บทที่ 259: มิตรภาพจอมปลอมและลางสังหรณ์ประหลาด
จวงจื้อซีสัมผัสได้เลยว่าบรรยากาศรอบตัวของโจวฉวินในเวลานี้ดูหนักอึ้งและอึมครึมชอบกล
ถึงอย่างนั้นโจวฉวินก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไรนักหรอก เมื่อครู่นี้จวงจื้อซียืนฟังอยู่ข้างนอกแค่แป๊บเดียว เขาก็รู้สึกตงิดใจขึ้นมาทันทีว่าเรื่องนี้โจวฉวินต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน ไม่ว่าป้าโจวจะออกหน้าแบกรับความผิดไว้คนเดียวหรือไม่ แต่เขามั่นใจว่าโจวฉวินสลัดเรื่องนี้ไม่หลุดแน่
สายตาในการมองคนระดับนี้ จวงจื้อซีมั่นใจว่าเขามีอยู่เต็มเปี่ยม ก็แหม เขาจวงจื้อซีรู้จักและคลุกคลีกับโจวฉวินมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้วนี่นา
หลังจากที่จวงจื้อซีรับปากว่าจะช่วยจัดการเรื่องลาหยุดให้ พอโจวฉวินกำลังจะก้าวเท้าเดินออกไป ไป๋เฟิ่นโต้วก็กระโดดเหยงๆ เข้ามาขัดจังหวะทันที
“เฮ้! หรือจะให้ฉันไปช่วยลาหยุดที่โรงงานให้เอาไหมล่ะ”
ฮ่าๆๆ ในใจของไป๋เฟิ่นโต้วกำลังหัวเราะร่าอย่างสะใจ เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะรีบแจ้นไปประกาศให้ทั่วโรงงาน ให้ทุกคนได้รับรู้กันถ้วนหน้าว่าทำไมโจวฉวินถึงมาทำงานไม่ได้ ยิ่งโจวฉวินขายหน้ามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น
โจวฉวินจ้องมองไป๋เฟิ่นโต้วด้วยสายตาลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปตบไหล่ไป๋เฟิ่นโต้วเบาๆ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ
“พี่น้อง ฉันรู้นะว่านายยังมีเยื่อใยและความปรารถนาดีต่อฉันอยู่บ้าง แต่นายเองก็ยังมีแผลเจ็บตัวอยู่ อย่าให้ต้องลำบากนายเลย ความหวังดีของนายฉันขอรับไว้ด้วยใจ รอฉันกลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะเลี้ยงเหล้านายเอง ในลานบ้านแห่งนี้ นายนี่แหละคือลูกผู้ชายที่รักความยุติธรรมที่สุดแล้ว”
ป้าหวังถึงกับทำหน้าไม่ถูก “???”
จวงจื้อซีเองก็งงเป็นไก่ตาแตก “???”
อ้าว แล้วเมื่อกี้นี้พวกเราไม่ได้เรียกว่ารักความยุติธรรมหรือไงพ่อคุณ? ตกลงว่านายพูดจาภาษาคนเป็นไหมเนี่ย
ไป๋เฟิ่นโต้วเองก็มึนตึ้บจนพูดไม่ออก เขาโคตรจะงงเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ เขาไม่ได้หวังดีเลยสักนิด นี่โจวฉวินไอ้คนสารเลวนั่นมองไม่ออกหรือไง
แต่จะว่าไป พักหลังมานี้คนแซ่โจวคนนี้ดูแปลกๆ ชอบกล จู่ๆ ก็อยากจะมาตีซี้เป็นพี่น้องกับเขา จู่ๆ ก็อยากจะทำตัวสนิทสนมกลมเกลียว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีแผนชั่วอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า
ไป๋เฟิ่นโต้วเบิกตากว้าง จ้องมองโจวฉวินเขม็งราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงตับไตไส้พุง เขาอยากจะอ่านใจคนเจ้าเล่ห์เพทุบายคนนี้ให้ออก แต่ทว่าในสายตาของโจวฉวินที่เห็นไป๋เฟิ่นโต้วทำตาโตแบบนั้น เขากลับเข้าใจไปว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นห่วงเป็นใยเขาอย่างสุดซึ้ง
โจวฉวินรู้สึกว่าสายตาของตัวเองนี่มองคนไม่ผิดจริงๆ แม้ว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะหน้าตาธรรมดาๆ เทียบกับพวกจวงจื้อซีไม่ได้เลยแม้แต่น้อย แต่หมอนี่ทั้งห้าวหาญ ทั้งต่อยตีเก่ง แถมในยามคับขันก็ยังแสดงความห่วงใยต่อเขา ช่างเป็นคนดีที่หาได้ยากจริงๆ
คิดได้ดังนั้น โจวฉวินก็ยื่นมือไปโอบไหล่ไป๋เฟิ่นโต้ว ตบเบาๆ อีกครั้งเพื่อยืนยันความรู้สึก
“พี่น้องที่ดีของฉัน รอฉันกลับมานะ!”
เจียงหลูยืนมองตาปริบๆ “...”
สามีของเธอเป็นอะไรไป?
หมู่นี้ทำไมจู่ๆ ถึงไปสนิทสนมกับไป๋เฟิ่นโต้วได้ล่ะ? เรื่องนี้ไม่มีใครบอกกล่าวอะไรเธอเลย เธอเองก็ดูไม่ออกและไม่เข้าใจสถานการณ์ตรงหน้านี้เอาเสียเลย
เจียงหลูเก็บความสงสัยไว้เต็มอก แต่โจวฉวินก็ไม่ได้มีท่าทีจะอธิบายอะไร แถมยังไม่ยอมปล่อยมือจากไหล่ของอีกฝ่ายอีกต่างหาก สหายตำรวจที่ยืนรออยู่ถึงกับอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแซว
“ความสัมพันธ์ของพวกคุณนี่ดีกันจริงๆ เลยนะเนี่ย”
ไป๋เฟิ่นโต้วเริ่มลนลาน “เอ่อ ไม่ใช่ คือผมไม่ได้... โอ๊ย นี่มัน...”
ชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี มันรู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล เหมือนมีอะไรไม่ถูกต้องสักอย่าง
ในจังหวะนั้นเอง จวงจื้อซีก็รีบประคองภรรยาตัวน้อยของเขาถอยหลังกรูดออกมาเงียบๆ หนึ่งก้าว ความรู้สึกขนลุกขนพองแบบแปลกประหลาดนั่นมันกลับมาอีกแล้ว
เขาเม้มปากแน่น รู้สึกว่าตัวเองตามเกมไม่ทันและอ่านสถานการณ์ไม่ออกเลยสักนิด เวลานี้เขาเลยหันไปมองแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองแบบเงียบๆ...
จ้าวชุ่ยฮวายืนกอดอกมองดูความครึกครื้นอยู่ที่หน้าประตูบ้านอย่างสบายใจเฉิบ เธอเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าจังหวะเวลามันจะช่างพอดิบพอดีอะไรขนาดนี้ เธอเพิ่งจะไปแจ้งความเมื่อวาน วันนี้พวกตำรวจก็เริ่มปฏิบัติการจับกุมทันที
ช่าง... โชคดีจริงๆ ที่เธอตัดสินใจแจ้งความไปก่อน ไม่อย่างนั้นขืนช้าไปอีกแค่วันเดียว รูปคดีอาจจะเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องเลยก็ได้ ตามหลักการแล้ว สหายตำรวจจะต้องบุกเข้าจับกุมในขณะที่คนร้ายกำลังลงมือ เพื่อให้ได้หลักฐานคาหนังคาเขา ดังนั้น นี่จึงถือว่าเป็นความบังเอิญที่ลงตัวสุดๆ
จ้าวชุ่ยฮวารู้สึกราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างถูกลิขิตไว้แล้วด้วยเบื้องบน ความบังเอิญที่เกิดขึ้นเมื่อวานมันมีมากเหลือเกิน แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีที่ผลลัพธ์มันออกมาไม่เลว จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันไปสบตากับลูกชายคนเล็ก
จวงจื้อซีพอเห็นสายตาของผู้เป็นแม่ เขาก็หันไปมองหน้าคุณตาหลานซื่อไห่อีกคน... ต้องยอมรับเลยว่า ถ้าเป็นเรื่องที่คิดไม่ตกหรือไม่เข้าใจ ไม่ต้องไปถามคนอื่นไกล หันมาถามสองคนนี้เดี๋ยวก็ได้คำตอบที่กระจ่างแจ้งเองแหละ
ความรู้สึกไม่สบายใจของเขามันรุนแรงมากจนขนลุกไปทั้งตัว ดังนั้น จวงจื้อซีตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า เลิกงานเมื่อไหร่เขาจะต้องกลับมาซักไซ้ไล่เลียงผู้หลักผู้ใหญ่ให้รู้เรื่อง คนรุ่นพ่อรุ่นแม่พวกนี้กินเกลือมามากกว่าที่พวกเขากินข้าวเสียอีก ต้องมองเกมขาดและเข้าใจเรื่องราวทะลุปรุโปร่งแน่นอน เด็กหนุ่มวัยรุ่นอย่างเขายังอ่อนหัดนัก คงตามเล่ห์เหลี่ยมพวกนี้ไม่ทัน
โจวฉวินทำท่าอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง ราวกับมีคำพูดนับพันคำอัดอั้นอยู่ในใจอยากจะพรั่งพรูออกมา แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวเหยียด แล้วพูดสั้นๆ ว่า
“ฉันไปก่อนนะ”
สองสามีภรรยาเดินตามสหายตำรวจออกจากประตูไป เพื่อนบ้านที่ยืนมุงดูเหตุการณ์เริ่มจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
ถึงแม้ว่าเรื่องราวในลานบ้านจะมีให้ดูไม่เว้นแต่ละวัน แต่การที่มีสหายตำรวจบุกมาถึงบ้านแบบนี้ถือเป็นครั้งแรก ทุกคนต่างตื่นตกใจและทำตัวไม่ถูก ได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก กว่าจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปพักใหญ่ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ จ้าวชุ่ยฮวาเป็นคนแรกที่เอ่ยปากทักขึ้นมา
“พวกแก ไม่ไปทำงานกันหรือไง?”
จวงจื้อซีร้อง "หา!" ออกมาคำหนึ่ง พอก้มลงมองนาฬิกาก็ถึงกับตาเหลือก รีบหันไปบอกภรรยา
“เมียจ๋า รีบไปกันเถอะ”
มัวแต่ดูเรื่องชาวบ้านจนลืมดูเวลา วันนี้สงสัยจะไปทำงานสายแน่แล้วเรา คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันรีบวิ่งจู๊ดออกจากบ้านไป ตั้งแต่เช้าตรู่นอกจากพ่อครัวหลี่และหยางลี่ซินที่ต้องตื่นเช้าไปเตรียมอาหารที่โรงอาหารแล้ว คนอื่นๆ ก็ยังไม่ได้ออกจากบ้านกันเลย
คราวนี้แต่ละคนก็เริ่มลนลาน แย่งกันวิ่งออกจากประตูบ้านกันจ้าละหวั่น ขืนไปสายโดนหักเงินเดือนขึ้นมาคงไม่ใช่เรื่องตลก การดูเรื่องชาวบ้านน่ะสำคัญก็จริง แต่ปากท้องและเงินเดือนสำคัญยิ่งกว่า ห้ามโดนหักเงินเด็ดขาด
ตอนนี้เหลือเพียงพวกคนที่ไม่ได้ทำงานประจำเท่านั้นที่ยังมีกะจิตกะใจจะจับกลุ่มคุยกันต่อ แต่ละคนเริ่มคาดเดาไปต่างๆ นานา ป้าหวังยังคงข้องใจไม่หาย เธอขมวดคิ้วถามขึ้นว่า
“นี่... ตกลงว่าแม่นั่นโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดปล้นทรัพย์ หรือว่าเป็นพวกงมงายกันแน่เนี่ย”
พวกเขาฟังเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ก็ยังสับสนอยู่ดี แต่ถ้าให้พวกเพื่อนบ้านลองวิเคราะห์ดู ป้าโจวน่าจะแค่ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกพวกงมงายเสียมากกว่า ถ้าจะให้ถึงขั้นสมคบคิดกับโจรไปปล้นชาวบ้าน ป้าแกคงไม่มีความกล้าพอหรอก
จ้าวชุ่ยฮวาเองก็เชื่อว่าป้าโจวไม่กล้าทำเรื่องใหญ่ขนาดนั้น หรือต่อให้ทำจริงๆ ป้าแกก็คงไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าพวกมิจฉาชีพพวกนั้นมีวิธีการหลอกล่อยังไงให้ดูสมจริง
แต่ถึงป้าโจวจะไม่รู้เรื่อง แต่โจวฉวินต้องรู้เห็นเป็นใจแน่ๆ พวกคนกลุ่มนั้นแสดงพิรุธชัดเจนขนาดนั้น โจวฉวินไม่ใช่แม่บ้านที่วันๆ อยู่แต่ในก้นครัว เขาทำงานโรงงาน เจอคนมาเยอะแยะ แถมโดยเนื้อแท้แล้วเขาก็เป็นคนที่มีแผนการลึกล้ำ จะเป็นไปได้ยังไงที่เขาจะดูไม่ออก ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าป้าโจวจะให้การว่ายังไง
แต่จ้าวชุ่ยฮวามีลางสังหรณ์ว่า โจวฉวินน่าจะรอดตัวไปได้แบบไร้รอยขีดข่วน เพราะคนอย่างป้าโจวรักลูกชายยิ่งกว่าไข่ในหิน เรื่องคอขาดบาดตายแบบนี้ เธอไม่มีทางยอมให้โจวฉวินต้องมาติดร่างแหไปด้วยแน่นอน ต่อให้โจวฉวินจะรู้เห็นเป็นใจด้วยก็ตาม
ถึงแม้ป้าโจวแกจะเป็นคนเลอะเลือนจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก หรือชอบทำอะไรไม่เข้าท่าไปบ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้แล้วล่ะก็ เธอทุ่มเทให้หมดหน้าตักแบบยอมตายถวายหัวเลยทีเดียว จ้าวชุ่ยฮวาได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างปลงตกกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
“นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย”
ในขณะที่ทุกคนกำลังยืนงงกันอยู่ ป้าหวังก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง ก่อนจะโพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ปีนี้รางวัลลานบ้านดีเด่นพวกเราคงชวดแน่นอนแล้ว อุตส่าห์มีความดีความชอบเรื่องจับโจรแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับโดนพวกนั้นทำลายจนพังยับเยินไม่มีชิ้นดี”
เธอรู้สึกเจ็บใจจริงๆ นี่มันน่าโมโหชะมัด
บรรดาเพื่อนบ้านคนอื่นๆ พอได้ยินดังนั้นก็เริ่มรู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาตามๆ กัน เพราะรางวัลลานบ้านดีเด่นนั้นไม่ได้มีแค่โล่เกียรติยศ แต่มันยังมีของรางวัลที่เป็นสิ่งของจับต้องได้ติดมาด้วย ใครจะไปคิดว่าความหวังจะพังทลายเพราะคนในลานบ้านเดียวกันแท้ๆ คนพวกนี้มันตัวซวยชัดๆ!
ทุกคนต่างพากันถ่มน้ำลาย “ถุย ถุย ถุย” ลงพื้นด้วยความรังเกียจ
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นท่าทางห่อเหี่ยวของเพื่อนบ้านเก่าแก่ ก็ยื่นมือไปตบไหล่ป้าหวังเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจและเห็นใจ ป้าหวังพยายามฝืนทำใจให้สดชื่นขึ้นมา ก่อนจะตัดสินใจเด็ดขาด
“ไม่ได้การละ ฉันต้องไปที่สำนักงานเขตสักหน่อย ลานบ้านเราเกิดเรื่องอัปยศขนาดนี้ ฉันต้องไปรายงานให้ทางนั้นรับรู้ไว้ก่อน”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วย
“ไปเถอะ รีบไปจัดการซะ”
ป้าหวังรีบจ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ถึงกระนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในลานบ้านก็ยังคงดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย ต่างคนต่างแย่งกันพูดระบายความอัดอั้น
“ป้าโจวนี่ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ นะ ครอบครัวฝั่งลูกสะใภ้ช่วยเหลือบ้านแกตั้งเท่าไหร่ หลายปีมานี้ทางนั้นไม่เคยขาดตกบกพร่องเรื่องการช่วยเหลือเลย แต่แกกลับทำตัวเนรคุณ เลี้ยงไม่เชื่อง คิดจะทำร้ายคนอื่นได้ลงคอ”
“นั่นสิ! ช่วงสามปีที่ยากลำบากตอนนั้น ข้าวปลาอาหารขาดแคลนจนแทบจะอดตายกันหมด ก็ได้บ้านเดิมของเจียงหลูนั่นแหละที่ช่วยเจียดเสบียงมาให้บ้านตระกูลโจวรอดตายมาได้ บุญคุณท่วมหัวขนาดนี้ แต่แกกลับไม่สำนึกบุญคุณเลยสักนิด...”
“นี่พวกเธอว่า... แกทำแบบนี้เป็นครั้งแรกหรือเปล่า?”
“หือ? เธอหมายความว่ายังไง?”
ไป๋เฟิ่นโต้วที่กำลังพักรักษาตัวอยู่บ้าน ไม่ได้ไปทำงาน ก็เนียนผสมโรงเข้าไปในวงสนทนาของเหล่าแม่บ้านด้วย เขาขยับปากพูดฉอดๆ อย่างออกรส
“ไม่แน่ว่าเมื่อก่อนแกอาจจะเคยแช่งชักหักกระดูกคนอื่นมาแล้วก็ได้ แบบว่าไปจ้างพวกหมอผีมาทำพิธีสาปแช่งใครต่อใคร ใครที่มีเรื่องขัดแย้งกับบ้านนั้น ลองกลับไปทบทวนดูดีๆ เถอะว่าช่วงนั้นตัวเองซวยซ้ำซวยซ้อนหรือเปล่า”
พี่สะใภ้คนหนึ่งในกลุ่มหัวเราะร่วนพลางชี้หน้าเขา
“ก็มีอยู่นี่นา ไม่ใช่นายหรอกเหรอ? นายเองก็มีเรื่องไม่ลงรอยกับบ้านนั้นไม่ใช่หรือไง”
ไป๋เฟิ่นโต้วชะงักกึกไปชั่วขณะ ก่อนจะเบิกตาโพลงแล้วตะโกนลั่น
“เชี่ยเอ๊ย!”
เมื่อครู่นี้ตอนที่พูดออกไปเขาก็ไม่ได้ทันฉุกคิด แต่พอโดนทักเข้าจังๆ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ ใช่แล้ว! ตัวเขาเองนี่หว่าที่เป็นคู่กรณีตัวยง!
ยิ่งคิด สีหน้าของไป๋เฟิ่นโต้วก็ยิ่งซีดเผือดลงเรื่อยๆ เขาเริ่มรู้สึกว่าคำพูดของเพื่อนบ้านมีน้ำหนักมากขึ้นทุกที ยัยแก่หนังเหนียวตระกูลโจวคนนั้น ต้องแอบไปจ้างหมอผีมาทำของใส่เขาแน่ๆ! ไม่อย่างนั้นทำไมช่วงนี้เขาถึงได้ดวงตกซ้ำซากขนาดนี้?
ในลานบ้านแห่งนี้ คนที่ไม่ถูกโฉลกกับป้าโจวที่สุด อันดับหนึ่งคือซูต้าเหนียง รองลงมาก็คือบ้านตระกูลไป๋ของเขานี่แหละ ส่วนจ้าวชุ่ยฮวานั้นยังถือว่าเป็นศัตรูระดับรองลงมาอีกที
แล้วลองดูสิ ซูต้าเหนียงผู้แสนอ่อนโยน ช่วงนี้ต้องเข้าโรงพยาบาลติดๆ กันถึงสองรอบแล้ว ส่วนตัวเขาเอง อยู่ดีๆ ก็มีเรื่องเจ็บตัวไม่เว้นแต่ละวัน...
พอเชื่อมโยงเรื่องราวได้แบบนี้ ไป๋เฟิ่นโต้วก็นั่งไม่ติดที่อีกต่อไป เขามั่นใจเต็มร้อยว่าเรื่องซวยๆ ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของป้าโจวแน่นอน เขาตะโกนขึ้นทันที
“มิน่าล่ะ! ฉันก็ว่าทำไมช่วงนี้ฉันถึงได้ซวยบัดซบขนาดนี้ เป็นฝีมือป้าโจวนี่เอง ต้องเป็นแกแน่ๆ ฉันต้องไปหาตำรวจ ฉันต้องไปแจ้งความเอาเรื่องแกให้ถึงที่สุด! แม่*เอ๊ย... ฉัน... ฉันคับแค้นใจโว้ย...”
ไป๋เฟิ่นโต้วโยนความผิดจากการกระทำงี่เง่าของตัวเองในช่วงที่ผ่านมาไปให้ไสยศาสตร์มนตร์ดำจนหมดสิ้น เขาประกาศก้องด้วยความมุ่งมั่น
“ฉันจะไปโรงพัก!”
พูดจบเขาก็ไม่รอช้า รีบซอยเท้าถี่ๆ เดินกะเผลกมุ่งหน้าออกไปทันที แน่นอนว่าต้องมีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นรีบเสนอหน้าตามไป
“เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอง ดูสภาพนายสิ เดินเหินไม่ค่อยสะดวก...”
ข้ออ้างชัดๆ ที่จริงก็แค่อยากตามไปดูเรื่องสนุกที่โรงพักเท่านั้นแหละ ฝูงชนกลุ่มใหญ่พากันฮรูออกไปจากลานบ้าน จ้าวชุ่ยฮวาหันไปเห็นลูกสะใภ้คนโตอย่างเหลียงเหม่ยเฟินทำท่าจะก้าวเท้าตามไปติดๆ เธอจึงรีบเอ่ยดักคอไว้ทันที
“หยุดเลย เธอมีหน้าที่ต้องไปส่งลูกที่โรงเรียนนะ”
เหลียงเหม่ยเฟินชะงักกึก “อ๋อ... ค่ะ”
เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความเสียดายสุดขีด ก่อนจะจำใจหันหลังเดินไปอีทาง อดตามไปดูเรื่องชาวบ้านสดๆ ร้อนๆ จนได้ น่าเสียดายจริงๆ
จ้าวชุ่ยฮวามองดูคนในลานบ้านที่ค่อยๆ ทยอยแยกย้ายกันไปจนเกือบหมด คนทำงานก็ไปทำงาน เด็กนักเรียนก็ไปโรงเรียน คนชอบเผือกก็ไปโรงพัก ส่วนประธานลานบ้านอย่างป้าหวังก็ไปสำนักงานเขต
เมื่อความสงบกลับคืนมา เธอก็เดินกลับไปที่หน้าประตูบ้าน หยิบผักมาสับๆ เพื่อเตรียมอาหารให้ไก่
แม่ไก่แก่สองตัวนี้ตอนที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ดูหงอยเหงาเศร้าซึม ชอบทำคอตกเหมือนไก่ป่วย แต่พอเลี้ยงดูปูเสื่อมาได้สักพัก ตอนนี้ดูเหมือนพวกมันจะเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างแล้ว จ้าวชุ่ยฮวาคิดว่าขุนให้อ้วนท้วนอีกสักวันสองวัน เดี๋ยวมันก็น่าจะฟื้นตัวเต็มที่ ปัญหาคือไม่รู้ว่าอีกกี่วันพวกมันถึงจะยอมออกไข่ให้กินสักที
หลังจากให้อาหารไก่เสร็จ เธอก็เริ่มลงมือจับไม้กวาดทำความสะอาดบ้าน อย่าได้ดูถูกงานบ้านเชียวนะ พวกผู้ชายที่ออกไปทำงานข้างนอกมักจะบ่นว่าเหนื่อยแทบตาย แต่เอาเข้าจริง
งานของพวกแม่บ้านที่อยู่กับเหย้านฝ้ากับเรือนนี่แหละที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน แถมยังเป็นงานที่น่าเจ็บใจที่สุด เพราะมันเป็น "งานที่มองไม่เห็น" ทำไปตั้งเท่าไหร่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นผลงานชัดเจน
อย่างจ้าวชุ่ยฮวา ตื่นแต่เช้ามืดมาทำกับข้าว ให้อาหารไก่ กวาดบ้านถูบ้าน พอจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เธอก็ไปรื้อเอาเศษผ้าออกมานั่งเย็บทำผ้าขี้ริ้วผืนเล็กๆ
เศษผ้าพวกนี้เป็นของเหลือจากการตัดเย็บครั้งก่อน เธอคัดเอาชิ้นเล็กๆ ที่เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นไม่ได้แล้วมาเย็บต่อกันเป็นผ้าเช็ดโต๊ะเช็ดพื้น ของพวกนี้ในบ้านต้องใช้กันเปลืองอยู่แล้ว
พอนั่งเย็บผ้าไป จ้าวชุ่ยฮวาก็อดคิดเปรียบเทียบชีวิตตัวเองไม่ได้ เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำให้สมาคมคนทะลุมิติขายขี้หน้าประชาชีเหลือเกิน ลองไปดูนางเอกนิยายเรื่องอื่นๆ สิ
แต่ละคนเก่งกาจสามารถกันทั้งนั้น ถึงจะอยู่ในยุคสมัยที่มีข้อจำกัดมากมาย แต่พวกหล่อนก็ยังสามารถโลดแล่นในตลาดมืด หาเงินเข้าบ้านเป็นกอบเป็นกำ กินหรูอยู่สบาย รอวันเวลาที่จะรวยล้นฟ้าในยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ
ตัดภาพมาที่ตัวเธอสิ ได้เกิดใหม่ทั้งที แต่ชีวิตก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งในบ้าน จะกินเนื้อสัตว์แต่ละมื้อยังต้องคิดแล้วคิดอีก
ถึงแม้คุณภาพชีวิตจะดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเลย จะให้ไปคุยโวว่าเป็นนางเอกนิยายก็กระดากปากพิลึก จ้าวชุ่ยฮวาถอนหายใจให้กับโชคชะตาของตัวเอง แต่ถึงปากจะบ่น มือก็ยังขยับเข็มเย็บผ้าไม่หยุด
เธอลากเก้าอี้ตัวเตี้ยออกมานั่งรับลมที่กลางลานบ้าน ทำงานฝีมืออยู่ข้างนอกแบบนี้เย็นสบายกว่าอุดอู้อยู่ในห้องตั้งเยอะ ขณะที่กำลังเย็บผ้าอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียง “อุ๊บ... แหวะ...” ดังลอยมา
จ้าวชุ่ยฮวาเงยหน้าขึ้น “???”
เสียงนั้นดังมาจากทางเรือนหลัง จ้าวชุ่ยฮวาลุกขึ้นเดินไปดู ก็เห็นเพื่อนบ้านอย่างหลี่ฟางกำลังเดินออกมาด้วยท่าทางพะอืดพะอม เธอจึงรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไปน่ะ ไม่สบายเหรอ?”
หลี่ฟางยกมือลูบอก สีหน้าดูซีดเซียวเล็กน้อย
“สงสัยฉันจะท้องแล้วล่ะค่ะป้าจ้าว ช่วงนี้จมูกไวเป็นพิเศษ ได้กลิ่นคาวนิดหน่อยก็ทนไม่ได้แล้ว”
ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่เช้าแล้ว หลี่ฟางรู้สึกว่าในลานบ้านมันมีกลิ่นคาวปลาจางๆ ลอยอบอวลอยู่ แต่เพราะคนที่ตกปลามาได้เมื่อวานคือจ้าวชุ่ยฮวา หลี่ฟางเลยรักษามารยาทไม่พูดออกไปตรงๆ ว่ากลิ่นปลาของป้าทำฉันคลื่นไส้
ถึงจะอยู่บ้านเดียวกัน แต่ใครจะไปห้ามเรื่องทำมาหากินกันได้ ยุคนี้ข้าวของขาดแคลน ใครหาเนื้อหาปลามาได้ก็ถือเป็นลาภปากทั้งนั้น เธอจึงเลี่ยงไม่พูดถึงสาเหตุ แต่กลับส่งยิ้มบางๆ ให้แทน
“ฉันว่าจะลองไปตรวจที่โรงพยาบาลดูหน่อยค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาตาโตด้วยความยินดี
“อุ๊ยตายจริง! ท้องเหรอ? ดีเลยๆ รีบไปตรวจดูให้แน่ใจเถอะ”
หลี่ฟางยิ้มแห้งๆ “ฉันนี่ก็เป็นคนทำอะไรไม่รอบคอบเลยค่ะ จริงๆ เมื่อวานตอนไปโรงพยาบาลฉันก็เริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีแล้ว แต่ตอนนั้นมัวแต่ยุ่งๆ เลยไม่ได้แวะตรวจ ดันกลับบ้านมาเฉยเลย ป้านี่ดูฉันสิคะ...”
พูดไปหลี่ฟางก็เริ่มกังวลกับความสะเพร่าของตัวเองขึ้นมา
[จบบท]