บทที่ 181: เรื่องฉาวโฉ่กับจานใบเก่า
"เห็นเขาพูดกันว่ากำหนดการจัดการเรื่องนี้เคาะออกมาเป็นวันพรุ่งนี้แล้วนะ ทางโรงงานเองก็ร้อนใจเหมือนกัน ขืนปล่อยให้เรื่องนี้เล่าลือกันไปไม่จบไม่สิ้นแบบนี้ หน้าตาของโรงงานจะเอาไปไว้ที่ไหน พวกเธออาจจะไม่รู้ เมื่อวานฉันกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมที่ตำบลเหลียนฮวา นั่งรถตั้งสองชั่วโมงครึ่งแน่ะ ขนาดไกลขนาดนั้นเขายังรู้เรื่องกันหมดแล้ว"
เพื่อนบ้านหญิงคนหนึ่งจีบปากจีบคอเล่าอย่างออกรสออกชาติพลางทำสีหน้ายุ่งยากใจ
"พอคนแถวนั้นเจอหน้าฉันก็ถามกันใหญ่เลยว่า ได้ข่าวว่าโรงงานเครื่องจักรของพวกเธอมีหนุ่มน้อยรสนิยมแปลก ชอบลงมือกับหญิงแก่รุ่นป้าจริงหรือเปล่า แถมยังกำชับฉันอีกนะว่าให้ระวังตัวให้ดี ให้ตายเถอะ น่าขายหน้าชะมัดเลย ฉันนี่อายจนแทบจะมุดดินหนี ไม่กล้าบอกความจริงเลยว่าไอ้คนพรรค์นั้นนอกจากจะเป็นคนโรงงานเดียวกันแล้ว ยังอาศัยอยู่ในเรือนสี่ประสานเดียวกันอีก ขายขี้หน้าประชาชีจริงๆ"
เพื่อนบ้านอีกคนรีบผสมโรงทันที
"เธอยังดีนะที่แค่ตำบลใกล้เคียง ญาติฉันที่อยู่ไกลถึงทงเซี่ยนยังรู้ข่าวเลย"
"โธ่เอ๊ย ของพวกเธอน่ะเรื่องจิ๊บจ๊อย ญาติฉันมาจากเมืองหางโจวโน่น พอดีช่วงนี้เขาแวะมาเยี่ยมญาติทางนี้ก็พลอยรู้เรื่องไปด้วย สงสัยป่านนี้เรื่องฉาวคงดังไปถึงหางโจวแล้วมั้ง"
บรรดาป้าๆ น้าๆ ในวงสนทนาต่างพากันกลัดกลุ้มถอนหายใจ เรื่องดีๆ ไม่เคยแพร่งพรายออกไปไกล แต่พอเป็นเรื่องเสื่อมเสียกลับลือไปไกลเป็นพันลี้ ในฐานะเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมเรือนเดียวกัน พวกหล่อนพลอยรู้สึกอับอายขายขี้หน้าไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นบรรยากาศหดหู่จึงเอ่ยปลอบใจทุกคนด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
"พวกเธอจะไปกลุ้มอกกลุ้มใจกันทำไม ลองเปลี่ยนมุมมองดูสิ ใครจะมีประสบการณ์โชกโชนเท่าพวกเราบ้าง วันข้างหน้าถ้าไปเจอเรื่องประหลาดพิสดารอะไร พวกเราก็คงตั้งสติรับมือได้สบายมาก
เพราะพวกเราน่ะเป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ผ่านมาหมดแล้วทั้งคนลงไปว่ายน้ำท่าผีเสื้อในบ่อเกรอะ ทั้งคนหนุ่มไล่ล่าหญิงแก่ ประสบการณ์โชกโชน เห็นโลกมาเยอะนะจะบอกให้ สหายทั้งหลาย"
คำเปรียบเปรยของจ้าวชุ่ยฮวาทำให้กลุ่มแม่บ้านรวมถึงป้าหวังพากันหัวเราะร่าออกมาด้วยความขบขัน
ป้าซูที่นั่งร่วมวงสนทนาฆ่าเวลาอยู่ด้วย พอได้ยินประโยคนั้นสีหน้าก็พลันเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด ก็จะไม่ให้รู้สึกรู้สาได้อย่างไร ในเมื่อหลานชายคนโตสุดที่รักอย่างซูจินไหล ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกทีมว่ายน้ำท่าผีเสื้อในบ่อเกรอะที่จ้าวชุ่ยฮวาพูดถึงนั่นเอง
หญิงชราตระกูลซูจะไปหัวเราะออกได้ยังไง หล่อนปรายตามองจ้าวชุ่ยฮวาด้วยความคับแค้นใจ เรื่องมันก็นานขนาดนี้แล้ว ทำไมยายแก่นี่ถึงขุดขึ้นมาพูดไม่จบไม่สิ้นเสียที จะอวดว่าบ้านตัวเองดีเลิศประเสริฐศรีกว่าคนอื่นหรือยังไง
ป้าซูรู้สึกขัดหูขัดตาจ้าวชุ่ยฮวาเป็นที่สุด จะมาทำท่าทางโอ้อวดอะไรนักหนา ถึงกระนั้น คนอย่างจ้าวชุ่ยฮวาก็ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ป้าซูจึงแสร้งกระแอมไอแก้เก้อแล้วเอ่ยถามเปลี่ยนเรื่อง
"จ้าวชุ่ยฮวา ญาติของเธอคนนั้นน่ะ พ่อหลานซื่อไห่ เขาไปดูตัวเป็นยังไงบ้างล่ะ"
คำถามนี้เรียกความสนใจจากทุกคนในวงสนทนาให้หันขวับมามองป้าซูเป็นตาเดียว ป้าซูชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแก้ตัวตะกุกตะกัก
"ทำไมล่ะ... ทำไมต้องมองฉันแบบนั้นด้วย ฉันก็แค่ถามดูเฉยๆ"
จ้าวชุ่ยฮวายกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉายแววขบขันระคนสมเพช
"นี่เธอไม่รู้จริงๆ หรือเนี่ย พวกเขาตกลงปลงใจกันเรียบร้อยแล้ว ฉันก็นึกว่าคนในเรือนสี่ประสานรู้กันหมดแล้วเสียอีก ไม่ยักรู้ว่าเธอยังตกข่าวอยู่คนเดียว"
ป้าซูเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"สำเร็จแล้วเรอะ"
เธอยังไม่ทันจะได้เริ่มลงมือแย่งชิงเลยด้วยซ้ำ ตาเฒ่านั่นตกลงปลงใจไปแล้วอย่างนั้นหรือ ความริษยาแล่นพล่านขึ้นมาทันที ป้าซูรีบซักไซ้ไล่เลียง
"สำเร็จแล้ว? ทำไมไม่มีใครมาบอกฉันเลยล่ะ"
พูดจบเธอก็รู้ตัวว่าหลุดปากพูดอะไรที่ไม่เข้าท่าออกไป แต่จ้าวชุ่ยฮวาก็ไม่เปิดช่องให้เธอได้แก้ตัว สวนกลับทันควัน
"เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ ทำไมจะต้องไปตีฆ้องร้องป่าวบอกถึงหน้าบ้านเธอด้วย มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนั้น"
จ้าวชุ่ยฮวาจงใจเหน็บแนมทิ้งท้าย
"อีกอย่าง คนทั้งเรือนเขาก็รู้กันหมดว่าพวกเขาดูตัวสำเร็จ สงสัยเธอคงมัวแต่ไปทำตัวติดหนึบอยู่กับตาเฒ่าไป๋จนไม่สนใจเรื่องชาวบ้านชาวช่องล่ะสิมั้ง"
ป้าซูหน้าชาดิก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ได้แต่แก้ตัวเสียงแห้ง
"ฉันกับเหล่าไป๋ เราสองคนบริสุทธิ์ใจต่อกัน"
แม่ม่ายสองคนในเรือนนี้ช่างน่าขันสิ้นดี แม่ม่ายแก่ยืนยันว่าบริสุทธิ์ใจกับตาเฒ่าแซ่ไป๋ ส่วนแม่ม่ายสาวก็ยืนยันว่าบริสุทธิ์ใจกับลูกชายแซ่ไป๋ แต่ไอ้ความบริสุทธิ์ใจที่ว่านี่ก็เห็นผลาญเงินผู้ชายเขาตลอด จ้าวชุ่ยฮวาแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความสมเพช
จังหวะนั้นเอง หลานซื่อไห่กับหลัวเสี่ยวเหอก็เดินเข้ามาในลานบ้านพอดี หลานซื่อไห่ส่งเสียงทักทายมาแต่ไกล
"โอ้โฮ พวกเธอนี่งานยุ่งกันจริงๆ ยุ่งมาก ยุ่งจนต้องมานั่งจับกลุ่มคุยเรื่องชาวบ้านกันตรงนี้เลยเชียว"
ทุกคนในวงสนทนาถึงกับเงียบกริบ คนแบบนี้มันจะเรียกว่ายุ่งได้ยังไงกัน นี่มันประชดกันชัดๆ ว่าพวกเธอว่างจัดไม่ใช่หรือไง บรรดาป้าๆ น้าๆ ต่างพากันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
จ้าวชุ่ยฮวาเอ่ยทักทายตัดบท
"พี่หลาน วันนี้พวกพี่ไปจดทะเบียนสมรสกันมาใช่ไหม"
คำถามนี้ดึงความสนใจของทุกคนให้หันไปมองคู่รักใหม่หมาดๆ หลานซื่อไห่ฉีกยิ้มกว้างอย่างภูมิใจ
"ใช่แล้ว นี่ลูกอมมงคลของพวกเรา"
เขาล้วงลูกอมออกมาแจกจ่ายให้ทุกคนคนละกำมือใหญ่
"เอ้า รับไป แบ่งความสุขความเจริญกันไป"
แทบทุกบ้านจะมีคนว่างงานหรือแม่บ้านอยู่ติดบ้าน ดังนั้นกลุ่มสภากาแฟกลางลานบ้านนี้จึงเป็นตัวแทนของเกือบทุกครัวเรือน การที่หลานซื่อไห่แจกตรงนี้ทีเดียวก็เท่ากับแจกครบทุกบ้านโดยไม่ต้องเดินเคาะประตูให้เสียเวลา พอได้รับลูกอมฟรี ทุกคนก็ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นมาทันตา
"ยินดีด้วยนะ ยินดีด้วย ตาเฒ่าหลานนี่รวดเร็วทันใจจริงๆ"
"นั่นสิ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดขนาดนี้"
"แล้วสหายท่านนี้คือ..."
หลัวเสี่ยวเหอเห็นสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่ตนเอง จึงแนะนำตัวด้วยท่าทีสุภาพ
"ฉันชื่อหลัวเสี่ยวเหอค่ะ พวกคุณจะเรียกว่าเหล่าหลัวหรือเสี่ยวเหอก็ได้ตามสะดวกเลยค่ะ"
ป้าหวังในฐานะผู้ดูแลความเรียบร้อยของเรือนสี่ประสานจึงแสดงความมีน้ำใจ
"วันหน้าวันหลังมีอะไรก็บอกกล่าวกันได้นะ คนบ้านใกล้เรือนเคียงกันทั้งนั้น อยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยดีที่สุด"
หลัวเสี่ยวเหอยิ้มรับ
"ได้ค่ะ"
ทุกคนต่างเข้ามาทักทายแสดงความยินดี จะมีก็แต่ป้าซูที่หัวใจกำลังหลั่งเลือดซิบๆ เธอจ้องมองข้าวของถุงใหญ่ที่หลานซื่อไห่กับหลัวเสี่ยวเหอหิ้วมาด้วยสายตาละโมบ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ถ้าเธอชิงลงมือรวบหัวรวบหางหลานซื่อไห่เสียตั้งแต่แรก ตรอกซิ่งฮวาหลี่แห่งนี้คงไม่มีที่ยืนให้ยัยหลัวเสี่ยวเหอคนนี้หรอก
ป่านนี้ครอบครัวของเธอคงได้กินดีอยู่ดีไปแล้ว ป้าซูขยับปากขมุบขมิบแล้วเอ่ยขึ้น
"หลานๆ บ้านฉันช่วงนี้ท้องเสียกันระนาว ท้องไส้ว่างเปล่า ไม่มีน้ำมันหล่อเลี้ยงลำไส้เลยสักนิด"
ปากก็พูดไป สายตาก็จับจ้องอยู่ที่ถุงเสบียงในมือคนอื่นไม่วางตา บรรยากาศที่กำลังชื่นมื่นพลันสะดุดกึก เพื่อนบ้านคนอื่นต่างมาแสดงความยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ แต่ป้าซูกลับมาโพล่งเรื่องความอดอยากของตัวเองหวังจะขอส่วนแบ่ง จุดประสงค์ของเธอชัดเจนจนไม่ต้องเดา
หลานซื่อไห่แค่นเสียงฮึในลำคอ ตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า
"เด็กบ้านเธอขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงลำไส้ที่ไหนกัน ถ้าขาดจริงป่านนี้คงออกไปขโมยของชาวบ้านกินนานแล้ว"
เสียงหัวเราะครืนดังสนั่นไปทั่วลานบ้าน หลัวเสี่ยวเหอแม้จะไม่ใช่ผู้หญิงหัวอ่อนยอมคนง่ายๆ แต่ก็ยังไม่เคยเจอใครที่ปากคอเราะร้ายและกล้าได้กล้าเสียเท่าหลานซื่อไห่มาก่อน ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เธอมักจะคอยระแวดระวังสายตาคนรอบข้าง เก็บกดนิสัยที่แท้จริงเอาไว้ ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นคนพูดจาโผงผางตรงไปตรงมาแบบนี้ พอหันไปมองสามีหมาดๆ ของตัวเอง ความรู้สึกเลื่อมใสก็ผุดขึ้นมาในใจ ถึงปากจะเสียไปหน่อย แต่ฟังแล้วมันสะใจพิลึก หลานซื่อไห่ยังหันไปอธิบายขยายความให้ภรรยาฟังอย่างละเอียด
"ฉันย้ายมาทีหลังเลยไม่ทันเห็นตอนพวกนั้นตกลงไปว่ายน้ำในบ่อขี้ แต่ไอ้พวกหัวขโมยสามตัวบ้านตระกูลซูแอบไปขโมยไข่ดันแพะของบ้านโจวกิน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะของมันเสียหรือร่างกายรับของบำรุงไม่ไหว โอ๊ย... ตอนนั้นท้องเสียกันจนส้วมแทบเต็ม..."
หลัวเสี่ยวเหออุทานลั่น
"คุณพระช่วย"
บ้านเดิมของเธอเป็นบ้านเดี่ยวหลังเล็กๆ มีเพื่อนบ้านก็จริงแต่ไม่ได้อยู่รวมกันแออัดแบบเรือนสี่ประสานแห่งนี้ เธอไม่เคยเจอความวุ่นวายจอแจขนาดนี้มาก่อน ตั้งแต่วันที่มาดูตัว เธอก็มีลางสังหรณ์แล้วว่าเรือนนี้ต้องมีเรื่องบันเทิงเริงใจให้ดูไม่เว้นแต่ละวันแน่นอน
วันข้างหน้าคงมีละครฉากเด็ดให้ชมอีกเพียบ ภรรยาของสุยเป็นคนปากไวใจเร็ว หล่อนรีบเตือนด้วยความหวังดี
"ตาเฒ่าหลาน เรื่องพวกนั้นมันไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคืออย่าให้ผู้หญิงในบ้านไปสุงสิงกับป้าโจวห้องข้างๆ เด็ดขาดนะ เสี่ยวเหอฉันจะบอกอะไรให้ เธอต้องระวังผู้ชายห้องข้างๆ เอาไว้ให้ดี ไอ้คนที่ดูท่าทางภูมิฐานชื่อโจวฉวินนั่นน่ะ อายุอานามก็ปาเข้าไปสามสิบกว่าแล้ว แต่มันชอบจ้องจะเคลมหญิงแก่รุ่นป้า เธอเพิ่งย้ายมาใหม่อาจจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ระวังตัวไว้หน่อยก็ดีนะ"
หลัวเสี่ยวเหอถึงกับผงะ
"!!!"
โลกนี้มันช่าง...
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นสีหน้าตกตะลึงของคู่สามีภรรยาใหม่ก็อดขำไม่ได้
"พอได้แล้วน่า ขืนพวกเธอฝอยกันต่อ เดี๋ยวป้าโจวแกได้ออกมาอาละวาดแน่ ไม่เห็นเหรอว่าแกเกาะหน้าต่างจ้องพวกเราตาเขียวปั้ดอยู่นั่นน่ะ"
ทุกคนหันขวับไปมองตามสายตาของจ้าวชุ่ยฮวา แล้วก็ต้องสะดุ้งโหยง
จริงดังว่า ป้าโจวกำลังเกาะขอบหน้าต่าง ดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้ายจ้องมองมาที่กลุ่มสนทนาเขม็ง ภาพนั้นดูน่าสยดสยองพิลึก
"คนเรานี่มีร้อยพ่อพันแม่จริงๆ"
"นั่นสิ"
กลุ่มแม่บ้านคุยสัพเพเหระกันต่ออีกครู่หนึ่ง จ้าวชุ่ยฮวาก็ลุกขึ้นยืน
"ฉันจะไปเข้าส้วม มีใครจะไปบ้าง"
"เอ้อ ฉันไปด้วย"
"ฉันก็ไป"
"ฉันไม่ค่อยปวดเท่าไหร่ แต่ไปเป็นเพื่อนหน่อยก็ดี เดี๋ยวต้องไปคนเดียวฉันกลัวผี"
เนื่องจากมีข่าวลือเรื่องผีสางนางไม้ ช่วงนี้ตอนกลางคืนจึงไม่มีใครกล้าไปเข้าห้องน้ำแถวนั้นเลย ถ้าไม่ปวดจนทนไม่ไหวจริงๆ ก็จะอั้นไว้ แม้แต่ตอนกลางวันแสกๆ ก็แทบไม่มีใครกล้าไปคนเดียว มักจะชวนกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ๆ
จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้กลัวผีสางอะไรพวกนั้น เธอรู้ดีว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีเงื่อนงำอะไร แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเมินเฉยจนผิดสังเกต ในเมื่อแผนกรักษาความปลอดภัยกำลังสืบสวนอยู่
ถึงแม้การสืบสวนจะดูเหมือนทำไปตามหน้าที่ แต่ก็ถือว่ายังมีการดำเนินการ จ้าวชุ่ยฮวาไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว การเกาะกลุ่มไปเข้าห้องน้ำจึงปลอดภัยที่สุด ป้าซูที่เพิ่งฟื้นตัวจากการโดนหลานซื่อไห่ตอกหน้าหงาย ก็รีบตามติดขบวนไปด้วย
ขณะเดินไปห้องน้ำ ป้าซูก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ
"แม่จ้าว เธอยังจำได้ไหม สมัยก่อนที่เด็กๆ พวกนั้นเก็บจานที่มีตัวอักษรกลับมาบ้านคนละใบสองใบน่ะ"
จ้าวชุ่ยฮวาตีหน้าซื่อทำไขสือ
"จานอะไรเหรอ"
เธอหันไปมองป้าซูด้วยแววตางุนงง
"มีตัวอักษรด้วยเหรอ ทำไมฉันจำไม่ได้เลยล่ะ"
"ก็จานที่มีตัวอักษรมงคลเขียนไว้น่ะ ของบ้านฉันเป็นคำว่า 'ฮก' จำได้ไหม ที่พวกเด็กโข่งมันออกไปเล่นกันแล้วเก็บกลับมาได้น่ะ"
จะเรียกว่าออกไปเล่นแล้วเก็บได้ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว คราวนั้นมันเป็นตอนที่มีการกวาดล้างบ้านอดีตเศรษฐีที่ดิน พวกเด็กๆ ไปรื้อค้นแล้วแบ่งสมบัติกันต่างหาก
จ้าวชุ่ยฮวาแกล้งทำเป็นเพิ่งนึกออก
"อ๋อ เธอหมายถึงเรื่องนั้นเองหรอกเหรอ ฉันจำได้แล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะ เรื่องมันตั้งกี่ร้อยปีมาแล้ว จานใบนั้นแตกไปนานแล้วมั้ง ทำไมถึงขุดเรื่องเก่าเก็บมาพูดอีก"
ป้าซูสีหน้าเคร่งเครียด จ้องมองจ้าวชุ่ยฮวาเขม็งพยายามจับพิรุธ แต่ก็มองไม่ออกว่าอีกฝ่ายพูดจริงหรือเท็จ
เรื่องนี้เธอนอนคิดมาหลายคืนแล้ว จานของบ้านเธอ เธอมั่นใจว่าทำแตกไปแล้วจริงๆ แต่จานของบ้านตระกูลจวง เธอไม่ได้เห็นกับตาว่ามันแตก ดังนั้นเธอจึงอยากจะลองเลียบเคียงถามดูเผื่อว่ามันยังอยู่ ถ้าจานใบนั้นยังไม่แตก เธอต้องหาทางกล่อมให้จ้าวชุ่ยฮวาเอามาให้ได้ ของพวกนี้มันเงินมันทองทั้งนั้น
ต่อให้แตกไปแล้วก็ไม่เป็นไร ขอแค่ยังไม่เอาไปทิ้ง ถึงจะมีรอยร้าวก็ยังพอขายได้ราคา แต่ปัญหาคือเธอไม่รู้สถานะของจานใบนั้นเลย ป้าซูเฝ้าฝันถึงลาภลอยก้อนโต เธอไม่มีช่องทางทำมาหากินอื่นแล้ว มีแต่ต้องพึ่งทางนี้เท่านั้น
และถึงแม้มันจะไม่มีหวังจริงๆ เธอก็คิดว่าพูดออกมาให้จ้าวชุ่ยฮวารู้มูลค่าเสียหน่อยก็ดี จะได้ไม่ต้องเจ็บใจอยู่บ้านเดียว อย่างน้อยได้เห็นสีหน้าเสียดายของจ้าวชุ่ยฮวาก็ยังดี ป้าซูถามย้ำ
"ของบ้านเธอ ตอนนี้ยังเก็บไว้อยู่หรือเปล่า"
จ้าวชุ่ยฮวามองป้าซูด้วยสายตาสงสัย
"เธอประสาทหรือเปล่าเนี่ย มันแตกไปตั้งหลายปีแล้ว ฉันจะเก็บเศษกระเบื้องไว้ทำไม ทิ้งไปตั้งชาตินึงแล้ว กินก็ไม่ได้ ใช้ก็ไม่ได้ จะเก็บไว้ดูต่างหน้าใครหรือไง ว่าแต่เธอเถอะ วันนี้เป็นอะไรทำไมถึงสนใจเรื่องนี้นัก"
เข้าทางแล้ว ป้าซูแสร้งทำสีหน้าทุกข์ระทม
"ความจริงแล้วไอ้จานพวกนั้นมันขายได้ราคาดีนะ น่าเสียดายที่ของบ้านฉันทำแตกไปแล้ว ไม่นึกเลยว่าของบ้านเธอก็แตกเหมือนกัน"
จ้าวชุ่ยฮวาโบกมืออย่างไม่ยี่หระ
"โธ่เอ๊ย นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็เรื่องราคาค่างวด เธออย่าไปเชื่อใครเขาเป่าหูมามากล่ะ ฉันดูยังไงไอ้จานเก่าๆ นั่นก็ไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด สงสัยคนที่บอกว่ามีราคาคงตั้งใจจะหลอกต้มเธอแน่ๆ ฉันดูไม่ออกเลยว่ามันจะแพงตรงไหน"
ป้าซูร้อนรน
"เธออย่าไม่เชื่อสิ ของมันมีราคาจริงๆ นะ"
จ้าวชุ่ยฮวายังคงยืนกราน
"เหอๆ เธออย่าหลอกตัวเองเลย ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีราคาตรงไหน"
ป้าซูเริ่มโมโห
"คนอย่างเธอนี่ทำไมพูดไม่รู้ภาษาคนนะ"
จ้าวชุ่ยฮวาหรี่ตามองเล็กน้อย ก่อนจะสวนกลับ
"เธอนั่นแหละที่ดูท่าจะพูดไม่รู้ภาษาคน ฟังดูก็รู้ว่าเป็นเรื่องโกหกพอกพูน ของที่มันแตกไปตั้งนานแล้ว จู่ๆ เธอจะมาขุดคุ้ยหาอะไร แล้วไอ้ที่ว่ามีราคาค่างวดน่ะ คงไม่ใช่ว่ามีใครมาเป่าหูหลอกใช้เธอหรอกนะ นี่ป้าซู คนเราแก่อย่างเดียวไม่ได้นะต้องฉลาดด้วย เรื่องพรรค์นี้เธอก็ยังอุตส่าห์เชื่อ แต่ฉันคนหนึ่งล่ะที่ไม่เชื่อว่ามันมีราคา"
ป้าซูแทบจะกระอักเลือดตายคาที่ จ้าวชุ่ยฮวาคนนี้ทำไมถึงโง่ดักดานขนาดนี้นะ
ของเก่า! วัตถุโบราณ! เข้าใจไหม!
ยายบ้านนอกเอ๊ย
เธอโกรธจนตัวสั่น แต่พอเห็นสายตาดูถูกเหยียดหยามและไม่เชื่อถือของจ้าวชุ่ยฮวา เลือดลมก็ตีขึ้นหน้าจนหน้ามืด
โง่เง่า โง่บรมโง่จริงๆ
ป้าซูแค่ต้องการจะมาสืบดูท่าทีของจ้าวชุ่ยฮวา แล้วกะจะยั่วโมโหให้อีกฝ่ายเสียดายเล่น
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าจ้าวชุ่ยฮวาไม่สะทกสะท้าน ตัวเธอเองกลับเป็นฝ่ายแทบจะอกแตกตาย
ความโกรธทำให้หล่อนลืมสังเกตไปว่า ยังมีอีกคนหนึ่งที่โกรธยิ่งกว่าเธอเสียอีก นั่นก็คือป้าหวังที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ
ป้าหวังยังผูกใจเจ็บเรื่องที่โดนไป๋เฟิ่นโต้วหลอกเอาเงินไปไม่หาย พอได้ยินป้าซูพูดเรื่องจานเก่ามีราคา สมองอันชาญฉลาดของเธอก็ประมวลผลได้ทันที
ชัดเจนยิ่งกว่ากลางวันแสกๆ
ป้าซูจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงถ้าไม่ใช่เพราะไป๋เฟิ่นโต้วเป็นคนบอก มันต้องมีลับลมคมในแน่นอน ไม่อย่างนั้นป้าซูจะกระเหี้ยนกระหือรือมาถามจ้าวชุ่ยฮวาทำไม
เรื่องนี้ป้าหวังไม่เคยรู้ระแคะระคายมาก่อน รับรองได้ว่าไป๋เฟิ่นโต้วต้องเป็นคนคาบข่าวมาบอกบ้านตระกูลซูแน่ๆ
เห็นได้ชัดว่าบ้านซูเห็นไป๋เฟิ่นโต้วหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ก็เลยอยากจะมีเอี่ยวแบ่งเค้กก้อนนี้บ้าง
ความเกลียดชังที่ป้าหวังมีต่อไป๋เฟิ่นโต้วพุ่งทะยานถึงขีดสุด
ส่วนป้าซูนั้นไม่สนหรอกว่าคำพูดของตัวเองจะส่งผลกระทบอะไรกับไป๋เฟิ่นโต้ว ในสายตาของเธอ บ้านป้าหวังฐานะดีกว่าบ้านเธอตั้งเยอะ ไม่ควรจะมาขี้เหนียวคิดเล็กคิดน้อย อีกอย่างต่อให้ป้าหวังรู้ความจริงแล้วยังไง มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอสักหน่อย
[จบบท]