถึงกับมีเส้นสีดำพาดผ่านหน้าผาก รีบปฏิเสธทันควัน
“เอ่อ... เรื่องนั้นคงไม่รบกวนดีกว่าจ้ะ!”
ดวงของเธอแข็งจะตายไป ไม่อย่างนั้นจะอยู่ยงคงกระพันจนอายุทะลุร้อยปีได้ยังไงกัน เรื่องพรรค์นี้ไม่ต้องให้ใครมาทำนายทายทักหรอก ตัวเธอเองย่อมรู้ดีที่สุดอยู่แล้ว
หลังจากที่จ้าวชุ่ยฮวาปั่นจักรยานจากไปแล้ว ป้าเหลียนก็ยกมือขึ้นลูบแผ่นหลังของตัวเอง สัมผัสได้ถึงความชื้นแฉะของเหงื่อเย็นที่ซึมออกมาจนเสื้อเปียกชุ่ม ในวินาทีนี้เธอรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่วันนี้ก้าวเท้าออกจากบ้านมาเจอกับจ้าวชุ่ยฮวาเข้าพอดี ราวกับว่าสวรรค์ยังคงเมตตาและเข้าข้างเธออยู่
ถ้าไม่ได้เจอกับจ้าวชุ่ยฮวา ป่านนี้เธอก็คงยังถูกปิดหูปิดตา ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลยเธอทำอาชีพเป็นคนกลาง กินส่วนต่าง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ ความซวยทั้งหมดคงมาตกอยู่ที่เธอเต็มๆ
แต่ตอนนี้... ป้าเหลียนหมุนตัวกลับทันที เปลี่ยนทิศทางเดินมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว
เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะไปหาตาเฒ่าตระกูลหวัง เพื่อจะไปสอบถามให้รู้เรื่องว่า ไอ้ผ้าเนื้อดีพวกนั้นมันมีที่มาที่ไปยังไงกันแน่ ของดีขนาดนี้มาอยู่ในตลาดมืด มันชวนให้หวาดเสียวไส้จริงๆ
แต่ยังไม่ทันจะได้เดินไปถึง ก็มาเจอเรื่องที่จ้าวชุ่ยฮวาเตือนสติเข้าเสียก่อน เธอจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในวินาทีนั้นเลยว่า ไม่ปงไม่ไปมันแล้ว!
ไม่ใช่แค่จะไม่ไปหาในวันนี้เท่านั้นนะ แต่เธอยังวางแผนว่าจะเทงานทั้งหมดที่รับปากไว้ในช่วงนี้ทิ้งให้เกลี้ยง ถ้ามีคนคอยซุ่มดูลาดเลาอยู่จริงๆ เป้าหมายของพวกมันก็ต้องเป็นการจับกุมแบบให้ได้คาหนังคาเขาแน่นอน
เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะเอาคอไปพาดเขียง วิ่งโร่ไปหาตาเฒ่าตระกูลหวังให้เป็นเป้านิ่ง เธอกับตาเฒ่านั่นต้องห่างกันสักพัก ช่วงนี้ เก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เงียบๆ ปลอดภัยที่สุด
จ้าวชุ่ยฮวาคงคาดไม่ถึงเลยว่า คำพูดเตือนสติเพียงไม่กี่คำของเธอในวันนี้ จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกชะตาชีวิตของป้าเหลียนไปตลอดกาล ถึงแม้ว่าในวงการนักเลงจะลือกันให้แซ่ดว่า
ป้าเหลียนเป็นมนุษย์ป้าจอมเก๋าที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ไม่แคร์ว่าจะต้องเข้าไปกินข้าวแดงในคุก หรือไปใส่กุญแจมือเงินวาววับ นั่งเหยียบจักรเย็บผ้าในเรือนจำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถามหน่อยเถอะว่ามีใครบ้างที่อยากจะเข้าไปนอนในคุกในตาราง?
คำตอบคือไม่มีใครอยากเข้าไปหรอก
ป้าเหลียนเองก็เป็นคนธรรมดา รักตัวกลัวตาย และรักอิสรภาพเหมือนกัน ป้าเหลียนเดินกลับบ้านด้วยความรู้สึกหวาดระแวงระคนโล่งใจ พอเดินมาถึงปากซอย ก็บังเอิญเจอกับใบหน้าที่คุ้นเคย พอเห็นหน้าคนคนนี้
คำเตือนของจ้าวชุ่ยฮวาก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที ป้าเหลียนแค่นหัวเราะในใจอย่างเย็นชา แต่ใบหน้าภายนอกกลับไม่แสดงพิรุธใดๆ แถมยังปั้นหน้ายิ้มแย้มทักทายอย่างกระตือรือร้น
“อ้าว น้องสาว จะไปไหนเหรอจ๊ะ ทำไมมาอยู่แถวนี้ล่ะ?”
คนที่เดินสวนมาคือหญิงวัยกลางคนที่ชื่อว่า ป้าสวี และป้าสวีคนนี้นี่แหละ คือหนึ่งในสองคุณป้าที่จ้าวชุ่ยฮวาพูดถึง ป้าเหลียนทำเนียน ทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไปตามเรื่องตามราว ป้าสวีรีบดึงแขนป้าเหลียนหลบเข้าข้างทาง แล้วกระซิบกระซาบด้วยท่าทีร้อนรน
“คืนนี้พี่จะพาคนไปรับของอีกใช่ไหม? นับฉันกับน้องสาวฉันรวมไปด้วยนะ พวกเราอยากจะซื้อของเพิ่มอีกสักหน่อย”
พวกป้าสวีดูออกว่า ผ้าล็อตนี้คุณภาพดีเยี่ยมจริงๆ แถมไอ้เรื่องหักเหลี่ยมเฉือนคมในวงการมืดที่ยังคาราคาซังกันอยู่ ก็ดูเหมือนจะไม่จบง่ายๆ ธุรกิจมันต้องเดินหน้าต่อ จะมาหยุดชะงักไม่ได้ ป้าเหลียนแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ ส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง
“คงไม่ได้แล้วล่ะ”
“อ้าว? ทำไมล่ะพี่ เกิดอะไรขึ้น?”
“ปกติที่ฉันพาคนไปซื้อของน่ะ มันไม่เคยมีพวกผ้าพับใหญ่ๆ หรือผ้าดีๆ แบบนี้หรอกนะ อย่างมากก็แค่เศษผ้ากิโล หรือเศษหัวผ้าที่เขาตัดทิ้ง แต่รอบนี้ฉันเห็นของดีๆ เยอะผิดปกติ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกนั้นไปเอามาจากไหน ฉันกลับมานั่งคิดนอนคิดดูแล้ว เราจะมาเอาเปรียบของหลวงแบบนี้ไม่ได้นะ
นี่มันเท่ากับเรากำลังขโมยขนแกะของลัทธิสังคมนิยมชัดๆ ฉันเลยตัดสินใจแล้วว่า ช่วงนี้จะงดรับงานไปก่อน รอให้สืบรู้แน่ชัดว่าของพวกนี้ที่มาที่ไปมันขาวสะอาดจริงๆ แล้วค่อยว่ากันใหม่”
ป้าสวีมองหน้าป้าเหลียนด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง รู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องตลกที่ขำไม่ออก ยัยป้าเหลียนนี่สมองกลับหรือเปล่า? มีของดีมาเสิร์ฟถึงปาก ดันจะมาทำตัวเป็นคนดีศรีสังคมนิยมอะไรตอนนี้?
ตรรกะวิบัติชิบเป๋ง!
ป้าสวีเริ่มร้อนรน รีบพูดเกลี้ยกล่อมทันที
“โธ่พี่! เรื่องแบบนี้เราจะไปมองมุมนั้นไม่ได้หรอกนะ โอกาสทองแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ เราต้องรีบคว้าไว้สิ พี่จะมาป๊อดถอยหลังลงคลองแบบนี้ได้ยังไง? พี่นี่มัน...”
ป้าเหลียนโบกมือห้าม ตัดบทอย่างเด็ดขาด
“ไม่ได้ๆ ฉันไม่กล้าเสี่ยงจริงๆ งานนี้ฉันไม่ขอจัดคนไปเด็ดขาด!”
“พี่นี่มัน!” โลกนี้ทำไมถึงได้มีคนโง่เง่าเต่าตุ่นขนาดนี้อยู่ด้วยนะ!
“เธอไม่ต้องคิดมากหรอกน่า เอาเป็นว่าเธอวางใจเถอะ รอให้เรื่องนี้มันคลี่คลายชัดเจนก่อน วันหลังถ้าเธออยากจะตามฉันไปอีก เราค่อยไปคุ้ยหาเศษผ้าด้วยกัน อันที่จริงแค่ได้ซื้อเศษผ้ามาตัดเย็บเสื้อผ้าใส่ มันก็ดีถมถืดไปแล้วนะ”
“ถุย! ใครเขาอยากจะได้เศษผ้าขี้ริ้วกัน? ถ้าไม่มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ฉันจะไม่ยอมกระดิกตัวไปเด็ดขาด หึ!” ป้าสวีเห็นป้าเหลียนทำท่าทางขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ ก็อดด่าออกมาไม่ได้
“ยัยคนไร้น้ำยา! ถ้าพี่ไม่ไป ก็อย่าไป ฉันจะพาคนไปเอง! ฉันไม่เชื่อหรอกว่า ขาดพี่ไปคนเดียวแล้วโลกมันจะแตก!”
“...นี่... นี่เธอ... ทำไมพูดจาแบบนี้ล่ะ”
“ถุย! ไร้ประโยชน์สิ้นดี!” ป้าสวีสะบัดก้นงอนเชิด เดินกระแทกเท้าปึงปังจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้ป้าเหลียนมองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยสายตาที่เปลี่ยนเป็นเย็นชาและไร้อารมณ์
สิ่งที่จ้าวชุ่ยฮวาเตือนไว้ถูกต้องทุกอย่าง ยัยคนนี้ไม่ได้มีความจริงใจอะไรเลย จ้องแต่จะหาผลประโยชน์เข้าตัวท่าเดียว ป้าเหลียนรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่รู้ตัวทัน
ไม่อย่างนั้น ยัยคนนี้คงชักศึกเข้าบ้าน หาเรื่องเดือดร้อนมาให้เธอไม่หยุดหย่อน เผลอๆ ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ คงไม่แคล้วโดนแม่นี่แว้งกัดเอาแน่ๆ
ขนาดคนอื่นยังกล้าหักหลัง แล้วนับประสาอะไรกับเธอที่จะไม่โดนเล่นงาน ป้าเหลียนรู้สึกหวาดเสียวสันหลังวาบ แต่ในขณะเดียวกันก็โล่งใจอย่างประหลาด ป้าเหลียนรีบวางแผนหาทางหนีทีไล่ให้กับตัวเองทันที ดูท่าเรื่องราวคราวนี้... คงไม่จบลงง่ายๆ เสียแล้วสิ
ขอพักเรื่องราวทางฝั่งป้าเหลียนไว้ก่อน ตัดภาพกลับมาที่จ้าวชุ่ยฮวา หลังจากที่เธอได้บอกกล่าวเตือนสติป้าเหลียนไปแล้ว จิตใจของเธอก็รู้สึกเบาสบายขึ้นมาก เธอไม่ใช่คนดีชนิดที่ว่าเป็นพ่อพระแม่พระมาเกิด แต่การที่เห็นป้าเหลียนต้องดิ้นรนทำมาหากินตัวคนเดียว มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในยุคสมัยนี้
อีกอย่างป้าเหลียนก็ไม่ได้ไปปล้นจี้ฆ่าฟันใคร แค่ซื้อมาขายไปทำกำไรนิดหน่อย ดังนั้นการเตือนภัยเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้รอดพ้นจากอันตราย จ้าวชุ่ยฮวาก็ยินดีที่จะทำ ที่สำคัญ ทั้งสองคนต่างก็มีผลประโยชน์เกื้อหนุนกันอยู่
จ้าวชุ่ยฮวาปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความสบายใจ ทันทีที่เลี้ยวรถเข้ามาในลานบ้าน เธอก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตจากสายตาของโจวหลี่ซื่อและซูต้าเหนียง ประกายไฟแห่งความอิจฉาริษยาแทบจะกระโดดออกมาเผาไหม้ร่างของเธอให้เป็นจุน
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่า ยัยป้าข้างบ้านสองคนนี้ตาดีเห็นนกกระจอกพวงใหญ่ กับปลาตัวอวบอ้วนที่เธอหิ้วกลับมาแน่ๆ ของกินพวกนี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ได้เสียเงินซื้อมาแม้แต่สตางค์แดงเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าเสือโคร่งน้อยอย่างหู่โถวกับแม่นกนางแอ่นน้อยเสี่ยวเยี่ยนจื่อ คงจะไปโม้ให้เพื่อนๆ ในระแวกนั้นฟังจนทั่วแล้วว่า วันนี้ที่บ้านจะพาไปจับนกกระจอกที่ชานเมือง
เพราะฉะนั้น พอเด็กๆ ตะโกนป่าวประกาศ ผู้ใหญ่ในละแวกบ้านมีหรือจะไม่รู้ข่าว?ตอนแรกทุกคนก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก คิดว่าเป็นเรื่องเล่นๆ ของเด็ก แต่พอเห็นผลงานที่จ้าวชุ่ยฮวาขนกลับมาเป็นกอบเป็นกำแบบนี้
ใครมันจะไปอดใจไหว ไม่ให้อิจฉาตาร้อนได้ล่ะ? โดยเฉพาะป้าซู กับโจวหลี่ซื่อ ที่อาศัยอยู่เรือนหน้า ทางฝั่งครอบครัวตระกูลไป๋ สองพ่อลูกก็เห็นเหมือนกัน แต่พวกเขาไม่ได้มีปฏิกิริยารุนแรงอะไร เพราะทั้งพ่อทั้งลูกต่างก็ทำงานมีเงินเดือนกินกันทั้งคู่
แถมช่วงนี้ ไป๋เฟิ่นโต้ว ลูกชายตัวดี ก็เพิ่งจะไปกอบโกยรายได้พิเศษมาได้ก้อนโต เรื่องเงินทองเลยไม่ใช่ปัญหาสำหรับบ้านนี้ อยากกินเนื้อก็ซื้อกินได้สบายๆ
นกกระจอกไม่กี่ตัว พวกเขาไม่เก็บมาใส่ใจหรอก
แต่สำหรับป้าซูและโจวหลี่ซื่อแล้ว นี่มันคือเรื่องใหญ่ระดับชาติ! โจวหลี่ซื่อเป็นคนมีเงินเก็บก็จริง แต่เธอเคยชินกับความยากลำบากมาตั้งแต่สมัยก่อน นิสัยขี้เหนียวขี้งกเลยฝังรากลึก จะควักเงินซื้ออะไรทีก็คิดแล้วคิดอีก
ขนาดซื้อเนื้อหมูสักสองขีดมาทำกิน ก็ยังคัดแล้วคัดอีกให้แต่ลูกชายสุดที่รักอย่างโจวฉวินกิน ส่วนตัวเองกับลูกสะใภ้อย่างเจียงหลู อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องแม้แต่ชิ้นเดียวไข่เจียวก็เหมือนกัน
สรุปง่ายๆ คือ ของดีของอร่อยในบ้าน ต้องตกถึงท้องลูกชายเธอเท่านั้น โจวหลี่ซื่อมองจ้าวชุ่ยฮวาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา ในใจนี่ร้อนรุ่มเหมือนโดนไฟสุม
ส่วนป้าซูที่ยืนอยู่ข้างๆ อาการหนักกว่าหลายเท่า บ้านของป้าซูนั้นลำบากของจริง ทั้งบ้านมีแค่ลูกสะใภ้คนเดียวที่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง แต่ต้องเลี้ยงปากท้องผู้ชายตัวโตๆ ที่กินจุอย่างกับยัดหมอนถึงสามคน
นกกระจอกพวงใหญ่นั่นมันคือเนื้อสัตว์ชั้นดีเลยนะ สำหรับบ้านเธอแล้ว นี่คืออาหารเหลาชัดๆ สายตาของป้าซูแทบจะพุ่งเข้าไปสิงอยู่ในพวงนกกระจอกนั่น แทบจะแกะไม่ออก
พอเห็นจ้าวชุ่ยฮวาเดินเข้ามาใกล้ ป้าซูก็รีบฉีกยิ้มกว้างที่ดูปลอมเปลือกที่สุดในโลกออกมาทักทาย
“อ้าว! กลับมาแล้วเหรอแม่จ้าว? วันนี้ได้ของกลับมาเยอะแยะเชียวนะ! ฉันมองๆ ดูแล้วไม่ใช่น้อยๆ เลยนะเนี่ย ไปจับกันมาจากแถวไหนเหรอ? แหม... นกกระจอกสมัยนี้มันจับง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?”
จ้าวชุ่ยฮวามองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงไส้ติ่ง ยัยป้าซูคนนี้ เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวจะตายไป
ที่อ้าปากถามเนี่ย จุดประสงค์ก็มีอยู่สองอย่าง หนึ่งคืออยากจะขอแบ่งดื้อๆ สองคืออยากจะล้วงความลับว่าไปจับที่ไหน ยังไง เพื่อที่ตัวเองจะได้รีบแจ้นไปจับมาบ้าง ตัดหน้าคนอื่น
“นกกระจอกมันจะจับง่ายหรือยาก พวกเธอก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอ? ไม่ใช่ว่านกมันจับง่ายหรอกนะ แต่เป็นเพราะฝีมือฉันมันขั้นเทพต่างหาก! นี่ซูต้าเหนียงฉันจะบอกอะไรให้นะ คนเราน่ะจะเอาแต่นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน ทำตัวเป็นคุณหนูในห้องหอไม่ได้หรอกนะ ขนาดฉันอายุขนาดนี้แล้ว ยังพาลูกพาหลานออกไปลุยจับนกกระจอกถึงชานเมืองได้
แล้วทำไมเธอจะทำไม่ได้ล่ะ? เกิดเป็นคนนะ อย่าเอาแต่ความสบายส่วนตัว ไม่คิดถึงคนในครอบครัว ไม่เห็นแก่หัวอกลูกหลาน เด็กๆ วัยกำลังโต มันต้องได้กินเนื้อกินหนังบ้าง คนเป็นย่าอย่างเธอก็ต้องหัดขวนขวายหามาให้หลานกิน ไม่ใช่เอะอะก็โยนภาระไปให้ลูกสะใภ้หมด หวังเซียงซิ่วเขาก็ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว วันหยุดก็ต้องมานั่งซักผ้าทำงานบ้านงกๆ แถมยังต้องออกไปขุดผักป่ามาประทังชีวิตอีก
แล้วดูเธอสิ ทำตัวยังกับคนเพิ่งคลอดลูก ต้องอยู่ไฟเดือนหนึ่งอย่างนั้นแหละ จะบ้าเหรอ! ดูอย่างบ้านฉันสิ บ้านฉันไม่ได้ร่ำรวย ไม่มีเงินซื้อเนื้อกินทุกมื้อ เราก็ต้องรู้จักดิ้นรนหาทางเอาเอง นี่ไง เย็นนี้ฉันจะทำเมนูเด็ด 'นกกระจอกตุ๋นมันฝรั่ง' รับรองว่าอร่อยเหาะ เด็กๆ จะได้กินเนื้อบำรุงร่างกายกันบ้าง ของพวกนี้ไม่ต้องใช้เงินซื้อสักบาท แค่ออกแรงหน่อยก็ได้กินแล้ว ทำไมเธอจะทำบ้างไม่ได้ฮะ? ไม่ใช่วันๆ เอาแต่นั่งเฝ้าหน้าประตู คอยสอดส่องเรื่องชาวบ้านไปวันๆ”
คำพูดของจ้าวชุ่ยฮวาเหมือนกับเอาปูนซีเมนต์ไปอุดปากป้าซูจนสนิท เป็นการตัดบทไม่ให้ป้าซูได้มีโอกาสดราม่าบีบน้ำตาขายความน่าสงสาร
จะเดินหมากเกมนี้เหรอ? ฉันดักทางไว้หมดแล้วย่ะ!
ไอ้ประเภทชอบขายความจน เรียกร้องความเห็นใจเนี่ย น่ารำคาญที่สุด คำเทศนาชุดใหญ่ไฟกระพริบของจ้าวชุ่ยฮวา เล่นเอาป้าซูไปไม่เป็นจริงๆ
ก็จริงของเธอ ปกติเวลาซูต้าเหนียงจะขอของใคร ก็มักจะใช้วิธีพร่ำเพ้อพรรณนาถึงความลำบากยากเข็ญของชีวิต แต่พอโดนจ้าวชุ่ยฮวาดักคอไว้แบบนี้ จะงัดมุกเดิมมาใช้ก็ไม่ได้แล้ว มันจุกจนพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
แล้วไอ้คำเปรียบเทียบเจ็บแสบที่ว่า "ทำตัวเหมือนสาวน้อยในห้องหอ" แล้วยังวกกลับมาด่าว่า "เหมือนคนอยู่ไฟหลังคลอด" นี่มันอะไรกัน!
ปากคอเราะร้ายสิ้นดี! ถ้าพูดจาภาษาคนไม่เป็น ก็หุบปากเน่าๆ นั่นไปซะเถอะ พูดออกมาแต่ละคำ เหมือนพ่นอุจจาระออกมาไม่มีผิด!
ป้าซูยืนนิ่งอึ้งเถียงไม่ออก แต่โจวหลี่ซื่อกลับรู้สึกสะใจอย่างประหลาด โจวหลี่ซื่อก็เป็นคนประเภทนี้แหละ เป็นตัวป่วนประจำซอยโดยแท้จริง ใครในบ้านมีเรื่องทุกข์ใจ หรือโดนด่า เธอจะรู้สึกบันเทิงเริงใจเป็นที่สุด
เธอเป็นประเภทที่เห็นใครได้ดีไม่ได้ แต่ถ้าเห็นใครตกต่ำ เธอจะหัวเราะชอบใจทันทีและอีกอย่าง ป้าซูก็เป็นหม้ายเหมือนกับเธอ แต่โจวหลี่ซื่อมักจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบ แล้วก็พาลเกลียดขี้หน้าป้าซูอยู่ลึกๆ
ส่วนจ้าวชุ่ยฮวานั้น ครอบครัวสุขสันต์พร้อมหน้าพร้อมตา เธอก็ยิ่งเกลียดเข้าไส้ ป้าหวังที่มีทั้งสามี แถมยังมี "หน้าที่การงาน" ในลานบ้าน เธอก็หมั่นไส้ไม่แพ้กัน สรุปง่ายๆ คือ อีแก่คนนี้มันไม่ชอบหน้าใครสักคน!
ใครมีความทุกข์ คือความสุขของโจวหลี่ซื่อ พอเห็นป้าซูโดนด่าจนหน้าหงาย โจวหลี่ซื่อก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันตา
“อุ๊ยตาย! ที่จ้าวชุ่ยฮวาพูดมามันก็มีเหตุผลอยู่นะแม่ซู ดูสิ ตัวเองลำบากแท้ๆ แต่กลับไม่รู้จักขวนขวาย ไม่ไหวเลยจริงๆ แย่จังเลยนะเนี่ย ผิดกับฉันลิบลับ ดูลูกชายลูกสะใภ้ฉันสิ กตัญญูรู้คุณคนทั้งคู่ ฉันเลยไม่ต้องมานั่งเหนื่อยดิ้นรนอะไรแบบนี้ ฮ่าๆๆๆ”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของโจวหลี่ซื่อบาดลึกเข้าไปในใจป้าซู เธอขบริมฝีปากแน่น ในใจก่นด่าบรรพบุรุษของอีกฝ่ายไปเจ็ดชั่วโคตร แต่ใบหน้าภายนอกกลับต้องปั้นหน้าเศร้าเล่าความเท็จต่อไป
ทันใดนั้น พระเอกขี่ม้าขาว (ในสภาพไม้ใกล้ฝั่ง) อย่างไป๋เหล่าโถว ก็พุ่งตัวออกมาปกป้องสาวงาม (?) ทันที
“พวกเธอพูดจาอะไรกันแบบนั้น! น้องสาวซูเขาสุขภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงต่างหาก ถ้าแข็งแรงดีมีแรงวังชา เธอจะยอมอยู่เฉยๆ เหรอ? อีกอย่าง งานบ้านงานเรือนเธอก็ทำไม่เคยขาดตกบกพร่อง”
ไป๋เหล่าโถวหันไปทำตาหวานใส่ป้าซู พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่คิดว่าหล่อที่สุด
“น้องสาวซู ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวบ่ายนี้พี่ชายคนนี้จะออกไปจับนกกระจอกมาให้เธอเอง แค่นกกระจอกไม่กี่ตัว เรื่องจิ๊บจ๊อย! รับรองว่าเย็นนี้เด็กๆ ที่บ้านเธอต้องได้กินเนื้อแน่นอน”
ป้าซูเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มหวานหยดย้อยทันที ราวกับสั่งได้
“พี่ไป๋... ขอบคุณพี่มากเลยนะคะ!”
“เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องเกรงใจ! เราเพื่อนบ้านเรือนเคียงกัน ก็เหมือนญาติพี่น้องกัน มีอะไรก็ต้องช่วยเหลือเจือจานกันสิ มันเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว ฉันไม่เหมือนคนบางคนหรอกนะ ที่ใจจืดใจดำ เห็นแก่ตัว คิดแต่เรื่องของตัวเอง”
จ้าวชุ่ยฮวาแค่นหัวเราะ "หึ" ในลำคออย่างสมเพช ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าบ้านไป ไม่เสียเวลาหันไปมองไอ้เฒ่าหน้าม้อที่กำลังทำตัวเป็นป๋าบุญทุ่มแม้แต่หางตาเดียว
[จบบท]