บทที่ 186: การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
การแสดงชุดละครสั้นจบลงไปแล้ว แม้ว่าชุดนี้จะไม่มีจวงจื้อซีร่วมแสดงด้วย แต่หมิงเหม่ยก็ยังคงตื่นเต้นไม่หาย เธอชี้ไม้ชี้มือไปบนเวทีพร้อมกับหันมาคุยจ้อไม่หยุดปากด้วยความภาคภูมิใจ
"พวกคุณเห็นฉากหลังนั่นไหมคะ ภาพวาดฉากหลังแผ่นนั้นน่ะ จื้อซีเป็นคนช่วยวาดกับอาจารย์ช่างภาพเลยนะ จื้อซีบอกฉันว่าเขาได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะไปหมดเลย ตอนแรกฉันก็นึกว่าจะเป็นแค่กระดานฉากหลังธรรมดาๆ ทั่วไป ไม่คิดเลยว่าจะออกมาสวยสมจริงขนาดนี้"
จ้าวชุ่ยฮวาที่นั่งฟังลูกสะใภ้อวดสามีก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เธอส่ายหัวเบาๆ ด้วยความเอ็นดูพลางเอ่ยแซวขึ้นมา
"ขนาดฉันที่เป็นแม่แท้ๆ ยังไม่กล้าอวยเจ้าลูกคนนี้เท่าเธอเลยนะเนี่ย"
หมิงเหม่ยหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะตอบกลับแม่สามีด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"แต่มันสวยจริงๆ นี่คะแม่ ถ้าเขาทำออกมาไม่ดี หรือฝีมือห่วยแตก หนูก็จะบอกตรงๆ เหมือนกันแหละค่ะว่าเขาเป็นไก่อ่อน แต่นี่มันดีจริงๆ นะ"
"สำบัดสำนวนเรานี่มันเหลือร้ายจริงๆ นะแม่คู้ณ"
จ้าวชุ่ยฮวาหัวเราะชอบใจ ในขณะที่หมิงเหม่ยก็ยังคงยิ้มแก้มปริไม่หุบ หลี่ฟางที่นั่งอุ้มลูกอยู่ข้างๆ มองดูความสัมพันธ์ของแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้แล้วก็อดทึ่งไม่ได้ เธอเอ่ยปากชมด้วยความจริงใจ
"คู่ของเธอนี่ความสัมพันธ์ดีจริงๆ เลยนะหมิงเหม่ย น่าอิจฉาจัง"
"แน่นอนอยู่แล้วสิคะพี่หลี่ฟาง ก็พวกเราเพิ่งแต่งงานกันนี่นา เป็นคู่ข้าวใหม่ปลามัน ถ้าช่วงนี้ยังดีกันไม่ได้ อนาคตข้างหน้าก็คงจบเห่แล้วล่ะค่ะ"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและดูจริงใจของหมิงเหม่ยทำให้หลี่ฟางเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมหมิงเหม่ยกับจวงจื้อซีถึงได้ตกร่องปล่องชิ้นกันได้ บุคลิกของทั้งคู่มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นคนประเภทเดียวกัน คือคนประเภทที่จริงใจและเปิดเผย
ทันใดนั้นเอง เสียงเรียกอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากด้านล่าง
"คุณภรรยาครับ!"
หลี่ฟางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบหันขวับกลับไปมองตามเสียงเรียกด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นว่าเป็นสามีของตนกำลังปีนบันไดขึ้นมา เธอก็ร้องทักขึ้น
"อ้าว ทำไมคุณถึงขึ้นมาที่นี่ล่ะคะ"
หยางลี่ซินปีนขึ้นมาจนถึงจุดที่ทุกคนนั่งอยู่ เขานั่งลงข้างภรรยาก่อนจะระบายลมหายใจออกมาเบาๆ แล้วตอบกลับไป
"ทางฝั่งผู้นำโรงงานกว่าจะเสร็จคงอีกสักพักใหญ่เลย ผมอยู่ตรงนั้นก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เกะกะเปล่าๆ เลยแอบแวบมาดูความสนุกทางนี้ดีกว่า"
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ ดาดฟ้าที่ทุกคนจับจองที่นั่งกันอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากชมด้วยความทึ่ง
"ใครเป็นคนหาทำเลตรงนี้เนี่ย สุดยอดไปเลย มุมดีมาก มองเห็นเวทีชัดแจ๋ว"
จ้าวชุ่ยฮวายืดอกขึ้นทันที เธอตบเข่าฉาดใหญ่แล้วประกาศศักดาด้วยความภูมิใจ
"ฉันเอง! จำไว้นะว่าป้าจ้าวของเธอ จะยังไงก็ยังเป็นป้าจ้าวที่เฉียบขาดเสมอ!"
หยางลี่ซินหัวเราะชอบใจพร้อมกับยกนิ้วโป้งให้
"คุณป้านี่สุดยอดจริงๆ ครับ ผมทำงานในโรงงานมาตั้งนาน ยังไม่รู้เลยว่าบนหลังคาตรงนี้ดูการแสดงได้ชัดขนาดนี้"
ปกติแล้วเวลามีการฉายหนังกลางแปลง จอภาพจะตั้งในตำแหน่งที่ต่างออกไป ทำให้มุมบนหลังคานี้อาจจะไม่เหมาะนัก แต่สำหรับการแสดงบนเวทีที่ต้องการมุมมองกว้างๆ จุดที่พวกเขานั่งอยู่นี้ถือว่าเป็นที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสเลยทีเดียว เพราะไม่ต้องไปเบียดเสียดกับผู้คนด้านล่าง แถมยังมองเห็นภาพรวมของการแสดงได้อย่างชัดเจน
หยางลี่ซินขยับเข้าไปใกล้ภรรยา เอื้อมมือไปรับลูกน้อยมาอุ้มไว้เอง แล้วกระซิบถาม
"ตอนนี้แสดงไปถึงชุดที่เท่าไหร่แล้ว"
"เรื่องเสี่ยวเอ้อร์เฮยแต่งงานเพิ่งจบไปค่ะ นี่กำลังเริ่มชุดที่สาม เป็นการร้องเพลงประสานเสียง"
"งั้นก็ยังไม่ถือว่ามาสาย ทันดูพอดี... เอ๊ะ?"
จู่ๆ หยางลี่ซินก็ชะงักไป สายตาของเขาจับจ้องไปที่ทางเข้าด้านล่าง ทุกคนหันไปมองตามสายตาของเขาด้วยความสงสัย
"มีอะไรเหรอคะ"
หยางลี่ซินหรี่ตามองเพื่อให้แน่ใจ ก่อนจะชี้มือไปทางกลุ่มคนที่กำลังเดินเข้ามา
"พวกคุณดูตรงนั้นสิ เหมือนว่าพวกท่านผู้นำจะมากันแล้วนะ"
"ไหนคะ ไหนๆ"
หมิงเหม่ยรีบชะโงกหน้ามองด้วยความตื่นเต้น ส่วนจ้าวชุ่ยฮวานั้นนิ่งเงียบไป นางจ้องมองภาพเบื้องล่างด้วยแววตาที่อ่านยาก ในใจพลางคิดว่าเหตุการณ์ช่างเหมือนกับชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน
เธอมองดูสถานการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก็เห็นว่ากลุ่มผู้นำยังไม่ได้เบียดเสียดเข้าไปด้านใน พวกเขายืนดูอยู่ห่างๆ พลางชี้ชวนกันดูฉากหลังของเวที ซึ่งยังคงเป็นฉากจากละครเรื่อง 'เสี่ยวเอ้อร์เฮยแต่งงาน' เพราะเพลงที่กำลังร้องอยู่คือเพลง 'บนทุ่งนาแห่งความหวัง' ซึ่งเข้ากับบรรยากาศของฉากพอดี
แม้ท่านผู้นำจะไม่ได้แสดงตัวเอิกเกริก แต่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยตาไวยิ่งกว่าเหยี่ยว หัวหน้าแผนกหลิวรีบนำกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาอำนวยความสะดวกทันที ไม่นานนัก ภายใต้การนำทางของหัวหน้าแผนกหลิวและเจ้าหน้าที่ เหล่าผู้นำระดับสูงก็เดินแหวกฝูงชนเข้ามาจนถึงแถวหน้า
สำหรับชาวบ้านตาดำๆ อาจจะไม่รู้จักว่าชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานเหล่านี้เป็นใคร แต่สำหรับจ้าวชุ่ยฮวาผู้กลับชาติมาเกิด เธอจำใบหน้านั้นได้แม่นยำ เพราะในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า คนคนนี้จะเป็นบุคคลสำคัญที่ปรากฏตัวในข่าวโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ
ยุคนี้ข้อมูลข่าวสารยังไม่ทั่วถึง คนงานทั่วไปอาจไม่รู้ แต่ระดับผู้บริหารโรงงานย่อมรู้ดี สังเกตได้จากผู้จัดการโรงงานกู่และรองผู้จัดการคนอื่นๆ ที่รีบกุลีกุจอเข้าไปจับมือทักทายอย่างนอบน้อม เพียงครู่เดียว หัวหน้าซ่งก็วิ่งหน้าตั้งไปที่หลังเวทีเพื่อเตรียมการต้อนรับ
เมื่อการแสดงร้องเพลงจบลง จวงจื้อซีก็เดินถือไมโครโฟนขึ้นมาบนเวที เขายิ้มแย้มแจ่มใสและประกาศด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
"วันนี้ ทางเราได้รับเกียรติจากท่านผู้นำจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการพรรคเทศบาลเมือง และ... อีกหลายท่าน ที่สละเวลาอันมีค่ามาร่วมชมการแสดง ขอเชิญทุกท่านปรบมือต้อนรับท่านผู้นำขึ้นมากล่าวทักทายพวกเราหน่อยครับ"
หมิงเหม่ยกระซิบถามแม่สามีด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"คนคนนั้นเขาเป็นข้าราชการระดับสูงมากเลยเหรอคะแม่"
"คนข้างหลังนั่นน่ะ ตัวเป้งเลยล่ะ"
จ้าวชุ่ยฮวาตอบสั้นๆ แต่ได้ใจความ ในใจเธอรู้ดีว่าชื่อของคนคนนี้ในอนาคตจะเป็นคำต้องห้ามที่ถูกเซ็นเซอร์จนค้นหาไม่เจอเสียด้วยซ้ำ
"หา?"
หมิงเหม่ยทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงัก
"ดูท่าทางจะใหญ่โตจริงๆ ด้วยแฮะ"
หยางลี่ซินเองก็อดทึ่งไม่ได้
"ใครๆ ก็ลือกันว่าจะมีผู้นำลงมาเยี่ยม แต่ไม่คิดเลยว่าจะถึงขั้นขึ้นมากล่าวสุนทรพจน์ด้วยตัวเองแบบนี้"
ปกติแล้วการลงพื้นที่ตรวจงานมักจะเป็นแค่การเดินดูรอบๆ แล้วก็กลับ เพราะในเขตนี้มีหน่วยงานและโรงงานตั้งอยู่มากมาย ถ้าท่านผู้นำต้องแวะทุกที่คงต้องใช้เวลาหลายวัน การที่ท่านขึ้นเวทีแบบนี้แสดงว่าโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้ได้รับความสำคัญไม่น้อย
เสียงปรบมือดังกึกก้องต้อนรับท่านผู้นำที่เดินขึ้นมาบนเวที ท่านรับไมโครโฟนมาถือไว้แล้วเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น
"สวัสดีพี่น้องแรงงานทุกท่าน ผม... รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาพบปะกับทุกคนในวันนี้ พี่น้องแรงงานของเราคือรากฐานที่มั่นคงที่สุดของสังคม คือ..."
ถ้อยคำปลุกใจและให้กำลังใจหลั่งไหลออกมา ผู้คนด้านล่างต่างตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เนื้อหาโดยรวมคือการกระตุ้นให้ทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสังคมและประเทศชาติต่อไป หมิงเหม่ยฟังแล้วก็เคลิ้มตาม
"สมกับเป็นระดับผู้นำเลยนะคะ พูดจาได้น่าฟังและจับใจคนจริงๆ"
จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้ตอบรับคำชมนั้น เธอนั่งนิ่งสายตาจับจ้องไปที่เวทีเขม็ง เธอกำลังรอลุ้นว่าเหตุการณ์อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชาติที่แล้วจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมหรือไม่
และแล้วสิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้นจริง จังหวะที่ท่านผู้นำกำลังจะก้าวลงจากเวที เท้าของท่านเกิดสะดุดเข้ากับขาโต๊ะตัวหนึ่งที่ทีมงานเตรียมยกขึ้นมาสำหรับฉากต่อไป แรงกระแทกทำให้กาน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะล้มคว่ำ น้ำในกาหกโครมรดใส่เสื้อผ้าของท่านผู้นำจนเปียกชุ่ม
จ้าวชุ่ยฮวามองไม่เห็นรายละเอียดชัดเจนนักจากมุมนี้ แต่สิ่งที่เธอเห็นคือความโกลาหลที่เกิดขึ้นทันที ทีมงานหลายคนรีบวิ่งกรูเข้าไปหาท่านผู้นำด้วยความตกใจ
คนยกอุปกรณ์ประกอบฉากหน้าซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว แต่ผิดคาด ท่านผู้นำกลับไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด ท่านกลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีแล้วพูดติดตลกขึ้นว่า
"พวกคุณนี่คงอยากจะให้ผมอยู่ดูการแสดงต่ออีกสักชุดสินะ ถึงได้รั้งตัวผมไว้แบบนี้"
ตามกำหนดการเดิม หลังจากกล่าวจบท่านก็ต้องรีบเดินทางไปที่อื่นต่อ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ท่านคงเล็งเห็นว่าถ้าท่านรีบผละออกไปทันที ทางโรงงานคงคิดมากและอาจจะมีการลงโทษพนักงานที่ทำพลาด ท่านจึงตัดสินใจแก้สถานการณ์ด้วยรอยยิ้ม
"ถ้าอย่างนั้น ผมขออยู่ดูการแสดงต่ออีกสักชุดก็แล้วกัน"
เหล่าผู้บริหารโรงงานถึงกับอ้าปากค้าง
อะไรนะ นี่มันเรียกว่าโชคร้ายกลายเป็นดีชัดๆ
ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้เกิดขึ้นอีกเหรอเนี่ย
การที่ผู้นำระดับสูงยอมเสียเวลาอยู่ที่โรงงานนานขึ้น ย่อมหมายความว่าโรงงานแห่งนี้ได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ สถานการณ์ที่ตึงเครียดเมื่อครู่จึงเปลี่ยนเป็นความปีติยินดีทันที
จวงจื้อซีผู้รับหน้าที่พิธีกรมีไหวพริบเป็นเลิศ เขาไม่ปล่อยให้เวทีเงียบเหงานาน รีบก้าวออกมาประกาศรายการต่อไปด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
"การแสดงชุดต่อไป ละครเวทีเรื่อง 'สาวผมขาว' ครับ!"
เมื่อเขาก้าวลงจากเวที ทีมงานก็รีบเปลี่ยนฉากหลังอย่างรวดเร็ว ภาพทิวทัศน์หิมะขาวโพลนถูกยกขึ้นมาตั้งตระหง่าน ท่านผู้นำที่นั่งเช็ดคราบน้ำอยู่ด้านล่างพยักหน้าชมเชย
"ฉากนี้ทำออกมาได้ละเอียดประณีตมาก ดีมากจริงๆ"
หัวหน้าซ่งยืดอกรับคำชมด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข แต่ทว่า... ความสงบสุขหน้าเวทีกลับสวนทางกับความวินาศสันตะโรที่หลังเวที
ไป๋เหล่าโถว ชายชราผู้รับบทเป็น 'หยางไป๋เหลา' ตัวละครสำคัญของเรื่อง เกิดอาการตื่นเวทีกะทันหัน ขาแข้งอ่อนแรงจนยืนไม่ไหว ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น เขาไม่เคยแสดงละครมาก่อน ตอนซ้อมก็ดูปกติดี แต่พอถึงเวลาจริง เห็นคนดูมืดฟ้ามัวดินอยู่ด้านล่าง ความกลัวก็เข้าครอบงำจนสติหลุดลอย
อุบัติเหตุที่เพิ่งเกิดกับท่านผู้นำเมื่อครู่ยิ่งตอกย้ำความกลัวของเขาจนขวัญหนีดีฝ่อ ไป๋เหล่าโถวนั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้น ขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิ้วเดียว
"ฉันไม่ไหว... ฉันไม่ไหวแล้ว ขาฉันไม่มีแรง มันก้าวไม่ออกจริงๆ"
ไป๋เหล่าโถวคร่ำครวญใบหน้าบิดเบี้ยวเหมือนคนจะร้องไห้
"โว้ยยย ลุง! มันจะเริ่มแสดงอยู่แล้วนะ ลุงเป็นบ้าอะไรตอนนี้เนี่ย ลุกขึ้นมาเร็วเข้า!"
ทีมงานคนหนึ่งตะโกนใส่อย่างหัวเสีย
"ฉันไม่ไหว... ไม่ไหวจริงๆ..." ไป๋เหล่าโถวส่ายหน้าดิก "ต่อให้พวกแกลากฉันขึ้นไป ฉันก็ยืนไม่อยู่หรอก..."
เขาหวาดกลัวจนแทบจะปัสสาวะราดกางเกงอยู่รอมร่อ
"ฉันขึ้นไปไม่ได้จริงๆ นะ"
ทุกคนในหลังเวทีถึงกับยืนงงทำอะไรไม่ถูก ชิบหายแล้วไง แล้วจะทำยังไงกันดี
ทุกคนหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก เสียงซุบซิบจากผู้ชมด้านเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ หัวหน้าซ่งรีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหลังเวทีเมื่อเห็นว่าการแสดงยังไม่เริ่มเสียที
"เกิดอะไรขึ้น ทำไมยังไม่ออกไปอีก!"
ไป๋เหล่าโถวร้องไห้โฮออกมา "ฉันไม่ไหวครับหัวหน้า ขาฉันมันอ่อนไปหมดแล้ว พวกคุณลากฉันออกไปประจานเลยก็ได้ ฉันยอมกราบขอโทษทุกคน"
พูดแบบนี้มันจะไปได้เรื่องอะไรเล่า
ผู้นำระดับสูงนั่งรออยู่ข้างล่าง จะให้ยกเลิกการแสดงได้ยังไง ถ้าทำแบบนั้น ผู้บริหารโรงงานได้ฉีกอกพวกเขาทุกคนแน่
หัวหน้าซ่งโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ชี้หน้าด่ากราดด้วยความโมโหสุดขีด "ไอ้... ไอ้บ้าเอ๊ย! ถ้าไม่ไหวทำไมไม่บอกตั้งแต่ทีแรก มาบอกอะไรตอนนี้ ฉันจะไปหาคนมาแทนแกจากที่ไหนฮะ! แกรูู้ไหมว่าใครนั่งดูอยู่ข้างล่างน่ะ!"
"หัวหน้าครับ ลองดูซิว่ามีใครแสดงแทนได้ไหม ฉากก็ขนขึ้นไปหมดแล้ว จะเปลี่ยนการแสดงตอนนี้ไม่ทันแล้วครับ"
"ตอนนี้ทางเดียวคือต้องเปลี่ยนตัวแสดง ไม่งั้นตาเฒ่าไป๋สภาพนี้ยังไงก็ไม่รอดแน่"
สายตาอาฆาตแค้นของทุกคนพุ่งตรงไปที่ไป๋เหล่าโถวเป็นจุดเดียว
ตาลุงนี่มันตัวถ่วงความเจริญชัดๆ! ถ้าไม่ไหวทำไมไม่รีบถอนตัวแต่แรก!
"ใช่ๆ ใครแสดงได้บ้าง เปลี่ยนคนเดี๋ยวนี้! มีใครจำบทได้บ้างไหม"
ทุกคนในห้องเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าสบตาหัวหน้าซ่ง สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ถ้าแสดงดียังพอเสมอตัว แต่ถ้าพลาดขึ้นมาคือหายนะชัดๆ ใครจะกล้าเอาคอไปพาดเขียง ยิ่งบทของหยางไป๋เหลาก็ไม่ใช่ว่าจะจำกันได้ง่ายๆ
หัวหน้าซ่งตะคอกเสียงดังลั่น "เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ! ปกติคุยโวโอ้อวดกันนักหนาว่าเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ฉันก็หลงเชื่อ พอถึงเวลาคับขันกลับหุบปากเงียบกันหมด! เรื่องสาวผมขาวพวกแกก็ดูกันมาเป็นร้อยรอบแล้ว บทหยางไป๋เหลาก็ไม่ได้เยอะอะไรขนาดนั้น จะไม่มีใครแทนได้เลยเหรอ เร็วเข้า! ใครจะเล่น! ถ้าเล่นไม่ดีฉันรับผิดชอบเอง ไม่โทษพวกแกหรอก!"
ถึงหัวหน้าซ่งจะประกาศกร้าวด้วยความเด็ดขาดแบบลูกผู้ชาย แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าขยับตัว
ทุกคนต่างรู้ดีว่าแรงกดดันตอนนี้มันมหาศาลแค่ไหน ยิ่งเพิ่งเกิดเรื่องกับท่านผู้นำไปหมาดๆ ยิ่งไม่มีใครกล้าเสี่ยง ให้ไปแสดงแทนตอนนี้ ผลลัพธ์คงไม่ต่างจากไป๋เหล่าโถวเท่าไหร่เผลอๆ จะแย่กว่าด้วยซ้ำ
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบจะขาดผึง ในวินาทีวิกฤตนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังแทรกความเงียบขึ้นมา
"งั้น... เดี๋ยวผมเล่นเองครับ"
ทุกคนหันขวับไปมองเจ้าของเสียงนั้น... จวงจื้อซี
"สายลมเหนือพัดผ่านมา... เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา..."
บทเพลงจากละครเรื่อง 'สาวผมขาว' ดังแว่วขึ้น ละครเรื่องนี้เป็นละครอมตะที่ใครๆ ก็ชอบดู ทุกครั้งที่ดูจบ ผู้คนต่างพากันสาปแช่งความเลวร้ายของตัวร้ายอย่างหวงซื่อเหริน
สำหรับชาวบ้านทั่วไปที่ต้องปากกัดตีนถีบหาเช้ากินค่ำ อาจจะไม่ค่อยได้ดูละครบ่อยนัก แต่สำหรับระดับผู้นำแล้ว พวกท่านผ่านหูผ่านตามานับครั้งไม่ถ้วน สายตาของท่านผู้นำในวันนี้ไม่ได้โฟกัสไปที่เนื้อเรื่อง
แต่กลับจับจ้องไปที่ตัวละคร 'หยางไป๋เหลา' ชายชราหลังค่อม สวมหมวกเก่าๆ ขาดๆ ใบหน้าทาด้วยสีดำจนมอมแมม แต่ถึงอย่างนั้น ท่านผู้นำก็ยังจำเค้าโครงหน้าได้
"นี่มันพ่อหนุ่มพิธีกรเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ"
ตอนนั้นเอง หัวหน้าซ่งเพิ่งจะวิ่งกระหืดกระหอบกลับมาจากหลังเวที ในใจยังคงสาปแช่งไป๋เหล่าโถวไม่หยุดหย่อน ความกังวลยังคงเกาะกินใจ เขาไม่รู้เลยว่าจวงจื้อซีจะทำผลงานออกมาเป็นยังไง เพราะนี่เป็นการแสดงสดที่ไม่มีการซ้อมร่วมกันมาก่อนแม้แต่รอบเดียว เรียกว่าจับโยนขึ้นเวทีกันดื้อๆ เลยทีเดียว
สถานการณ์บังคับให้เขาไม่มีทางเลือก ส่วนคนอื่นๆ ก็พึ่งพาไม่ได้สักคน นึกแล้วมันก็น่าโมโหนัก
หัวหน้าซ่งไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่วินาทีเดียว เมื่อเห็นสายตาของผู้บริหารโรงงานส่งสัญญาณมา เขาจึงรีบปั้นหน้ายิ้มแย้มแล้วตอบท่านผู้นำไป
"ท่านสายตาเฉียบคมมากครับ เขาคือคนที่เป็นพิธีกรเมื่อสักครู่นี้เองครับ"
ท่านผู้นำยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "โดยปกติแล้วบทหยางไป๋เหลาจะใช้นักแสดงที่มีอายุหน่อยเพื่อให้สมจริง แต่พวกคุณนี่กล้ามากนะที่ใช้คนหนุ่มมารับบทนี้..."
หัวใจของทุกคนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทว่าประโยคต่อมาของท่านผู้นำกลับทำให้ทุกคนใจชื้นขึ้นมา
"ความกล้าที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แบบนี้ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรค่าแก่การเรียนรู้จริงๆ"
หัวหน้าซ่งแอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในขณะที่ผู้บริหารโรงงานคนอื่นๆ รีบผสมโรงประจบสอพลอเยินยอกันยกใหญ่ แต่จิตใจของหัวหน้าซ่งยังคงจดจ่ออยู่บนเวที เขาไม่ได้ห่วงเรื่องหน้าตาหรือผลงานหรอก แต่เขาห่วงว่าความลับเรื่องการเปลี่ยนตัวกะทันหันจะแตกออกมา ถ้าแสดงพลาด เขาโดนด่ายับแน่
เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผากของหัวหน้าซ่ง
กล้าสร้างสรรค์อะไรกันล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้แก่ไป๋มันขาอ่อนฉี่จะราด พวกเขาจะทำแบบนี้ไหม
ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวคนอื่นๆ ที่ทำหน้าเหมือนจะโดนประหารชีวิตถ้าต้องขึ้นเวที พวกเขาจะตกอยู่ในสภาพนี้เหรอ การแสดงบนเวทียังคงดำเนินต่อไป ผู้ชมดูเหมือนจะอินไปกับเนื้อเรื่อง แต่ท่านผู้นำกลับหันมาถามอีกครั้ง
"ทำไมพวกคุณถึงคิดเอาคนหนุ่มมารับบทหยางไป๋เหลาล่ะ มีแนวคิดยังไง"
สายตาทุกคู่พุ่งกลับมาที่หัวหน้าซ่งอีกครั้ง คราวนี้เขาจนมุมแล้ว หัวหน้าซ่งยิ้มแห้งๆ พลางตัดสินใจเด็ดขาด
"เอ่อ... คือ..."
เขากัดฟันพูดความจริงออกไป
"เรียนท่านผู้นำครับ จริงๆ แล้วเราวางตัวนักแสดงอาวุโสท่านหนึ่งไว้ครับ แต่เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยทำให้ท่านขึ้นแสดงไม่ได้ เราเลยต้องให้เสี่ยวจวงมารับหน้าที่แทนกะทันหัน เรียนตามตรงครับ วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงบทนี้ และเป็นครั้งแรกที่เขาได้ร่วมแสดงกับนักแสดงคนอื่นๆ บนเวที ไม่มีการซ้อมใหญ่ ไม่มีการเตี๊ยมกันมาก่อน ทุกอย่างคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าล้วนๆ ครับ"
ตามหลักการแล้ว หัวหน้าซ่งไม่ควรพูดเรื่องความผิดพลาดแบบนี้ แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เขาประเมินสถานการณ์แล้วว่าการพูดความจริงคือทางรอดที่ดีที่สุด การโกหกต่อหน้าบุคคลระดับนี้ไม่ใช่เรื่องฉลาด ถ้าเขาปิดบังแล้วการแสดงมีจุดบกพร่อง
ท่านผู้นำอาจมองว่าพวกเขาทำงานไม่เรียบร้อย
แต่ถ้าบอกความจริงว่านี่คือการแสดงครั้งแรกที่ไม่ได้ซ้อม ความคาดหวังจะเปลี่ยนไปทันที จุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ จะถูกมองข้าม และกลายเป็นความชื่นชมในความสามารถแทน
หัวหน้าซ่งมองออกว่าการแสดงบนเวทีมีจังหวะที่ไม่เข้ากันอยู่บ้าง แม้จะไม่ชัดเจนแต่คนตาถึงย่อมดูออก นี่คือการเดิมพันครั้งสำคัญของเขา
คำสารภาพของหัวหน้าซ่งทำให้ท่านผู้นำประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของท่านเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
"คุณบอกว่านี่คือการแสดงร่วมกันครั้งแรกอย่างนั้นหรือ"
"ใช่ครับ ผมไม่กล้าโกหกท่านหรอกครับ ไม่ใช่แค่การแสดงครั้งแรก แต่เป็นการเข้าคู่กันครั้งแรกเลยครับ นักแสดงคนอื่นยังเป็นชุดเดิม มีแค่บทหยางไป๋เหลาเท่านั้นที่เสี่ยวจวงมารับไม้ต่อแบบสดๆ ร้อนๆ"
ท่านผู้นำพยักหน้าช้าๆ สายตาฉายแววเข้าใจและชื่นชมอย่างปิดไม่มิด
"มิน่าล่ะ ผมถึงรู้สึกว่าการแสดงของเขามีความขัดเขินอยู่บ้าง ที่แท้ก็เป็นเพราะแบบนี้นี่เอง แต่พ่อหนุ่มคนนี้มีพรสวรรค์มากนะ ไม่เพียงแต่มีสติมั่นคงแก้ไขสถานการณ์วิกฤตได้ แต่การแสดงของเขาก็ถือว่าทำได้ดีทีเดียว ความขัดเขินอาจจะมีบ้างตามประสาคนไม่เคยซ้อม
แต่เขากลับเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างแนบเนียน ถ้าเราไม่ยืนอยู่ใกล้ขนาดนี้ ผมคงดูไม่ออกเลยว่าเป็นคนหนุ่ม ท่าทางการเดินหลังค่อม การขยับตัว เหมือนคนแก่จริงๆ แสดงว่าเป็นคนที่ช่างสังเกตชีวิตรอบตัว คนหนุ่มสาวสมัยนี้... อนาคตไกลจริงๆ"
[จบบท]