บทที่ 275: เขาแอบชอบฉัน?
ไป๋เฟิ่นโต้วชะโงกศีรษะออกมาจากหน้าต่าง พร้อมกับตะโกนเสียงดังลั่นว่า
“หยางลี่ซิน ตรงนี้มีธุระกงการอะไรของนายไม่ทราบ? ต้องการจะแส่หาเรื่องยุ่งใส่ตัวหรือไง?”
หยางลี่ซินตอบกลับไปทันควันด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“สิ่งที่ฉันพูดไปทั้งหมดล้วนเป็นความจริงทั้งนั้น ในเมื่อนายกล้าทำเรื่องพรรค์นั้นออกมาได้ แล้วจะไปกลัวคำครหาของคนอื่นทำไม? อีกอย่างนะ เป็นลูกผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ แต่กลับใช้ฝีปากรังแกผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้มันนับว่าเป็นวีรบุรุษผู้กล้าตรงไหนกัน ช่างน่าขายขี้หน้าลูกผู้ชายจริงๆ”
เจียงหลูหันไปมองหยางลี่ซินแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า
“เสี่ยวหยาง นายอย่าไปถือสาหาความกับคนพรรค์นั้นเลย เขาเป็นพวกไม่มีการศึกษา”
หยางลี่ซินพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
“เธอพูดถูกครับ”
ไป๋เฟิ่นโต้วได้ยินดังนั้นก็ของขึ้นทันที ตะโกนสวนกลับมาว่า
“อะไรคือพูดถูกหา! นี่พวกนายรวมหัวกันเล่นงานฉันสินะ เป็นยังไงล่ะ เห็นฉันขวางหูขวางตามากนักหรือไง! ถ้าแน่จริงก็ออกมาดวลกันตัวต่อตัวสิ อย่ามาทำเป็นเก่งแต่ปาก พวกนายนี่มันหลงตัวเองชะมัด ฉันจะบอกอะไรให้นะ ที่พวกนายบอกว่าฉันไม่ดี หรือบอกว่าพี่ซิ่วของฉันไม่ดีน่ะ พี่ซิ่วของฉันเป็นผู้หญิงที่ดีงามขนาดไหน พวกนายจะไปรู้อะไร……”
“คุณหุบปากไปเลยดีกว่า”
เจียงหลูแค่นเสียงหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา
สถานการณ์ในตอนนี้กลายเป็นการโต้เถียงกันข้ามหน้าต่างที่มีเพียงกระจกแตกๆ กั้นกลาง ต่างฝ่ายต่างสาดคำพูดเชือดเฉือนใส่กันไปมาอย่างดุเดือด
ผู้เข้าแข่งขันฝ่ายแรก ได้แก่ ไป๋เฟิ่นโต้วและหวังเซียงซิ่ว
ผู้เข้าแข่งขันอีกฝ่าย ได้แก่ เจียงหลูและหยางลี่ซิน
ส่วนคนอื่นๆ ที่เหลือ ล้วนรับบทเป็น “กลุ่มจีนมุง” ที่คอยเสพดราม่าอย่างตั้งใจ ทางด้านจวงจื้อซีและหมิงเหม่ยที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาจากข้างนอก สองสามีภรรยาหันมาสบตากันปิ๊งๆ ราวกับรู้ใจ
จากนั้นก็รีบปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่เปิดหน้าต่างออกกว้างแล้วนอนคว่ำเอาคางเกยขอบหน้าต่าง ชะโงกหน้าออกไปมองดูสถานการณ์ภายนอกด้วยดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ
หมิงเหม่ยนอนคว่ำอยู่บนขอบหน้าต่าง เอาคางวางเกยไว้บนหลังมือของตัวเอง ท่าทางของเธอดูเหมือนแมวน้ำตัวน้อยๆ ที่กำลังเกาะขอบสระ พลางเอ่ยขึ้นว่า
“ทะเลาะกันดุเดือดน่าดูเลยนะคะเนี่ย”
จวงจื้อซีเองก็จัดระเบียบร่างกายในท่าทางเดียวกับภรรยาเปี๊ยบ เขาพยักหน้าหงึกหงักพลางวิเคราะห์สถานการณ์
“มันเป็นเรื่องของความแค้นเก่าผสมความแค้นใหม่น่ะครับ”
ถ้าเป็นแค่การทะเลาะเบาะแว้งทั่วไป พรุ่งนี้ตื่นมาก็อาจจะลืมสาเหตุที่ทะเลาะกันไปแล้วก็ได้
แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรือเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้วล่ะก็ เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ แน่นอน
ด้วยเหตุนี้ หยางลี่ซินถึงได้เลือกที่จะยืนอยู่ข้างเจียงหลูและเล่นงานไป๋เฟิ่นโต้วอย่างเปิดเผย จวงจื้อซีเอ่ยขึ้นว่า
“ภรรยาครับ ผมรู้สึกว่าคู่สามีภรรยาอย่างเราสองคนจะดูเรียบร้อยเกินไปหน่อยหรือเปล่า คุณดูสิ คนนั้นก็ก่อเรื่อง คนนี้ก็มีเรื่อง ดูเหมือนว่าพวกเราจะไม่ได้มีส่วนร่วมกับวีรกรรมอะไรพวกนี้เลย คุณว่าพวกเราดูจืดจางไร้ตัวตนเกินไปไหมครับ”
หมิงเหม่ยตอบกลับเสียงเรียบ
“ก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นนะ”
แต่ทว่าเธอก็ตวัดสายตาค้อนใส่จวงจื้อซีวงใหญ่ทันที ก่อนจะดุสามีว่า
“คุณยังอยากจะมีตัวตนอะไรอีกฮะ? เรื่องของคนอื่นน่ะ คุณอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเชียว คนพวกนี้พูดกันไม่กี่คำก็ลงไม้ลงมือกันแล้ว เกิดคุณโดนลูกหลงขึ้นมา ฉันจะต้องลำบากไปช่วยคุณอีก ฉันไม่อยากเหนื่อยนะบอกไว้ก่อน”
จวงจื้อซีทำหน้ามุ่ยตอบกลับ
“……ผมก็ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นสักหน่อย”
หมิงเหม่ยสวนกลับทันควัน
“คุณน่ะไม่อ่อนแอหรอกค่ะ แต่คนพวกนั้นมันบ้าน่ะสิ การตีกันในลานบ้านเรามันไร้เหตุผลสิ้นดี คุณก็รู้นี่นา ขนาดตีกันจนตกลงไปในส้วมพวกเขาก็ยังทำกันมาแล้ว”
หากจะว่ากันตามตรง จวงจื้อซีรู้สึกว่าเรื่องราวมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสียทีเดียว
เขาแย้งขึ้นว่า
“คราวนั้นพวกเขาตั้งใจจะจับโจรต่างหาก……”
หมิงเหม่ยตัดบททันที
“งั้นเรื่องอื่นๆ ล่ะ พวกเขาก็ตีกันไม่น้อยเลยนะ อีกอย่างคุณลืมไปแล้วเหรอ? ไป๋เฟิ่นโต้วเขามีท่าไม้ตายนะ ถ้าคุณเกิดพิการขึ้นมา ฉันจะหย่ากับคุณทันทีเลยคอยดู”
จวงจื้อซีแสร้งทำท่าทางน้อยใจสุดฤทธิ์
“คุณนี่ใจร้ายกับผมเกินไปแล้วนะ”
หมิงเหม่ยเชิดหน้าขึ้น
“ฮึ!”
จวงจื้อซีรีบเปลี่ยนเรื่องคุย
“แต่จะว่าไปคุณพูดก็ถูกนะ ต่อไปคงไม่มีใครกล้าไปตอแยไป๋เฟิ่นโต้วง่ายๆ แล้วล่ะ เดิมทีเขาก็มีวิชากรงเล็บมังกรเป็นท่าไม้ตายอยู่แล้ว ยิ่งตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปเขาต้องไปรับหน้าที่กวาดล้างห้องน้ำขัดส้วมอีก แม่งเอ๊ย ใครจะกล้าไปแหยมกับเขาล่ะ? คนอย่างเขาเป็นพวกคิดชั้นเดียวสมองแล่นตรง ถ้าใครไปยั่วโมโหเข้า เขาอาจจะควักเอา…เอ่อ…สิ่งปฏิกูลในส้วมปาใส่หน้าคนคนนั้นก็ได้ ใครจะไปรู้”
หมิงเหม่ยขมวดคิ้ว
“……”
จวงจื้อซียังคงจินตนาการต่อ
“แล้วยิ่งไปกว่านั้นนะ ถ้าเขา……”
หมิงเหม่ยรีบยกมือขึ้นทำท่ากากบาทห้ามทันที
“คุณหยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ! ที่คุณบรรยายมามันน่าขยะแขยงเกินไปแล้ว ฉันยังต้องกินข้าวเย็นอยู่นะ อีกอย่างช่วยคำนึงถึงสภาพจิตใจคนท้องอย่างฉันบ้างจะได้ไหม?”
จวงจื้อซีรีบรับคำ
“ได้จ้ะ ได้จ้ะ!”
หมิงเหม่ยส่งเสียงในลำคอ
“ชิ!”
สงครามน้ำลายครั้งนี้จบลงด้วยการที่โจวฉวินกลับมาถึงบ้าน แน่นอนว่าโจวฉวินย่อมต้องเข้าข้างภรรยาตัวเอง……ซะที่ไหนล่ะ เขาเข้าข้างไป๋เฟิ่นโต้วต่างหาก!
เขาแสร้งทำเป็นตำหนิเจียงหลูอย่างจริงจังว่าหาเรื่องใส่ตัว จากนั้นก็รีบลากภรรยากลับเข้าไปในห้อง แต่พอเข้ามาในห้องแล้ว โจวฉวินกลับเปลี่ยนท่าทีมาปลอบประโลมเจียงหลูแทน
“ผมไม่อยากให้คุณต้องเสียเปรียบ คุณก็รู้ ช่วงนี้พวกเราจิตใจห่อเหี่ยวกันมาก เราจะไปสู้รบปรบมืออะไรกับไป๋เฟิ่นโต้วไหว? ข้างกายเขายังมีหวังเซียงซิ่วอีกคน หวังเซียงซิ่วทำงานเป็นช่างกลในโรงงาน แรงมือแรงแขนของเธอย่อมมหาศาลกว่าคนที่นั่งทำงานในออฟฟิศอย่างคุณตั้งเยอะ ถ้าเราไปมีเรื่องตบตีกับพวกเขา เรามีแต่จะเสียเปรียบ
สู้เราไม่ไปถือสาหาความกับครอบครัวนั้นชั่วคราวจะดีกว่า การใช้ชีวิตน่ะ มันต้องรู้จักใช้สมอง เราไม่เน้นใช้กำลัง เรากับคนหยาบกระด้างอย่างไป๋เฟิ่นโต้วมันคนละชั้นกัน เราเป็นปัญญาชนผู้มีการศึกษา ยังไงก็ต้องใช้สมอง ใช้สติปัญญาเอาชนะ แบบนี้ไม่ดีกว่าไปแลกหมัดแลกมวยเหรอ? ครึ่งปีมานี้คุณก็น่าจะเห็นแล้วนี่นาว่าการใช้กำลังมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย สู้เราค่อยๆ คิดหาวิธีอื่นดีกว่า”
คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ เขาไม่ได้คิดจะจัดการอะไรไป๋เฟิ่นโต้วเลยสักนิด เขาทำใจทำร้ายน้องรักไม่ลงหรอก
คำพูดพวกนี้ก็เป็นเพียงคำหวานหว่านล้อมเพื่อให้เจียงหลูสงบสติอารมณ์ลงเท่านั้น แต่ทว่าเจียงหลูกลับเชื่อสนิทใจ เธอพยักหน้าทั้งที่ขอบตายังแดงระเรื่อ รู้สึกว่าสามีของเธอช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ เธอเอ่ยเสียงเบาว่า
“ฉันจะเชื่อฟังคุณค่ะ”
“ดีมาก แบบนี้สิถึงจะถูก”
เจียงหลูมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นหยางลี่ซินกำลังมองมาทางนี้พอดี เธอจึงพยักหน้าให้หยางลี่ซินเล็กน้อย เป็นเชิงทักทายและขอบคุณ ซึ่งหยางลี่ซินก็พยักหน้าตอบกลับมาเช่นกัน การประสานงานกันในครั้งนี้ ถือว่าเข้าขากันได้ดีทีเดียว
เจียงหลูมองดูหยางลี่ซินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลงต่ำ ท่าทางเหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด เธอเงยหน้าขึ้นตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่างกับโจวฉวิน แต่จู่ๆ ในสมองก็มีความคิดหนึ่งวาบเข้ามา เธอเม้มริมฝีปากแน่น แล้วแสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันนี้ที่หยางลี่ซินออกตัวปกป้องเธอ ช่วยพูดแทนเธอ เธอรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ ปกติแล้วสองบ้านนี้แทบจะไม่ได้ไปมาหาสู่กันเลย แต่……พอลองคิดทบทวนให้ดีๆ ก็ดูเหมือนว่าหยางลี่ซินจะไม่เคยสร้างความลำบากใจให้ครอบครัวเธอเลยสักครั้ง
เดิมทีเธอตั้งใจจะปรึกษาโจวฉวินว่า เราควรจะร่วมมือกับหยางลี่ซินเพื่อจัดการไป๋เฟิ่นโต้วดีไหม แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว เธอก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา เธอคิดเข้าข้างตัวเองว่า…หรือที่หยางลี่ซินช่วยเธอ เป็นเพราะเขาแอบมีใจให้เธอกันนะ?
อืม มีความเป็นไปได้สูงมากทีเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ วันนี้เขาก็เป็นฝ่ายออกหน้ามาช่วยเอง และก่อนหน้านี้ก็เคยมีอยู่ครั้งหนึ่ง ไม่ใช่สิ ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่เลิกงานแล้วฝนตกหนัก เขาก็เสียสละร่มให้เธอ
แล้วก็ยังมีอีกครั้งที่เธอขี่จักรยานล้ม เขาก็เป็นคนเข้ามาพยุงเธอให้ลุกขึ้น แถมยังอาสาเป็นคนขี่จักรยานพาเธอกลับมาส่งอีกด้วย……
ยังมีอีก……
ตอนที่ไม่ได้ใส่ใจก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอมาลองคิดทบทวนดูอย่างละเอียดแล้ว ก็พบว่าเหตุการณ์ทำนองนี้มันเกิดขึ้นบ่อยจริงๆ เธอแอบชำเลืองมองโจวฉวินแวบหนึ่ง สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พูดเรื่องนี้ออกมา
เรื่องแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายคนไหนก็คงรับไม่ได้ทั้งนั้น ในเมื่อหยางลี่ซินเองก็ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ และไม่ได้แสดงท่าทีรุ่มร่ามหรือพยายามจะเข้าใกล้เธอแต่อย่างใด เขาเพียงแค่คอยปกป้องเธออยู่เงียบๆ เท่านั้น
ถ้าอย่างนั้นเธอก็ไม่ควรจะพูดเปิดเผยมันออกมาเช่นกัน ชื่อเสียงของลูกผู้หญิงนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งชีพ เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นว่าหยางลี่ซินได้กลับไปแล้ว เมื่อพิจารณาดูจากสถานการณ์เมื่อครู่ ก็แสดงว่าผู้ชายคนนี้ตั้งใจออกมาเพื่อยืนหยัดอยู่ข้างเธอโดยเฉพาะเลยสินะ?
ในใจของเจียงหลูพลันเกิดความรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง พอลองหันกลับมามองทางด้านของหลี่ฟาง… หน้าตาของหลี่ฟางนั้นดูธรรมดามากจริงๆ ไม่ใช่ผู้หญิงที่สะสวยอะไรเลยสักนิด แถมนิสัยก็น่าเบื่อหน่ายและเก็บกดอีกด้วย
อาจจะเป็นเพราะหยางลี่ซินมีสถานะเป็นลูกเขยแต่งเข้าบ้าน ทุกอย่างในครอบครัวนั้นจึงเป็นหลี่ฟางที่เป็นคนตัดสินใจและเป็นคนคุมเกมทั้งหมด เจียงหลูรู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน
เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ จะปล่อยให้ผู้หญิงมากดขี่ควบคุมได้ยังไงกัน แบบนี้มันจะไปดูดีได้ยังไง ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆ หลี่ฟางก็เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนออกมาสองสามครั้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่บ้านสุยที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบเอ่ยทักขึ้นด้วยความห่วงใยทันที
“เธอไม่เป็นไรใช่ไหม? ตอนนี้เธอกำลังตั้งท้องอยู่ ทางที่ดีรีบกลับไปพักผ่อนหน่อยเถอะ”
หลี่ฟางยิ้มบางๆ แล้วตอบกลับไป
“ไม่เป็นไรค่ะ”
เจียงหลูเม้มริมฝีปากแน่น หลี่ฟางมีลูกตั้งสองคนแล้ว นี่ก็ปาเข้าไปท้องที่สามแล้วหรือ ทำไมถึงได้เป็นคนที่ลูกดกขนาดนี้นะ
ดูท่าทางแล้วหยางลี่ซินคนนี้ก็คงจะมีความสามารถเรื่องบนเตียงที่ยอดเยี่ยมไม่เบาเลยทีเดียว… ความคิดบางอย่างทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นผิดจังหวะ ถ้าหาก... ถ้าหากเธอยอมตกลงปลงใจกับหยางลี่ซินสักครั้ง แล้วถือโอกาสนี้ทำให้ตัวเองตั้งท้องลูกขึ้นมาล่ะ...
อันที่จริงแล้ว เรื่องแบบนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว! สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ถ้าลูกที่เกิดมาดันหน้าตาเหมือนหยางลี่ซิน ถ้าเป็นแบบนั้นทุกอย่างก็คงจะจบเห่กันพอดี
ความคิดฟุ้งซ่านและการมโนไปเองของเจียงหลูเหล่านี้ ช่างเป็นเรื่องที่ไม่มีใครล่วงรู้ได้เลยแม้แต่น้อย ถ้าหากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของหยางลี่ซิน เขาคงจะพูดไม่ออกจนแทบอยากจะเอาหัวโขกกำแพงตาย
เขาเพียงแค่ต้องการออกมาช่วยด่าไป๋เฟิ่นโต้วที่ไม่รู้จักทำตัวให้เป็นผู้เป็นคนก็เท่านั้นเอง และถ้าเขารู้ความคิดเพ้อเจ้อเหล่านั้นของเจียงหลู เขาคงจะยิ่งงุนงงจนทำอะไรไม่ถูก
เรื่องที่เขาให้ยืมร่มนั้นเป็นความหวังดีจริงๆ ส่วนเรื่องที่ขี่จักรยานไปส่ง ก็เป็นเพราะเขาอยากจะลองสัมผัสความรู้สึกตอนขี่จักรยานดูบ้างก็เท่านั้น
บ้านของเขาไม่มีจักรยาน และลูกผู้ชายร้อยทั้งร้อยก็ต้องชอบรถชอบราเป็นธรรมดาอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? ตัวของหยางลี่ซินเองไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย แต่ในใจของเจียงหลูนั้น เขาได้กลายเป็นผู้ชายที่แอบหลงรักเธอไปเสียแล้ว
เป็นความรักแบบผู้เสียสละที่คอยเฝ้ามองอยู่เงียบๆ และไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด
หยางลี่ซิน “...”
ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ มันช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี แน่นอนว่าตอนนี้หยางลี่ซินไม่รู้อะไรทั้งนั้น หลังจากที่ความคิดชั่ววูบของเจียงหลูผุดขึ้นมา เธอก็รีบปัดมันทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
ต่อให้หยางลี่ซินจะหลงรักเธอมากแค่ไหน หรือจะน้ำยาดีทำลูกดกได้มากเพียงใด แต่มันก็ไม่เหมาะสมอยู่ดี ถ้าคลอดลูกออกมาแล้วหน้าตาเหมือนเพื่อนบ้านจริงๆ เรื่องนี้ต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬารแน่ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหยางลี่ซินมีลูกชายตั้งหลายคนแล้ว ถ้าลูกของเธอหน้าตาเหมือนหลี่จวินจวินหรือหลี่เหว่ยเหว่ยขึ้นมา มันก็ยิ่งปิดไม่มิดเข้าไปใหญ่ โจวฉวินสามีของเธอเป็นคนที่ฉลาดเป็นกรด เขาไม่มีทางที่จะดูไม่ออกอย่างแน่นอน
เธอถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง พลางรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองช่างยากลำบากเหลือเกิน
“คุณเหม่ออะไรอยู่น่ะ”
เสียงของสามีทำให้เจียงหลูได้สติกลับคืนมาทันที เธอรีบตอบกลับไป
“ฉันกำลังคิดเรื่องแม่ของเรา แล้วก็เรื่องทางบ้านเดิมของฉันน่ะค่ะ”
แม่ของเธอยืนกรานที่จะให้เธอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลเพื่อหาสาเหตุของการมีบุตรยากให้ได้ ไม่ว่าเธอจะพยายามบ่ายเบี่ยงยังไงก็ไม่เป็นผล ตอนนี้เธอรู้สึกกดดันจนแทบจะหายใจไม่ออก
เธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ถ้าไปตรวจแล้วผลออกมาว่าร่างกายของเธอปกติดี แม่ของโจวฉวินจะต้องบีบบังคับให้เธอหย่ากับเขาอย่างแน่นอน เธอถอนหายใจอีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงกังวล
“ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้จะจัดการยังไงดี”
โจวฉวินเงยหน้าขึ้นมองภรรยาแล้วเอ่ยเสียงเรียบ
“ผมไปถามมาแล้ว ตอนนี้ข้อหาปล้นชิงทรัพย์สาวไม่ถึงตัวแม่ของเราหรอก แต่เรื่องที่แม่ไปยุ่งเกี่ยวกับพวกงมงายเผยแพร่ความเชื่อล้าหลัง น่าจะต้องโดนขังคุกสักสามเดือน”
เขาเองก็ไม่อยากให้เรื่องราวมันกลายเป็นแบบนี้ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็คงทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้แม่แท้ๆ ของเขาเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาแบบนี้กันเล่า ทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยาก แถมยังทำลายไพ่ดีๆ ในมือทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะใช้เรื่องความเชื่องมงายนี้เล่นงานพี่ชายภรรยาของเขาแท้ๆ แต่แม่ของเขากลับทำพังไม่เป็นท่า ดูเหมือนว่ากับคนโง่ๆ อย่างแม่ของเขา ถ้ามีเรื่องอะไรก็คงต้องพูดออกไปตรงๆ ห้ามใช้วิธีบอกใบ้หรือพูดอ้อมค้อมเด็ดขาด เพราะถ้าขืนบอกใบ้ แม่ของเขาก็จะทำให้เรื่องมันพังพินาศได้เสมอ
ที่โจวฉวินไม่ได้พูดตรงๆ ในตอนแรก ก็เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับตัวเขาเอง เขาทำเพื่อปกป้องตัวเอง เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาเกิดเรื่องขึ้นมา เขาจะได้อ้างได้ว่าตัวเองไม่รู้ไม่เห็น แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าแม่ของเขาจะโง่ได้ถึงขนาดนี้ เขาพูดต่อ
“ผลการตัดสินอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่ผมได้ไปสอบถามจากคนรู้จักหลายๆ คนมาแล้ว สถานการณ์ก็น่าจะออกมาประมาณนี้แหละ”
ในใจของเจียงหลูลิงโลดด้วยความดีใจ แต่ใบหน้ากลับแสร้งทำเป็นเศร้าสร้อยและเจ็บปวด
“แม่คงต้องลำบากแย่เลย”
ทางที่ดีขอให้โดนขังตลอดชีวิตไม่ต้องออกมาเลยจะดีกว่า ยายแก่หนังเหนียวคนนี้
นอกจากจะไม่ดีกับเธอแล้ว ยังกล้าวางแผนเล่นงานพ่อของเธออีก เธอเกลียดจนแทบอยากจะให้ยายแก่คนนี้ตายคาคุกไปเลยด้วยซ้ำ เธอพูดเสริมขึ้นว่า
“แม่ทำอะไรวู่วามเกินไปจริงๆ”
โจวฉวินตอบรับเสียงเรียบ
“ตอนนี้มันก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว”
เรื่องนี้ทำลายแผนการที่เขาวางไว้จนหมดสิ้น เขาไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสดีๆ แบบนี้อีก ช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง โจวฉวินลุกขึ้นยืน
“ผมจะไปหาไป๋เฟิ่นโต้ว ชวนมันดื่มเหล้าสักหน่อย”
เจียงหลูทำหน้าสงสัย
“??”
เธอแปลกใจมาก ช่วงนี้ทำไมโจวฉวินถึงได้ไปหาไป๋เฟิ่นโต้วบ่อยนัก แม้เธอจะพอเข้าใจได้ว่าโจวฉวินต้องการตีสนิทกับไป๋เฟิ่นโต้วเพื่อหาโอกาสแก้แค้น แต่เพราะรู้แบบนั้นเธอถึงได้ยิ่งเป็นกังวล เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะตะโกนเรียกเด็กสาวในบ้าน
“จาวตี้ ไปทำกับข้าว!”
เมื่อก่อนงานบ้านพวกนี้เธอต้องเป็นคนทำเองทั้งหมด แต่ตอนนี้มีคนมาช่วยก็สบายขึ้นเยอะ หวังจาวตี้รีบวิ่งกุลีกุจอเข้ามาในห้อง
เจียงหลูจ้องมองไปที่หวังจาวตี้ แล้วเริ่มสอบถามเรื่องที่ออกไปข้างนอกในวันนี้ หวังจาวตี้มีท่าทีลังเลเล็กน้อย แต่ก็เลือกที่จะเล่าบางเรื่องให้ฟัง
ทว่าเจียงหลูผู้เจนจัดก็ยังคงมองออก เธอเผยรอยยิ้มที่มีความนัยลึกซึ้งออกมา แล้วเริ่มซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดเพิ่มเติม เมื่อเห็นท่าทางหลบๆ ซ่อนๆ ของหวังจาวตี้ เธอก็พูดขึ้นทันที
“จาวตี้ เธอเข้ามาในห้องนอนหน่อยสิ”
เรื่องบางเรื่อง มันต้องคุยกันแบบเงียบๆ เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว เจียงหลูก็เปิดประเด็นขึ้นทันที
“ฉันจะแนะนำผู้ชายให้เธอสักคนเอาไหม? เธอลองดูสิว่า... ไป๋เฟิ่นโต้วเป็นยังไงบ้าง?”
หวังจาวตี้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“!!!”
เธอช็อกจนพูดไม่ออก เจียงหลูรีบเกลี้ยกล่อมต่อทันที
“เธอลองคิดดูนะ พี่โจวฉวินของเธอน่ะเขาไม่แลเธอหรอก เธอกับเขามันคนละชั้นกัน แต่ถ้าเป็นไป๋เฟิ่นโต้วล่ะก็ เธอเหมาะสมกับเขาแบบเหลือเฟือเลยนะ”
“ถ้าเธอกลับไปอยู่ชนบท เธอจะไม่มีวันได้ใช้ชีวิตสุขสบายแบบนี้อีกแล้ว ชีวิตในเมืองมันดีกว่าในชนบทตั้งกี่เท่า เธอเองก็น่าจะรู้ดีไม่ใช่เหรอ?”
หวังจาวตี้อึกอัก
“คะ? หนูรู้ค่ะ แต่... แต่ว่า...”
ยิ่งคิดเจียงหลูก็ยิ่งรู้สึกว่าแผนนี้มันเข้าท่า เธอลดเสียงลงต่ำแล้วกระซิบ
“เธอลองตรองดูให้ดีๆ นี่เป็นเรื่องดีสำหรับเธอเลยนะ เธอจะได้แต่งงานมีทะเบียนบ้านในเมือง ไป๋เฟิ่นโต้วเองก็เป็นพนักงานประจำ ถึงงานจะเป็นคนตักอุจจาระ แต่เดือนหนึ่งก็ได้เงินเดือนตั้งยี่สิบห้าหยวนเชียวนะ”
“พ่อของเขาก็มีเงินเดือนอีกยี่สิบห้าหยวน ผู้ชายสองคนรวมกันก็ได้ห้าสิบหยวนแล้ว ที่บ้านก็มีห้องหับตั้งสองห้อง เธอหาผู้ชายที่มีพร้อมแบบนี้ในชนบทไม่ได้หรอกนะ”
หวังจาวตี้มีสีหน้าลังเล
“แต่...”
[จบบท]