บทที่ 289: คำสาบานของเจียงหลู
ไม่ว่าโจวฉวินจะเป็นอย่างไรในตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเจียงหลูคือเธอต้องพาตัวเองออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ให้ได้เสียก่อน
การทำเช่นนี้จะช่วยให้เธอมองหาข้อแก้ตัวได้ง่ายขึ้นในภายหลัง อย่างเช่นการอ้างว่าโจวฉวินแค่ฝันละเมอไปเอง หากเธอไม่รีบชำระล้างมลทินให้ตัวเองในตอนนี้ คู่สามีภรรยาอย่างพวกเธอคงไม่มีหน้าไปพบเจอผู้คนในสังคมได้อีกต่อไป
เจียงหลูตัดสินใจแยกตัวเองออกมาจากเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เธอชูมือขึ้นสูงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างถึงที่สุด
“ฉันขอสาบานต่อฟ้าดิน! ถ้าหากเรื่องนี้เป็นแผนการที่พวกเราสองผัวเมียร่วมมือกันวางแผนกลั่นแกล้งนายจริงๆ ขอให้ฟ้าผ่าฉันให้ตาย! ขอให้ฉันตายโหงตายห่าไปเดี๋ยวนี้เลย! ให้สายฟ้าข้างนอกนั่นผ่าลงมาที่กลางกบาลของฉันเดี๋ยวนี้!”
ไป๋เฟิ่นโต้วที่นั่งอยู่ถึงกับส่งเสียงร้องไห้ออกมาอย่างน่าเวทนา
“ฮือๆๆๆ!”
บรรดาเพื่อนบ้านที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันมองเจียงหลูด้วยความตกตะลึง เมื่อเห็นท่าทีที่เด็ดเดี่ยวและคำสาบานที่รุนแรงของเธอ ทุกคนก็เริ่มคล้อยตามและพากันช่วยพูดปลอบใจ
“เฟิ่นโต้วเอ๊ย เจียงหลูถึงกับกล้าสาบานแช่งตัวเองให้ตายโหงแบบนี้ ฉันว่าเธอคงไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการหลอกคุณหรอกนะ”
“นั่นสิ ถ้าเจียงหลูตั้งใจจะเล่นงานนายจริงๆ เมื่อกี้เธอคงไม่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนั้นหรอก”
“ใช่ๆ อีกอย่างนะ คงไม่มีใครบ้าพอจะทำเรื่องแบบนี้หรอก นายคงเข้าใจเจียงหลูผิดไปแล้วล่ะ”
“ฉันก็คิดว่านายเข้าใจผิดนะ เจียงหลูเป็นคนดีจะตายไป”
เจียงหลูแต่งงานเข้ามาอยู่ในลานบ้านแห่งนี้เป็นสิบปีแล้ว เพื่อนบ้านทุกคนต่างก็พอจะรู้นิสัยใจคอของเธออยู่บ้าง หากจะบอกว่าเป็นฝีมือของแม่ผัวอย่างป้าโจวที่ทำเรื่องน่ารังเกียจพรรค์นี้ พวกเขายังพอจะเชื่อได้สนิทใจ แต่ถ้าเป็นเจียงหลู พวกเขาคิดว่าเธอคงไม่มีทางทำเรื่องต่ำช้าแบบนี้แน่นอน
อีกอย่าง ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป มันจะมีผลดีอะไรกับตัวเธอกันล่ะ?
หากไป๋เฟิ่นโต้วมีชื่อเสียงที่ด่างพร้อยเสียหาย แล้วคู่ผัวเมียตระกูลโจวจะได้หน้าได้ตาหรือดูดีขึ้นมาตรงไหน? คำตอบมันชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่มีทางเป็นไปได้เลย
ไป๋เฟิ่นโต้วร้องไห้โฮออกมาเสียงดังลั่น เขาไม่หลงเหลือมาดความเป็นลูกผู้ชายอยู่อีกต่อไปแล้ว การที่เจียงหลูไม่สาบานยังจะดีเสียกว่า เพราะพอเธอสาบานออกมาแบบนี้ มันก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความจริงที่ว่า ไอ้หมอนั่นมันจ้องจะเคลมเขาจริงๆ!
เขาอายุอานามปาเข้าไปสามสิบกว่าปีแล้ว การจะหาเมียสักคนช่างยากเย็นแสนเข็ญ แต่ทำไมการหาผู้ชายสักคนมาสนใจมันถึงได้ง่ายดายขนาดนี้
โธ่เอ๊ย! ไอ้นรกนั่น! นี่เขายังเป็นที่หมายปองของผู้ชายได้อีกเหรอเนี่ย?
เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันช่างเหลือเชื่อและวิปริตหลุดโลกจนเกินไป ไป๋เฟิ่นโต้วทนรับความจริงข้อนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทันใดนั้นเอง เขาก็ส่งเสียงร้องออกมาเฮือกหนึ่ง
“ก๊าซ!”
ร่างของไป๋เฟิ่นโต้วกระตุกเกร็ง ก่อนจะตาเหลือกแล้วล้มตึงลงไปกองกับพื้น หมดสติไปในทันที
“เชี่ยเอ้ย!”
“แม่เจ้าโว้ย!”
“ลุงไป๋! ลุงไป๋!”
“เร็วเข้า! รีบมาดูเร็ว ไป๋เฟิ่นโต้วเป็นลมล้มพับไปแล้ว!”
ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้ แน่นอนว่าทุกคนต้องตะโกนเรียกหาไป๋เหล่าโถวผู้เป็นพ่อ ในที่สุดชายชราตระกูลไป๋ก็สามารถเบียดตัวแทรกฝูงชนเข้ามาได้สำเร็จ
ก่อนหน้านี้พวกเด็กเวรพวกนี้ยืนออขวางประตูกันแน่นขนัดจนเขาแทรกตัวเข้ามาไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ทุกคนต่างพากันแหวกทางให้เขาเดินเข้ามา
ไป๋เหล่าโถวเองก็คาดไม่ถึงเลยว่าเรื่องราวมันจะบานปลายกลายเป็นแบบนี้ เขารู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องอัปมงคลที่สุดในชีวิต เขารีบตะโกนบอกทุกคนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“มาช่วยกันหน่อยเร็วเข้า! ช่วยฉันพยุงเขากลับบ้านที!”
ใครจะไปคาดคิดกันล่ะว่า ลูกชายของเขาแค่ขอออกมานอนค้างอ้างแรมข้างนอกบ้านเพียงคืนเดียว กลับต้องมาเจอกับพวกวิปริตบ้ากามเข้าให้
ไป๋เหล่าโถวรู้สึกขมขื่นจนแทบกระอักเลือด ความขมขื่นนั้นตีตื้นขึ้นมาจากลำคอจนแสบร้อนไปหมด มีเสียงใครคนหนึ่งทักท้วงขึ้นมา
“แต่กางเกงในของไป๋เฟิ่นโต้ว...”
ไป๋เหล่าโถวรีบตัดบททันที
“ช่างหัวมันก่อนเถอะ!”
ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรีบพาลูกชายกลับบ้านให้เร็วที่สุด
“เฟิ่นโต้วลูกพ่อ! แข็งใจไว้หน่อยนะก! ตื่นสิ!”
คนเขาหมดสติไปแล้ว จะให้ลุกขึ้นมาทำใจดีสู้เสือได้อย่างไรกัน
เนื่องจากสภาพของไป๋เฟิ่นโต้วตอนนี้เปรียบเสมือนไก่ต้มที่ถูกถอนขนจนเกลี้ยงเกลา เหล่าผู้ชายในเหตุการณ์จึงตะโกนบอกพวกผู้หญิง
“สหายหญิงทั้งหลาย! หลับตาลงเดี๋ยวนี้ ห้ามมองนะ ห้ามมองเด็ดขาด!”
ขณะที่ร่างของไป๋เฟิ่นโต้วถูกหามออกมา บรรดาสหายหญิงต่างก็พากันหันหน้าหนีด้วยความเขินอาย แต่ทว่าก็ยังมีหญิงสูงวัยบางคนที่ไม่ยี่หระต่อเรื่องพรรค์นี้ อย่างเช่นป้าซูที่เขย่งปลายเท้าชะเง้อคมองดูอย่างสนใจใคร่รู้
หลังจากได้เห็นเต็มตา เธอก็ส่ายหน้าเบาๆ ดูเหมือนว่าเธอจะรู้สึกไม่ค่อยประทับใจกับสิ่งที่เห็นสักเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่เธอไม่ประทับใจนั้นคืออะไร ก็คงมีแต่ตัวเธอเองเท่านั้นที่รู้คำตอบ
“ลูกพ่อ... เป็นความผิดของพ่อเอง พ่อดูแลแกไม่ดี พ่อดันไปหลงเชื่อคำพูดของไอ้คนแซ่โจวนั่น ไอ้คนใจสัตว์นรกส่งมาเกิด มันถึงได้มารังแกแกแบบนี้...”
ในที่สุดไป๋เหล่าโถวก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขาร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร
เขามีลูกชายเพียงคนเดียวเท่านั้น แค่เรื่องที่ไข่แตกไปข้างหนึ่งเขาก็ทำใจยอมรับได้ยากแล้ว เรื่องที่ยังไม่ได้แต่งงานเขาก็พยายามทำใจ แต่ตอนนี้กลับมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปอีกว่าลูกชายของเขาถูกผู้ชายด้วยกันลวนลาม
หัวใจของคนเป็นพ่อ มันเจ็บปวดรวดร้าวเหลือเกิน เขานึกเจ็บใจตัวเองนักที่ตอนหนุ่มๆ ไม่ขยันปั๊มลูกออกมาอีกสักคน มาถึงตอนนี้ แม้ใจจะยังสู้ แต่สังขารมันก็ไม่เอื้ออำนวยเสียแล้ว
ฮือๆๆๆ
ยิ่งคิดไป๋เหล่าโถวก็ยิ่งรู้สึกว่าชีวิตนี้ช่างรันทดเหลือเกิน เขาจึงร้องไห้ออกมาไม่หยุด
วันนี้เขาต้องเสียเวลาจัดการเรื่องน้ำท่วมบ้าน กว่าจะได้นอนก็ดึกดื่นกว่าคนอื่น พอข้างนอกเกิดเรื่องวุ่นวาย เขาก็เบียดตัวเข้ามาดูไม่ได้ แม้จะร้อนใจและรู้สึกขายหน้า แต่เขาก็ยังพอจะข่มอารมณ์ไว้ได้บ้าง
แต่พอได้มาเห็นสภาพลูกชายกับตาตัวเอง เส้นด้ายแห่งความอดทนที่เรียกว่าสติสัมปชัญญะก็ขาดผึงลงทันที! เขาร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าเวทนา
แต่ก็น่าแปลกที่เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องจะพาลูกชายไปโรงพยาบาลเลย เพราะดูเหมือนว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน แค่ตกใจจนช็อกหมดสติไปเท่านั้น ไม่ต้องไปหาหมอก็คงไม่เป็นไร ไป๋เหล่าโถวได้แต่ส่งเสียงร้องไห้โฮๆ
เสียงร้องไห้ของพ่อทำให้ไป๋เฟิ่นโต้วค่อยๆ ได้สติฟื้นขึ้นมา พอเขาลืมตาเห็นพ่อบังเกิดเกล้าน้ำตานองหน้า เขาก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง...
ชีวิตของเขามันช่างบัดซบจริงๆ
สองพ่อลูกตระกูลไป๋กอดคอกันร้องไห้เสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับเมิ่งเจียงหนี่ที่ร้องไห้จนกำแพงเมืองจีนพังทลาย ส่วนในห้องข้างๆ นั้น เจียงหลูก็กำลังร้องไห้อยู่เช่นกัน และดูเหมือนว่าเธอจะร้องไห้หนักกว่าสองพ่อลูกตระกูลไป๋เสียอีก
สามีของเธอก่อเรื่องงามหน้าขนาดนี้ ไม่ว่าเธอจะสรรหาข้ออ้างอะไรมาพูด มันก็น่าอับอายขายขี้หน้าไปเสียหมดแต่งงานกันมาร่วมสิบปี นี่เป็นครั้งแรก... ครั้งแรกจริงๆ ที่เจียงหลูรู้สึกโกรธแค้นโจวฉวิน
คนคนนี้ไม่คิดจะรักษาหน้าตาชื่อเสียงของตัวเองบ้างเลยหรือ?
ในวินาทีนี้ เจียงหลูถึงกับมีความคิดแวบเข้ามาในหัวว่า ถ้าหากโจวฉวินไปมีเมียน้อยเป็นผู้หญิงข้างนอก สถานการณ์มันอาจจะยังดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เสียอีก ทำไมเขาถึงได้ไปเกิดอารมณ์กับผู้ชายได้?
ตัวเธอมีตรงไหนที่ไม่ดีงั้นเหรอ?
เขาถึงได้ไปคว้าเอาไป๋เฟิ่นโต้ว! ตาเขาบอดไปแล้วหรือไง!
เจียงหลูรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เธอเจ็บปวดเหลือเกิน แต่เธอก็รู้ดีว่าภารกิจสำคัญตอนนี้คือต้องปกป้องพี่ฉวินของเธอเอาไว้ให้ได้ เธอเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตาแล้วพูดเสียงสั่น
“ฉันคิดว่า... บางทีโจวฉวินอาจจะกำลังฝัน แล้วเข้าใจผิดคิดว่าไป๋เฟิ่นโต้วเป็นฉันก็ได้ค่ะ...”
เอาวะ! แถไปก่อนแล้วกัน!
เธอพยายามปั้นสีหน้าให้ดูจริงใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วพูดต่อ
“พวกคุณลองตรองดูสิคะ ถ้าไม่ใช่เพราะความเข้าใจผิด โจวฉวินจะทำเรื่องแบบนี้ไปเพื่ออะไร? ฉันแต่งงานอยู่กินกับเขามาตั้งหลายปี ฉันรู้ดีค่ะว่าเขาเป็นผู้ชายแท้ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์”
แต่ถ้าจะให้พูดแบบนั้น หวังเซียงซิ่วคงไม่เห็นด้วยอย่างแรง
ในสายตาของเธอ โจวฉวินจะนับว่าเป็นผู้ชายเต็มตัวได้ยังไงไหว ก็แค่ไอ้พวกนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ แค่ไม่กี่วินาทีก็เสร็จกิจแล้ว แบบนี้จะเรียกว่าลูกผู้ชายได้เต็มปากเหรอ?
เดิมทีก็มีดีแค่อึดใจเดียว คิดไม่ถึงเลยว่ารสนิยมจะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ คำโบราณว่าไว้อย่างไรนะ? หน้าตาอัปลักษณ์แต่รสนิยมวิลัย
คำคำนี้ช่างเหมาะสมกับเขาจริงๆ ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนดีเด้อะไรหรอก มิน่าล่ะพักหลังๆ มานี้ถึงไม่ค่อยมาหาเธอเลย เธอก็หลงคิดว่าเขาคงอยากจะทำตัวเหินห่างเพื่อหลบเลี่ยงสายตาคนอื่น ที่ไหนได้ ดันเปลี่ยนรสนิยมไปชอบไม้ป่าเดียวกันเสียแล้ว
แต่ถ้าจะบอกว่าโจวฉวินเปลี่ยนแนว หวังเซียงซิ่วก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรเลยแม้แต่น้อย ลองคิดดูสิ ผู้ชายที่สามารถไปมั่วสุมกับหญิงแก่อายุคราวป้าตั้งแต่อายุยังน้อยได้
พอเข้าสู่วัยกลางคนจะหันไปชอบผู้ชายบ้าง มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรสำหรับคนอย่างเขา กับคนพรรค์นี้ จะไปคาดหวังความปกติอะไรได้?
หวังได้ยากจริงๆ
หวังเซียงซิ่วส่ายหน้าเบาๆ เธอไม่เชื่อข้ออ้างเรื่อง “ความฝัน” นั่นเลยสักนิด ถ้าคนเราฝันอยู่จริงๆ พอได้สัมผัสตัวก็น่าจะรู้ตัวแล้วไม่ใช่หรือ? ร่างกายของผู้ชายกับผู้หญิงมันเหมือนกันเสียที่ไหน ยิ่งไป๋เฟิ่นโต้วแก้ผ้าล่อนจ้อนขนาดนั้นด้วยแล้ว
พอคิดถึงไป๋เฟิ่นโต้ว หวังเซียงซิ่วก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาอีกระลอก เขาถือว่าเป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ของเธอ แถมยังเป็นบ่อเงินบ่อทองส่วนตัวของเธออีกต่างหาก
แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าจะมาเจอเรื่องพรรค์นี้เข้า พอหวนนึกถึงหน้าตาของไป๋เฟิ่นโต้ว หวังเซียงซิ่วก็ได้แต่ทอดถอนใจให้กับรสนิยมและความหิวโหยไม่เลือกที่ของโจวฉวิน
จะหน้าตาแบบไหนพี่แกก็เอาหมดเลยหรือนี่
“โจวฉวินไม่ใช่คนแบบนั้นนะคะ คนในลานบ้านตั้งหลายคนก็เห็นเขามาตั้งแต่เล็กแต่น้อย น่าจะรู้นิสัยใจคอเขาดี ถึงก่อนหน้านี้จะมีข่าวลือแย่ๆ ไปบ้าง แต่โจวฉวินของฉันเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก เขาเป็นคนดีจริงๆ นะคะ”
เจียงหลูยังคงพยายามแก้ต่างให้สามีต่อไป แต่กลับไม่มีใครตอบรับคำพูดของเธอเลยสักคนเดียว
เมื่อทุกคนเงียบกริบ บรรยากาศก็ยิ่งขับเน้นให้เจียงหลูดูเหมือนกำลังเล่นละครลิงอยู่คนเดียว สีหน้าของเจียงหลูในตอนนี้แดงก่ำอย่างผิดปกติ เธอกระชากแขนโจวฉวินแรงๆ แล้วพูดขึ้น
“โจวฉวิน คุณก็พูดอะไรบ้างสิคะ อธิบายให้ทุกคนฟังหน่อย คุณจะยอมให้คนอื่นมาใส่ร้ายป้ายสีคุณแบบนี้เหรอ”
โจวฉวินส่งเสียงร้องไห้ออกมา
“ฮือๆๆๆ!”
ในที่สุดเขาก็เริ่มจะมีปฏิกิริยาตอบสนองบ้างแล้ว ทว่าใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เขาพูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น
“เจ็บ... ซี๊ด... เจ็บ...”
การที่ถูกไป๋เฟิ่นโต้วขย้ำจุดยุทธศาสตร์เข้าให้อย่างจัง ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวไปถึงกระดูกดำ
ยังไม่ทันจะหายเจ็บ ก็ยังมาโดนกระหน่ำเตะซ้ำเข้าไปอีกหลายที เขารู้สึกเหมือนว่า... บางทีของรักของหวงของเขาอาจจะแหลกละเอียดไปแล้วก็ได้
โจวฉวินร้องไห้โฮ พยายามเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก
“ไป... ไป... ไป... ไปโรง... โรงพยาบาล...”
ตอนนี้เองที่เจียงหลูเพิ่งจะเข้าใจว่า ที่โจวฉวินไม่ยอมพูดจาไม่ใช่เพราะไม่อยากแก้ตัว แต่เป็นเพราะเขาทนพิษบาดแผลไม่ไหวแล้วต่างหาก เพราะจุดที่เขาบาดเจ็บมันคือจุดตายของผู้ชาย
สำหรับลูกผู้ชายอกสามศอกแล้ว เรื่องอื่นยังพอทนได้ แต่เรื่องตรงนั้นมันสำคัญที่สุด เขาคว้าไหล่เจียงหลูไว้แน่น ตัวสั่นเทาพูดเสียงกระท่อนกระแท่น
“โรง... โรงพยาบาล...”
เจียงหลูก้มลงมองตามสายตา แล้วก็ต้องตาเบิกโพลงเมื่อเห็นสีแดงฉาน
เธอร้องลั่นออกมา
“กรี๊ด! แข็งใจไว้นะคะ คุณต้องแข็งใจไว้นะ ฉันจะพาคุณไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”
เธอรีบตะโกนขอความช่วยเหลือ
“ใครก็ได้ช่วยฉันที!”
ทันทีที่ได้ยินคำขอร้อง เหล่าผู้ชายทั้งหลายต่างก็ถอยหลังกรูดไปคนละก้าว ไม่มีใครอยากเสนอหน้าเข้าไปช่วยเลยสักคน เพราะโจวฉวินมีคดีติดตัวแบบนี้ ขืนเข้าไปช่วยแล้วเกิดถูกโจวฉวินเกิดปิ๊งขึ้นมา มันคงจะเป็นเรื่องที่น่าสะอิดสะเอียนพิลึก
อีกอย่าง ถ้าเกิดถูกคนอื่นเข้าใจผิดจะทำยังไง สรุปคือช่วยไม่ได้เด็ดขาด ในเมื่อพวกผู้ชายยังไม่ยอมช่วย พวกผู้หญิงก็ยิ่งเข้าไปยุ่งไม่ได้ใหญ่ โจวฉวินโป๊เปลือยล่อนจ้อนขนาดนั้น พวกเธอยังต้องรักษาชื่อเสียงของตัวเองอยู่เหมือนกัน
เจียงหลูตัดพ้อเสียงดัง
“พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันแท้ๆ พวกคุณจะใจดำใจร้ายกันขนาดนี้เลยเหรอ”
เธอตะโกนเรียกปาวๆ แต่ก็ไม่มีใครสนใจแม้แต่คนเดียว ป้าหวังที่เป็นถึงคนดูแลลานบ้านยังไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาสอด แล้วคนอื่นจะไปสนอะไร แถมป้าหวังเองก็มีความคิดของแก
ถ้าเข้าไปช่วยแล้วโดนเจียงหลูด่ากลับมาอีกจะทำยังไง ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหาเหาใส่หัว เมื่อกี้ที่ไป๋เฟิ่นโต้วจะเอามีดไล่ฟันคน นั่นเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แกถึงต้องห้ามไม่ให้เกิดเหตุร้ายแรง แต่ตอนนี้แกไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วยแล้ว
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยอมก้าวออกมา เจียงหลูจึงเรียกชื่อคนคนหนึ่ง
“หวังจาวตี้!”
คนอื่นอาจจะหลบเลี่ยงได้ แต่หวังจาวตี้หนีไม่พ้น เธอจำใจต้องเดินเข้ามาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทั้งที่ยังหลับตาปี๋เหมือนคนตาบอด เธอเองก็เป็นสาวบริสุทธิ์ ไม่อยากเห็นภาพอุจาดตาแบบนี้เหมือนกัน แต่เจียงหลูก็ดูออกว่าลำพังแรงผู้หญิงสองคนคงแบกผู้ชายตัวโตๆ ไม่ไหวแน่
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ อีกครั้ง แต่ทุกคนก็พร้อมใจกันถอยหลังหนี เจียงหลูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รู้สึกเจ็บปวดกับความเย็นชาของทุกคนเหลือเกิน คนในลานบ้านแห่งนี้ช่างแล้งน้ำใจสิ้นดี
เธอเงยหน้าขึ้นแล้วประกาศเสียงดังฟังชัด
“ใครก็ได้มาช่วยฉันที ฉันต้องการผู้ชายสี่คน แค่ช่วยพาโจวฉวินไปส่งโรงพยาบาล ฉันจะให้ค่าจ้างคนละห้าเหมา!”
“หา!”
“ห้าเหมาเลยเหรอ”
“นั่นไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ”
“ก็ใช่น่ะสิ เนื้อหมูชั่งละแปดเหมาห้าเฟิน เงินนี่ซื้อได้ตั้งครึ่งชั่งกว่าๆ เลยนะ”
“ฉันเอาด้วย!”
“ฉันทำเอง!”
“ฉันๆๆ”
พลังของเงินตรานี่มันช่างหอมหวานเสียจริง ไม่นานนักก็มีผู้ชายสี่คนกระโดดผึงออกมาอาสาด้วยความกระตือรือร้น ทุกคนเพ่งมองดีๆ อ้าว นี่มันเหล่าเฉาจากลานบ้านข้างๆ ไม่ใช่เหรอ
“เหล่าเฉา คุณมาทำอะไรที่ลานบ้านเราเนี่ย”
เหล่าเฉาตอบหน้าตาเฉย
“ฉันออกมาเข้าส้วม พอดีได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย พวกคุณเล่นใหญ่กันขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่อยากมาดู”
พอลองมองดูดีๆ ก็พบว่ามีคนจากลานบ้านระแวกใกล้เคียงมายืนมุงดูอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว พอได้ยินเสียงดังโครมคราม ใครๆ ก็พากันวิ่งมาดูความสนุกกันทั้งนั้น
เจียงหลูรู้สึกหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ความอับอายขายขี้หน้ามันพุ่งสูงจนแทบจะรับไม่ไหว แต่เธอก็ต้องกัดฟันสู้ต่อ
“เร็วเข้า รีบพาโจวฉวิน...”
เธออยากจะบอกให้พาขึ้นรถจักรยาน แต่ดูสภาพโจวฉวินที่นั่งทรงตัวยังไม่ได้แล้ว จักรยานคงไม่ไหวแน่
“ไปยืมรถเข็นจากลานบ้านข้างๆ มาที”
“ฝนตกหนักขนาดนี้ เขาคงไม่ยอมให้ยืมหรอกมั้ง”
“นั่นสิ”
เจียงหลูกัดริมฝีปากจนได้กลิ่นคาวเลือด แต่สถานการณ์บีบบังคับให้เธอต้องตัดสินใจ
“ฉันให้ค่าเช่ารถห้าเหมา!”
“โอ้ ถ้าอย่างนั้นก็ได้แน่นอน”
“ใช่ ห้าเหมานี่เยอะมากนะ”
ไม่นานนัก รถเข็นก็ถูกเข็นเข้ามา ชายฉกรรจ์สี่คนช่วยกันหามร่างของโจวฉวินขึ้นไปนอนบนรถเข็น แล้วหาเสื้อผ้ามาคลุมร่างอันเปลือยเปล่าของเขาไว้
“ไปกันเถอะ”
“ไปๆๆ!”
เปรี้ยง! ครืน!
จู่ๆ ฝนก็เทลงมาหนักกว่าเดิม เม็ดฝนขนาดใหญ่ตกลงมากระทบตัวคนจนรู้สึกเจ็บ
“เอ๊ะ เดี๋ยวสิ ทำไมโดนฝนแล้วมันเจ็บจังวะ”
“ฝนที่ไหนกันล่ะ ลืมตาดูดีๆ นี่มันลูกเห็บชัดๆ”
“แม่เจ้าโว้ย ลูกเห็บตกจริงๆ ด้วย”
“ฟ้าครึ้มมาตั้งหลายวัน พอตกทีก็เล่นใหญ่ไม่ยอมหยุดเลยนะ”
“อากาศแบบนี้มันนรกแตกชัดๆ”
“พวกแกเลิกบ่นได้แล้ว อ้อ จริงสิ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเขาไม่รับรักษาโจวฉวินบ้านพวกแกแล้วนี่นา งั้นก็ต้องส่งไปโรงพยาบาลที่ไกลออกไปอีกสิ? ลูกเห็บตกหนักขนาดนี้ ไอ้หนูเอ๊ย อย่าไปเลย เงินทองไม่คุ้มกับชีวิตหรอก”
เงินห้าเหมามันก็เยอะอยู่หรอก แต่ถ้าต้องเข็นรถฝ่าพายุลูกเห็บไปตั้งไกล มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลักๆ คือทุกคนยังจำเหตุการณ์ศึกสงครามระหว่างเทพเจ้าได้ดี คราวนั้นป้าโจว ลุงไป๋ และป้าซู ต้องตระเวนไปหลายโรงพยาบาล แต่เพราะอาการบาดเจ็บไม่สาหัส หมอเลยเกี่ยงกันรับเคส ทำให้พวกเขาต้องระหกระเหินไปที่อื่นท่ามกลางสถานการณ์ที่ย่ำแย่
[จบบท]