บทที่ 20: จักรยานเสี่ยวหง
จางซานรีบยกฝ่ามือที่สั่นเทาขึ้นตะปบปิดปากของตนเองเอาไว้แน่นสนิทเป็นคำรบที่สอง เขาพยายามกลั้นเสียงกรีดร้องที่กำลังจะเล็ดลอดออกมาเอาไว้อย่างสุดความสามารถ
ฮื่อ!
ในเวลานี้เขาจะปล่อยให้มีเสียงดังเล็ดลอดออกไปไม่ได้เป็นอันขาด หากขืนส่งเสียงเอะอะโวยวายออกไปตอนนี้ มีหวังชะตาชีวิตของเขาคงได้ขาดสะบั้นลงอย่างแน่นอน
ทว่าในคราวนี้ดูเหมือนเขาจะรวบรวมความกล้าหาญได้มากกว่าครั้งก่อนอยู่เล็กน้อย ครั้งที่แล้วเขาหวาดกลัวจนตัวแข็งทื่อไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนร่างกายด้วยซ้ำ แต่ในครั้งนี้เขายังพอมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง
จึงพยายามประคองสติและร่างกายที่สั่นเทาให้ค่อยๆ ขยับตัวเคลื่อนที่ไปทีละนิด ทีละนิด โดยมุ่งหน้าตรงไปยังประตูทางออกอย่างระมัดระวังที่สุด
และทันทีที่สองเท้าก้าวพ้นธรณีประตูออกมาสู่โลกภายนอกได้ เขาก็ระเบิดเสียงร้องโฮออกมาสุดเสียง พร้อมกับใส่เกียร์หมาสับตีนแตก วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
"แม่จ๋าช่วยลูกด้วย...!!! ผีหลอก!"
ทางด้านของเหลียงเหม่ยเฟินที่กำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นฟูมฟายอยู่ภายในห้องน้ำ จู่ๆ หูของเธอก็แว่วเสียงคนตะโกนร้องโหยหวนดังลั่นสนั่นหวั่นไหว เสียงร้องไห้คร่ำครวญของเธอจึงชะงักลงฉับพลัน เธอรีบยกมือขึ้นปาดเช็ดน้ำตาแบบลวกๆ แล้วรีบวิ่งถลันออกมาดูสถานการณ์ที่บริเวณหน้าห้องน้ำ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างของจางซาน ขี้เมาประจำลานบ้านข้างเคียงที่กำลังวิ่งหน้าตั้งหนีอะไรบางอย่างด้วยความเร็วสูงลิ่ว ราวกับเป็นนักกีฬาทีมชาติที่กำลังเร่งสปีดเข้าเส้นชัย
เหลียงเหม่ยเฟินขมวดคิ้วมุ่นเข้าหากันด้วยความงุนงงสงสัย "นั่นมันเกิดเรื่องบ้าบอคอแตกอะไรขึ้นอีกล่ะนั่น แหกปากร้องตะโกนโวยวายอะไรของเขากัน"
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ระบายความเอือมระอา พลางบ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ "ถุย! ไอ้พวกขี้เมาหยำเป พอเหล้าเข้าปากไปหน่อยสติสตังก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แยกแยะทิศเหนือทิศใต้ไม่ออกแล้วมั้ง"
พอได้มาเห็นเรื่องตลกพิลึกพิลั่นอยู่ตรงหน้า อารมณ์เศร้าโศกเสียใจที่ท่วมท้นเมื่อครู่ก็ดูเหมือนจะจางหายไปจนเกือบหมดสิ้น เธอรู้สึกว่าสภาพจิตใจเริ่มปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาเยอะทีเดียว
จึงจัดการเช็ดคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนบนใบหน้าให้เกลี้ยงเกลา แล้วรีบออกวิ่งเหยาะๆ มุ่งหน้ากลับบ้าน ท้องนฟ้าเบื้องบนดูมืดครึ้มมัวหมอง เมฆหนาลอยตัวต่ำลงมาปกคลุมแบบนี้ สงสัยว่าอีกไม่นานหิมะคงจะตกลงมาแน่ๆ
เหลียงเหม่ยเฟินหารู้ไม่เลยว่า เสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจของจางซานเมื่อครู่นั้น ได้สร้างบาดแผลทางใจให้กับเจ้าตัวไปมากมายมหาศาลเพียงใด เธอกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับมาจนถึงบ้าน แล้วตะโกนบอกสามีของเธอเสียงดังลั่น
"คุณคะ ข้างนอกนั่นฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อเหมือนหิมะกำลังจะตกหนัก หนูรีบไปรองน้ำใส่ตุ่มเตรียมเอาไว้เถอะ เดี๋ยวท่อน้ำประปามันจะเย็นจัดจนแข็ง ทำให้น้ำไม่ไหลเอานะ"
จวงจื้อหย่วนขานรับคำสั่งภรรยาเสียงใส "รับทราบครับผม!"
ถึงแม้ว่าผู้คนในลานบ้านแห่งนี้จะใช้น้ำจากก๊อกน้ำส่วนกลางร่วมกัน แต่แทบทุกครัวเรือนก็มักจะมีตุ่มน้ำใบใหญ่สำรองเอาไว้ภายในบ้านเสมอ บ้านตระกูลจวงเองก็เช่นเดียวกัน พวกเขามีตุ่มน้ำตั้งวางอยู่ที่ห้องโถงกลางของเรือนหลัก ซึ่งตามปกติแล้วจะเติมน้ำเอาไว้จนเต็มเปี่ยมตลอดเวลาเพื่อความอุ่นใจ
บางครั้งในช่วงเช้าตรู่ที่ผู้คนต่างแย่งชิงกันใช้น้ำ หรือในช่วงฤดูหนาวที่อากาศหนาวเหน็บจนท่อน้ำจับตัวเป็นน้ำแข็ง การมีน้ำสำรองเตรียมพร้อมไว้ใช้ก็ช่วยแก้ปัญหาฉุกเฉินเฉพาะหน้าไปได้มากโขทีเดียว
โชคยังดีที่ท่อน้ำไม่ได้จับตัวแข็งจนใช้งานไม่ได้บ่อยครั้งนัก ส่วนใหญ่แล้วคนในบ้านจึงยังคงเคยชินกับการออกไปใช้น้ำที่ลานซักล้างด้านนอกมากกว่า จวงจื้อหย่วนลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะออกไปรองน้ำ เฒ่าจวงผู้เป็นพ่อเห็นดังนั้นจึงเดินตามออกมาช่วยลูกชาย พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีทึมแล้วเปรยขึ้นมาลอยๆ
"ปกติแล้วเวลาที่หิมะกำลังจะตกลงมา อากาศมันจะไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่หรอกนะ รอให้หิมะหยุดตกแล้วเริ่มละลายโน่นแหละ ถึงจะหนาวสะท้านเข้าไปถึงกระดูก"
จวงจื้อหย่วนได้ทีก็งัดเอาสำนวนออกมาพูดอย่างอารมณ์ดี "เขาเรียกว่าหิมะตกหนักทำนายถึงปีที่อุดมสมบูรณ์ยังไงล่ะพ่อ"
เฒ่าจวงปรายตามองลูกชายคนโตแวบหนึ่ง ก่อนจะบ่นอุบอิบในลำคอ
"ประดิษฐ์คำเก่งจริงนะแก พอได้แล้ว พรุ่งนี้แกต้องออกรถแต่เช้ามืด รีบกลับเข้าไปนอนพักผ่อนเอาแรงเถอะ เดี๋ยวทางนี้พ่อจะจัดการต่อเอง"
จวงจื้อหย่วนก็ไม่ใช่คนเรื่องมากหรือดื้อดึง เขาหัวเราะแหะๆ แล้วตอบตกลงง่ายๆ เพราะตอนที่เดินออกมาเขาลืมหยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมทับ พอโดนลมหนาวพัดกระโชกใส่จังๆ ก็เริ่มรู้สึกหนาวสั่นสะท้านขึ้นมาเหมือนกัน
เรื่องราววุ่นวายภายนอกบ้านนั้น จวงจื้อซีและหมิงเหม่ยไม่ได้รับรู้ด้วยเลยแม้แต่น้อย คู่รักข้าวใหม่ปลามันเพิ่งจะผ่านพ้นศึกรักอันหนักหน่วงมาหมาดๆ จนร่างกายอ่อนเพลีย
หลับสนิทเป็นตายไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้น กว่าจะมารู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ที่ได้ยินเสียงผู้คนคุยกันจอแจเจี๊ยวจ๊าวในลานบ้านนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าเมื่อคืนนี้หิมะตกหนักเพียงใด
หมิงเหม่ยตื่นขึ้นมาล้างหน้าแปรงฟัน เธอจัดการเติมน้ำร้อนลงในกะละมังเพื่อผสมน้ำให้อุ่นพอดี พอเดินออกมาที่หน้าประตูบ้าน ก็ได้ยินเสียงนกหวีดสำหรับเป่านกพิราบดังแว่วลอยมาแต่ไกล
ในยุคสมัยนี้คนเลี้ยงนกพิราบยังมีหลงเหลืออยู่ไม่น้อย แต่ช่วงหลังๆ มานี้แทบจะไม่ค่อยเห็นใครเลี้ยงกันแล้ว ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีกฎระเบียบเข้มงวดกวดขัน ห้ามไม่ให้ใครมาหมกมุ่นกับเรื่องไร้สาระจำพวกนี้ แต่ก็ยังมีคนใจกล้าบางกลุ่มที่ยอมเสี่ยงทำผิดกฎ แอบเลี้ยงแอบเล่นกันแบบลับๆ ล่อๆ ให้เห็นอยู่บ้าง
หมิงเหม่ยเป็นคนปักกิ่งแท้ๆ พอได้ยินเสียงนกหวีดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพร้อมกับรอยยิ้มบางเบา แล้วเปรยขึ้นมากับตัวเอง
"ยังมีคนใจกล้าบ้าบิ่นอยู่อีกเหรอเนี่ย"
"ก็ใช่น่ะสิ!"
เสียงตอบรับดังสวนขึ้นมาจากทางด้านข้าง หมิงเหม่ยหันขวับไปมองก็เห็นว่าเป็นเจียงหลู ลูกสะใภ้ของโจวหลี่ซื่อ เจียงหลูส่งยิ้มทักทายให้หมิงเหม่ย ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองแก้วน้ำในมือของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยแซวเล่น
"คู่รักข้าวใหม่ปลามันนี่ความรักหวานชื่นดีจริงๆ เลยนะ ขนาดแค่น้ำล้างหน้ายังต้องเตรียมน้ำร้อนเอาไว้อีกต่างหาก"
หมิงเหม่ยยิ้มตอบกลับไปอย่างเป็นกันเอง "น้ำประปามันเย็นเฉียบเกินไปค่ะ ฉันสู้ความเย็นขนาดนั้นไม่ไหวจริงๆ"
โจวหลี่ซื่อที่เพิ่งเดินออกมาจากตัวบ้านได้ยินประโยคนั้นเข้าพอดี หญิงสูงวัยจึงบ่นพึมพำเสียงเบาแต่จงใจกระแทกเสียงให้ได้ยิน "เรื่องมากจริงเชียว"
หมิงเหม่ยเลือกที่จะทำหูทวนลม ไม่เก็บเอาคำพูดของหญิงสูงวัยปากร้ายคนนั้นมาใส่ใจให้รกสมอง เธอเพียงแค่ยักไหล่เบาๆ แล้วเดินกลับเข้าห้องไป อันที่จริงเธอก็รู้กิตติศัพท์ความร้ายกาจของแม่ผัวบ้านโจวคนนี้ดี
ตั้งแต่วันแรกที่เธอแต่งงานเข้ามาในบ้านตระกูลจวง ยายแก่คนนี้ก็วิ่งแจ้นมาพูดจาเหน็บแนมถากถางเธอถึงหน้าประตูบ้าน สงสัยคงจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าชนิดหนึ่งที่ชอบไล่กัดชาวบ้านไปทั่ว ถ้าไม่เรียกว่าโรคหมาบ้าแล้วจะให้เรียกว่าอะไรได้อีกล่ะ
เช้าตรู่อากาศหนาวเหน็บจนควันออกปากแบบนี้ ไม่มีใครมีอารมณ์มานั่งต่อปากต่อคำกับคนพาลหรอก ทุกคนต่างก็มีหน้าที่การงานรัดตัวต้องรีบไปทำ ชีวิตวุ่นวายกันจะตายไป
จะว่าไปแล้ว หมิงเหม่ยรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมหาศาลที่ได้แม่สามีอย่างจ้าวชุ่ยฮวา ท่ามกลางอากาศหนาวจัดขนาดนี้ ใครๆ ก็อยากจะนอนซุกตัวอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆ ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่พอเธอตื่นลืมตาขึ้นมา แม่สามีก็ตื่นมาจัดการทำกับข้าวเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและแรงงานของเธอไปได้เยอะมากทีเดียว
อย่างเช่นเมื่อเช้านี้ จ้าวชุ่ยฮวาก็อุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามืดมานึ่งหมั่นโถวร้อนๆ หอมฉุยไว้รอทุกคน
หมิงเหม่ยเคี้ยวหมั่นโถวเนื้อนุ่มหอมกรุ่นตุ้ยๆ จนเต็มกระพุ้งแก้ม พลางบ่นพึมพำอย่างมีความสุขเปี่ยมล้น
"หมั่นโถวอร่อยสุดยอดขนาดนี้ ต่อให้ไม่มีกับข้าว ฉันก็กินเปล่าๆ ได้ทีละสามถึงห้าลูกเลยนะเนี่ย!"
จ้าวชุ่ยฮวาแค่นเสียงหัวเราะ หึ ในลำคอ "เธอชื่อหมิงเหม่ยก็จริง แต่อย่าได้ฝันหวานไปหน่อยเลยแม่คุณ สามลูกห้าลูกอะไรกัน เธอคิดว่าฉันเป็นเศรษฐีที่ดินหรือไง ยุคนี้ต่อให้เป็นบ้านเศรษฐีเขาก็ไม่มีข้าวเหลือเฟือให้กินขนาดนั้นหรอกนะ!"
หมิงเหม่ยหลุดขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เธอไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองอะไรกับคำพูดแดกดันของแม่สามีเลยสักนิด เธอรู้ดีว่าจ้าวชุ่ยฮวาก็แค่เป็นคนปากร้ายแต่ใจดี ไม่ได้มีเจตนาร้ายกาจอะไร แตกต่างจากยายแก่แซ่โจวข้างบ้านคนนั้นราวฟ้ากับเหว เธอจัดการกินมื้อเช้าจนอิ่มหนำอย่างอารมณ์ดีแล้วเอ่ยขึ้น
"ฉันไปทำงานก่อนนะคะ"
จวงจื้อซีรีบพูดแทรกขึ้นมาทันควัน "คุณทิ้งจักรยานเอาไว้ให้แม่ใช้สักสองสามวันได้ไหม เดี๋ยวตอนเย็นผมจะไปรับคุณเอง"
หมิงเหม่ยกระพริบตาปริบๆ แล้วตอบตกลงทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาไตร่ตรอง
"ได้สิคะ"
เธอคาดเดาได้ทันทีว่าแม่สามีคงจะปั่นจักรยานไปทำธุระสำคัญที่ชานเมือง ในเมื่อตัวเธอเองไม่สามารถลางานไปช่วยใช้แรงงานได้ อย่างน้อยการให้ยืมจักรยานก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนทางอ้อม จักรยานของเธอจะได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเธอในการเข้าร่วมขบวนการแรงงานยังไงล่ะ
แต่ทว่า... หมิงเหม่ยหันไปมองจ้าวชุ่ยฮวาด้วยสายตาเว้าวอนออดอ้อนเหมือนลูกหมาตัวน้อยๆ
"แม่คะ จักรยานคันนี้ฉันเพิ่งถอยมาใหม่ๆ เลยนะ แม่ต้องสัญญากับฉันนะคะว่าจะดูแลมันอย่างดีเยี่ยม แม่ต้องดูแล 'เสี่ยวหง' ของหนูให้ดีๆ นะคะ!"
ช่วยไม่ได้จริงๆ นี่นา จักรยานคันนี้เป็นสมบัติสุดรักสุดหวงของเธอเลยนะ
จ้าวชุ่ยฮวา "..."
หญิงสูงวัยถึงกับพูดไม่ออก เธอมองลูกสะใภ้ด้วยสายตาว่างเปล่า "นี่เธอถึงขั้นต้องตั้งชื่อเรียกให้จักรยานด้วยเรอะ"
หมิงเหม่ยกระพริบตาตาใสซื่อบริสุทธิ์ "ก็มันชื่อเสี่ยวหงจริงๆ นี่คะ"
พอสิ่งของมีชื่อเรียกเฉพาะ มันก็จะดูมีชีวิตจิตใจและดูสำคัญขึ้นมาทันตาเห็น เธอหวังลึกๆ ว่าชื่อนี้จะช่วยเตือนใจให้แม่สามีเห็นคุณค่าและทะนุถนอมมันบ้าง ถึงแม้เธอจะรู้ดีว่าในสายตาของแม่สามี จักรยานก็เป็นแค่พาหนะธรรมดาๆ แต่สำหรับเธอมันไม่ใช่แบบนั้น ในใจของเธอนั้น จักรยานคือของล้ำค่าที่ต้องดูแลยิ่งชีพ
เธอเข้าไปเขย่าแขนจ้าวชุ่ยฮวาเบาๆ อย่างออดอ้อนคะยั้นคะยอ "เอาเป็นว่าแม่รับปากแล้วนะว่าจะดูแลเสี่ยวหงเป็นอย่างดี งั้นหนูไปทำงานก่อนนะคะ"
พูดจบเธอก็รีบวิ่งปรู๊ดออกจากประตูบ้านไปในทันที จวงจื้อซีตะโกนไล่หลังตามไป "เดี๋ยวสิ รอผมด้วย"
เขายัดหมั่นโถวคำสุดท้ายเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วรีบวิ่งตามออกไปติดๆ "ไปพร้อมกัน เดี๋ยวผมเดินไปส่งคุณหน่อย"
หมิงเหม่ยหันกลับมามองหน้าสามีแล้วยิ้มหวานหยาดเยิ้มจนตาหยี น้ำเสียงของเธออ่อนหวานนุ่มนวลชวนฟัง
"ตกลงค่ะ"
เธอขยับกระชับเสื้อโค้ทตัวหนาของตัวเองเล็กน้อยแล้วพูดต่อ "คุณเอามือล้วงเข้ามาในกระเป๋าเสื้อฉันสิ ในกระเป๋าเสื้อฉันอุ่นมากเลยนะ"
จวงจื้อซียกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก
"จัดไป"
สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันเดินเคียงคู่กันไป สอดมือประสานกันแน่นภายใต้ความอบอุ่นในกระเป๋าเสื้อโค้ท แล้วเดินออกจากลานบ้านมุ่งหน้าไปทำงานด้วยกันอย่างมีความสุข
โจวหลี่ซื่อที่เดินออกมาเข้าห้องน้ำพอดี มองเห็นแผ่นหลังของทั้งคู่เดินไกลออกไป เธอก็ถ่มน้ำลายลงพื้นดัง 'ถุย' ด้วยความหมั่นไส้เต็มประดา
"ทำตัวไม่รู้จักกาลเทศะเอาซะเลย"
เธอถ่มน้ำลายซ้ำอีกรอบเพื่อระบายอารมณ์ "ไม่ใช่คนดีทั้งคู่เลยจริงๆ ให้ตายเถอะ"
"นี่ ป้าโจวอย่าเพิ่งไปสิ"
เสียงเรียกทักที่ดังขึ้นทำให้โจวหลี่ซื่อต้องชะงักฝีเท้าลงฉับพลัน เธอหันขวับกลับไปมองตามเสียงนั้นด้วยความสงสัยใคร่รู้
"มีอะไรเหรอ"
คนที่เรียกเธอไว้ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นหญิงชราแซ่เฉินจากลานบ้านข้างๆ นี่เอง หญิงสูงวัยผู้นี้ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ พลางขยิบตาบุ้ยใบ้ส่งสัญญาณแปลกประหลาดให้เธอ ก่อนจะกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นระทึกใจ
"นี่ เธอได้ยินข่าวลือเรื่องนั้นหรือยัง ที่เขาซุบซิบกันว่าห้องส้วมรวมของเรา... มีผีสิงน่ะ"
"อะไรนะ!"
โจวหลี่ซื่ออุทานเสียงหลงด้วยความตกใจสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน เธอรีบยกมือขึ้นทาบอกแล้วพูดเตือนเสียงรัวเร็ว
"เดี๋ยวนี้เขาไม่นิยมพูดเรื่องพรรค์นี้กันแล้วนะ มันไม่เหมาะสมรู้ไหม เดี๋ยวก็โดนเพ่งเล็งเอาหรอก"
"โธ่เอ๊ย ฉันก็พูดกับเธอแค่สองคนนี่แหละ ไม่ไปบอกคนอื่นหรอกน่า" หญิงชราแซ่เฉินรีบแก้ตัวพัลวัน พลางขยับตัวเข้าไปใกล้โจวหลี่ซื่ออีกนิด แล้วลดเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบกระซาบ
"เธออย่าทำเป็นไม่เชื่อเชียวนะ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จางซานที่อยู่ลานบ้านเราเป็นคนเจอมากับตัวเลยนะ เขาเล่าว่าเมื่อคืนนี้เขาตกใจจนแหกปากร้องหาแม่เลยทีเดียว... แล้วจะบอกให้นะว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเจอ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเจอมาแล้ว แต่ตอนนั้นกลัวว่าพูดไปแล้วจะไม่ดีเลยไม่กล้าบอกใคร แต่เมื่อวานนี้คงเจอหนักจนสติหลุดกระเจิง กลับมาถึงบ้านก็เลยพรั่งพรูระบายออกมาหมดเปลือกเลย"
พอได้ยินแบบนั้น ประกายความอยากรู้อยากเห็นก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในดวงตาของโจวหลี่ซื่อทันที ความหวาดกลัวเรื่องความไม่เหมาะสมเมื่อครู่หายวับไปกับตา เธอรีบคว้าแขนอีกฝ่ายแล้วคะยั้นคะยอถามไถ่
"งั้นเธอก็รีบเล่าให้ฉันฟังละเอียดๆ เลยสิ..."
ธรรมชาติของคนในลานบ้านแห่งนี้ หากมีเรื่องอะไรเข้าหูโจวหลี่ซื่อแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่าคนทั้งลานบ้านจะต้องรู้เรื่องนี้กันถ้วนหน้า ส่วนคำสัญญาที่ว่า 'รู้กันแค่สองคนไม่บอกใคร' น่ะเหรอ
เหอะ เป็นไปไม่ได้หรอก!
ทันทีที่แยกย้ายกับหญิงชราแซ่เฉิน โจวหลี่ซื่อก็รีบบึ้งกลับมาที่ลานบ้านด้วยความกระตือรือร้นจนเนื้อเต้น เธอแทบจะรอให้ถึงบ้านไม่ไหว รีบตะโกนเรียกเพื่อนบ้านเสียงดัง
"นี่ๆ พี่น้องทุกคน พวกเธอได้ยินข่าวนี้กันหรือยัง เรื่องที่ว่า..."
จากนั้นปฏิบัติการกระจายข่าวสารก็เริ่มขึ้นอย่างออกรสออกชาติ ใส่สีตีไข่เสียจนน่าตื่นเต้น
บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ รวมไปถึงหญิงสูงวัยในลานบ้านต่างพากันมามุงฟังด้วยความสนใจใคร่รู้ ทุกคนต่างส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ด้วยความประหลาดใจ
เหลียงเหม่ยเฟินที่ยืนฟังรวมอยู่ด้วยถึงกับสะดุ้งโหยงสุดตัว เธอรีบยกมือขึ้นตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกขวัญ พลางรำพึงรำพันด้วยความหวาดผวา
"น่ากลัวเกินไปแล้ว แบบนี้ต่อไปฉันคงไม่กล้าไปเข้าห้องส้วมคนเดียวตอนดึกๆ แล้วล่ะ"
แต่พอลองนึกทบทวนดูดีๆ เธอกลับรู้สึกว่าเรื่องเล่านี้มันคุ้นหูพิกล เหมือนเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน แต่ช่างเถอะ เธอไม่อยากเก็บมาคิดให้รกสมอง เอาเป็นว่าต่อไปนี้ตอนกลางคืนเธอจะพยายามกินน้ำให้น้อยลงก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องไปเข้าห้องส้วมบ่อยๆ
"นั่นน่ะสิ น่ากลัวจริงๆ"
จ้าวชุ่ยฮวาเหลือบสายตามองลูกสะใภ้คนโตของตัวเองแวบหนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย
"จะว่าไป ถ้าพูดถึงเรื่องผีในห้องส้วม ฉันก็เริ่มจะเชื่อคำพูดของจางซานแล้วล่ะ มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันไปเข้าห้องส้วม ก็เหมือนจะได้ยินเสียงแปลกๆ แว่วมาเหมือนกัน ตอนนั้นฉันกลัวจนไม่กล้าเข้าไปเลย"
"อ้าว ฉันก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้นเหมือนกันนะ"
"แต่แปลกนะ แถวบ้านเราไม่เคยมีประวัติคนตายโหงหรือเรื่องร้ายๆ อะไรเลยนี่นา แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมีผีโผล่มาอาละวาดได้ล่ะ ยิ่งแถวนี้เป็นเขตที่..."
ในขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอย่างเมามัน ป้าหวังก็รีบก้าวเท้าเข้ามาห้ามทัพทันที เธอโบกมือไล่ทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจังขึงขัง
"พอได้แล้วๆ หยุดพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้กันได้แล้ว เรื่องพวกนี้มันเป็นความเชื่องมงายที่ล้าหลัง อย่าไปหลงเชื่อ แล้วก็ห้ามเอาไปพูดต่อเด็ดขาด พวกเธอนี่นะ หาเรื่องใส่ตัวกันแท้ๆ ถ้าเกิดมีใครมาได้ยินเข้าแล้วโดนจับไปอบรมทัศนคติช่วงปีใหม่แบบนี้ มันจะคุ้มกันไหมฮะ"
เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะไล่ตะเพิดทุกคนอีกครั้ง
"แยกย้ายกันได้แล้ว ไปทำมาหากินกันไป!"
โจวหลี่ซื่อเบะปากอย่างขัดใจ เธอรู้สึกไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะความสนุกสนาน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
ทางด้านซูต้าเหนียงกลับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แล้วรีบเดินตามหลังป้าหวังไปอย่างรวดเร็ว
"พี่สาว เดี๋ยวฉันขอไปนั่งเล่นที่ห้องพี่สักหน่อยนะ"
"ได้สิ ไปเถอะ ฉันกำลังจะทอไหมพรมพอดี เธอมาช่วยจับให้ฉันหน่อยก็ดีเหมือนกัน" ป้าหวังตอบรับคำขอ
"ตกลงจ้ะ"
"เชอะ!" โจวหลี่ซื่อถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความหมั่นไส้อีกครั้ง เธอไม่ชอบหน้าซูต้าเหนียงเจ้าของห้องหลักคนนี้ที่สุด ไม่สิ ป้าหวังเธอก็ไม่ชอบ จ้าวชุ่ยฮวาก็ไม่ถูกชะตา สรุปง่ายๆ คือในสายตาของเธอ ไม่มีใครดีเทียบเท่าตัวเธอเองสักคนเดียว
เธอสะบัดหน้าอย่างแรงแล้วหมุนตัวเดินกลับบ้านไปอย่างกระฟัดกระเฟียด
การที่วงสนทนาแตกฮือกระเจิงอย่างรวดเร็วแบบนี้กลับเข้าทางจ้าวชุ่ยฮวาพอดี เพราะเธอกำลังมีแผนการใหญ่ที่ต้องรีบลงมือทำ เธอรีบกลับเข้าบ้าน ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา จากนั้นก็เข็นจักรยานคู่ใจออกมา โดยมีเหลียงเหม่ยเฟินนั่งซ้อนท้ายไปด้วย
เหลียงเหม่ยเฟินนั่งกอดตะกร้าไม้ไผ่สานไว้แนบอก สีหน้าของเธอดูห่อเหี่ยวและอมทุกข์ราวกับนางเอกโศกนาฏกรรม เธอเริ่มครวญเพลงออกมาด้วยน้ำเสียงโหยหวนวังเวง
"ลมเหนือพัดมา... เกล็ดหิมะโปรยปราย..."
ชีวิตของเธอช่างขมขื่นเหลือเกิน ขมขื่นยิ่งกว่านางเอกในละครเสียอีก
จ้าวชุ่ยฮวาที่กำลังออกแรงปั่นจักรยานอย่างหนักหน่วงถึงกับคิ้วกระตุกด้วยความรำคาญใจ เธอตวาดกลับไปเสียงเขียวปั๊ด
"นี่เธอ! หยุดทำเสียงเหมือนคนจะขาดใจตายได้ไหม ร้องเพลงอะไรของเธอก็ไม่รู้ ถ้าร้องไม่เป็นก็หุบปากไปเลย ฟังแล้วระคายหูชะมัด!"
เหลียงเหม่ยเฟินถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความระทมทุกข์ ปล่อยให้อารมณ์เศร้าสร้อยลอยหายไปกับสายลมหนาวที่พัดผ่าน
จ้าวชุ่ยฮวาออกแรงถีบจักรยานอย่างมุ่งมั่นแน่วแน่ เธอมีคติประจำใจที่ยึดถือว่า ถ้าไม่กระตือรือร้นในการหาเงิน ก็แสดงว่าระบบความคิดมีปัญหา
ครอบครัวจวงตระกูลนี้ ถ้าไม่ได้เธอเป็นคนนำทัพ มีหวังได้อดตายกันหมดแน่!
รถไฟจะวิ่งเร็วได้ ก็ต้องอาศัยหัวรถจักรที่ทรงพลังในการขับเคลื่อน
จ้าวชุ่ยฮวาตระหนักดีว่า ครอบครัวนี้จะอยู่รอดปลอดภัยหรือไปไม่รอด ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือการนำทัพของเธอนี่แหละ
ถ้าจะมัวแต่หวังพึ่งพาพวกผู้ชายในบ้านให้ช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิต บอกได้คำเดียวสั้นๆ ว่าฝันกลางวันชัดๆ!
วันนี้เธอพาเหลียงเหม่ยเฟินขึ้นมาบนภูเขา ภารกิจสำคัญในครั้งนี้เธอเตรียมการมาเป็นอย่างดี ถึงแม้จะอยากได้เงินมากแค่ไหน แต่ชีวิตก็สำคัญที่สุด เธอจัดการเอาเชือกเส้นหนาผูกเอวตัวเองไว้แน่น ส่วนปลายเชือกอีกด้านก็ผูกยึดกับต้นไม้ใหญ่ริมตลิ่งเอาไว้อย่างมั่นคง
เธอกำชับลูกสะใภ้อย่างเคร่งครัดจริงจัง "ตราบใดที่น้ำแข็งยังไม่แตก เธอก็ไม่ต้องห่วงฉัน เราจะสลับกันลงไป จะได้เก็บแรงเอาไว้บ้าง"
งานนี้เป็นงานที่ต้องใช้แรงกายมหาศาล หลังจากที่ผู้หญิงสองคนช่วยกันลงแรงทำจนเสร็จ แขนของพวกเธอก็ปวดร้าวระบมไปหมด แต่จะทำอย่างไรได้ พวกผู้ชายในบ้านลางานไม่ได้สักคน ภาระหน้าที่นี้จึงตกเป็นของพวกเธอ ในเมื่ออยากได้เงิน ก็ต้องยอมเหนื่อยยากกันหน่อย
สองแม่ผัวลูกสะใภ้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงานอย่างแข็งขัน แม้จะไม่เข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ลึกซึ้งว่าทำไมปลาถึงมาชุมนุมกันตรงนี้ แต่สิ่งที่รู้แน่ชัดคือวิธีนี้มันได้ผลดีจริงๆ เพียงแค่ช่วงเช้าผ่านพ้นไป พวกเธอก็ได้ปลามาเต็มตะกร้าไม้ไผ่
ทั้งสองคนทิ้งตัวลงนั่งแหมะบนพื้นหิมะ หอบหายใจแฮกๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อนจนตัวโยน
เหลียงเหม่ยเฟินยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายบนหน้าผาก พลางบ่นอุบอิบกระปอดกระแปด "งานหนักสาหัสแบบนี้ น่าจะให้พวกผู้ชายมาทำมากกว่านะแม่"
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสมัยนี้ใครๆ ก็อยากมีลูกชาย โดยเฉพาะในชนบทห่างไกล นอกเหนือจากค่านิยมเรื่องการสืบทอดวงศ์ตระกูลแล้ว การมีลูกชายก็หมายถึงการมีแรงงานเพิ่มขึ้นในครอบครัว ซึ่งแรงงานนี่แหละคือสิ่งสำคัญที่สุดในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ
จ้าวชุ่ยฮวาปรายตามองลูกสะใภ้คนโตแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดบทอย่างรวดเร็ว
"เอาล่ะๆ เลิกบ่นแล้วรีบเก็บข้าวของกลับกันได้แล้ว เธอตรงกลับบ้านไปเลยนะ ส่วนฉันจะแวะไปทำธุระที่ตลาดมืดสักหน่อย"
"หา!"
เหลียงเหม่ยเฟินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด จ้องมองแม่สามีอย่างไม่เชื่อสายตา
"แม่จะไปตลาดมืดคนเดียวเหรอ มันอันตรายมากนะแม่ ทำไมไม่ให้ฉันไปด้วยล่ะ"
จ้าวชุ่ยฮวาสวนกลับทันควัน
"จะไปทำไมหลายคนให้เกะกะ ดูสภาพเธอสิ ขืนไปด้วยกันแล้วเจอพวกหน่วยลาดตระเวนเข้า มีหวังเธอได้สติแตกทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ ถึงตอนนั้นฉันยังต้องมาคอยห่วงหน้าพะวงหลังเพราะเธออีก"
ที่จริงเหตุผลไม่ใช่แค่เพราะกลัวว่าตกปลาคนเดียวจะไม่ทันกินหรอกนะ ที่เธอต้องหนีบลูกสะใภ้คนนี้มาด้วยก็เพราะงานมันหนักหนาสาหัสเกินกำลังคนเดียว แต่ถ้าจะให้พาไปเสี่ยงที่ตลาดมืดด้วย เธอไม่เอาด้วยหรอก ไม่ใช่กลัวว่าเหลียงเหม่ยเฟินจะเอาเรื่องไปป่าวประกาศ แต่เพราะแม่คนนี้เป็นพวกกระต่ายตื่นตูม เจอเรื่องนิดหน่อยก็หน้าซีดตัวสั่นงันงก
คนประเภทนี้พึ่งพาอะไรไม่ได้เลยในสถานการณ์คับขัน
จ้าวชุ่ยฮวาปลดกระดุมกางเกงเพื่อล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าลับที่เย็บซ่อนไว้ด้านในอย่างมิดชิด หยิบตั๋วปันส่วนสองใบกับธนบัตรใบละห้าหยวนออกมา ยื่นส่งให้ลูกสะใภ้
"เราแยกย้ายกันตรงนี้ ฉันจะเอาปลาไปแอบขายที่ตลาดมืด ส่วนเธอเอาเงินนี่ไปที่คลังสินค้า ไปซื้อแป้งมาสักหน่อย มื้อเย็นวันนี้เราจะกินน้ำแกงเกอตาล้วนๆ กัน!"
คำสั่งนั้นทำให้เหลียงเหม่ยเฟินอ้าปากค้างอีกรอบด้วยความอึ้ง
นี่บ้านเราฐานะดีขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน นี่มันวิถีชีวิตครอบครัวเศรษฐีชัดๆ ทำไมถึงมีปัญญาซื้อธัญพืชละเอียดมากินได้ทุกวี่ทุกวันแบบนี้
แม้ลูกสะใภ้จะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่สีหน้าท่าทางก็ฟ้องทุกอย่างจนหมดเปลือก จ้าวชุ่ยฮวาถลึงตาใส่แล้วถามเสียงเข้มดุดัน
"ทำไม ฉันตัดสินใจแบบนี้เธอมีปัญหาหรือไง สองสามวันมานี้พวกเราต้องปีนเขาตากลมหนาวแทบเป็นแทบตาย จะให้รางวัลชีวิตด้วยของดีๆ บ้างไม่ได้เชียวเหรอ!"
เหลียงเหม่ยเฟินรีบทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยม ตอบเสียงอ่อยด้วยความน้อยใจ
"แม่คะ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นสักหน่อย..."
[จบบท]