บทที่ 254: สะใภ้ในอุดมคติกับแผนการลับของป้าโจว
หมิงเหม่ยใช้ดวงตากลมโตคู่สวยที่ดูฉ่ำน้ำชำเลืองมองไปทางคนบ้านนั้นแวบหนึ่ง จังหวะที่หวังจาวตี้หันกลับมาพอดี เธอก็ส่งยิ้มหวานให้อีกฝ่าย หวังจาวตี้เห็นแบบนั้นก็ยิ้มตอบกลับมาให้เธอเช่นกัน
ป้าโจวเหลือบไปเห็นเหตุการณ์นั้นเข้าพอดี ในใจก็นึกอยากจะพูดจากระแนะกระแหนเหน็บแนมสักหน่อย แต่พอฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านังเด็กตัวแสบคนนี้เวลาลงไม้ลงมือขึ้นมาไม่ใช่คนที่ตอแยด้วยได้ง่าย ๆ เธอจึงจำต้องข่มอารมณ์เอาไว้ กลืนคำพูดร้ายกาจลงคอไป แล้วหันไปกระซิบด่ากราดใส่หวังจาวตี้ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ฉันจะบอกอะไรให้นะ ที่เธอมาอยู่ที่บ้านของฉัน ได้กินดีอยู่ดีมีฉันคอยเลี้ยงดูปูเสื่อประเคนข้าวของให้แบบนี้ ก็เพื่อให้เธอมาคลอดลูกชายให้บ้านเรา เธออย่าได้ริไปทำตัวเลียนแบบพวกสะใภ้จอมขี้เกียจพรรค์นั้นเชียวล่ะ นั่นมันไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีเลยสักนิด ไม่เคยเห็นสะใภ้บ้านไหนจะขี้เกียจสันหลังยาวเหมือนแม่นั่นมาก่อน งานการในบ้านแทบจะไม่ยอมหยิบจับทำอะไรสักอย่าง”
คำพูดของป้าโจวนั้นฟังดูจะระคายหูอยู่ไม่น้อย จริงอยู่ที่หมิงเหม่ยไม่ได้ลงมือทำอาหาร แต่ทว่างานการต่าง ๆ ภายในห้องหับของเธอเอง เธอก็จัดการดูแลเรียบร้อยไม่ได้ผลักภาระไปให้แม่สามีหรือพี่สะใภ้ใหญ่ต้องมาคอยตามเช็ดตามล้าง จะมีก็แค่ตอนทำความสะอาดครั้งใหญ่ช่วงเปลี่ยนฤดูกาลเท่านั้น ที่เหลียงเหม่ยเฟินเข้ามาช่วยถอดซักผ้าม่านให้
ส่วนเรื่องจุกจิกหยุมหยิมอื่น ๆ ภายในบ้าน เธอก็ลงมือทำด้วยตัวเองทั้งนั้น
แต่ทว่าเรื่องงานส่วนรวมของกองกลางอย่างการทำอาหารหุงหาข้าวนั้น ก็เป็นหน้าที่ของจ้าวชุ่ยฮวากับลูกสะใภ้ช่วยกันทำจริง ๆ นั่นแหละ เพราะพวกเธอก็รอหมิงเหม่ยไม่ไหว ขืนรอหมิงเหม่ยไปทำงานกลับมาถึงบ้านก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ในขณะที่จ้าวชุ่ยฮวากับเหลียงเหม่ยเฟินไม่ได้ออกไปทำงานประจำ
ส่วนพวกงานใช้แรงงานส่วนรวมอื่น ๆ ในบ้าน อย่างเช่นการขนถ่านหินหรือการซื้อผักกาดขาวสำหรับตุนเสบียงหน้าหนาว ตอนนี้มันยังไม่ถึงฤดูกาลนั้นนี่นา
เพราะฉะนั้นคำพูดของป้าโจวประโยคนี้ จึงออกจะดูใจร้ายไส้ระกำและมองโลกในแง่ร้ายไปสักหน่อย แต่ก็นั่นแหละ ธรรมชาติของมนุษย์เรามักจะเลือกมองเห็นแต่สิ่งที่ตัวเองอยากจะเห็นอยู่แล้ว
ไม่ว่ายังไงในสายตาของป้าโจว หมิงเหม่ยก็คือคนขี้เกียจที่ไม่ยอมทำอะไรเลย ผู้หญิงที่ไม่ยอมเข้าครัวจับตะหลิวทำกับข้าว จะเรียกว่าเป็นผู้หญิงที่ดีได้ยังไงกัน?
เธอเบะปากแล้วพูดสั่งสอนต่อว่า “มีคนบางจำพวกนะ ที่ห้ามไปเอาเยี่ยงอย่างเด็ดขาด เรียนรู้ไปก็ไม่ได้อะไรดี ๆ กลับมาหรอก มีแต่จะเสียคนเปล่า ๆ”
หวังจาวตี้ส่งเสียงอือในลำคอเบา ๆ ถือว่าเป็นการขานรับทราบความแล้ว ป้าโจวเห็นว่าเด็กสาวว่านอนสอนง่ายจึงสั่งกำชับเรื่องอาหารการกินต่อ
“มื้อเช้าไม่ต้องทำเยอะเกินไปนะ เธอใส่วัตถุดิบลงไปเท่านี้ก็พอแล้ว”
หวังจาวตี้รับคำอย่างว่าง่าย “ค่ะ”
เธอมาอาศัยชายคาบ้านคนอื่นอยู่ ใครบอกให้ทำอะไรเธอก็ทำตามนั้นอย่างเคร่งครัด เพราะเธอรู้สถานะของตัวเองดีว่าไม่ได้มีปากมีเสียงหรือมีสิทธิ์จะเรียกร้องอะไร ถ้าขืนทำตัวมีปัญหาแล้วถูกส่งตัวกลับบ้านไปตอนนี้ เกรงว่าพ่อคงจะตีขาเธอหักแน่ ๆ ที่บ้านเดิมของเธอมีลูกสาวถึงเก้าคน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวที่สุดในชีวิตของพ่อกับแม่เธอ
หวังจาวตี้เป็นลูกสาวคนที่สาม พ่อไม่รักแม่ไม่ปลื้ม แต่จะว่าไปอย่าว่าแต่เธอที่เป็นลูกคนที่สามเลย ต่อให้เป็นพี่สาวคนโต ก็พ่อไม่รักแม่ไม่ปลื้มเหมือนกันนั่นแหละ ครอบครัวของเธอต้องการเพียงแค่ลูกชายไว้สืบสกุลเท่านั้น จนป่านนี้พ่อกับแม่ของเธอก็ยังพยายามปั๊มลูกชายกันอยู่อย่างไม่ลดละ
เหมือนกับครั้งนี้ที่หวังจาวตี้ถูกส่งตัวออกมา ก็เพื่อวางแผนเรื่องนี้นี่แหละ ครอบครัวนี้ตกลงเงื่อนไขกันแล้วว่า ถ้าหากเธอสามารถตั้งท้องได้ก็จะให้เงินค่าตอบแทนห้าสิบหยวน และถ้าเด็กที่คลอดออกมาเป็นลูกชาย ก็จะเพิ่มเงินให้อีกห้าสิบหยวน นี่รวมกันเป็นเงินหนึ่งร้อยหยวนเชียวนะ
ที่บ้านของเธอเป็นหนี้เป็นสินพุงกางเพิ่มพูนขึ้นทุกปี เงินจำนวนนี้ถือเป็นเงินก้อนโตมหาศาลเลยทีเดียว ที่พวกเขาวางแผนส่งเธอมาก็เพื่อเงินก้อนนี้นี่แหละ ต่อให้เธอท้องไม่ได้จริง ๆ อีกหนึ่งปีให้หลังเธอก็กลับบ้านได้
นี่เป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้ดิบดีแล้ว เพียงแต่ถ้าไม่ได้เงินติดมือกลับไป พ่อกับแม่คงไม่พอใจแน่ ๆ แต่ถึงอย่างนั้นพ่อกับแม่ของเธอก็มองว่าการค้านี้ไม่มีคำว่าขาดทุน เธอเป็นคนที่กินจุที่สุดในบ้าน การที่เธอไม่อยู่กินข้าวล้างผลาญเสบียงที่บ้านตั้งหนึ่งปี ก็ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้โขแล้ว
ส่วนเรื่องแรงงานน่ะเหรอ!
ที่บ้านมีลูกสาวตั้งเยอะแยะให้ใช้สอย ขาดเธอไปสักคนงานก็ไม่สะดุดหรอก เพราะงั้นต่อให้คนในลานบ้านจะคาดเดาหรือนินทากันไปต่าง ๆ นานา แต่สำหรับตัวหวังจาวตี้เองแล้ว เรื่องแค่นี้ไม่มีอะไรที่ทนไม่ได้เลยสักนิด ครอบครัวเธอก็เป็นแบบนี้นั่นแหละ เธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะไปทำอะไรได้
อีกอย่างงานในเมืองมันจะมีอะไรหนักหนากันเชียว! ตอนเธออยู่บ้านเดิม ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ต้องตื่นมาทำงานงก ๆ แล้ว ทั้งงานในไร่นา ไหนจะต้องขึ้นเขาไปตัดฟืน ขุดผักป่า งานมีให้ทำไม่หวาดไม่ไหว แต่กลับได้กินแค่ข้าวต้มธัญพืชหยาบ ๆ หรือข้าวต้มมันเทศใสโจ๋งที่มีแต่น้ำแค่ก้นถ้วย อยากจะกินของแห้งให้อิ่มท้องสักมื้อยังยากเลย
คนในบ้านก็เยอะแยะยุบยับ ไหนจะมีปู่กับย่า แล้วก็บรรดาพี่น้องผู้หญิงอีกเป็นโขยง พ่อของเธอยังต้องกินของที่ดีที่สุดในบ้านอีก เพราะพ่อต้องบำรุงร่างกายเพื่อใช้แรงในการปั๊มลูกชายสืบสกุลไงล่ะ
ดังนั้นการที่เธอได้โอกาสออกมาข้างนอกแบบนี้ จริง ๆ แล้วพวกพี่น้องที่บ้านต่างก็อิจฉาเธอกันทั้งนั้น พวกหล่อนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรอกว่าเธอออกมาทำอะไร เรื่องพรรค์นี้จะให้แพร่งพรายออกไปไม่ได้ เพราะพ่อกับแม่ยังหวังว่าจะขายเธอออกไปแบบเป็นทางการในฐานะเจ้าสาวได้อีกรอบในภายหลัง
พี่น้องที่บ้านต่างก็คิดว่าเธอเข้ามาทำงานเป็นคนรับใช้ในเมือง ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นสังคมยุคใหม่แล้ว ไม่มีระบบทาสรับใช้แล้วก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้ห้ามความคิดจินตนาการของพวกหล่อนนี่นา แต่ละคนอิจฉาตาร้อนกันจะตาย หวังจาวตี้รู้ดีว่าคิดแบบนี้มันไม่ถูกต้อง แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่นในชีวิต
เธอเม้มปากแน่น ตั้งหน้าตั้งตาทำงานอย่างจริงจัง โชคดีที่พี่ชายเจ้าของบ้านคนนี้ดูเหมือนจะเป็นคนดีมีศีลธรรม จริง ๆ แล้วเมื่อคืนป้าโจวสั่งแกมบังคับให้พวกเขานอนห้องเดียวกัน แต่พี่สะใภ้เจียงหลูไม่ได้พูดคัดค้านอะไร กลับเป็นพี่ชายโจวฉวินเสียเองที่ยืนกรานหัวชนฝาว่าไม่ยอมเด็ดขาด
หวังจาวตี้ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความโล่งอก ยังดีนะ ยังดีที่รอดมาได้ เธอก้มหน้าก้มตาจุดไฟในเตา กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อได้กลิ่นหอมของอาหาร อาหารเช้าของบ้านนี้ดีกว่าที่บ้านเธอตั้งเยอะ
ที่บ้านเธอแค่โยนผักป่าลงไปกำมือเดียวต้มกับธัญพืชหยาบ ๆ ถ้วยหนึ่ง ก็ต้องแบ่งกันซดตั้งหลายปากท้อง แต่นี่อย่างน้อยคนหนึ่งก็ได้กินข้าวต้มตั้งหนึ่งชามเต็ม ๆ แถมยังมีแป้งย่างให้กินแกล้มอีกต่างหาก
หวังจาวตี้ทำงานอย่างขยันขันแข็ง บรรยากาศยามเช้าของบ้านตระกูลโจวออกจะดูแปลก ๆ ไปสักหน่อย แต่ทว่าเจียงหลูกลับมีความสุขมาก ภายในใจของเธอเปี่ยมไปด้วยความปิติยินดีที่ได้สามีแสนดีแบบนี้
สามีของเธอ ช่างเป็นลูกผู้ชายตัวจริงและเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดในโลกจริง ๆ เธอเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า เมื่อวานนี้โจวฉวินจะปฏิเสธหวังจาวตี้ด้วยถ้อยคำที่เที่ยงธรรมและเด็ดขาดขนาดนั้น
พอถูกป้าโจวบีบคั้นหนักเข้า โจวฉวินถึงกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวว่า
“ถ้าแม่ยังขืนบังคับผมอีก ผมจะไปขอนอนเบียดกับไป๋เฟิ่นโต้วที่บ้านข้าง ๆ แล้วนะ ให้ตายยังไงผมก็ไม่มีทางไปนอนกับเด็กผู้หญิงรุ่นลูกที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรกได้หรอก ผมไม่ใช่คนมักมากประเภทนั้น”
คุณลองฟังคำพูดนี้ดูสิ มันช่างน่าประทับใจอะไรขนาดนี้ ป้าโจวโกรธจนแทบคลั่ง แต่เจียงหลูกลับซาบซึ้งจนน้ำตาคลอเบ้า มีสามีที่รักเดียวใจเดียวแบบนี้ เธอนับว่าโชคดีมหาศาล
แต่ก็เพราะเรื่องนี้นี่แหละ หน้าตาของป้าโจวถึงได้บูดบึ้งตึงเครียดมาตั้งแต่เมื่อคืน ลากยาวมาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ดูดีขึ้นเลย มื้อเช้าของทั้งครอบครัวจึงเต็มไปด้วยความอึดอัด มีเพียงแค่หวังจาวตี้คนเดียวที่ตะเกียบในมือขยับรวดเร็วปานสายลม ในขณะที่คนอื่น ๆ ต่างก็มัวแต่ครุ่นคิดเรื่องในใจ
เธอเห็นคนนั้นก็ไม่กิน คนนี้ก็ไม่กิน ก็เลยจัดการเอื้อมมือไปหยิบหมั่นโถวลูกที่สองมากินเงียบ ๆ ความรู้สึกที่ได้กินอิ่มท้องสักหกส่วนนี่มันช่างวิเศษสุด ๆ ไปเลย
เธอกินมูมมามเสียงดังพรูดพราด ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบาอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวว่า “คุณป้าคะ วันนี้หนูต้องทำงานอะไรบ้างคะ?”
อาศัยบ้านเขาอยู่ เธอก็มีความตระหนักรู้ในหน้าที่ของตัวเองดีมาก
ป้าโจวตอบเสียงห้วนว่า “ช่วงเช้าเธอออกไปเก็บเศษไม้ข้างนอกกลับมาหน่อย พวกเราจะล้อมคอกไก่ เราต้องเลี้ยงไก่ด้วย ส่วนช่วงบ่ายเธอไปช่วยฉันซ่อมห้องส้วมนะ”
“อ้อ ได้ค่ะ”
หวังจาวตี้พูดน้อย แต่พอมาถึงก็ลงมือทำงานทันที ข้อนี้ทำให้ป้าโจวพอใจในตัวเด็กสาวคนนี้อยู่บ้าง ถ้าจะพูดถึงจุดที่ไม่พอใจก็มีอยู่ คือเธออยากได้คนที่ดูอวบอั๋นมีน้ำมีนวลพร้อมจะมีลูกได้อย่างหวังเซียงซิ่ว
ไม่ใช่ผอมแห้งแรงน้อยแบบนี้ แต่ก็ยังดีที่นังหนูคนนี้ไม่ต้องเสียเงินซื้อตัวมา แค่เรื่องกินข้าวเพิ่มอีกคน สำหรับบ้านเธอแล้วไม่ได้ถือเป็นภาระหนักหนาอะไร
ช่วงสาย ลูกชายกับลูกสะใภ้ในบ้านต่างก็ออกไปทำงานกันหมดแล้ว ป้าโจวพาหวังจาวตี้เดินออกจากบ้าน พอดีกับที่เจอจ้าวชุ่ยฮวากำลังจะเดินออกไปข้างนอกเหมือนกัน เธอกวาดสายตามองอุปกรณ์ของจ้าวชุ่ยฮวาแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า
“นี่เธอจะไปตกปลาอีกแล้วเรอะ?”
จ้าวชุ่ยฮวาฉีกยิ้มกว้างพลางตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสดใสและเป็นธรรมชาติ
“ใช่แล้วล่ะ คุณหมอเขากำชับมาว่าคนท้องต้องกินปลาเยอะๆ ถึงจะดีต่อสุขภาพของทั้งแม่และเด็กในท้อง”
ป้าโจวที่ยืนฟังอยู่ใกล้ๆ ได้ยินดังนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะในลำคอด้วยความหมั่นไส้ สีหน้าแสดงออกชัดเจนว่าขัดหูขัดตาอย่างถึงที่สุด จะมาโอ้อวดอะไรกันนักหนา แค่บ้านตัวเองมีลูกสะใภ้ตั้งท้องก็ทำราวกับเป็นเรื่องใหญ่โตคับฟ้า เป็นผู้หญิงเหมือนกันแท้ๆ ทำอย่างกับคนอื่นเขาไม่มีปัญญาคลอดลูกได้อย่างนั้นแหละ
อันที่จริงแล้วจ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้มีเจตนาจะโอ้อวดหรือข่มใครเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นเพียงบทสนทนาทักทายปราศรัยตามประสาเพื่อนบ้านทั่วไป ใครจะไปตรัสรู้ได้ว่าป้าโจวผู้นี้จะเก็บเอาไปคิดเล็กคิดน้อยจนเป็นเรื่องเป็นราว หญิงวัยกลางคนผู้มีใบหน้าบูดบึ้งหันไปกวักมือเรียกหญิงสาวผอมแห้งที่ยืนอยู่ข้างกาย
“ไปกันเถอะ อย่าไปเสียเวลาคุยกับคนพวกนี้เลย”
ป้าโจวปรายตามองจ้าวชุ่ยฮวาอย่างเหยียดหยามก่อนจะหันไปกระซิบกระซากสอนหญิงสาวที่ตนพามาด้วยน้ำเสียงที่จงใจให้ได้ยิน
“วันหลังถ้าเห็นยัยแก่คนนี้ก็อยู่ให้ห่างๆ ไว้ล่ะ คนคนนี้จิตใจคับแคบ ขี้เหนียวจะตายไป อย่าไปหลงเชื่อภาพลักษณ์ภายนอกที่แสร้งทำเป็นดีกับลูกสะใภ้เชียว เนื้อแท้ข้างในลำเอียงยิ่งกว่าอะไรดี”
หวังจาวตี้พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายโดยไม่โต้แย้ง เมื่อเห็นป้าโจวพาหวังจาวตี้เดินจากไปแล้ว จ้าวชุ่ยฮวาก็ไม่ได้เก็บเอาคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจให้รกสมอง เธอรีบถีบรถจักรยานมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจที่ตั้งอยู่แถบชานเมืองทันที
เรื่องราวที่เธอได้ยินมาเมื่อคราวก่อนยังคงวนเวียนอยู่ในความคิด จ้าวชุ่ยฮวาไตร่ตรองดูแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ควรจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบ
แม้ว่าเธอจะไม่ได้รู้จักมักจี่กับครอบครัวของเจียงหลูเป็นการส่วนตัว แต่ในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง จะให้ทนดูคนบริสุทธิ์ต้องมาประสบเคราะห์กรรมโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วยก็ดูจะใจจืดใจดำเกินไป
จ้าวชุ่ยฮวาหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งขึ้นมาผูกปิดบังใบหน้าส่วนล่างเอาไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้าไปในสถานีตำรวจ
สถานีตำรวจแห่งนี้ไม่ใช่เขตพื้นที่ที่ดูแลละแวกบ้านของเธอ แต่เป็นสถานีตำรวจที่รับผิดชอบพื้นที่ซึ่งเธอเคยพบเห็นกลุ่มคนร้ายกลุ่มนั้น
ทันทีที่จ้าวชุ่ยฮวาก้าวเท้าเข้าไปด้านใน สายตาของเจ้าหน้าที่ทุกนายก็จับจ้องมาที่เธอเป็นตาเดียว สาเหตุคงเป็นเพราะผ้าเช็ดหน้าที่ปิดบังใบหน้าอยู่นั่นเอง คนดีๆ ที่ไหนจะเดินเข้าโรงพักด้วยสภาพลับๆ ล่อๆ เช่นนี้
“ฉันมาแจ้งความค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คุณ...”
สหายตำรวจนายหนึ่งกำลังจะเอ่ยปากถามถึงสาเหตุที่ต้องปิดบังใบหน้า แต่จ้าวชุ่ยฮวาก็ชิงตอบสวนกลับไปอย่างรู้ทันและฉะฉาน
“ฉันไม่กล้าเปิดเผยหน้าตาหรอกค่ะ กลัวว่าภายหลังพวกคนร้ายมันจะตามมาแก้แค้นเอาได้”
เหล่าสหายตำรวจต่างพากันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินเหตุผลดังกล่าว จ้าวชุ่ยฮวาไม่รอช้า เธอรีบเล่ารายละเอียดทั้งหมดด้วยท่าทีของชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับเรื่องยุ่งยาก
“เมื่อหลายวันก่อนตอนที่ฉันกลับจากตกปลา แถวๆ ซอยจือหม๋า ฉันบังเอิญไปได้ยินพวกวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกำลังสุมหัววางแผนปล้นกันอยู่ค่ะ”
“ว่ายังไงนะ!”
เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนต่างอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ สายตาทุกคู่จ้องเขม็งมาที่หญิงสูงวัยตรงหน้า
จ้าวชุ่ยฮวาก้าวถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว เม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะแสร้งทำน้ำเสียงหวาดหวั่น
“จริงๆ แล้วฉันเองก็กลัวจะเดือดร้อนเหมือนกัน กลัวจะโดนพวกมันตามมาเอาคืน ก็เลยลังเลไม่ได้มาแจ้งความตั้งแต่แรก นอนคิดนั่งคิดอยู่นานหลายวันก็รู้สึกว่าถ้าไม่พูดออกไปแล้วเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ ฉันคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเหมือนเห็นคนตายโดยไม่ช่วย ก็เลยตัดสินใจมาที่นี่แหละค่ะ...”
เธอกระชับผ้าเช็ดหน้าให้แน่นขึ้นอีกนิด แล้วรัวคำพูดออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ฉันได้ยินพวกมันคุยกันว่าจะดักปล้นหัวหน้าสหกรณ์การค้าและการตลาด เห็นบอกว่ามีคนในเป็นหนอนบ่อนไส้คอยส่งข่าวให้ด้วย พวกมันไปเฝ้าดูต้นทางกันมาหลายวันแล้ว รายละเอียดลึกๆ ฉันก็ไม่รู้หรอกนะคะ ตอนนั้นฉันเห็นแต่ผู้ชายตัวโตๆ หลายคนยืนคุยกัน ฉันไม่เห็นหน้าพวกเขาชัดเจนหรอก แต่เห็นว่าพวกมันเดินเข้าไปในบ้านเลขที่ 70 ในซอยจือหม๋านั่นแหละ”
เมื่อพูดจบ เธอก็ขยับถอยหลังไปที่ประตูอีกหลายก้าว ทำท่าเหมือนพร้อมจะวิ่งหนีได้ทุกเมื่อ
“รายละเอียดที่ฉันรู้ก็มีเท่านี้แหละค่ะ พวกคุณสหายตำรวจลองไปสืบสวนกันดูเองเถอะ”
พูดจบเธอก็หันหลังเตรียมจะเดินหนี
“เดี๋ยวก่อนคุณป้า รอเดี๋ยว...”
“ไม่ต้องมาตามฉันหรอก ฉันไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้...”
สิ้นเสียงนั้น จ้าวชุ่ยฮวาก็ใส่เกียร์หมาวิ่งแน่บออกจากสถานีตำรวจไปอย่างรวดเร็วปานลมพัด
อันที่จริงแล้วเธอไม่ได้กลัวว่าตำรวจจะตามตัวเจอ เพราะถึงอย่างไรเธอก็บริสุทธิ์ใจและไม่ได้ทำอะไรผิด สิ่งที่เธอต้องการคือการตัดปัญหาความวุ่นวายที่จะตามมา หากตำรวจสืบสาวราวเรื่องไปจนถึงตัวป้าโจว
แล้วพาลมาถึงเธอที่เป็นคนแจ้งเบาะแส มันคงเป็นเรื่องน่ารำคาญไม่น้อย เธอไม่ได้กลัวคนตระกูลโจว แต่แค่ไม่อยากหาเหาใส่หัว ยิ่งไปกว่านั้น ใครจะรู้ได้ว่าพวกโจรกลุ่มนั้นยังมีพรรคพวกหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่
จ้าวชุ่ยฮวาคิดว่าการที่เธออุตส่าห์ถ่อมาบอกเบาะแสด้วยตัวเองขนาดนี้ก็นับว่าทำหน้าที่พลเมืองดีได้ดีที่สุดแล้ว ใจจริงเธอก็อยากจะใช้วิธีเขียนจดหมายสนเท่ห์มาแจ้ง แต่อนิจจา ทักษะการเขียนหนังสือของเธอนั้นช่างน่าเวทนาเหลือเกิน
คนไม่มีการศึกษานี่มันลำบากจริงๆ แม้ว่าเธอจะพออ่านออกเขียนได้บ้างจากการเข้าชั้นเรียนรู้หนังสือ และมีประสบการณ์ชีวิตมาพอสมควร แต่ถ้าให้เขียนจดหมายเป็นเรื่องเป็นราว คลังคำศัพท์ในหัวของเธอก็มีอยู่น้อยนิดจนนับนิ้วได้
ครั้นจะไหว้วานให้คนในบ้านช่วยเขียน เธอก็ไม่อยากดึงใครเข้ามาพัวพันกับเรื่องอันตรายพรรค์นี้ แม้กระทั่งหมิงเหม่ยที่หัวไวและรู้เรื่องราวดีที่สุด เธอก็ไม่อยากให้มายุ่งเกี่ยว ตอนนี้ลูกสะใภ้คนเล็กกำลังอุ้มท้อง ไม่ควรจะต้องมาเสี่ยงเจอกับพวกหมาบ้าที่อาจจะแว้งกัดเอาได้
ส่วนสาเหตุที่เธอกล้าบุกมาแจ้งความแล้วชิ่งหนีไปดื้อๆ แบบนี้ ก็เป็นเพราะยุคสมัยนี้สถานการณ์แบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็ระวังตัวกันทั้งนั้น อย่าว่าแต่เรื่องปล้นจี้เลย แค่เพื่อนบ้านแอบซ่อนหนังสือนิยายแปลจากต่างประเทศไว้ในบ้าน ยังมีคนแอบไปกระซิบบอกทางการเพื่อจับกุมกันได้เลย
ยุคสมัยเปลี่ยนไป บริบทสังคมก็เปลี่ยนตาม การกระทำของเธอในวันนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ การปิดหน้าปิดตามาแจ้งเบาะแสด้วยความหวาดระแวงภัยมืด ก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ใครๆ เขาก็ทำกัน
จ้าวชุ่ยฮวารีบกระโดดขึ้นคร่อมจักรยานแล้วปั่นหนีออกไปอย่างรวดเร็ว สหายตำรวจที่วิ่งตามออกมาหมายจะสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้แต่มองตามหลังหญิงสูงวัยที่ปั่นจักรยานฉิวราวกับนักปั่นทีมชาติ หายวับไปกับตา
อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจไม่ได้มองข้ามข้อมูลที่ได้รับมาแม้แต่น้อย ข้อมูลที่หญิงปริศนาผู้นั้นให้มาละเอียดละออและเจาะจงมากเสียจนไม่น่าจะเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น
นี่คือโอกาสในการสร้างผลงานชิ้นโบแดงชัดๆ หากข้อมูลนี้เป็นความจริง ก็เท่ากับว่ามีคนเอาความดีความชอบมากองให้ถึงหน้าประตูสถานี ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ ยิ่งไปกว่านั้น เป้าหมายของคนร้ายยังเป็นถึงระดับหัวหน้าสหกรณ์การค้าและการตลาด
หากพวกเขาสามารถวางแผนจับกุมคนร้ายได้คาหนังคาเขาขณะลงมือ นอกจากจะเป็นผลงานชิ้นใหญ่แล้ว ยังถือเป็นการสร้างบุญคุณครั้งสำคัญกับบุคคลระดับหัวหน้าอีกด้วย สหกรณ์การค้าและการตลาดถือเป็นหน่วยงานที่มีอิทธิพลและเส้นสายกว้างขวาง การได้ช่วยเหลือระดับหัวหน้าย่อมส่งผลดีต่อหน่วยงานตำรวจอย่างแน่นอน
ท่านสารวัตรเมื่อได้รับรายงานก็ไม่รอช้า รีบสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดทันที
“เอาล่ะ ทุกคนเข้าประชุมด่วน!”
การทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและกระชับฉับไว เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน การวางแผนจับกุมจึงเริ่มต้นขึ้นทันที ในขณะที่ฝ่ายตำรวจกำลังวุ่นวายอยู่กับการวางแผน จ้าวชุ่ยฮวาก็ปั่นจักรยานมุ่งหน้าออกสู่ชานเมืองเพื่อขึ้นเขา
ช่วงนี้บรรยากาศบนภูเขาดูคึกคักผิดหูผิดตา มีผู้คนขึ้นมาหาของป่ากันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คงเป็นผลพวงมาจากข่าวลือเรื่องที่มีกลุ่มวัยรุ่นแบกหมูป่าตัวใหญ่ลงมาจากเขาเมื่อคราวก่อน เรื่องแบบนี้ปิดกันไม่มิด ย่อมดึงดูดให้ชาวบ้านแห่แหนกันขึ้นมาเสี่ยงโชค
จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความกังวล การที่มีคนขึ้นเขาเยอะขนาดนี้ ทำให้เธอรู้สึกร้อนใจอยู่ไม่น้อย
ตามความตั้งใจเดิม เธอควรจะพาเหลียงเหม่ยเฟิน ลูกสะใภ้คนโตมาช่วยกันขนของด้วย แต่ติดตรงที่ว่าช่วงนี้ที่บ้านเพิ่งจะซื้อแม่ไก่แก่มาเลี้ยงเพิ่มอีกสองตัว เธอจึงไม่วางใจที่จะทิ้งบ้านไว้โดยไม่มีคนเฝ้า กลัวว่าเจ้าหัวขโมยตัวจ้อยที่อยู่บ้านติดกันจะฉวยโอกาสลงมือ
เด็กคนนั้นน่ะหรือ เวลาเกิดเรื่องขึ้นมาทีก็ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวได้ไม่กี่วัน พอเรื่องซาลง ความกลัวจางหายไป สันดานเดิมก็จะกลับมาอีก
จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายเกินไป แต่จากประสบการณ์ในชาติก่อน ซูจินไหลเข้าออกคุกตารางเป็นว่าเล่นเหมือนเดินเข้าออกประตูบ้าน พฤติกรรมแบบนั้นแก้ไม่หาย ในเมื่อคนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่รู้จักอบรมสั่งสอน ลูกจะดีได้อย่างไร เพื่อนบ้านอย่างพวกเธอจะไปพูดตักเตือนอะไรได้ มีแต่จะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเสียเปล่าๆ
เธอไม่อยากให้เป็นแบบว่าออกไปเหนื่อยยากลำบากทั้งวัน พอกลับถึงบ้านกลับพบว่าบ้านถูกขโมยขึ้น ทรัพย์สินเสียหาย นั่นคงเป็นเรื่องที่น่าเจ็บใจพิลึก ดังนั้นจ้าวชุ่ยฮวาจึงเลือกที่จะมาคนเดียวเพื่อความสบายใจ
เมื่อรวบรวมสมาธิได้แล้ว จ้าวชุ่ยฮวาก็รีบสาวเท้าเดินขึ้นเขาอย่างกระฉับกระเฉง ตลอดทางเดินเธอไม่ค่อยพบเจอผู้คนมากนัก เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะไปรวมตัวกันที่อีกฝั่งของภูเขามากกว่า เพราะฝั่งนั้นเป็นจุดที่เคยมีการจับหมูป่าได้ ทำให้ทุกคนปักใจเชื่อว่าเป็นทำเลทอง
ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องดีสำหรับเธอ จ้าวชุ่ยฮวาไม่สนใจใคร เธอเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายด้วยความมุ่งมั่น ช่วงนี้เธอเพิ่งจะคิดค้นวิธีจับปลาแบบใหม่ได้ นั่นคือการใช้ตาข่ายดักจับ
ถึงแม้ว่าฝีมือการตกปลาด้วยเบ็ดของเธอจะไม่ได้เรื่องได้ราว แต่ถ้าเป็นเรื่องการลงตาข่ายดักปลาแล้วล่ะก็ เธอมั่นใจว่าพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง ประกอบกับสภาพภูมิประเทศของแหล่งน้ำบนเขาลูกนี้ช่างเอื้ออำนวยต่อการใช้วิธีนี้เสียเหลือเกิน ต่างจากที่ทะเลสาบโฮ่วไห่หรือแหล่งน้ำอื่นๆ ในเมืองที่จะทำแบบนี้ไม่ได้
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มมุมปากอย่างมาดมั่น วันนี้เธอจะต้องได้ปลากลับไปบำรุงลูกสะใภ้และหลานในท้องให้จงได้
[จบบท]