บทที่ 285: ลูกไม่รักดี
“โธ่เอ๊ย ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับลุงไป๋ พูดจาแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน?”
“นั่นสิครับ เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วยล่ะ ลุงจะมาโทษพวกเราแบบเหมารวมไม่ได้นะครับ พวกเราเตือนลุงตั้งกี่รอบแล้วว่าให้รีบติดกระจกหน้าต่างเสียที แต่ลุงก็ไม่ฟัง พอเกิดเรื่องขึ้นมาจริงๆ จะมาโทษคนอื่นได้ยังไง”
“จริงที่สุดเลยครับ เมื่อตอนกลางวันตอนเข้าห้องน้ำ ผมยังได้ยินเสี่ยวจวงเตือนไป๋เฟิ่นโต้วอยู่เลย แต่เขาทำท่าทางไม่พอใจใส่เองนี่นา”
“พวกเราเตือนด้วยความหวังดีไปหมดแล้ว จะให้ช่วยอะไรได้อีกล่ะครับ”
“ใช่ครับ ใช่แล้ว”
ไป๋เหล่าโถวเม้มปากแน่นพลางคิดในใจว่า ‘พวกแกช่วยกันเรี่ยไรเงินสักก้อนมาช่วยบ้านฉันเปลี่ยนกระจกไม่ได้หรือไง? ไม่เห็นเหรอว่าช่วงนี้ฉันเข้าโรงพยาบาลตลอด เสียเงินไปตั้งเท่าไหร่ เงินทองก็ขัดสน นี่เป็นเพื่อนบ้านกันประสาอะไร เรื่องแค่นี้ก็ช่วยไม่ได้ ยังมีหน้ามาพูดว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอีกเหรอ’
ทว่าเขาก็รู้อยู่เต็มอกว่าคำพูดพวกนี้พูดออกไปตรงๆ ไม่ได้ ขืนพูดออกไปมีหวังได้ขายขี้หน้าประชาชีแย่
ชายชราจึงทำได้เพียงปั้นหน้าบึ้งตึงแล้วโบกมือไล่อย่างรำคาญใจ
“ไปๆๆ กลับบ้านไปให้หมดเลยไป อย่ามายืนเกะกะสร้างความวุ่นวายแถวนี้”
จวงจื้อซียืนดูเรื่องสนุกอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งเห็นว่าไป๋เฟิ่นโต้วเดินตามโจวฉวินออกไปแล้ว และทางฝั่งไป๋เหล่าโถวเองก็ดูเหมือนจะมีแผนการในใจแล้ว เขาจึงเลิกสนใจ
ชายหนุ่มหันมาพูดกับภรรยาว่า “พวกเราก็กลับบ้านกันเถอะครับ?”
หมิงเหม่ยพยักหน้ารับ “ไปค่ะ กลับกันเถอะ”
เห็นได้ชัดว่าต่อจากนี้คงไม่มีเรื่องสนุกอะไรให้ดูอีกแล้ว จวงจื้อซีและหมิงเหม่ยพากันเดินกลับบ้าน จวงจื้อซีเงยหน้ามองท้องฟ้าแวบหนึ่ง ท้องฟ้ายามนี้มืดครึ้มจนน่ากลัว แม้ว่าเวลานี้จะเป็นเวลากลางคืนที่ฟ้ามืดอยู่แล้ว แต่ความรู้สึกที่เหมือนมีเมฆดำทะมึนกดทับลงมานั้นสัมผัสได้อย่างชัดเจน
ถ้าเมฆดำหนาแน่นขนาดนี้ เกรงว่าฝนคงไม่หยุดตกง่ายๆ แน่นอน จวงจื้อซีเดินเข้าประตูบ้านมาพร้อมกับหมิงเหม่ย หมิงเหม่ยถอดเสื้อกันฝนแขวนไว้ที่ราวแขวนตรงหน้าประตู พลางเอ่ยขึ้นว่า
“ทำไมฉันรู้สึกว่า เรื่องวันนี้มันยังไม่จบแค่นี้ล่ะคะ”
“มันแหงอยู่แล้วครับ ไป๋เฟิ่นโต้วเล่นเดินเข้าถ้ำเสือไปแบบนั้น เรื่องมันจะไปจบง่ายๆ ได้ยังไง เรื่องราวเน่าเฟะของพวกเขาพวกนั้นน่ะ มีเยอะแยะจะตายไป”
แม้ว่าสองสามีภรรยาจะกลับเข้าบ้านมาแล้ว แต่บรรยากาศข้างนอกก็ยังคงครึกครื้นอยู่ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็ไม่ขาดคนที่ชอบดูเรื่องสนุก แม้จะดึกดื่นค่อนคืนแล้ว แต่ทุกคนก็ดูเหมือนจะยังไม่อยากกลับบ้านกันเท่าไหร่ ถ้ามีเรื่องสนุกให้ดู การรีบเข้านอนมันจะไปน่าสนใจอะไร
ทางด้านหมิงเหม่ยนั้นจัดการล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็ว เธอปีนขึ้นไปบนเตียง แต่ทว่าต่อมความอยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านก็ยังคงทำงานอย่างขยันขันแข็ง เธอจึงอดไม่ได้ที่จะฟุบตัวลงกับขอบหน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไปมองข้างนอก
ทว่า ดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้าอะไรเพิ่มเติมแล้ว
จวงจื้อซีจัดการแปรงฟันล้างเท้าเสร็จเรียบร้อยก็ปีนขึ้นเตียงมาล้มตัวลงนอนเช่นกัน ตอนที่พวกเขากลับมาจากที่ทำงาน ตัวเปียกปอนกันมานิดหน่อย จึงได้ต้มน้ำร้อนเช็ดตัวกันไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนนี้เลยไม่ต้องอาบน้ำซ้ำอีก
จวงจื้อซีหนุนศีรษะลงบนหมอนลายดอกโบตั๋นสีแดงสด เอ่ยถามภรรยาว่า
“ยังไม่นอนอีกเหรอครับ?”
หมิงเหม่ยส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ง่วงเลยค่ะ มีเรื่องตื่นเต้นขนาดนี้ใครจะไปหลับลง”
เธอยังคงชะโงกหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วพูดต่อว่า
“คนบ้านตระกูลหวังกับตระกูลหลี่ที่อยู่เรือนหลังก็กลับบ้านกันไปหมดแล้วค่ะ”
จวงจื้อซีตอบกลับไปว่า “ไม่มีอะไรให้ดูแล้วจะไม่กลับบ้านได้ยังไงล่ะครับ จริงๆ แล้วทุกคนไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรหรอก ทางฝั่งไป๋เฟิ่นโต้วเขามีกิ๊กเก่าคอยช่วยเหลืออยู่แล้ว ไม่ต้องพึ่งคนอื่นหรอก”
หมิงเหม่ยหลุดขำออกมาเสียงดังพรืด
“บางทีอาจจะไม่มีใครอยากช่วยหรอกค่ะ แค่อยากดูเรื่องสนุกเฉยๆ มากกว่า”
จวงจื้อซีได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมาเช่นกัน ในที่สุดหมิงเหม่ยก็เลิกเกาะขอบหน้าต่าง เธอมุดตัวเข้ามาซุกอยู่ในอ้อมกอดของจวงจื้อซี แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า
“คืนนี้ ไม่รู้ว่าจะสงบสุขหรือเปล่านะคะ”
จวงจื้อซีตบหลังภรรยาเบาๆ เป็นจังหวะเพื่อกล่อม แล้วตอบว่า
“จะสงบหรือไม่สงบผมก็ตอบไม่ได้หรอกครับ แต่ว่านะ...”
เขาก้มหน้าลงไปจุ๊บที่หน้าผากของหมิงเหม่ยเบาๆ หนึ่งที แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่คุณต้องนอนได้แล้วครับ”
หมิงเหม่ยทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่ทันที
“ทำไมฉันต้องรีบนอนด้วยล่ะคะ ฉันแค่ท้องเองนะ จะทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้เลยเหรอ พวกคุณนี่ห่วงแต่ลูกมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย ลูกยังไม่ทันคลอดเลย ก็มาบังคับกะเกณฑ์ฉันสารพัดอย่างแล้ว”
หมิงเหม่ยยื่นปากทำแก้มป่องเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู จวงจื้อซีเห็นดังนั้นจึงก้มลงไปจูบที่ริมฝีปากเธอเบาๆ อีกครั้ง แล้วปฏิเสธเสียงนุ่ม
“ไม่ใช่แบบนั้นครับ”
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะอธิบาย
“ผมไม่ได้ห่วงแค่ลูก แต่ผมห่วงคุณต่างหาก คุณท้องอยู่ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ ผมกลัวว่าร่างกายคุณจะรับไม่ไหว ลูกยังไม่คลอดออกมาเลย แน่นอนว่าผมต้องห่วงคุณมากกว่าอยู่แล้ว”
หมิงเหม่ยได้ฟังคำหวานก็ยิ้มออกมาจนตาหยี ดูสดใสร่าเริงขึ้นมาทันตา เธอหยิกเอวของจวงจื้อซีเบาๆ แล้วขยับตัวหามุมที่สบายที่สุดพิงอกเขาไว้ พลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“ฉันรู้อยู่แล้วล่ะค่ะว่าคุณดีกับฉันที่สุด”
จวงจื้อซีตอบกลับอย่างเอาใจ “คุณเป็นเมียผมนี่ครับ ผมไม่ดีกับคุณแล้วจะไปดีกับใครที่ไหน”
เขายังคงตบหลังหมิงเหม่ยเบาๆ ไปเรื่อยๆ ราวกับกำลังกล่อมเด็กนอน หมิงเหม่ยซบอยู่กับอกของจวงจื้อซี จู่ๆ เธอก็พูดขึ้นมาว่า
“ฉันหิวแล้วค่ะ”
จวงจื้อซี “...”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “เดี๋ยวผมไปหยิบขนมเถาซูมาให้กินนะครับ”
หมิงเหม่ยพูดเสียงอ้อนๆ ว่า “ชงนมให้ฉันแก้วหนึ่งด้วยนะคะ”
จวงจื้อซีตอบรับทันที “ได้ครับ”
เขาอดขำไม่ได้ พลางแซวภรรยาว่า “คุณนี่นะ เมื่อกี้จะรีบแปรงฟันไปทำไมกัน”
หมิงเหม่ยแย้งขึ้นมา “คุณไม่คิดว่าฉันแกล้งใช้คุณเหรอคะ?”
เธอไม่ได้ตั้งใจจะกวนเขาหรอกนะ แต่มันหิวขึ้นมาปุบปับจริงๆ นี่นา
“คนท้องหิวง่ายเป็นเรื่องปกติครับ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย”
จวงจื้อซีตอบอย่างใจเย็น เขาลงจากเตียงไปเตรียมของกินให้หมิงเหม่ย หลังจากกินอิ่มดื่มเสร็จ ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง หมิงเหม่ยเป็นคนหลับง่าย เพียงไม่นานเธอก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ทั้งสองคนปิดไฟนอนแล้ว ในขณะเดียวกันนั้น จ้าวชุ่ยฮวาก็กำลังเดินกลับบ้าน เธอใช้เวลาดูเรื่องสนุกนานไปหน่อย พอนึกขึ้นได้ก็เริ่มส่ายหน้าอย่างระอา
จ้าวชุ่ยฮวาบ่นพึมพำ “นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกันเนี่ย”
ทางด้านเฒ่าจวงนั้นกลับรู้สึกปลงสังเวชจากใจจริง
“เจ้าไป๋เฟิ่นโต้วคนนี้ ไม่มีความกตัญญูเอาเสียเลย”
สำหรับคนแก่ที่มีอายุมากแล้ว สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญที่สุดก็คือความกตัญญูของลูกหลาน แต่เห็นได้ชัดว่าในสายตาของพวกเขา ไป๋เฟิ่นโต้วไม่ใช่คนกตัญญูเลยแม้แต่น้อย
ในวันที่ฝนตกหนักขนาดนี้ กลับทิ้งพ่อแก่ๆ ให้อยู่บ้านคนเดียว ส่วนตัวเองหนีไปหาที่นอนสบายๆ นี่ใช่สิ่งที่คนเป็นลูกควรทำหรือ? นี่มันชัดเจนว่าเป็นพฤติกรรมของลูกอกตัญญู แต่ไป๋เฟิ่นโต้วก็ทำลงไปแล้ว
“ตอนนี้เฒ่าไป๋ยังพอมีเรี่ยวแรง ยังหาเงินได้ เจ้าลูกชายก็ทำตัวแบบนี้แล้ว ต่อไปถ้าแก่เฒ่าทำอะไรไม่ไหว ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเป็นยังไง”
จ้าวชุ่ยฮวาตอบกลับไปว่า “แล้วใครจะไปรู้อนาคตได้ล่ะ?”
ในชาติที่แล้ว สองพ่อลูกคู่นี้ก็ใช้ชีวิตถูไถกันไปตามมีตามเกิด แต่ก็ไม่ได้มีข่าวลือว่าไป๋เฟิ่นโต้วอกตัญญูอะไรมากมาย เพราะทั้งไป๋เหล่าโถวและไป๋เฟิ่นโต้วต่างก็เป็นคนงานโรงงาน มีเงินบำนาญกินทั้งคู่ ตราบใดที่ยังมีรายได้ ชีวิตของพวกเขาก็ถือว่าดีกว่าหลายๆ คน แม้จะไม่ถึงกับร่ำรวยล้นฟ้าก็ตาม
แต่ชาตินี้ไม่ใช่ชาติที่แล้ว ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้เธอเองก็ได้สัมผัสด้วยตัวเองแล้วว่า บางสิ่งบางอย่างมันก็เปลี่ยนแปลงไป แต่บางสิ่งก็ยังคงเหมือนเดิม หลักๆ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับว่า มีอะไรเข้าไปกระทบจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั่นแหละ
ต้องยอมรับว่าการกลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปจากชาติที่แล้วอย่างสิ้นเชิง อย่างเช่นในชีวิตก่อน ป้าโจวไม่เคยต้องไปนอนกินข้าวแดงในคุก แต่ในชาตินี้เธอกลับต้องประสบชะตากรรมเช่นนั้น หรืออย่างเรื่องของโจวฉวิน
ในชาติที่แล้วความลับของเขาไม่ได้ถูกเปิดโปงออกมาจนหมดเปลือก ทำให้ครอบครัวของเจียงหลูไม่ได้บีบบังคับให้เธอหย่าขาดจากเขา และป้าโจวก็ไม่ได้ไปจ้างคนทรงเจ้าเข้าผีมาทำพิธีสาปแช่งเจียงเจี้ยนเซ่อผู้เป็นพ่อของเจียงหลูแต่อย่างใด
ทว่าในชาตินี้ เหตุการณ์เหล่านั้นกลับเกิดขึ้นจริงทั้งหมด และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ป้าโจวต้องเข้าไปชดใช้กรรมในตาราง
ในชาติที่แล้ว สองพ่อลูกตระกูลไป๋ไม่ได้บาดเจ็บที่กล่องดวงใจจนสูญเสียความเป็นชาย ไม่มีการทะเลาะวิวาทตบตีกันเอง และไม่ได้ติดหนี้โรงงานค่าซ่อมกระจกจนต้องอยู่อย่างอัตคัดขัดสนไปหลายเดือนแบบนี้
เมื่อไม่มีความกดดันเรื่องเงินทอง พ่อลูกคู่นั้นก็ไม่ได้กัดกันเองอย่างกับหมาบ้า ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงถือว่ายังพอไปวัดไปวาได้ ดังนั้นจะเอาเหตุการณ์ในชาติที่แล้วมาเป็นบรรทัดฐานตัดสินเรื่องราวในชาตินี้คงจะทำไม่ได้เสียแล้ว
จ้าวชุ่ยฮวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า
“พวกเราก็ไม่รู้หรอกนะว่าสถานการณ์ภายในบ้านของพวกเขาเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ฉันคิดว่าในเมื่อทั้งพ่อทั้งลูกต่างก็เป็นคนงานมีเงินเดือนกินกันทั้งคู่ อย่างไรเสียก็คงไม่ถึงขั้นลำบากยากแค้นจนอยู่ไม่ได้หรอก”
เฒ่าจวงพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นมันก็จริงของเธอ”
ทันใดนั้นเองจ้าวชุ่ยฮวาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ เธอจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นป้าซูกำลังเดินถือถ้วยน้ำขิงร้อนๆ มุ่งหน้าตรงไปยังไป๋เหล่าโถวด้วยท่าทางรีบร้อน จ้าวชุ่ยฮวาเบะปากเล็กน้อยพลางคิดในใจอย่างรู้ทันว่า ผู้หญิงคนนี้ช่างมีแผนการลึกล้ำเสียจริง มารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนคงขุดมาใช้จนหมดแล้วกระมัง
ป้าซูเดินกลับมาที่ลานบ้านอีกครั้ง ในเวลานี้ผู้คนเริ่มบางตาลงไปมากแล้ว เหลือเพียงแต่พวกผู้ชายขี้เหงาที่นอนไม่หลับไม่กี่คนที่ยังคงจับกลุ่มดูเรื่องสนุกกันอยู่ ส่วนพวกคนแก่และพวกผู้หญิงส่วนใหญ่ต่างก็แยกย้ายกันกลับไปนอนหลับพักผ่อนกันหมดแล้ว
ป้าซูยืนมองไป๋เหล่าโถวดื่มน้ำขิงด้วยสายตาเปี่ยมความห่วงใย ฝ่ายไป๋เหล่าโถวเมื่อได้รับความใส่ใจเช่นนี้ก็ซาบซึ้งจนขอบตาแดงก่ำ
ในยามยากลำบากเช่นนี้ แม้แต่ลูกชายแท้ๆ ของตัวเองยังพึ่งพาไม่ได้ แต่ป้าซูกลับยังคงดีต่อเขาเสมอต้นเสมอปลายขนาดนี้ จะไม่ให้เขาซาบซึ้งใจได้อย่างไร
ผู้หญิงในโลกนี้มีเป็นร้อยเป็นพัน แต่เหตุใดเขาถึงได้ปักใจรักเพียงแต่ป้าซูคนเดียว นั่นก็เพราะเขาเห็นว่าเธอเป็นหญิงดีงามที่หาได้ยากยิ่งในใต้หล้านี้นั่นเอง เมื่อดื่มน้ำขิงจนหมดถ้วย ไป๋เหล่าโถวก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“น้องสาวซู เธอก็รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ร่างกายเธอยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ด้วย วันนี้ฝนตกหนักอากาศเย็นชื้น เดินไปเดินมาตากลมตากฝนแบบนี้เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอาได้ ถ้าเธอต้องมาล้มป่วยเพราะฉัน พี่คงต้องรู้สึกผิดจนอกแตกตายแน่ๆ”
ป้าซูตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
“ฉันรู้แล้วค่ะพี่”
ทั้งสองคนยืนส่งสายตาหวานเชื่อม พูดจากันด้วยถ้อยคำหวานเลี่ยนจนน่าขนลุก ทำเอาเหล่าชายฉกรรจ์ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่รอบๆ ต่างพากันสั่นสะท้านด้วยความเลี่ยน พวกเขาค่อยๆ ทยอยถอยห่างออกมาอย่างเงียบๆ
หากเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างชายโสดกับแม่ม่ายสาวพราวเสน่ห์ พวกเขาก็คงยินดีที่จะยืนดูด้วยความกระตือรือร้น แต่ทว่าคนทั้งสองตรงหน้านี้ อายุอานามรวมกันก็ปาเข้าไปเป็นร้อยปีแล้ว ภาพที่เห็นจึงไม่ได้ชวนให้รู้สึกโรแมนติกแต่อย่างใด
ใครมันจะไปอยากดูเรื่องรักวัยดึกของคนแกในลานบ้านกันเล่า
สิ่งที่พวกเขาอยากดูคือเรื่องราวของหนุ่มสาววัยรุ่นต่างหาก พอเห็นคนแก่มาจีบกันแบบนี้ นอกจากจะไม่มีความตื่นเต้นเร้าใจแล้ว ยังพาลจะทำให้อาเจียนเอาง่ายๆ อีกด้วย
ถ้าเปลี่ยนเป็นคู่ของไป๋เฟิ่นโต้วกับแม่ม่ายสาวพราวเสน่ห์อย่างหวังเซียงซิ่ว พวกเขาก็คงจะเกาะขอบรั้วเชียร์กันอย่างสนุกสนานไปแล้ว แต่ความเป็นจริงมันช่างโหดร้ายเสียเหลือเกิน
เมื่อจีนมุงแยกย้ายกันไปจนหมด ไป๋เหล่าโถวยังคงมองป้าซูด้วยสายตาละห้อยหาอาลัยอาวรณ์ ป้าซูจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
“พี่ไป๋คะ ฉันคงต้องกลับบ้านก่อน พี่เองก็ต้องรักษาสุขภาพให้ดีนะคะ ถ้าพี่เป็นอะไรไป ฉันคงปวดใจแย่ พี่ก็รู้... พี่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าฉันคิดอย่างไรกับพี่... แม้ว่าพวกเราจะมีวาสนาได้พบกันแต่ไร้วาสนาจะได้ครองคู่ ด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ แต่ความรู้สึกที่ฉันมีต่อพี่ พี่คงเข้าใจใช่ไหมคะ...”
“พี่เข้าใจ พี่เข้าใจดีทุกอย่าง”
ไป๋เหล่าโถวรีบรับคำ
“เธอรีบกลับไปพักผ่อนเถอะนะ”
ป้าซูรับคำสั้นๆ
“ค่ะ”
ในที่สุดป้าซูก็ยอมเดินออกจากหน้าบ้านตระกูลไป๋ แต่เมื่อเดินมาได้ครึ่งทาง เธอก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองทางบ้านตระกูลโจว คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันด้วยความสงสัย ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านของตัวเอง
ภายในห้อง หวังเซียงซิ่วนั่งอยู่บนเตียงเตา กำลังง่วนอยู่กับการเย็บซ่อมเสื้อผ้าให้ลูกๆ การมีลูกชายถือเป็นเรื่องดีก็จริง แต่ก็สิ้นเปลืองเงินทองใช่ย่อย เด็กพวกนี้ซุกซนจะตายไป วันๆ หนึ่งเสื้อผ้าขาดไม่รู้กี่ตัว ร้อนถึงคนเป็นแม่ต้องมานั่งเย็บปะชุนอยู่ทุกวี่ทุกวัน
เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู หวังเซียงซิ่วก็เงยหน้าขึ้นมอง
“แม่กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ?”
ป้าซูพยักหน้าตอบรับ
“อืม”
หวังเซียงซิ่วสังเกตเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของแม่สามี จึงเอ่ยถามขึ้น
“แม่เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมทำหน้าเครียดแบบนั้น?”
คิ้วของป้าซูยังคงขมวดแน่นจนเห็นร่องลึกหว่างคิ้วชัดเจน เธอเอ่ยตอบว่า
“ฉันรู้สึกว่าช่วงนี้โจวฉวินดูแปลกๆ ไปนะ อยู่ดีๆ เขาจะเรียกไป๋เฟิ่นโต้วไปที่บ้านทำไมกัน?”
หวังเซียงซิ่วคาดเดา
“เขาอาจจะอยากปรับความเข้าใจกันหรือเปล่า? ยังไงเสียเมื่อก่อนพวกเขาก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน ที่ผ่านมาก็มีแค่ไป๋เฟิ่นโต้วที่อิจฉาโจวฉวินอยู่ฝ่ายเดียว โจวฉวินไม่ได้มีปัญหาอะไรกับไป๋เฟิ่นโต้วเลย จะว่าไปถ้าจะมีเรื่องกันจริงๆ ก็คงเป็นตอนที่จินไหลไปขโมยของนั่นแหละ ตั้งแต่ครั้งนั้นพวกเขาก็ดูจะแตกหักกันไปเลย”
เหตุการณ์ครั้งนั้นไป๋เฟิ่นโต้วล้มทับจนโจวฉวินเจ็บหลัง แถมยังลงไม้ลงมือกับเจียงหลูอีก ทำให้ทั้งสองฝ่ายกลายเป็นศัตรูกันอย่างชัดเจน แต่บางทีโจวฉวินอาจจะคิดได้แล้วก็ได้กระมัง? หวังเซียงซิ่ววิเคราะห์ต่อ
“ตอนอยู่ที่โรงงาน ความสัมพันธ์ของพวกเขาสองคนก็ถือว่าพอใช้ได้นะจ๊ะ ช่วงหลังๆ มานี้หนูเห็นโจวฉวินเดินไปคุยกับไป๋เฟิ่นโต้วอยู่บ่อยๆ หนูคิดว่าพอโจวฉวินมีข่าวฉาวออกมา ทุกคนก็พากันตีตัวออกห่าง เขาคงไม่เหลือเพื่อนที่ไหนแล้ว ก็เลยอาจจะอยากดึงไป๋เฟิ่นโต้วมาเป็นพวก
เพื่อให้ตัวเองมีเพื่อนเพิ่มขึ้นสักคนก็ยังดี อีกอย่างแม่ก็ลองคิดดูสิ ไป๋เฟิ่นโต้วเป็นคนหัวอ่อนหลอกง่ายจะตายไป ชักจูงง่ายจะตาย เผลอๆ โจวฉวินอาจจะอยากได้คนคุ้มกันเพิ่มก็ได้ ยังไงซะไป๋เฟิ่นโต้วก็เคยทำงานในแผนกรักษาความปลอดภัยมาก่อน ฝีไม้ลายมือเรื่องการต่อสู้ก็ไม่ใช่สิ่งที่โจวฉวินจะเทียบได้เลย”
ป้าซูฟังแล้วก็ยังไม่คลายความสงสัย
“มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ? ฉันกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มันไม่ได้ตื้นเขินขนาดนั้น”
สัญชาตญาณของเธอบอกว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ การวิเคราะห์ของหวังเซียงซิ่วฟังดูมีเหตุผล แต่ความเป็นจริงอาจจะซับซ้อนกว่านั้น จากที่เธอรู้จักนิสัยใจคอของโจวฉวินมา เด็กคนนี้ไม่ได้เป็นคนตื้นเขินดูง่ายขนาดนั้น
เธอถอนหายใจก่อนจะสรุป
“เอาเถอะ รอดูกันไปก่อนก็แล้วกัน แต่ว่านะ สองพ่อลูกตระกูลไป๋น่ะ เราจะต้องกำไว้ในมือให้มั่น เด็กๆ สามคนกำลังอยู่ในวัยกำลังกินกำลังนอน ต้องบำรุงกันยกใหญ่ ลำพังเงินเดือนอันน้อยนิดของเธอ จะไปพอเลี้ยงดูพวกเขายังไงไหว”
หวังเซียงซิ่วถอนหายใจยาวด้วยความกลัดกลุ้ม
“หนูรู้อยู่แล้วจ้ะแม่”
เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงกังวล
“แม่จ๊ะ ช่วงนี้สองพ่อลูกตระกูลไป๋ก็โดนหักเงินเดือน ส่วนทางโจวฉวินหนูก็ไม่ได้เงินจากเขาแล้ว แม่ว่าจะทำยังไงกันดีล่ะ”
ความจริงเธอก็พอจะมีรายได้ทางอื่นอยู่บ้างจากการโปรยเสน่ห์ข้างนอก แต่เงินพวกนั้นมันไม่แน่นอน ได้มากได้น้อยก็แล้วแต่ดวง แถมคนพวกนั้นก็ไม่ได้มือเติบใจป้ำเหมือนโจวฉวิน และก็ไม่ได้หลอกง่ายเหมือนไป๋เฟิ่นโต้วเสียด้วย
สายตาของหวังเซียงซิ่วทอดมองออกไปทางบ้านตระกูลจวง ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า
“หมิงเหม่ยกำลังตั้งท้องอยู่ ไม่รู้ว่าจวงจื้อซีจะอยากออกมาหาเศษหาเลยนอกบ้านบ้างหรือเปล่านะ”
ป้าซูแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา
“ขึ้นชื่อว่าผู้ชาย จะมีสักกี่คนที่ไม่แอบกินข้าวนอกบ้านกันล่ะ เธออย่าไปมองพวกผู้ชายสูงส่งเกินไปนักเลย ที่พวกเขาทำท่าไม่หวั่นไหว ไม่ได้แปลว่าพวกเขาเป็นสุภาพบุรุษผู้ทรงศีลอะไรหรอก แต่มันอาจจะเป็นเพราะสิ่งที่เธอเสนอให้ยังไม่เย้ายวนใจพอ หรือไม่เธอก็ยังไม่มีค่าพอให้พวกเขาเสี่ยงก็เท่านั้นเอง”
หวังเซียงซิ่วเม้มปากแน่น สีหน้าฉายแววไม่พอใจเล็กน้อย เธอมีความมั่นใจในตัวเองมาโดยตลอด
แม้ฐานะทางบ้านเดิมของเธอจะยากจนข้นแค้น แต่ตั้งแต่เล็กจนโต เธอก็ขึ้นชื่อว่าเป็นดอกไม้งามประจำถิ่น มีผู้ชายมากหน้าหลายตาที่แอบหลงรักเธอหัวปักหัวปำ แค่เธอยอมให้จับมือสักนิดสักหน่อย ก็มีคนพร้อมจะประเคนซาลาเปาไส้เนื้อลูกโตมาให้กินฟรีๆ แล้ว ดังนั้นเธอจึงมั่นใจในรูปโฉมของตัวเองเป็นอย่างมาก
เธอมั่นใจว่าตัวเองสวย แถมยังเป็นแม่พันธุ์ชั้นดี ใครจะไปเหมือนเธอที่คลอดลูกชายติดต่อกันได้ถึงสามคนรวด ถ้าไม่ใช่เพราะสามีตายจากไปเสียก่อน เธอคงมีลูกชายตั้งเป็นกองร้อยไปแล้ว
เธอไม่เหมือนผู้หญิงดาษดื่นทั่วไปเสียหน่อย หวังเซียงซิ่วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจว่า
“แม่คอยดูเถอะจ้ะ ตอนหนูอยู่ที่โรงงาน แค่กระดิกนิ้วเรียกนิดหน่อย ก็ตกพวกผู้ชายหน้าโง่กระเป๋าหนักมาได้ตั้งคนสองคนแล้ว”
[จบบท]