บทที่ 295: แผนลับสยบสามี
“แม่คิดว่าเธอจะไม่ยอมตกลงรับข้อเสนอนี้ด้วยความเต็มใจอย่างนั้นเหรอ”
“แม่... ลองนึกดูสิ คนที่ยากจนข้นแค้นขนาดนั้น ข้าวปลาอาหารก็ไม่มีจะตกถึงท้อง เสื้อผ้าก็ขาดวิ่นไม่มีจะใส่กันหนาว คนแบบนั้นเขาไม่มีทางมานั่งคิดหน้าคิดหลังเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรอกค่ะ แม่คิดว่าหนูกำลังจะทำร้ายหวังจาวตี้อยู่หรือไง ไม่ใช่เลยนะ หนูกำลังยื่นมือเข้าไปช่วยเธอต่างหาก”
เจียงหลูแสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นชา ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
“เธอไม่มีทางหาผู้ชายที่มีเงื่อนไขเพียบพร้อมไปกว่าไป๋เฟิ่นโต้วได้อีกแล้วในชาตินี้ ต่อให้ไป๋เฟิ่นโต้วจะมีข้อเสียกองเท่าภูเขาเลากา หรือจะมีนิสัยเสียชอบตามตื๊อพวกแม่ม่ายยังไงก็ตาม แต่ว่านะ... หึหึ”
หญิงสาวเว้นจังหวะพลางหัวเราะในลำคอเบาๆ
“ขอแค่เรากุมจุดตายเรื่องเงินๆ ทองๆ เอาไว้ในกำมือได้ ต่อให้เป็นแม่ม่ายหน้าไหนก็ไม่มีความหมายหรอกค่ะ เงินต่างหากล่ะคือพระเจ้า!”
ดูเหมือนว่าตอนนี้ความคิดของเจียงหลูจะเริ่มเปลี่ยนจากความสุดโต่งด้านหนึ่ง พลิกผันไปสู่อีกด้านหนึ่งอย่างกู่ไม่กลับเสียแล้ว เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยแผนการในใจออกมา
“หนูวางแผนว่าจะลองไปหาหมิงเหม่ยเพื่อพูดคุยหยั่งเชิงดูสักหน่อย จะลองดูว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะเกลี้ยกล่อมไป๋เฟิ่นโต้วได้ หนูน่ะไม่ห่วงทางฝั่งหวังจาวตี้หรอกนะ แต่หนูกังวลว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะไม่ยอมเล่นด้วยมากกว่า”
แม่ของเจียงหลูขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“หมิงเหม่ยเหรอ เพื่อนบ้านของลูกคนนั้นน่ะนะ สะใภ้เล็กที่เพิ่งแต่งงานเข้ามาใหม่คนนั้นน่ะเหรอ ลูกจะไปหาหล่อนทำไมกัน หล่อนยังเป็นแค่เด็กสาวรุ่นๆ จะไปรู้เรื่องรู้ราวอะไร”
“ยัยเด็กนั่นไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ขอแค่จวงจื้อซีรู้เรื่องก็พอแล้ว”
เจียงหลูอธิบายเหตุผลให้แม่ฟังอย่างใจเย็น
“หนูเป็นผู้หญิง ถ้าจะให้เดินดุ่มๆ ไปหาจวงจื้อซีเพื่อพูดคุยเรื่องนี้โดยตรง มันจะดูไม่งาม แล้วชาวบ้านก็จะเอาไปนินทาเสียๆ หายๆ ได้ อีกอย่างจวงจื้อซีเขาก็ไม่ค่อยชอบขี้หน้าหนูเท่าไหร่ ขืนไปพูดเองเขาคงไม่สนใจหรอก”
แววตาของเจียงหลูฉายแววเจ้าเล่ห์
“แต่ถ้าหนูเข้าทางหมิงเหม่ย จวงจื้อซีจะต้องยอมยื่นมือเข้ามาช่วยออกความคิดเห็นแน่นอน ขนาดไอ้สารเลวโจวฉวินยังเคยหลุดปากพูดออกมาเองเลยว่า ในบรรดาคนทั้งลานบ้าน คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและทันคนที่สุดก็คือจวงจื้อซีนี่แหละ อีกอย่างเขากับไป๋เฟิ่นโต้วก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน เขาต้องรู้วิธีจัดการและพูดกล่อมไป๋เฟิ่นโต้วให้สำเร็จได้แน่”
เจียงหลูถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางเอ่ยความต้องการที่แท้จริง
“หนูจำเป็นต้องรั้งตัวหวังจาวตี้ให้อยู่ในลานบ้านนี้ต่อไปให้ได้ค่ะ”
เธอหลุบตาลงต่ำ ซ่อนความกังวลไว้ภายในก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ถึงแม้ว่ามันจะมีความเป็นไปได้น้อยมาก แต่ถ้าวันหนึ่งโจวฉวินเกิดสมองกลับหรือเป็นบ้าขึ้นมา แล้วลุกขึ้นมาแตกหักกับหนูจริงๆ หนูก็จำเป็นต้องมีพรรคพวกคอยหนุนหลัง ถ้าหนูเป็นคนแนะนำคู่ครองให้หวังจาวตี้จนเธอได้แต่งงานและย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาอยู่ในเมืองได้ ไม่ว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะเป็นคนยังไง แต่ชีวิตของเธอก็ถือว่าได้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้ว”
เจียงหลูวิเคราะห์นิสัยของอีกฝ่ายอย่างทะลุปรุโปร่ง
“หนูพอดูออกนะว่าหวังจาวตี้ไม่ใช่คนประเภทอกตัญญูหรือพวกเลี้ยงไม่เชื่อง ขอแค่หนูตั้งใจผูกมิตรกับเธออย่างจริงจัง เธอก็จะต้องยอมมาเป็นพวกเดียวกับหนูแน่ๆ คนอื่นๆ ในลานบ้านน่ะวางแผนรับมือยากจะตายไป แต่กับเด็กบ้านนอกอย่างหวังจาวตี้ การจะดึงมาเป็นพวกนั้นง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก”
แม่ของเจียงหลูจ้องมองลูกสาวของตนอยู่นาน ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเห็นใจ
“ลำบากเธอแย่เลยนะ... แต่ในเมื่อเธอคิดทบทวนมาอย่างรอบคอบขนาดนี้แล้ว คนเป็นแม่อย่างฉันจะไปพูดขัดอะไรได้ล่ะ เอาเถอะ แม่สนับสนุนลูกเต็มที่”
คนเป็นแม่ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่า สถานการณ์ทางบ้านของตนเองนั้นไม่เอื้ออำนวยให้ลูกสาวกลับมาอาศัยอยู่ถาวรได้ พี่สะใภ้ของเจียงหลูเองก็คงไม่พอใจแน่ๆ แถมทางบ้านนั้นก็ไม่ใช่ครอบครัวธรรมดาทั่วไป ถ้าเกิดบ้านดองตามมาอาละวาดถึงที่นี่ ครอบครัวของหล่อนก็คงจะแตกแยกหาความสงบสุขไม่ได้
เมื่อเห็นลูกสาววิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างเป็นฉากเป็นตอน แม่ของเจียงหลูก็คล้อยตามอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“งั้นเรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้ก็แล้วกันนะ แม่หวังว่าเธอจะท้องสมใจอยากจริงๆ สักที”
เจียงหลูยิ้มออกมาบางๆ ที่มุมปาก แววตามีประกายประหลาดวูบผ่าน
“ก็หวังว่าอย่างนั้นแหละค่ะ คราวนี้หนูหาคนที่หนุ่มแน่น... วัยรุ่นที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เขามีน้ำยามากกว่าโจวฉวินตั้งเยอะ หนูไม่เชื่อหรอกว่าโชคชะตาจะกำหนดให้หนูไม่มีลูกไปตลอดชีวิต”
แม่ของเจียงหลูถึงกับนิ่งอึ้งไป “...”
หล่อนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบาด้วยความอยากรู้
“ลูกไปหาใครมา?”
เจียงหลูตัดบททันที
“เรื่องนี้แม่ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกค่ะ”
เธอยังไม่คิดที่จะบอกความลับนี้ให้ใครรู้ในตอนนี้
“แต่แม่วางใจเถอะค่ะ เขาไม่ใช่คนในลานบ้านของเราหรอก หนูไม่โง่พอที่จะทำเรื่องผิดพลาดให้คนอื่นมาจับหางจับหูได้ง่ายๆ แบบนั้นแน่”
แม่ของเจียงหลูพยักหน้าเบาๆ อย่างเป็นห่วง
“งั้น... เธอก็ระวังตัวให้มากหน่อยก็แล้วกัน”
“หนูรู้ค่ะ แม่ไม่ต้องห่วง”
เจียงหลูพูดด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความขมขื่นและความแค้นเคือง
“หลังจากที่หนูได้ลองกับผู้ชายคนอื่นดูแล้ว หนูถึงได้ตาสว่างและค้นพบความจริงว่า ไอ้โจวฉวินน่ะ... แม่งก็แค่ไอ้ขี้แพ้ไร้น้ำยาคนหนึ่งเท่านั้นเอง!”
เดิมทีเธอเคยคิดว่าชีวิตนี้คงหมดหวังและสิ้นหนทางแล้ว จริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้คิดวางแผนอะไรซับซ้อน เพียงแค่ความสิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามาทำให้เธออยากจะประชดชีวิตและทำตัวเหลวแหลกไปซะให้รู้แล้วรู้รอด
เธอไม่ได้ตั้งใจจะไปหาผู้ชายคนอื่นเพื่อทำลูกโดยเฉพาะเจาะจงหรอก แต่การปล่อยตัวปล่อยใจเพียงชั่วครู่นั้น มันเกิดจากความเครียดที่สั่งสมมานานจนเธออยากจะระบายออกและผ่อนคลายบ้าง
แต่ทว่า พอได้ปลดปล่อยและผ่อนคลายเพียงครั้งเดียว มันกลับเหมือนการเปิดประตูสู่โลกใบใหม่ที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน เธอไม่ได้หลงใหลคลั่งไคล้ในเรื่องพรรค์นั้นมากมายนัก แต่เธอกลับได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ในวินาทีนั้นเองว่า โจวฉวินน่ะเทียบไม่ได้เลยแม้แต่ปลายเล็บ
ไอ้เรื่องพรรค์นั้นแค่ไม่กี่วินาทีก็เสร็จกิจ มิน่าล่ะเธอถึงไม่เคยท้องได้สักที ลูกผู้ชายตัวจริงน่ะ เขาไม่เป็นแบบนั้นกันหรอก!
ถ้าผู้ชายคนหนึ่งแม้แต่เรื่องพื้นฐานแค่นี้ยังทำไม่ได้ จะไปหวังพึ่งพาให้เขาทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้อีกล่ะ... อาจกล่าวได้ว่า ในวินาทีนั้น เจียงหลูได้หมดความศรัทธาและดูถูกโจวฉวินจากก้นบึ้งของหัวใจ เธอตัดใจจากผู้ชายคนนี้ได้อย่างเด็ดขาด เมื่อก่อนเคยรักมากแค่ไหน ตอนนี้เธอก็รู้สึกขยะแขยงมากแค่นั้น
เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งหมดรักผู้ชายคนนั้นแล้ว สติสัมปชัญญะและเหตุผลก็จะกลับคืนมา... และเธอก็เริ่มวางแผนคิดบัญชีแค้นอย่างเลือดเย็น เจียงหลูแสยะยิ้มเย็นยะเยือกพลางเอ่ยย้ำ
“โจวฉวินมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย!”
แม่ของเจียงหลูได้แต่ยืนนิ่งพูดไม่ออก “...”
หลังจากผ่านค่ำคืนที่แสนยาวนาน คนที่ต้องตื่นไปทำงานก็จำใจต้องลากสังขารลุกจากที่นอน แต่สำหรับคนที่ไม่มีงานทำ ก็นอนลืมตาโพลงข่มตานอนไม่หลับกันทั้งคืน
ในช่วงสายของวัน ฝนที่เคยตกกระหน่ำอย่างหนักได้เปลี่ยนเป็นเพียงละอองฝนโปรยปราย สองพ่อลูกตระกูลไป๋นอนแผ่หราอยู่ภายในบ้านเหมือนศพที่ไร้วิญญาณ พวกเขาปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น แม้ว่าบนเตียงนอนจะเปียกชื้นไปด้วยน้ำฝนที่รั่วลงมา แต่พวกเขาก็ดูจะไม่ยี่หระและนอนแช่น้ำอยู่อย่างนั้น
ในขณะเดียวกัน บรรดาแม่บ้านที่ไม่ได้ออกไปทำงานต่างก็พากันมารวมตัวกันที่บ้านของป้าหวังในลานหลัง บ้านของป้าหวังจึงคึกคักและเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยจอแจ เหล่าแม่บ้านต่างพากันนั่งทำงานฝีมือ นั่นก็คือการรับจ้างแปะกล่องไม้ขีดไฟ พลางจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องราวใหญ่โตที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานอย่างออกรส
เรื่องราวมหากาพย์การทะเลาะวิวาทเมื่อคืนถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เกิดมาพวกเธอก็เพิ่งจะเคยพบเคยเห็นเป็นครั้งแรก
แต่ก็นั่นแหละนะ ไอ้คำว่า “เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก” เนี่ย ในลานบ้านแห่งนี้ก็มีคนพูดประโยคนี้กันมาตั้งหลายรอบแล้ว พอเรื่องนี้จบลง ก็มักจะมีคนหาเรื่องใหม่ๆ มาสร้างวีรกรรมให้ได้พูดคำว่า “เพิ่งเคยเห็น” กันอีกจนได้ เรียกว่ามีเรื่องให้ตื่นเต้นไม่เว้นแต่ละวันจนรับมือกันแทบไม่ทัน
“ป้าหวัง ป้าไม่ลองไปดูที่บ้านตระกูลไป๋หน่อยเหรอ สองพ่อลูกนั่นไม่ยอมลุกไปทำงาน นอนซมอยู่แต่ในบ้าน บนเตียงนั่นก็นองไปด้วยน้ำฝน พวกเขานอนแช่น้ำอยู่อย่างนั้นจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วยเอาเหรอ”
ป้าหวังเงยหน้าขึ้นมาแล้วถามกลับด้วยสีหน้าจริงจัง
“แล้วฉันจะกล้าเข้าไปยุ่งกับพวกเขาเหรอ พูดอะไรไปพวกเขาจะยอมฟังฉันหรือไง ขืนเสนอหน้าเข้าไปมีหวังได้โดนด่าเปิงกลับมาพอดี”
ทุกคนในวงสนทนาต่างพากันร้อง “เอ้อ...” แล้วก็เงียบเสียงลง ไม่มีใครรู้จะจะตอบโต้ยังไง เพราะเรื่องพรรค์นี้จะไปโยนภาระให้ป้าหวังคนเดียวก็คงไม่ได้ การเป็นคนดูแลลานบ้านและต้องคอยจัดการปัญหาพวกนี้นั้นยากลำบากแค่ไหน ทุกคนต่างรู้ซึ้งแก่ใจดี มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ
จ้าวชุ่ยฮวาที่นั่งอยู่ด้วยจึงเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า
“ไอ้เรื่องนี้น่ะนะ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะลงเอยยังไงต่อไป”
“นั่นสิ ใครจะไปรู้ล่ะ”
“พวกเธอคิดว่าทางโรงงานจะลงมาจัดการเรื่องนี้ไหม”
“ฉันว่าคงไม่หรอก มั้งนะ ทั้งโจวฉวินและไป๋เฟิ่นโต้วต่างก็เจ็บตัวกันทั้งคู่ พวกเขาคงไม่กล้าบากหน้าไปฟ้องโรงงานหรอก ในเมื่อไม่มีเจ้าทุกข์ไปร้องเรียน ทางโรงงานจะหาเรื่องใส่ตัวกระโดดลงมาในบ่อโคลนนี้ทำไม เรื่องแบบนี้พูดออกไปก็มีแต่เสียกับเสีย สู้แกล้งทำหูหนวกตาบอดไม่รู้ไม่เห็นไปซะยังจะดีกว่า
แต่ก็ไม่แน่นะ อาจจะมีพวกมือดีคาบข่าวไปฟ้องโรงงานก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นโรงงานก็คงไม่อยากจะมายุ่งเรื่องชาวบ้านหรอก เพราะตราบใดที่ทั้งไป๋เฟิ่นโต้วและโจวฉวินต่างยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด ก็คงไม่มีใครหน้าไหนจะไปพิสูจน์ได้หรอกว่าพวกเขาก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกันจริงๆ”
“ป้าหวัง เมื่อเช้านี้ป้าฝ่าฝนไปที่สำนักงานเขตมาไม่ใช่เหรอ ทางเจ้าหน้าที่เขาว่ายังไงบ้างล่ะ”
เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ มีหรือที่จะปิดบังสำนักงานเขตได้ เจ้าหน้าที่ที่นั่นต่างก็ชาชินกับสารพัดปัญหา ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ในลานบ้านแห่งนี้จนแทบจะด้านชากันไปหมดแล้ว พอเห็นหน้าป้าหวังโผล่เข้าไป สิ่งแรกที่พวกเขาทำคือกุมขมับนวดคลึงเส้นประสาททันที
แต่จะว่าไป ประสบการณ์ของพวกเขาก็อาจจะยังน้อยไปหน่อย เพราะเรื่องวุ่นวายในลานบ้านนี้มันมีมากมายมหาศาลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าเรื่องราวมันจะกลับตาลปัตรได้ขนาดนี้...
ความจริงแล้ว หัวหน้าสำนักงานเขตแทบอยากจะทุบหัวเจ้าตัวดีอย่างโจวฉวินให้แบะคามือด้วยซ้ำ โทษฐานที่ทำเรื่องบัดสีบัดเถลิง สร้างความอับอายขายขี้หน้าไปทั่ว แต่ทว่า... หลังจากที่ได้ตั้งใจเผือก... เอ้ย!
ตั้งใจรับฟังเรื่องราวอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ท่านหัวหน้าก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วตัดสินใจว่าจะวางมือ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเน่าเหม็นพรรค์นี้จะดีกว่า ประเด็นร้อนฉ่าที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจก็คือ เรื่องที่ว่าไป๋เฟิ่นโต้วถูกโจวฉวิน... เอ่อ... กระทำย่ำยีหรือไม่
ถึงแม้ว่าไป๋เฟิ่นโต้วจะยืนยันนั่งยันว่า 'ยังไม่ได้โดน' ก็เถอะ แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น คงมีแต่สวรรค์และคนสองคนในเหตุการณ์เท่านั้นที่รู้ หรือถ้าจะมีใครรู้อีกสักคน ก็คงหนีไม่พ้นเจียงหลู ภรรยาของโจวฉวินนั่นแหละ
แต่ก็นั่นแหละ เจียงหลูเองก็คงจะรูดซิปปากเงียบกริบ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาแน่ๆ
อีกประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผลจากการต่อสู้ขัดขืน ทำให้ 'กล่องดวงใจ' ของโจวฉวินถูกลูกถีบมหากาฬของไป๋เฟิ่นโต้วทำลายจนยับเยิน ถึงแม้หมอจะช่วยต่อกลับเข้าไปได้ แต่มันก็กลายเป็นเพียงเครื่องประดับไร้ค่า ใช้งานการอะไรไม่ได้อีกต่อไป พูดง่ายๆ ก็คือ... โจวฉวินหมดความเป็นชายไปโดยสมบูรณ์แล้ว
ดังนั้น เมื่อพิจารณาดูแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างก็บอบช้ำกันไปคนละแบบ เรื่องต้นเหตุมันเกิดจากความหื่นกระหายของโจวฉวินเองด้วย ดังนั้นเรื่องนี้ ทั้งสองฝ่ายคงอยากจะให้มันจบๆ ไปโดยเร็วที่สุด ขืนรื้อฟื้นขึ้นมาก็มีแต่จะอับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเปล่าๆ
จ้าวชุ่ยฮวาผู้ที่มองเกมขาดที่สุดในวงสนทนา เอ่ยสรุปความเห็นของเธอออกมาอย่างมั่นใจ
“เรื่องนี้น่ะนะ ฉันฟันธงเลยว่าทางสำนักงานเขตจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว และทางโรงงานเองก็คงจะไม่เอาตัวเข้ามาแปดเปื้อนด้วยเหมือนกัน”
เหล่าบรรดาแม่บ้านและหญิงสาวที่นั่งล้อมวงกันอยู่ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำวิเคราะห์ฉากนี้
“จริงๆ เล้ย... นึกไม่ถึงจริงๆ ว่ารสนิยมของโจวฉวินจะเป็นแบบนี้ ไปชอบไม้ป่าเดียวกันซะได้ แถมคนที่มันหมายตายดันเป็นไป๋เฟิ่นโต้วซะอีก”
“นั่นสิ ใครจะไปคิดล่ะ”
“แต่จะว่าไป ไป๋เฟิ่นโต้วนี่ก็โหดไม่ใช่เล่นเลยนะ เล่นงานซะโจวฉวินสูญพันธุ์ไปเลย...”
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นว่าทิศทางการสนทนาเริ่มจะออกทะเลไปกันใหญ่ เธอจึงรีบดึงสติทุกคนกลับมา พร้อมกับเสนอแง่มุมความคิดใหม่ที่ทำให้ทุกคนต้องอึ้ง
“พวกเธอฟังฉันนะ จริงๆ แล้วพวกเราทุกคนควรจะกราบขอบคุณไป๋เฟิ่นโต้วงามๆ สักสามทีด้วยซ้ำนะ! ลองคิดดูสิ บ้านไหนบ้างที่ไม่มีผู้ชาย? ถ้าไป๋เฟิ่นโต้วไม่ใจเด็ดลงมือขั้นเด็ดขาด ถีบผ่าหมากจนโจวฉวินกลายเป็นขันทีแบบนี้ ใครจะกล้ารับประกันได้บ้างล่ะว่าพ่อบ้าน หรือลูกชายของตัวเองจะไม่ตกเป็นเป้าหมายรายต่อไปของไอ้โจวฉวิน?”
จ้าวชุ่ยฮวาเว้นจังหวะให้ทุกคนได้คิดตาม ก่อนจะร่ายยาวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไอ้หมอนั่นมันเลือกกินที่ไหนกันล่ะ หิวโซจนหน้ามืดตามัว ขนาดผู้ชายอกสามศอกอย่างไป๋เฟิ่นโต้วมันยังหน้ามืดปลุกปล้ำได้ แล้วผู้ชายคนอื่นๆ จะไปรอดเหรอ? ตอนนี้สิดี ปลอดภัยหายห่วงกันถ้วนหน้า อย่างน้อยที่สุด อาวุธประจำกายของมันก็พังยับเยินไปแล้ว ต่อให้ใจมันยังคิดชั่วอยากจะทำมิดีมิร้ายใครอีก แต่มันก็ไม่มีปัญญาจะทำอะไรได้แล้วล่ะ!”
คำพูดของจ้าวชุ่ยฮวาเปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องวาบเข้ามาในหัวของทุกคน ทุกคนในวงสนทนาต่างชะงักไปชั่วครู่… ทันใดนั้น ป้าหวังก็ตบเข่าฉาดใหญ่ ร้องออกมาด้วยความถูกอกถูกใจ
“โอ้โฮ! แม่จ้าว! เธอนี่มันมองทะลุปรุโปร่งจริงๆ คิดได้ลึกซึ้งมาก! ที่เธอพูดมาน่ะถูกเผงเลย พวกเราต้องขอบคุณไป๋เฟิ่นโต้วจริงๆ นั่นแหละ!”
เมื่อหัวหน้าแก๊งอย่างป้าหวังเปิดทาง บรรดาป้าๆ น้าๆ สะใภ้ทั้งหลายต่างก็ถึงบางอ้อ พากันพยักหน้าหงึกหงักเห็นพ้องต้องกัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“ใช่ๆๆ ไป๋เฟิ่นโต้วถือว่าได้ช่วยขจัดภัยร้ายให้สังคมเลยนะเนี่ย เป็นวีรบุรุษผู้เสียสละชัดๆ!”
“จริงด้วย ถ้าโจวฉวินไม่พิการไปซะก่อน ผู้ชายทั้งลานบ้านคงต้องอยู่อย่างหวาดผวา ตกนรกทั้งเป็นแน่ๆ โชคดีจริงๆ บุญรักษาแท้ๆ”
ต้องยอมรับเลยว่า โจวฉวินนี่มันตัวเชื้อโรคชัดๆ เป็นแกะดำที่ทำลายความสงบสุขของชุมชนอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้ก็จ้องจะงาบคนแก่ จนทำเอาบรรดาแม่ม่ายและหญิงสูงวัยในละแวกนี้ต่างพากันหวาดกลัว ต้องคอยหลบๆ ซ่อนๆ ระวังตัวแจ เพราะกลัวว่าจะตกเป็นเหยื่อ
พอเรื่องคนแก่ซาลงไป มันดันเปลี่ยนเป้าหมายหันมาจ้องจะกินผู้ชายด้วยกันเองซะงั้น!
ถ้าไม่ได้ไป๋เฟิ่นโต้วช่วยจัดการตัดตอน... แค่กๆ... ตัดโอกาสทำชั่วของมันไปซะก่อน ไม่แน่ว่าในอนาคต ถ้ามันเปลี่ยนรสนิยมอีกรอบ มันอาจจะหันไปจ้องตาเป็นมันใส่ตาแก่หัวหงอกในลานบ้านก็เป็นได้ ใครจะไปรู้!
“ถ้ามองในมุมนี้ ก็ต้องขอบคุณไป๋เฟิ่นโต้วจริงๆ นั่นแหละ”
“แน่นอนที่สุด!”
“เอ้อ แล้วพวกเธอรู้ข่าวหรือยัง เมื่อเช้านี้ไป๋เฟิ่นโต้วบุกไปขอแต่งงานกับหวังเซียงซิ่วด้วยนะ เห็นกันหรือเปล่า?”
“เห็นสิ! โอ๊ย... หวังเซียงซิ่วไม่มีทางตอบตกลงหรอกย่ะ เมื่อก่อนตอนที่ไป๋เฟิ่นโต้วยังดีๆ อยู่ ทั้งคู่ยังไม่เห็นจะมีวี่แววว่าจะลงเอยกันได้เลย แล้วตอนนี้ไป๋เฟิ่นโต้วมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ขนาดนี้ ใครจะไปเอาลง อีกอย่างนะ หวังเซียงซิ่วมีลูกชายตั้งสามคนเป็นภาระอยู่แล้ว
ขืนแต่งงานกับไป๋เฟิ่นโต้ว เขาก็ต้องอยากมีลูกชายสืบสกุลของตัวเองอีก ภาระค่าใช้จ่ายในบ้านคงหนักอึ้งจนหลังหัก หวังเซียงซิ่วฉลาดจะตาย หล่อนไม่หาเรื่องใส่ตัวหรอก แล้วเธอก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าเมื่อเช้านี้ลูกชายสามคนของบ้านนั้นอาละวาดกันบ้านแทบแตกขนาดไหน”
“นั่นสินะ...”
ในขณะที่วงสนทนากำลังออกรส จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังใกล้เข้ามา
ตึก! ตึก! ตึก!
ฝนที่ตกกระหน่ำมาตลอดทั้งคืนเพิ่งจะซาเม็ดลง แต่พื้นดินในลานบ้านยังคงเจิ่งนองไปด้วยน้ำขัง เสียงฝีเท้าย่ำลงบนโคลนและน้ำดัง จอมแจม สลับกับเสียงหอบหายใจหนักหน่วง
“ป้าหวัง! ป้าหวังอยู่บ้านไหมครับ!”
ป้าหวังชะโงกหน้าออกไปตะโกนถาม
“ใครน่ะ?”
เมื่อเพ่งมองฝ่าละอองฝนออกไป ก็พบว่าเป็นเจ้าหน้าที่หนุ่มจากสำนักงานเขตที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี
“อ้าว! เสี่ยวซุน? ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะ พ่อหนุ่ม มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่า?”
ป้าหวังรีบกุลีกุจอเดินออกไปต้อนรับ โดยมีจ้าวชุ่ยฮวาและสมาคมแม่บ้านยื่นคอยาวเป็นยีราฟมองตามด้วยความอยากรู้อยากเห็น รองเท้าผ้าของป้าหวังเปียกชุ่มไปหมด แต่แกก็หาได้สนใจไม่
เสี่ยวซุนยืนหอบแฮ่กๆ ชี้นิ้วไปทางโรงพยาบาล หน้าตาตื่นตระหนก
“ป้า... ป้า... ป้าต้องรีบไปโรงพยาบาลกับผมเดี๋ยวนี้เลย! สามีภรรยาคู่นั้น... โจวฉวินกับเจียงหลู เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”
“หา!”
ป้าหวังอุทานลั่น สีหน้ามึนงง
“เกิดเรื่อง? ก็พวกเขาอยู่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ เกิดเรื่องก็ให้หมอรักษาไปสิ จะมาตามฉันทำไม?”
“ไม่ใช่ครับ! ป้าเข้าใจผิดแล้ว...”
เสี่ยวซุนพยายามสูดหายใจเข้าปอด ก่อนจะรวบรวมคำพูดอธิบายรัวเร็ว
“คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ เมื่อเช้าหลังจากที่ป้าไปแจ้งเรื่อง ทางสำนักงานเขตเขาก็ยังไม่วางใจ เลยส่งผมให้ไปดูสถานการณ์ที่โรงพยาบาลหน่อย”
แน่นอนว่าการรู้ข้อมูลเชิงลึกย่อมทำให้การจัดการปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น ทางการเขาทำงานรอบคอบเสมอ
“พอผมไปถึงนะ... ปรากฏว่าโจวฉวินที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองจะใช้งาน... เอ่อ... ตรงนั้นไม่ได้อีกแล้ว ก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งอาละวาดบ้านแตก จะฆ่าตัวตายท่าเดียวเลยครับ! เดี๋ยวก็จะกระโดดตึก เดี๋ยวก็จะเอาหัวโขกกำแพง วุ่นวายกันไปหมด!”
“คุณพระช่วย!”
ทุกคนในที่นั้นตาโตเท่าไข่ห่าน
จ้าวชุ่ยฮวาได้แต่คิดในใจ 'น่าสงสารโรงพยาบาลจริงๆ ทำเวรทำกรรมอะไรไว้ถึงต้องมาเจอคนไข้ประเภทนี้เนี่ย'
“แล้วเมียเขา เจียงหลู ก็พยายามเข้าไปห้าม พยายามปลอบใจ แต่จู่ๆ เธอก็เป็นลมล้มพับไปเลยครับ หมอเลยรีบพาไปตรวจ...”
เสี่ยวซุนกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ก่อนจะประกาศข่าวช็อกโลก
“ผลตรวจออกมาว่า... เจียงหลูท้องครับ!”
“เชี่ยยยย!” (คำอุทานในใจของทุกคนที่แรงกว่าคำว่าคุณพระ)
ดวงตาของชาวคณะเผือกขยายกว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
จ้าวชุ่ยฮวา ‘หือ???’
ในฐานะคนที่รู้ตื้นลึกหนาบาง (ว่าใครเป็นหมัน) เธอแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลย ป้าหวังยืนอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้
“เจียง... เจียงหลูท้องเหรอ?”
“ใช่ครับ! ท้องจริงๆ!”
เสี่ยวซุนพยักหน้าหงึกหงักยืนยันหนักแน่น แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ป้าหวังยังคงยืนงงเป็นไก่ตาแตก สมองประมวลผลไม่ทัน เสี่ยวซุนรีบเสริมต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ใครจะไปคิดล่ะครับว่าบทละครชีวิตมันจะพลิกล็อกได้ขนาดนี้ โจวฉวินแต่งงานมาเป็นสิบปี อยากมีลูกแทบตายก็ไม่มี น้ำยาบูดมาตลอด พอมาวันนี้... วันที่ไอ้นั่นของตัวเองใช้งานไม่ได้แล้ว เมียดันมาตรวจเจอว่าท้องซะงั้น! ป้าว่านี่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เหลือเชื่อที่สุดในโลกหรอกเหรอครับ...”
ใจจริงเขาอยากจะพูดว่า 'เบื้องบนคงลิขิตมา' แต่ก็ไม่กล้าพูดเต็มปาก เดี๋ยวจะหาว่าเผยแพร่ความคิดงมงาย ป้าโจวเพิ่งจะโดนจับไปเพราะเรื่องพวกนี้อยู่หยกๆ
“แล้ว... แล้วยังไงต่อล่ะ?”
จ้าวชุ่ยฮวาโพล่งถามขึ้นมาอย่างอดใจไม่ไหว เรื่องมันต้องไม่จบแค่นี้แน่ๆ ไม่อย่างนั้นเสี่ยวซุนคงไม่วิ่งหน้าตื่นมาถึงนี่หรอก
“โจวฉวินน่ะดีใจจนเนื้อเต้นสิครับ! หัวเราะร่าทั้งน้ำตาเลย แต่ทางฝั่งเจียงหลูน่ะสิ... พอรู้ว่าท้อง เธอกลับโวยวายบ้านแตก จะเอาเด็กออกท่าเดียว แถมยังประกาศว่าจะขอหย่าเดี๋ยวนี้เลยด้วย! ตอนนี้โจวฉวินกำลังคุกเข่ากราบกรานขอร้องเมียไม่ให้ทิ้งเขาไป
ส่วนญาติๆ ฝั่งแม่ของเจียงหลูก็อยู่กันครบ กำลังยุส่งให้เจียงหลูหย่าขาดจากไอ้โจวฉวินให้รู้แล้วรู้รอด... โจวฉวินเลยอยากให้คนในลานบ้านของเราช่วยไปเป็นกาวใจ ไปช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้หน่อยครับ!”
เสี่ยวซุนเองก็คิดว่าเจียงหลูควรจะหย่าๆ ไปซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ผู้ชายพรรค์นั้นจะเอาทำพันธุ์... เอ้ย เอาทำสามีต่อไปทำไม แต่ติดตรงที่ว่าพอเอ่ยปากเรื่องหย่าปุ๊บ โจวฉวินก็จะวิ่งไปโดดตึกปั๊บ!
เรื่องมันถึงได้วุ่นวายอีรุงตุงนังอยู่นี่ไง!
ทุกคนในลานบ้านหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
วินาทีนี้... ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดีจริงๆ มันจุกอยู่ที่คอหอย!
[จบบท]