บทที่ 180: เรื่องราวในครอบครัว
“อย่ามาใส่ร้ายฉันนะ เราเป็นเพื่อนบ้านที่รักใคร่กลมเกลียวคอยช่วยเหลือกันไม่ได้หรือไง ฉันไม่ได้ชอบไป๋เฟิ่นโต้วเลยสักนิด ฉันกับเขาบริสุทธิ์ใจต่อกันนะ”
หวังเซียงซิ่วตะโกนสวนกลับไปอย่างไม่สบอารมณ์ที่โดนเซ้าซี้ ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองทางจวงจื้อซี เป้าหมายของเธอคือจวงจื้อซี ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับไป๋เฟิ่นโต้วให้ชัดเจนต่อหน้าทุกคน
แน่นอนว่าถึงจะพูดออกไปแบบนั้น แต่เธอก็มั่นใจว่าก่อนที่เรื่องนี้จะรู้ไปถึงหูของไป๋เฟิ่นโต้ว เธอคงหาทางกล่อมเขาจนอยู่หมัดได้เสียก่อน เพราะผู้ชายคนนี้ไม่มีทางหนีพ้นกรงเล็บของเธอไปได้หรอก แต่ตอนนี้เธอต้องสร้างภาพลักษณ์หญิงสาวผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ต่อหน้าจวงจื้อซีก่อน
“ฉันรู้ ฉันรู้น่าว่าข้างนอกนั่นมีข่าวลือเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับตัวฉัน แต่พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันมาเป็นสิบปี พวกคุณไม่รู้หรือว่าฉันเป็นคนยังไง ฉันบริสุทธิ์ใจจริงๆ นะ ฉันกับไป๋เฟิ่นโต้วไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกันเลย”
ทุกคนต่างจ้องมองมาที่หวังเซียงซิ่วเป็นตาเดียว หวังเซียงซิ่วเห็นสายตาแปลกๆ ของทุกคนก็เริ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ทันใดนั้นแม่สามีของเธอก็ส่งสายตาบอกใบ้อะไรบางอย่าง เธอใจหายวาบรีบหันขวับกลับไปมองข้างหลัง ทันใดนั้นเธอก็เห็นไป๋เฟิ่นโต้วยืนอยู่ไม่ไกลจากด้านหลังของเธอ
เขากำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยใบหน้าซีดเผือดขาวราวกับกระดาษ ไม่รู้ว่าเขมายืนอยู่ตรงนี้นานแค่ไหนแล้ว แต่ที่แน่ๆ เขาต้องได้ยินคำประกาศอันเสียงดังฟังชัดของเธอเมื่อครู่นี้อย่างแน่นอน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
หวังเซียงซิ่วเกิดอาการลนลานทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที ถึงแม้เธอจะมั่นใจว่าสามารถพูดกล่อมไป๋เฟิ่นโต้วได้ แต่เธอก็ไม่อยากให้เขามาเห็นฉากเด็ดแบบนี้กับตาตัวเอง เพราะแรงกระแทกทางความรู้สึกมันต่างกันลิบลับ
ไป๋เฟิ่นโต้วเพิ่งจะออกไปหาเนื้อสัตว์ที่ตลาดมืดให้เธอไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงกลับมาเร็วขนาดนี้ แล้วเนื้อล่ะ เธอเกิดความประหม่าขึ้นมาชั่ววูบ จากนั้นก็รีบเอ่ยปากพูดทันที
“เฟิ่นโต้ว พี่...”
ไป๋เฟิ่นโต้วยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง ราวกับว่าพลังงานชีวิตทั้งหมดได้ถูกสูบออกไปจากร่าง
“ผมเหนื่อยแล้ว พี่ช่วยเอารถจักรยานไปจอดไว้หน้าประตูห้องผมที”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป บรรดาเพื่อนบ้านต่างพากันมองหน้าเลิ่กลั่ก ไป๋เฟิ่นโต้วก้มหน้าเดินคอตกเหมือนมะเขือยาวที่โดนน้ำค้างแข็งจนเหี่ยวเฉาเข้าไปในห้อง ท่ามกลางสายตาของจีนมุงที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาและไม่มีใครขยับตัว
ทุกคนมองดูประตูห้องที่ถูกปิดลงดังปัง เสียงปิดประตูดังสนั่นหวั่นไหวจนคนได้ยินถึงกับสะดุ้งโหยง จวงจื้อซีและหมิงเหม่ยหันมาสบตากันแล้วจับมือกันไว้แน่น
ความรักนี่มันช่างบั่นทอนจิตใจคนเสียจริง พวกเขาโชคดีแค่ไหนที่ได้อยู่เคียงคู่กับคนที่ตัวเองรัก
ทั้งสองคนมองประตูห้องที่ปิดสนิทของไป๋เฟิ่นโต้วด้วยความเห็นใจ รู้สึกว่าหมอนั่นคงได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง
คนใจร้าย เขาไปเจอคนใจร้ายเข้าให้แล้ว ไม่ใช่แค่พวกเขาที่คิดแบบนั้น คนอื่นๆ ก็หันไปมองหวังเซียงซิ่วด้วยสายตาตำหนิติเตียนเช่นกัน
ดูสิ ถ้าไม่คิดจะแต่งงานด้วยแล้วจะไปอ่อยเขาทำไม
หวังเซียงซิ่วไม่ได้สนใจสายตาของคนรอบข้าง เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งพลางคิดว่าควรจะตามเข้าไปอธิบายตอนนี้เลยดีไหม แต่ในเมื่อทุกคนกำลังจับจ้องเธออยู่แบบนี้ ถ้าเธอตามเข้าไปง้อทันทีมันก็จะดูไม่งาม เธอจึงตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไป๋เหล่าโถวมองหวังเซียงซิ่วด้วยสายตาเย็นชาแล้วแค่นเสียงฮึออกมา
“เอากุญแจรถคืนมา”
หวังเซียงซิ่วพยายามบ่ายเบี่ยง
“เดี๋ยวฉันเอาไปคืนให้เฟิ่นโต้วทีหลัง...”
“ไม่ต้องมาพูดมาก เอามานี่”
ความใจดีของไป๋เหล่าโถวนั้นปกติจะมีไว้ใช้กับป้าซูเท่านั้น เขาไม่เคยใจดีกับหวังเซียงซิ่วเลยสักนิด
ลึกๆ แล้วเขาไม่ค่อยชอบขี้หน้าหวังเซียงซิ่วสักเท่าไหร่ เขาเดินเข้าไปคว้ากุญแจรถคืนมาจากมือเธอแล้วพูดว่า
“วันหลังอย่ามายืมรถบ้านฉันบ่อยๆ ถ้าไม่มีปัญญาซื้อรถก็ไม่ต้องขี่”
หวังเซียงซิ่วหน้าเสีย
“ไม่ใช่แบบนั้นนะ...”
ขอบตาของเธอเริ่มแดงระเรื่อ แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ป้าซูถอนหายใจในใจ รู้สึกว่าลูกสะใภ้คนนี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย เสียแรงที่มีหน้าตาสวยเหมือนนางจิ้งจอกแต่กลับไม่มีสมอง พอถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานทีไรก็ทำพังทุกที เธอจึงรีบพูดแทรกขึ้นมา
“พี่ไป๋ อย่าพูดจาเย็นชาแบบนั้นสิ ความสัมพันธ์ของสองบ้านเราก็ดีมาตลอด จะพูดจาทำร้ายจิตใจกันไปทำไม ฉันรู้นิสัยของนังหนูซิ่วบ้านฉันดี พี่อย่าไปโกรธแกเลย แกไม่ได้จะเย็นชากับเฟิ่นโต้วหรอก แต่แค่ยังก้าวผ่านความรู้สึกในใจไปไม่ได้เท่านั้นเอง...”
ไป๋เหล่าโถวสวนกลับ
“เธอก็ไม่ต้องมาทำเป็นเศร้าโศกเสียใจ เห็นเธอทำหน้าแบบนี้แล้วฉันพลอยจะปวดหัวไปด้วย...”
ป้าซูรีบไกล่เกลี่ย
“งั้นพี่ก็อย่าโกรธนังหนูซิ่วเลยนะ เสี่ยวซิ่ว ยังไม่รีบไปอธิบายให้เฟิ่นโต้วฟังอีก ถึงเราจะไม่ได้เป็นคนรักกัน แต่ความผูกพันฉันพี่น้องมันก็สำคัญกว่าอะไรทั้งหมดนะ”
หวังเซียงซิ่วรับคำเสียงอ่อย
“อ๋อ”
เมื่อมีคนปูทางลงให้แล้ว เธอก็รีบเดินไปเคาะประตูห้องทันที
แต่ไป๋เฟิ่นโต้วไม่ยอมมาเปิดประตู ทุกคนต่างพากันจ้องมองเหตุการณ์ตาไม่กะพริบ
ทางด้านหลานซื่อไห่ แม้จะไม่ได้ออกมาข้างนอก แต่เขาก็ยืนเกาะหน้าต่างกระจกมองดูเหตุการณ์จากในห้องของตัวเอง ข้างกายเขามีหลัวเสี่ยวเหอยืนดูเรื่องสนุกด้วยความสนใจเช่นกัน
บังเอิญจริงๆ คนพวกนี้เธอรู้จักทั้งนั้น เคยเจอกันที่โรงพยาบาลนี่นา เธอก็พอจะรู้เรื่องราวความรักความแค้นของคนกลุ่มนี้อยู่บ้าง หลัวเสี่ยวเหอเอ่ยขึ้น
“ลานบ้านพวกคุณนี่ครึกครื้นดีจังเลยนะ”
ชักอยากจะย้ายเข้ามาอยู่แล้วสิ เรื่องการดูตัวของหลานซื่อไห่หรือตาเฒ่าหลานดำเนินไปอย่างราบรื่น
ทั้งเขาและหลัวเสี่ยวเหอต่างก็อายุไม่น้อยกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างเปิดอกคุยกันอย่างตรงไปตรงมา และรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่เหมาะสม พวกเขาจึงรีบไปขอจดหมายแนะนำตัวและจดทะเบียนสมรสกันอย่างรวดเร็ว
ความเร็วระดับนี้เปรียบเสมือนลมพายุพัดผ่านเลยทีเดียว
ถึงแม้จะดูรวดเร็วไปบ้าง แต่ทุกคนกลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ ยุคสมัยนี้อะไรๆ ก็รวดเร็วไปหมด แม้แต่หนุ่มสาวสมัยใหม่เจอกันไม่กี่ครั้งก็ตกลงปลงใจแต่งงานกันแล้ว คนรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาจึงยิ่งไม่ต้องเรื่องมากพิธีรีตองอะไรให้วุ่นวาย
หลังจากที่หลานซื่อไห่และหลัวเสี่ยวเหอจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว หลานซื่อไห่ก็เสนอขึ้นมาว่า
“พวกเราไปถ่ายรูปคู่กันเถอะ”
หลัวเสี่ยวเหอพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาพากันไปที่ร้านถ่ายรูปแถวต้าเฉียนเหมิน ช่างภาพเองก็เพิ่งเคยเห็นคู่รักอายุรุ่นราวคราวนี้มาถ่ายรูปแต่งงานเป็นครั้งแรก จึงแสดงสีหน้าที่มีความหมายลึกซึ้งออกมา ทำเอาหลัวเสี่ยวเหอรู้สึกประดักประเดิดอยู่บ้าง แต่ตาเฒ่าหลานกลับวางตัวนิ่งสงบ เขาบอกกับช่างภาพว่า
“ถ่ายให้พวกเราหลายๆ ใบหน่อยนะ วันหลังพอแก่ตัวลงกว่านี้ กลับมาดูจะได้รู้สึกว่าตอนนี้พวกเรายังหนุ่มยังสาวกันอยู่”
“พรืด”
ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพหรือหลัวเสี่ยวเหอต่างก็หลุดขำออกมา บรรยากาศความตึงเครียดจึงผ่อนคลายลง
อันที่จริงหลัวเสี่ยวเหอรู้สึกว่ามันสิ้นเปลืองเงินทอง แต่เธอก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร ชีวิตคู่ที่มาเริ่มต้นกันตอนแก่แบบนี้ยังไงก็ต้องมีการปรับตัวเข้าหากัน เมื่อก่อนเธอก็เคยถ่ายรูปอยู่บ้างแต่น้อยมาก นานๆทีจะได้มาถ่ายรูป สีหน้าท่าทางจึงดูแข็งเกร็งไม่เป็นธรรมชาติไปบ้าง หลานซื่อไห่พูดต่อ
“เดี๋ยวรออีกแป๊บ พวกเราแวะซื้อลูกอมกลับไปแจกคนละหน่อยเถอะ”
หลัวเสี่ยวเหอตอบรับ
“ได้สิ”
สมัยนี้ไม่นิยมจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โต เน้นความเรียบง่าย ไม่ยึดติดกับธรรมเนียมเก่าๆ ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่คิดจะจัดงานเลี้ยงแขก ขนาดหนุ่มสาวสมัยนี้แต่งงานกันยังจัดงานแบบเรียบง่าย คนแก่อย่างพวกเขาก็ยิ่งไม่อยากจะทำอะไรให้มันวุ่นวายขายหน้าใคร
วันนี้หลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว หลัวเสี่ยวเหอก็ขนย้ายข้าวของสัมภาระย้ายเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายชายทันที ตอนนั้นหลานซื่อไห่ก็ไปช่วยขนของด้วย น้องๆ ของหลัวเสี่ยวเหอก็ดูปกติดีและดูสนิทสนมกับพี่สาวคนนี้มาก จะมีก็แต่แม่เฒ่าของหลัวเสี่ยวเหอที่ดูจะไม่พอใจอยู่บ้าง
แม่เฒ่าหลัวมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลานซื่อไห่ แต่เพราะผ่านความยากลำบากในชีวิตมาอย่างโชกโชนจึงดูแก่ชรากว่ามาก ดวงตาคู่นั้นขุ่นมัวและเหลืองอ๋อย ดูเป็นหญิงชราที่เต็มไปด้วยความหม่นหมอง
หลานซื่อไห่เองก็ไม่ได้แสดงท่าทีต้อนรับขับสู้มากนัก ถึงแม้เขาจะจดทะเบียนกับหลัวเสี่ยวเหอแล้ว แต่ถ้าจะให้บอกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันกับทางนั้น ก็ดูจะเป็นการคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไปหน่อย
ทั้งสองฝ่ายไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก แม่เฒ่าหลัวไม่พอใจเพราะต้องสูญเสียอู่ข้าวอู่น้ำที่จะคอยเลี้ยงดูตนเองไป แต่น้องสาวอย่างหลัวเสี่ยวเหลียนและน้องชายอย่างหลัวเสี่ยวหู่กลับรู้สึกว่า การที่พี่สาวได้ออกไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการนั้นเป็นเรื่องที่ดีแล้ว
ถึงแม้หลานซื่อไห่จะมีอายุมากไปหน่อย แต่พี่สาวแต่งงานไปก็ไม่ได้เสียเปรียบอะไรมากนัก และคงไม่ต้องทนลำบากตรากตรำเหมือนเมื่อก่อน
แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่ต้นเหตุของปัญหาหลายๆ อย่างในโลกนี้ก็มาจากความยากจน ถ้าฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น ชีวิตก็จะสบายขึ้นไม่น้อย น้องๆ ตระกูลหลัวช่วยพี่สาวขนย้ายข้าวของ โดยไม่ได้ให้แม่เฒ่าตามไปดูบ้านใหม่ของพี่สาว
เมื่อทางนั้นไม่เอ่ยปาก หลานซื่อไห่ก็ไม่เสนอตัว เขาไม่ใช่คนว่างงานขนาดนั้น
หลังจากถ่ายรูปและซื้อลูกอมเสร็จ ทั้งสองคนก็หิ้วถุงเดินกลับบ้าน พูดตามตรง หลัวเสี่ยวเหอยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในความฝัน เธอไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจะได้แต่งงาน เดิมทีเธอคิดว่าจะต้องอยู่ติดบ้านไปตลอดชีวิต
แต่ใครจะไปรู้ว่าแผนการจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วขนาดนี้ ความคิดคนเราเปลี่ยนได้ในชั่วพริบตา จะแต่งงานหรือไม่แต่งงาน สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับใจเท่านั้น
“วันนี้เป็นวันแต่งงานของพวกเรา ถึงจะไม่จัดเลี้ยง แต่ก็ต้องกินของดีๆ กันหน่อย เดี๋ยวเราซื้อเป็ดปักกิ่งสักตัว แล้วก็ซื้อขาหมู กลับไปตุ๋นซุปขาหมูใส่ถั่วเหลือง แล้วก็ทำปลาอีกสักเมนู ปลาเฉาฮื้อตุ๋นเต้าหู้ เธอว่าเราจะทำกับข้าวเพิ่มอีกสักอย่างดีไหม”
หลัวเสี่ยวเหออุทานว่าอาหารมันเยอะเกินไปแล้ว แต่ก็คิดว่าสมควรอยู่เหมือนกัน เพราะยังไงก็เป็นวันแต่งงาน จะให้เหมือนวันธรรมดาทั่วไปได้ยังไง เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วบอกว่า
“เรามีเมนูเนื้อสัตว์สามอย่างแล้ว งั้นเตรียมผักอีกสักอย่างเถอะ ผัดกุยช่ายหรืออะไรทำนองนั้นก็ได้”
“ตกลง”
ทั้งสองคนเดินกลับเข้ามาในเรือนสี่ประสาน วันนี้ไม่ใช่วันหยุด คนในลานบ้านส่วนใหญ่ออกไปทำงานกันหมด เหลือแต่แม่บ้านที่ไม่ได้ทำงานอย่างจ้าวชุ่ยฮวา จ้าวชุ่ยฮวานั่งรวมกลุ่มอยู่กับพวกป้าๆ น้าๆ และสะใภ้ในลานบ้าน บางคนก็เย็บผ้า บางคนก็เย็บพื้นรองเท้า ต่างคนต่างมีงานยุ่งในมือ
แต่วันนี้ตัวตึงประจำลานบ้านไม่อยู่ จะว่าไปโจวหลี่ซื่อก็ไม่ได้ออกจากบ้านมาหลายวันแล้ว เพราะเธอเพิ่งจะขายหน้าประชาชีแถมยังโดนลูกชายตำหนิ ในใจคงรู้สึกแย่มาก คนรักศักดิ์ศรีอย่างเธอคงไม่อยากออกมาสุงสิงกับคนพวกนี้แน่
ถึงตัวจะไม่มา แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการที่คนอื่นจะนินทาเธอ
อย่าเห็นว่าพวกเธอเป็นคนว่างงานไม่ได้ทำการทำงาน แต่เรื่องข่าวสารข้อมูลนั้นรวดเร็วฉับไวไม่แพ้ใคร
ป้าหวังกระซิบเสียงเบา
“ฉันได้ยินมาว่าทางโรงงานมีการตรวจสอบแล้ว โจวฉวินจะต้องทำการทดสอบวัดระดับช่างไฟฟ้าระดับ 7 ใหม่อีกรอบ”
“ทำแบบนี้ก็ถูกแล้ว จะได้รู้กันไปเลยว่าพวกเขามีตุกติกอะไรหรือเปล่า”
ป้าหวังเสริม
“เขาสอบผ่านระดับ 7 มาตั้งนานแล้ว ป่านนี้คงฝึกจนคล่องปร๋อแล้วมั้ง”
“ตามหลักแล้ว ไม่น่าจะให้สอบแก้ตัวระดับ 7 หรอก สอบผ่านระดับ 7 มานานขนาดนี้ น่าจะให้ทดสอบระดับ 8 ไปเลย”
“มันไม่มีกฎแบบนั้นหรอก เขาผ่านระดับ 7 ก็ต้องวัดระดับ 7 จะไปบอกว่าหลายปีมานี้ฝีมือไม่พัฒนาเลยมันก็พูดยาก รู้ทั้งรู้ว่าเขาอาศัยช่องโหว่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ อีกอย่างพวกเธอลองคิดดูสิ ถ้าเรื่องนี้มีมูลความจริงขึ้นมา ก็ถือเป็นเรื่องอื้อฉาวของโรงงานเหมือนกัน ผู้ใหญ่คงรู้สึกขายหน้าและไม่อยากให้เรื่องนี้แดงออกมาว่าเป็นเรื่องจริงหรอก” คนที่รู้ทันสถานการณ์วิเคราะห์ให้ฟัง
จ้าวชุ่ยฮวาได้ฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
“คนแบบนี้น่าจะไล่กลับบ้านไปซะ วันๆ คิดแต่จะเล่นตุกติกสร้างเรื่องเท็จ” สะใภ้ตระกูลสุยบ่นอุบอิบ ก่อนจะพูดต่อว่า
“ฉันได้ยินมาว่า ภรรยาของอาจารย์ที่สอนเขาเสียชีวิตไปตั้งแต่เจ็ดแปดปีก่อนแล้ว”
ตอนนี้ทุกคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมโจวฉวินถึงเอ่ยชื่อคนพวกนี้ออกมา ภรรยาของอาจารย์สอนโจวฉวินตรอมใจจนป่วยตายไปเมื่อเจ็ดแปดปีก่อน
น้าซิ่งฮวาที่โจวฉวินพูดถึง ก็หกล้มจนเป็นอัมพาตติดเตียงในปีที่สามีของเธอเกษียณ และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่ถึงสามเดือน
ยังมีเสี่ยวเถาหงอีกคน นั่นก็เป็นโสเภณีแอบแฝงเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทำตัวลับๆ ล่อๆ แต่สุดท้ายก็โดนจับได้ ผู้หญิงคนนั้นติดคุกไปนานแล้ว ตามหลักน่าจะพ้นโทษออกมาได้แล้ว แต่ก็ไม่ได้กลับมาที่ปักกิ่ง แถมยังมีข่าวลือจากญาติห่างๆ ว่าเสียชีวิตไปแล้วเหมือนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน
เห็นได้ชัดว่า การที่โจวฉวินสงสัยว่าผีสาวเป็นคนพวกนี้ ไม่ใช่การพูดพล่อยๆ แต่ผ่านการไตร่ตรองมาแล้ว
แน่นอนว่าโจวฉวินยังเอ่ยชื่อคนอื่นอีก แต่ไอ้ขี้เมาจำไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ดังนั้นจึงไม่มีข่าวลือเกี่ยวกับคนอื่นหลุดออกมา มีแค่ชื่อไม่กี่คนนี้ แต่พอชื่อพวกนี้หลุดออกมา ผลลัพธ์ที่มีต่อโจวฉวินก็มีทั้งดีและร้ายปนกันไป
ข้อดีคือ คนตายพูดไม่ได้ ในเมื่อคุณบอกว่าพวกเราเคยมีซัมซิงกัน งั้นก็มาพิสูจน์สิ มาเผชิญหน้ากัน แต่ตอนนี้คนตายไปหมดแล้ว จะเอาอะไรมาเผชิญหน้ากันได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นกรณีที่ไร้พยานหลักฐานอย่างแท้จริง
ถึงแม้จะใช้คำนี้เปรียบเทียบดูไม่ค่อยดีนัก แต่มันก็เป็นความจริงตามนั้น แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกัน ข้อเสียคือทุกคนยิ่งปักใจเชื่อว่าโจวฉวินไม่บริสุทธิ์ เพราะทำไมมันถึงประจวบเหมาะขนาดนั้น
คนที่โจวฉวินเอ่ยชื่อออกมาล้วนตายไปหมดแล้ว นี่มันยิ่งแสดงให้เห็นว่าโจวฉวินมีความสัมพันธ์กับพวกเธอ และรู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับสถานการณ์ของพวกเธอเป็นอย่างดี
ไม่อย่างนั้นคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย จะไปรู้เรื่องราวละเอียดขนาดนี้ได้ยังไง ถึงแม้จนป่านนี้โจวฉวินจะยังปากแข็งไม่ยอมรับว่าพูดอะไรออกไป แต่คำสาบานของไอ้ขี้เมาคนนั้นก็ดูน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย
ช่วงนี้เรื่องที่ชาวบ้านร้านตลาดเมาท์มอยกันสนุกปากที่สุดก็คือเรื่องนี้แหละ แม้แต่เรื่องที่ไป๋เฟิ่นโต้วแตกหักกับหวังเซียงซิ่ว หรือเรื่องตาเฒ่าหลานซื่อไห่ไปดูตัว ก็ยังกลบกระแสข่าวลือเรื่องนี้ไม่ลง
จ้าวชุ่ยฮวาถามขึ้น
“แล้วโจวฉวินจะสอบซ่อมเมื่อไหร่ล่ะ”
[จบบท]