บทที่ 215: ความวุ่นวายที่ห้องพยาบาล
หมอหวังเองก็เดินเข้ามามุงดูความสนุกด้วยเหมือนกัน เธอไม่ได้คิดจะสนใจไยดีสองพ่อลูกนั่นเลยสักนิด ธรรมชาติของผู้หญิงมักจะรู้สึกดูถูกเหยียดหยามเรื่องพรรค์นี้มากกว่าใครเพื่อนอยู่แล้ว
"คนพรรค์นี้ตายไปซะได้ก็ดี ตายไปถือว่าช่วยลดภาระให้สังคม จะห้ามเลือดให้พวกมันก็เปลืองยาเปล่าๆ"
รองผู้จัดการโรงงานจางยกมือนวดขมับ ในใจก่นด่าสองพ่อลูกตระกูลไป๋ที่ไม่ได้เรื่องได้ราวพวกนี้จนยับเยิน แต่ในฐานะที่เป็นผู้นำโรงงาน จะไม่สนใจปล่อยทิ้งไว้ก็คงไม่ได้
ทำไมเขาถึงได้ดวงซวยขนาดนี้นะ ดันต้องมารับผิดชอบงานด้านพลาธิการ เขายอมไปคุมงานฝ่ายผลิตยังดีซะกว่า! จะได้ไม่ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างเรื่องบัดซบพรรค์นี้
เขาสููดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้น "ไปเถอะ ไปห้ามเลือดก่อน ทุกคนก็กลับไปได้แล้ว กลับไปทำงานกัน เดี๋ยวเรื่องนี้ทางโรงงานจะตรวจสอบอย่างละเอียดเอง"
ถึงแม้รองผู้จัดการโรงงานจางจะพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่มีใครยอมขยับไปไหน ทุกคนยังคงยืนล้อมวงมุงดูกันอยู่ ช่วยไม่ได้นี่นะ เรื่องแบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นให้เห็นได้บ่อยๆ สิบปีจะมีสักครั้ง ยิ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวแบบนี้ด้วยแล้ว
จวงจื้อซีพยุงหยางลี่ซินเอาไว้ ขาแข้งเขาอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว
"พี่ไม่เป็นไรใช่ไหม"
"นายช่วยพยุงฉันหน่อย ขาฉันอ่อนไปหมดแล้ว"
เขาไม่ใช่คนที่ไม่เคยเจอโลกกว้างมาก่อน ขนาดเรื่องคนตกลงไปในบ่อเกรอะเขาก็เคยเห็นมาแล้ว นับว่าเป็นผู้ที่มีประสบการณ์โชกโชนคนหนึ่ง คนแถวบ้านเขาก็ล้วนแต่เป็นพวกหูตากว้างไกลกันทั้งนั้น แต่เหตุการณ์ในวันนี้มันระทึกขวัญเกินไปจริงๆ
เจียงหลูอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง เล็งเตะแต่ตรงจุดยุทธศาสตร์เน้นๆ ในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง เขาเห็นแล้วรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย ถึงเรื่องนี้จะไม่ได้เกี่ยวกับตัวเขา แต่มันก็ทำเอาเขาเข่าอ่อนจนยืนแทบไม่อยู่
จวงจื้อซีประคองหยางลี่ซินพลางเอ่ยถาม "ให้ผมไปส่งที่ครัวไหม"
"ไม่!"
เขาตอบกลับอย่างหนักแน่น
"ไปห้องพยาบาล"
เขาจะต้องเกาะติดสถานการณ์เพื่อรับรู้ข่าวสารวงในเป็นคนแรกให้ได้
จวงจื้อซีหันมามองหยางลี่ซินด้วยความประหลาดใจ อดทึ่งไม่ได้ว่าหมอนี่มันแน่จริงๆ ขนาดขาอ่อนปวกเปียกขนาดนี้ ยังใจสู้ไม่ยอมถอยจากแนวหน้าอีกหรือนี่
"หน้าของรองผู้จัดการโรงงานจางดำคล้ำไปหมดแล้วนะ"
"กฎหมายไม่ลงโทษคนหมู่มากหรอกน่า"
ทุกคนไม่ยอมกลับกันสักคน รองผู้จัดการโรงงานจางคงไม่สามารถลงโทษทุกคนได้หมดหรอกจริงไหม
จวงจื้อซีได้แต่เงียบกริบ นายช่างคิดได้รอบคอบจริงๆ
"งั้นก็ได้ ไปกันเถอะ"
ฝูงชนทำเมินเฉยต่อสีหน้าอันย่ำแย่ของรองผู้จัดการโรงงานจาง แล้วพากันเดินตามไปที่ห้องพยาบาลกันเป็นขบวน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน รองผู้จัดการโรงงานจางคงไล่ตะเพิดคนพวกนี้ไปแล้ว แต่วันนี้เขาไม่มีอารมณ์จะทำแบบนั้น สองพ่อลูกตระกูลไป๋ถูกหามเข้ามาในห้องพยาบาล หมอหวังตะโกนเรียกหัวหน้าทันที
"ผอ. คะ ออกมาดูหน่อยเถอะค่ะ"
หัวหน้าห้องพยาบาลเป็นชายหัวล้านวัยกลางคน อายุราวห้าสิบกว่าปี มาทำงานเหมือนมารอเกษียณ
เพราะพฤติกรรมของหัวหน้าคนนี้ ห้องพยาบาลเลยดูไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ ผู้อำนวยการหัวล้านที่แอบงีบหลับตอนกลางวัน เดินงัวเงียออกมาด้วยความตกใจ "โอ้โห"
ทำไมคนถึงได้เยอะแยะขนาดนี้
"ผอ. ช่วยดูอาการไอ้สองตัว... เอ้ย สองคนนี้หน่อยเถอะค่ะ ฝีมือฉันไม่ถึงขั้น รักษาไม่ไหวหรอก"
เธอไม่อยากจะยุ่งกับสองคนนี้เลยจริงๆ
มุมปากของทุกคนกระตุกยิกๆ อย่าคิดว่าเปลี่ยนคำทันแล้วพวกเขาจะฟังไม่ออกว่าเมื่อกี้เธอจะพูดว่า "ไอ้ตัวระยำ"
นี่มันเป็นการดูถูกสุนัขชัดๆ
"มาๆ ผมดูเอง"
ไป๋เหล่าโถวและไป๋เฟิ่นโต้วยังคงกุมเป้ากางเกงร้องครวญครางไม่หยุด
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย"
ผู้อำนวยการหัวล้านบ่นพึมพำ "เดี๋ยวผมทำแผลที่หัวให้ก่อน เลือดไหลไม่หยุดแบบนี้ไม่ได้"
แม้ทั้งสองคนจะมีใบหน้าบวมปูดจนดูเหมือนหัวหมู แต่แผลที่ศีรษะของไป๋เฟิ่นโต้วก็ยังมีเลือดไหลออกมาเรื่อยๆ รวมถึงเลือดกำเดาที่ไหลออกมาด้วย... ผู้อำนวยการหัวล้านไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เขาเหลือบมองคนอื่นๆ ที่นอกจากจะไม่เข้ามาช่วยแล้ว ยังมองสองพ่อลูกตระกูลไป๋ด้วยสายตารังเกียจ แม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่เดาได้ว่าสองคนนี้คงไม่ได้ไปทำเรื่องดีๆ มาแน่ เขาปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสร็จแล้ว ก็เห็นว่าพวกเขายังคงเอามือกุมตรงจุดนั้นอยู่
"ออกไปก่อน ออกไปกันให้หมด อย่ามายืนมุง ผมต้องตรวจดูตรงจุดสำคัญ พวกคุณอยู่ตรงนี้มันไม่เหมาะ"
"โอ๊ยๆๆๆ"
"อูยๆๆๆ"
พวกเขาเจ็บปวดจนพูดไม่เป็นภาษาคนแล้ว
"ออกไปๆ"
เขาจัดการดึงม่านปิด แต่รองผู้จัดการโรงงานจางเอ่ยขัดขึ้น
"ผมขออยู่ด้วย ในฐานะรองผู้จัดการโรงงานที่ดูแลฝ่ายพลาธิการ ผมจำเป็นต้องรู้รายละเอียดอาการ ไม่อย่างนั้นคงคุยกับคนอื่นในโรงงานไม่รู้เรื่อง"
หัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยหลิวรีบเสริมทันที "งั้นผมก็ขออยู่ด้วย สองคนนี้ทำความผิดแล้วไม่สำนึกแถมยังต่อสู้ขัดขืน เกิดพวกมันคลุ้มคลั่งขึ้นมาทำร้ายคุณหมอ จะได้ไม่คุ้มเสีย"
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนอื่นๆ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า "งั้นพวกเราขออยู่ด้วย แผนกรักษาความปลอดภัยมีหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของทุกคนในโรงงานอยู่แล้ว ถ้าสองพ่อลูกไป๋เฟิ่นโต้วเกิดบ้าคลั่งขึ้นมา พวกเราจะได้ระงับเหตุทัน"
ผู้อำนวยการหัวล้านได้แต่พูดไม่ออก พวกคุณแค่อยากอยู่ดูเรื่องสนุกกันล่ะสิ
เขาพยักหน้าอย่างจนใจ "ตามใจพวกคุณเถอะ แต่ผู้หญิงให้ออกไปให้หมด ออกไปรอข้างนอกนะ"
บรรดาจีนมุงทั้งหลาย ในที่สุดก็ถูกกันออกไปอยู่ด้านนอก แม้จะเข้าไปไม่ได้และมองไม่เห็น แต่ทุกคนก็ยังชะเง้อคคอมองเข้าไป จวงจื้อซีที่ยืนปะปนอยู่ในฝูงชน ได้ยินเสียงสูดปากด้วยความเจ็บปวดดังลั่นออกมาจากในห้อง
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ"
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไง"
เขาก็อยากรู้เหมือนกัน แต่ไม่ได้มีตาทิพย์ จะมองทะลุประตูเข้าไปเห็นเหตุการณ์ข้างในได้อย่างไร
แต่ก็ไม่ต้องให้รอนาน ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลายคนช่วยกันกันพื้นที่ พร้อมตะโกนบอก "ขอทางหน่อย ทุกคนถอยไปหน่อย ต้องรีบส่งคนไปโรงพยาบาล"
"หา? ห้องพยาบาลรักษาไม่ได้เหรอเนี่ย"
"อาการหนักขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่าจะใช้งานไม่ได้แล้ว"
"คงไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง ห้องพยาบาลเราก็รักษาได้แค่โรคปวดหัวตัวร้อน ฝีมือธรรมดาจะตาย"
พอได้ยินคำพูดแบบนี้ ผู้อำนวยการหัวล้านก็ชักจะไม่พอใจขึ้นมา เขาเถียงกลับทันควัน
"ห้องพยาบาลเราฝีมือธรรมดาตรงไหน ที่เรารักษาโรคหนักๆ ได้ไม่ดี ก็เพราะเราไม่ค่อยได้เจอเคสหนักๆ ประสบการณ์เลยน้อย ผู้เชี่ยวชาญเก่งๆ เขาก็ต้องสั่งสมประสบการณ์จากคนไข้เยอะๆ ทั้งนั้น
เราไม่มีเงื่อนไขแบบนั้นนี่นา แต่คุณดูสิ โรคปวดหัวตัวร้อนทั่วไป เราก็เจอมาเยอะไม่ใช่เหรอ แล้วก็รักษาหายดีไม่ใช่หรือไง วินิจฉัยโรคได้รวดเร็วด้วย แล้วเรื่องทำแผลห้ามเลือด เข้าเฝือก เราก็ทำบ่อย ทำได้ดีด้วย พวกคุณอย่ามาเข้าใจผิดในฝีมือของห้องพยาบาลเรานะ กับอีแค่โรคเล็กๆ น้อยๆ โรงพยาบาลใหญ่ๆ ยังสู้เราไม่ได้เลย เราจัดการได้เร็วกว่าเยอะ"
เรื่องนี้จะต้องพูดให้ชัดเจน จะมาดูถูกกันแบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด
"แล้วทำไมต้องส่งไปโรงพยาบาลใหญ่ด้วยล่ะครับ"
ผู้อำนวยการหัวล้านตอบกลับเสียงดังฟังชัด "ก็มันแหลกไปแล้วน่ะสิครับ แหลกขนาดนั้นถ้าไม่ส่งโรงพยาบาลใหญ่ พวกเราจะจัดการยังไงไหว ห้องพยาบาลของเราไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องโรคเฉพาะทางของผู้ชายนะ แล้วไอ้วิธีเย็บปะชุนแผลละเอียดอ่อนแบบนั้นเราก็ทำไม่ได้ด้วย เกิดทำผิดพลาดขึ้นมาจนใช้งานไม่ได้จริงๆ จะทำยังไง เขายังหนุ่มยังแน่น ยังไม่ได้แต่งงานมีลูกเมีย พวกเราจะซี้ซั้วรักษาไม่ได้หรอกนะ"
โอ้โห!
ฝูงชนต่างพากันจ้องมองสองพ่อลูกด้วยสายตาเหลือเชื่อ ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าตาของวัวเสียอีก
แหลกเลยเหรอ ใช้งานไม่ได้แล้วเหรอ!
ทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริดกับหัวข้อสนทนาที่น่าหวาดเสียวนั้น ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง
ไป๋เฟิ่นโต้วเจ็บปวดจนต้องแยกเขี้ยวซีดปาก เขาพยายามเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาทีละคำอย่างยากลำบาก "ยะ... อย่า... อย่าพูด..."
ผู้อำนวยการหัวล้านรีบเอ่ยขัดขึ้นทันที "โอเคๆ ผมไม่พูดแล้ว คุณเจ็บจนของรักของหวงแหลกละเอียดขนาดนี้ ก็อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยครับ เก็บแรงไว้เถอะ"
ไป๋เฟิ่นโต้วได้ยินดังนั้นก็หน้ามืดตาลายแทบจะเป็นลม ไอ้เวรเอ๊ย ที่บอกว่าอย่าพูด คือบอกให้แกน่ะหุบปาก ไม่ต้องป่าวประกาศบอกชาวบ้านเขา ทำไมถึงยังพูดไม่หยุดอีกวะ
"เร็วเข้า รีบพาคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลด่วนเลย ตาเขาเหลือกจนเห็นแต่ตาขาวแล้ว เดี๋ยวจะช็อกเอา"
จวงจื้อซีที่ยืนมุงดูอยู่ได้แต่คาดเดาในใจ นายแน่ใจนะว่าที่เขาตาเหลือกน่ะไม่ได้เป็นเพราะโกรธจนลมออกหูที่นายปากโป้ง
"เร็วๆ เข้าสิ"
รองผู้จัดการโรงงานจางรีบสั่งการทันที "หัวหน้าแผนกหลิว คุณจัดคนสักสองสามคนตามไปที่โรงพยาบาลด้วยนะ แล้วก็จัดคนอีกชุดพาโจวฉวินกับเจียงหลูไปที่แผนกรักษาความปลอดภัย เรื่องนี้ต้องสอบสวนให้ละเอียดถี่ถ้วน ต้องจัดการให้ชัดเจนขาวสะอาด เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย แล้วก็ต้องให้คำอธิบายกับพนักงานคนอื่นๆ ในโรงงานด้วย"
เขากวาดตามองฝูงชนที่ยังยืนออไม่ยอมไปไหน "พอได้แล้ว กลับไปทำงานกันให้หมด พวกคุณจะตามไปที่โรงพยาบาลด้วยหรือยังไง หรือว่าคำสั่งของรองผู้จัดการโรงงานอย่างผมมันไม่มีความหมายฮะ ถึงได้ยืนไม่เลิกแบบนี้ รีบไสหัวไปทำงานกันเดี๋ยวนี้เลย!"
ทุกคนเห็นว่าคนเจ็บกำลังถูกหามออกไปแล้ว อีกทั้งตอนนี้ก็ยังเป็นเวลางาน จะตามออกไปดูต่อข้างนอกก็คงไม่ได้ พอหันมาเห็นสีหน้าของรองผู้จัดการโรงงานจางที่โกรธจนควันแทบออกหู ทุกคนก็จำใจต้องแยกย้ายกันไปด้วยความเสียดาย หยางลี่ซินที่อาการดีขึ้นบ้างแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้จวงจื้อซีคอยพยุงอีกต่อไป
เขาถอนหายใจยาวเหยียดพลางรำพึงรำพัน "แหลกไปแล้ว แบบนี้ก็เท่ากับจบเห่แล้วสิ"
จวงจื้อซีส่ายหน้า "ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ผมเองก็จะกลับไปทำงานแล้วเหมือนกัน วันนี้มันช่างเป็นวันที่ตื่นเต้นเร้าใจเกินไปจริงๆ"
หยางลี่ซินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
วันนี้เขาจะต้องรีบเลิกงานให้เร็วที่สุด เพื่อรีบกลับไปกระจายข่าวเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ทั่ว
เรื่องซุบซิบระดับตำนานแบบนี้ ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน คนอื่นต้องไม่เคยเจอเรื่องเด็ดขนาดนี้แน่นอน จวงจื้อซีไม่รู้ว่าหยางลี่ซินกำลังวางแผนอะไรอยู่ในใจ เขาเดินตามฝูงชนกลับไปยังสำนักงาน พี่สาวชุยไม่รู้ว่าเดินมาประกบข้างจวงจื้อซีตั้งแต่เมื่อไหร่ ตลอดทางเดินเธอเอาแต่พร่ำบ่นด้วยความเวทนาปนสะใจนับล้านคำ
คนเรานะ ทำไมถึงได้มีเรื่องบัดสีบัดเถลิงแบบนี้เกิดขึ้นได้ เมื่อทุกคนกลับมาถึงสำนักงาน ก็ยังมีเพื่อนร่วมงานบางคนที่ไม่ได้ออกไปดูความสนุก อย่างเช่นเหล่าฮวงที่นั่งเฝ้าห้องอยู่ เขาเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ข้างนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ พวกนายถึงได้ทำหน้าตาตื่นกันขนาดนั้น"
จวงจื้อซีได้แต่เงียบกริบ ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจความรู้สึกของหยางลี่ซินเมื่อครู่นี้แล้วจริงๆ มันพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดี
แต่พี่สาวชุยกลับไม่รอช้า เธอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดออกมาเป็นฉากๆ ราวกับจุดประทัด เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ย่อมต้องแพร่สะพัดไปทั่วทั้งโรงงานอย่างแน่นอน ฟันธงได้เลย!
"ว่าไงนะ ไป๋เฟิ่นโต้วหลงรักเมียของโจวฉวินเหรอ"
"โดนโจวฉวินจับได้คาหนังคาเขาเลยน่ะสิ"
"คุณพระช่วย แล้วไข่แตกแบบนั้น จะเย็บกลับคืนมาได้ไหมเนี่ย"
...
คำถามมากมายพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ถามกันเซ็งแซ่จนตอบแทบไม่ทัน
ต้องยอมรับเลยว่า วันนี้เป็นวันที่โรงงานเครื่องจักรคึกคักที่สุดในประวัติศาสตร์ สนุกสนานยิ่งกว่างานเลี้ยงวันแรงงานเสียอีก
ต่อให้ผู้ใหญ่ระดับสูงมาร่วมงานวันแรงงาน ก็ยังไม่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจได้เท่ากับเหตุการณ์ในวันนี้ แทบทุกแผนก ทุกซอกทุกมุมของโรงงาน ต่างเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสองพ่อลูกตระกูลไป๋สองพ่อลูกมหัศจรรย์คู่นี้ ได้ช่วยแบกรับวงการข่าวลือของโรงงานเอาไว้ทั้งวงการ
หวังเซียงซิ่วที่กำลังทำงานอยู่ในโรงงานผลิต ก็ได้ยินข่าวลือเรื่องนี้เช่นกัน แม้ว่าข่าวสารในแผนกของหล่อนจะมาช้ากว่าแผนกอื่นๆ เล็กน้อย แต่เรื่องอึกทึกครึกโครมขนาดนี้ จะปิดบังกันได้ยังไงไหว
เพียงไม่นาน เรื่องราวก็ลุกลามใหญ่โตจนรู้กันไปทั่วทั้งบาง
หวังเซียงซิ่วรู้สึกมึนงงสับสน ทำตัวไม่ถูก เธอไม่เชื่อเรื่องที่เกิดขึ้นนี้เลยสักนิด ในสายตาของเธอ ไป๋เฟิ่นโต้วรักเธอจะตาย เขาจะไปวางแผนลวนลามเจียงหลูได้ยังไง อีกอย่างความสัมพันธ์ของเขากับเจียงหลูก็ไม่ค่อยจะดีนัก
ถ้าบอกว่าเกลียดขี้หน้ากัน อันนั้นน่ะมีแน่ เพราะทะเลาะตบตีกันมาตั้งกี่ครั้ง เจียงหลูก็ร่วมมือกับโจวฉวินพุ่งเข้าไปจัดการไป๋เฟิ่นโต้วจนหน้ายับเยินมานับไม่ถ้วน
ดังนั้นถ้าบอกว่าไป๋เฟิ่นโต้วเกลียดเจียงหลู เธอเชื่อสนิทใจ แต่ถ้าจะบอกว่าไป๋เฟิ่นโต้วเกิดพิศวาสเจียงหลูขึ้นมา เธอคิดว่าเว้นแต่พระอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันตก เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
นี่มันข่าวลือบ้าบอคอแตกอะไรกัน แต่ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันอย่างมั่นอกมั่นใจ ทำให้หวังเซียงซิ่วรู้สึกสับสนและหลงทางอย่างหนัก
"หวังเซียงซิ่ว ทำไมเธอไม่พูดอะไรเลยล่ะ หรือว่าไม่อยากจะเชื่อ ฉันว่านะ ไอ้เจ้าไป๋เฟิ่นโต้วคนนี้คงไม่ได้จริงใจกับเธอสักเท่าไหร่หรอก"
ในโรงงานย่อมมีคนที่ไม่ชอบหน้าหวังเซียงซิ่วอยู่แล้ว พี่สาวคนหนึ่งหัวเราะเยาะพลางเอ่ยแซว
"ฉันคงต้องขอโทษเธอด้วยนะ เมื่อก่อนฉันเข้าใจผิดคิดว่าเธอกับไป๋เฟิ่นโต้วแอบมีอะไรกัน ไม่นึกเลยว่าพวกเธอจะบริสุทธิ์ใจต่อกันจริงๆ ที่เธอบอกว่ารักกันเหมือนพี่น้องแท้ๆ เมื่อก่อนฉันไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ฉันเชื่อสนิทใจเลย พ่อหนุ่มไป๋เฟิ่นโต้วคนนี้ ที่แท้เขาก็ชอบเจียงหลูนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้ยินบ่อยๆ ว่าเขาไม่ค่อยชอบขี้หน้าโจวฉวิน ที่แท้ก็เพราะสาเหตุนี้นี่เอง"
"ใช่ๆ นั่นสิ"
"แต่คนแบบนี้น่าขยะแขยงชะมัด ผู้หญิงเขามีผัวเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว ยังจะกล้าคิดมิดีมิร้าย คนพรรค์นี้สมควรโดนลากไปตอนให้เป็ดกิน จะได้ไม่ต้องไปทำชั่วกับใครได้อีก"
"ไม่จำเป็นต้องลากไปตอนแล้วมั้ง ก็ในเมื่อมันแหลกไปหมดแล้วนี่ ถึงได้บอกไงว่าสวรรค์มีตา กรรมตามสนอง แค่รอเวลาเท่านั้น ดูสภาพตอนนี้สิ สมน้ำหน้าจริงๆ"
"ใช่ สมน้ำหน้าที่สุด!"
หวังเซียงซิ่วยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว "บางที... บางทีอาจจะเป็นความเข้าใจผิดกันก็ได้นะคะ..."
ทุกคนหันมามองหล่อนด้วยสายตาเหลือเชื่อ จากนั้นก็เบะปากหัวเราะเยาะ แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
"พวกเขาโดนจับได้คาหนังคาเขา เจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยตั้งกี่คนอยู่ในเหตุการณ์ เธอเห็นคนอื่นเป็นคนโง่หรือไง ถ้าโจวฉวินไม่ได้พาคนบุกเข้าไป เจียงหลูคงเสร็จมันไปแล้ว"
[จบบท]