บทที่ 303: สามพี่น้องหายไป
“ใช่ค่ะ”
ฮุ่ยฮุ่ยทำเสียงออดอ้อนพลางขยับตัวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มรุ่นลุงตรงหน้า เธอช้อนตามองเขาด้วยแววตาหวานหยาดเยิ้มพร้อมกับยื่นข้อเสนอที่ตนเองต้องการออกมาอย่างชัดเจน
“ฉันจะช่วยคุณตามหาของสิ่งนั้นจนเจอ แต่คุณต้องสัญญาก่อนนะคะว่าจะแต่งงานกับฉัน”
รองหัวหน้าเจิ้งได้ยินคำขอที่ตรงไปตรงมาของหญิงสาวคราวลูกก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เขาไม่ได้ตอบรับคำขอนั้นในทันที แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธออกมาให้เห็น มือหนาเอื้อมไปเชยคางมนของหญิงสาวขึ้นมาบีบเล่นเบาๆ อย่างหยอกเย้า
เมื่อทั้งสองคนตกลงผลประโยชน์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฮุ่ยฮุ่ยจึงค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเตรียมตัวกลับ
“งั้นฉันกลับก่อนนะคะ ถึงแม้ว่าพวกคนในบ้านจะไม่อยู่กัน แต่ฉันก็ออกมาข้างนอกนานเกินไปไม่ได้ ถ้ามีใครมาเห็นเข้ามันจะไม่ดีค่ะ”
“ตกลง”
ทางด้านจ้าวชุ่ยฮวาที่กำลังปั่นจักรยานกลับบ้านนั้น เธอเองก็นึกไม่ถึงเลยว่าการที่ตนเองแอบไปขุดเอาสมบัติที่อวี๋เป่าซานซ่อนไว้กลับมา จะกลายเป็นการสร้างผลกระทบลูกโซ่ที่คาดไม่ถึงขนาดนี้
ในชาติที่แล้วเหตุการณ์ความวุ่นวายเรื่องของหายไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นเป็นเพราะไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าอวี๋เป่าซานแอบซุกซ่อนของดีเอาไว้มากมาย แต่ในชาตินี้เพราะจู่ๆ ของเหล่านั้นก็ได้อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย อวี๋เป่าซานที่เสียดายของจนสติแตกจึงแสดงพิรุธออกมา ทำให้เรื่องราวแดงขึ้นมาจนทางการต้องเข้ามาตรวจสอบ
นับว่าเป็นโชคดีที่จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้มีความคิดที่จะนำของมีค่าเหล่านั้นออกมาใช้ในตอนนี้ เธอผ่านร้อนผ่านหนาวและมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าคนอื่น การเก็บงำความลับและรอคอยจังหวะเวลาจึงเป็นสิ่งที่เธอถนัดที่สุด
จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้รู้ระแคะระคายเลยว่าฮุ่ยฮุ่ยมีแผนการร้ายอะไร หรือแม้กระทั่งจุดประสงค์ที่แท้จริงที่หญิงสาวคนนั้นเดินทางมาที่นี่ แต่สิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจคือเธอจะไม่นำสมบัติพวกนั้นออกมาใช้อย่างเด็ดขาด อย่างน้อยที่สุดก็ต้องรอให้ถึงยุคปฏิรูปเศรษฐกิจเสียก่อน ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันอีกที
ในเวลานี้หญิงชรากำลังปั่นจักรยานกลับบ้านพร้อมกับเหล่าสหายแก๊งแม่บ้าน ระหว่างทางเธอก็อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำในใจถึงความสามารถในการกระจายข่าวของพวกเด็กวัยรุ่น ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่เรื่องจับปลาบนเขาจะดึงดูดผู้คนให้แห่แหนกันไปมากมายขนาดนี้
ตลอดเส้นทางที่จ้าวชุ่ยฮวาและเพื่อนบ้านปั่นจักรยานผ่าน พวกเธอต้องคอยหลบหลีกผู้คนที่เดินสวนกันไปมา นับคร่าวๆ แล้วน่าจะมีไม่ต่ำกว่าแปดสิบถึงหนึ่งร้อยคนเลยทีเดียว
ใครจะไปคิดว่าจะมีคนว่างงานและกระตือรือร้นเรื่องของฟรีมากขนาดนี้ แต่เมื่อลองคิดดูอีกที การที่ทุกคนอยากจะมีส่วนแบ่งในผลประโยชน์ก็ถือเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ปลาที่ได้มาฟรีๆ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ ใครบ้างจะไม่ชอบกันล่ะ
การที่จ้าวชุ่ยฮวาและเพื่อนบ้านพากันขึ้นเขาไปจับปลาในวันนี้ แม้ว่าบรรยากาศจะแตกต่างจากวันวานที่เงียบสงบ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวเปล่า เพราะพวกเธอแต่ละคนต่างก็มีผลงานติดไม้ติดมือกลับมากันถ้วนหน้า
หลังจากร่วมแรงร่วมใจกันจับปลาและนำมาหารแบ่งตามจำนวนคนแล้ว สรุปว่าแต่ละคนได้รับส่วนแบ่งเป็นปลาคนละสี่ตัว
สำหรับบ้านตระกูลจวงนั้น จ้าวชุ่ยฮวาและเหลียงเหม่ยเฟินไปกันสองคน แม่สามีกับลูกสะใภ้ช่วยกันจับปลาอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ครอบครัวของพวกเธอได้ปลากลับบ้านมาทั้งหมดถึงแปดตัว
กลุ่มของจ้าวชุ่ยฮวานับว่าเป็นกลุ่มที่จับปลาได้ค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับคนอื่น แม้ว่าในสระน้ำจะมีปลาชุกชุม แต่จำนวนคนที่แห่กันขึ้นไปจับปลานั้นมีมากมายมหาศาล ยิ่งกว่าฝูงมดแตกรัง ต่างคนต่างแย่งกันจับปลาอย่างโกลาหล
หากจะพูดกันตามตรง ถ้าต้องนั่งรถประจำทางเพื่อเดินทางมาจับปลาถึงที่นี่ มันก็ดูจะไม่ค่อยคุ้มค่าสักเท่าไหร่ ค่ารถไปกลับก็เป็นเงินจำนวนหนึ่งแล้ว ยิ่งถ้าขึ้นเขาไปแล้วจับปลาไม่ได้ หรือโชคร้ายได้ปลาตัวเล็กๆ กลับมาแค่ตัวเดียว ก็เท่ากับว่าเสียเวลาไปฟรีๆ หนึ่งวันเต็มๆ โดยไม่ได้อะไรกลับมาเลย
แต่สำหรับคนที่ขี่จักรยานมาเองอย่างพวกเธอ การที่ไม่มีต้นทุนค่าเดินทางทำให้ทุกอย่างดูคุ้มค่าไปหมด อย่างน้อยๆ กลุ่มของจ้าวชุ่ยฮวาก็ถือว่าได้กำไรเห็นๆ
นอกจากจะได้ปลาสดๆ กลับบ้านแล้ว ระหว่างทางเดินลงจากเขา พวกเธอยังโชคดีไปเจอกับต้นลูกพลัมเข้าโดยบังเอิญ เหล่าแม่บ้านผู้เจนจัดในสนามชีวิตมีหรือจะปล่อยผ่าน พวกเธอไม่สนใจหรอกว่าลูกพลัมเหล่านั้นจะสุกงอมเต็มที่หรือยัง ขอแค่กินได้พวกเธอก็จัดการรูดเก็บมาจนเกลี้ยงต้น
ถ้าหากพวกเธอไม่รีบเก็บเสียตั้งแต่ตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็คงไม่เหลือซากให้เห็นแล้ว
ต้องบอกว่าเป็นความโชคดีในความบังเอิญจริงๆ เพราะตอนแรกพวกเธอแค่จะแวะหามุมสงบเพื่อทำธุระส่วนตัว แต่ดันไปเจอขุมทรัพย์ผลไม้เข้าพอดี หากต้นลูกพลัมต้นนี้ขึ้นอยู่ในจุดที่สังเกตเห็นได้ง่าย คงโดนคนอื่นเก็บไปนานแล้ว
การเดินทางไกลในวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สี่สหายแม่บ้านต่างพากันปั่นจักรยานกลับมาถึงเรือนสี่ประสานด้วยสภาพเหงื่อท่วมตัวและหอบหายใจด้วยความเหนื่อยอ่อน
ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนแข้งขาแทบไม่มีแรง แต่พอหันไปมองถุงใส่ปลาและผลไม้ที่ท้ายรถจักรยาน ความเหนื่อยล้าก็ดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง รอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทุกคน
“คุณย่า! กลับมากันแล้วเหรอครับ”
เสียงใสแจ๋วของเจ้าจวงหยาง หรือ หู่โถว ดังขึ้นทักทายทันทีที่เห็นผู้เป็นย่าปั่นจักรยานเข้ามาในบริเวณลานบ้าน วันนี้โรงเรียนเลิกเร็ว เขาจึงพาน้องสาวกลับมาถึงบ้านก่อนและเนื่องจากเข้าบ้านไม่ได้ เด็กทั้งสองจึงชวนกันเล่นกระโดดช่องตารางอยู่ที่ลานกลางบ้าน
นอกจากหลานๆ ของจ้าวชุ่ยฮวาแล้ว ก็ยังมีหลี่จวินจวินและเด็กคนอื่นๆ ในลานบ้านเล่นอยู่ด้วยกัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าวันนี้กลับไม่เห็นเงาของเด็กๆ จากบ้านตระกูลซูเลยสักคน จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าตอบรับหลานชายด้วยรอยยิ้ม
“ย่ากลับมาแล้วลูก”
หลี่จวินจวินกับเด็กคนอื่นๆ พอเห็นผู้ใหญ่กลับมาก็รีบวิ่งกรูเข้าไปหาป้าหวัง ผู้เป็นย่าของตนเองด้วยความตื่นเต้นเช่นกัน
จ้าวชุ่ยฮวาหันไปถามเพื่อนบ้านเพื่อความแน่ใจ
“พวกเราแบ่งของกันตรงนี้เลยไหม”
“แบ่งเลยสิ แบ่งกันให้เสร็จจะได้รีบเอาเข้าบ้าน”
เมื่อเทียบกับกลุ่มคนอื่นๆ ที่ขึ้นเขาไปจับปลา กลุ่มของจ้าวชุ่ยฮวาถือว่ากลับมาถึงบ้านค่อนข้างเร็ว
บรรดาแม่บ้านต่างช่วยกันแบ่งปลาและลูกพลัมกันอย่างคึกคักที่กลางลานบ้าน เสียงพูดคุยและรอยยิ้มแห่งความสุขดึงดูดความสนใจของคนที่ไม่ได้ออกไปไหน
ซูต้าเหนียงที่วันนี้เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพราะอ้างว่าร่างกายอ่อนแอ ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ย่อมไม่ได้ออกไปตรากตรำจับปลากับคนอื่นเขา อีกอย่างเธอก็ไม่มีอุปกรณ์จับปลาด้วย ครั้นจะไปขอยืมใครก็คงไม่มีใครเต็มใจให้ยืม
ทันทีที่หูผึ่งได้ยินเสียงคนแบ่งของกัน ซูต้าเหนียงก็รีบพุ่งตัวออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว อาการป่วยกระเสาะกระแสะที่อ้างไว้ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง สายตาของเธอจ้องมองกองปลาสดๆ ด้วยความโลภ อยากจะมีส่วนแบ่งในลาภปากครั้งนี้ด้วย
ใบหน้าของซูต้าเหนียงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นรอยตีนกา เธอรีบเอ่ยทักทายเสียงหวานหยดย้อย
“ไอ้หยา พวกเธอนี่เก่งกันจริงๆ เลยนะ ไปกันแป๊บเดียวได้ของกลับมาเยอะแยะขนาดนี้ ปลาพวกนี้ตัวโตๆ ทั้งนั้นเลย ดูสดน่ากินมาก นี่ถ้าเอาไปต้มซุปนะ ยิ่งช่วงนี้ฝนตกอากาศชื้นๆ ใส่ขิงแก่ลงไปหน่อย รับรองว่าซดร้อนๆ ไล่ความเย็นได้ดีนัก”
เหล่าแม่บ้านที่กำลังแบ่งของกันอยู่ต่างพากันยิ้มแห้งๆ แล้วพยักหน้ารับคำอย่างแกนๆ
“ก็จริงของเธอ”
ซูต้าเหนียงเห็นว่ายังไม่มีใครเสนอตัวแบ่งปลาให้ เธอจึงเริ่มร่ายยาวต่อด้วยลูกไม้เดิมๆ
“เอ้อ จริงสิ ฉันยังไม่ได้แนะนำให้พวกเธอรู้จักเลยใช่ไหม นี่หลานสาวของฉันเอง ชื่อฮุ่ยฮุ่ย เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนังลูกสะใภ้ของฉัน ฮุ่ยฮุ่ยจ๊ะ ออกมาทักทายป้าๆ น้าๆ หน่อยสิลูก”
เธอผลักดันหญิงสาวแปลกหน้าให้ก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำสีหน้าลำบากใจและถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ตามธรรมเนียมแล้ว ที่บ้านมีแขกมาเยือนแบบนี้ เจ้าบ้านอย่างฉันก็ควรจะทำอาหารดีๆ เลี้ยงต้อนรับเสียหน่อย แต่พวกเธอก็รู้นี่นาว่าช่วงนี้มันขัดสน เงินเดือนเพิ่งออกไปก็จริงแต่รายจ่ายมันเยอะจนแทบไม่เหลือติดตัว จะให้ไปซื้อของดีๆ มาทำกับข้าวรับแขกก็คงไม่ไหว...”
เมื่อเห็นว่าบรรยายความน่าสงสารไปขนาดนี้แล้ว แต่เพื่อนบ้านทุกคนยังคงทำเป็นหูทวนลม ก้มหน้าก้มตาจัดการกับปลาของตัวเองโดยไม่มีใครเอ่ยปากเสนอความช่วยเหลือ ซูต้าเหนียงจึงตัดสินใจกระแอมไอแก้เก้อแล้วพูดเข้าประเด็นทันที
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พวกเธอพอจะแบ่งปลาให้ฉันสักสองตัวได้ไหม ถือว่าเห็นแก่หน้ากัน เดี๋ยวรอนังลูกสะใภ้ฉันเงินเดือนออกเมื่อไหร่ ฉันจะให้มันเอาเงินมาจ่ายคืนให้ทีหลัง พวกเราก็เพื่อนบ้านกันทั้งนั้น อยู่กันมานาน ฉันคิดว่าพวกเธอคงไม่ใจจืดใจดำหรอกนะ จริงไหม”
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครยอมเป็นฝ่ายเสนอตัว เธอก็ต้องเป็นฝ่ายรุกเองแบบนี้แหละ ทว่าจ้าวชุ่ยฮวากลับสวนขึ้นมาทันควันด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่เด็ดขาด
“บ้านฉันคงให้ไม่ได้หรอกนะ หมิงเหม่ยลูกสะใภ้ฉันกำลังท้องกำลังไส้ หมอสั่งกำชับมาว่าต้องบำรุงด้วยปลาเยอะๆ ลำพังแค่ที่จับมาได้นี่ คนในบ้านฉันกินกันเองยังจะไม่พอเลย จะให้แบ่งไปให้คนอื่นคงไม่ไหวหรอก”
จ้าวชุ่ยฮวาไม่คิดจะไว้หน้าซูต้าเหนียงอยู่แล้ว
จะให้จ่ายเงินทีหลังงั้นเหรอ?
คนอย่างซูต้าเหนียงน่ะ ยืมของแล้วก็ชอบทำตัวน่าสงสารบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืน เผลอๆ อาจจะต้องรอไปอีกร้อยปีถึงจะได้คืน หรือไม่ก็ต้องรอให้โลกแตกก่อนนั่นแหละ
เธอไม่มีทางยอมให้คนพรรค์นี้มาเอาเปรียบได้หรอก ดูเหมือนว่าการเปิดฉากปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยของจ้าวชุ่ยฮวาจะเป็นการนำร่องที่ดี ป้าหวังรีบผสมโรงปฏิเสธตามทันที
“บ้านฉันก็เหมือนกัน หลี่ฟางลูกสาวฉันก็ท้องอยู่ ต้องการสารอาหารไปบำรุงหลานในท้อง ฉันคงแบ่งให้เธอไม่ได้หรอก”
ส่วนเหลียงเหม่ยเฟินนั้น เธอไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องเสบียงอาหารในบ้านอยู่แล้ว แม้ว่าเธอจะมีส่วนร่วมในการจับปลา แต่ทุกอย่างในบ้านต้องขึ้นอยู่กับแม่สามี เธอจึงรีบโบกมือปฏิเสธ
“ฉันตัดสินใจอะไรไม่ได้หรอกจ้ะ ทุกอย่างต้องแล้วแต่แม่สามี”
เหลือคนสุดท้ายคือป้าสะใภ้ใหญ่บ้านสุย ซึ่งอาศัยอยู่เรือนหลัง เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไม่แพ้กัน
“ผู้ชายบ้านฉันมีแต่คนกินจุๆ ทั้งนั้น ช่วงนี้พวกเขาทำงานหนักเลิกงานดึกดื่น ร่างกายต้องการเนื้อหนังมังสาไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ขืนแบ่งปลาให้เธอไป คนในบ้านฉันคงได้กินข้าวคลุกน้ำปลากันพอดี ฉันคงแบ่งให้ไม่ได้หรอกนะ”
เรื่องตลกคือ อยู่ดีๆ จะให้เอาของดีที่อุตส่าห์ลงแรงหามาได้ไปประเคนให้คนอื่นฟรีๆ ใครจะไปยอม
เหตุผลที่ทุกคนพร้อมใจกันไม่ยอมแบ่งปลาให้ซูต้าเหนียง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวของแกเองที่ไม่รู้จักทำมาหากิน จะว่าไม่รู้ข่าวก็คงไม่ใช่ เพราะขนาดคนในละแวกใกล้เคียงยังรู้กันทั่วว่าบนเขามีสระน้ำที่ปลาชุม
แม้ว่าคนอื่นอาจจะไม่รู้พิกัดที่แน่ชัด แต่พอไปถึงตีนเขา แค่เดินตามฝูงชนไปก็เจอที่หมายได้ไม่ยาก ใครๆ เขาก็พยายามดิ้นรนไปจับปลากันทั้งนั้น แล้วทำไมซูต้าเหนียงถึงไม่ไปบ้างล่ะ?
ตอนที่คนอื่นเขาลำบากปีนเขาฝ่าดงไม้ไปจับปลา ตัวเองกลับนอนสบายอยู่บ้าน พอเห็นคนอื่นได้ดีมีของกิน ก็คิดจะมาขอส่วนแบ่งหน้าด้านๆ
ไอ้คำว่า "ขอยืม" หรือ "จะจ่ายเงินให้ทีหลัง" น่ะ ไม่มีใครเขาเชื่อน้ำคำคนอย่างซูต้าเหนียงหรอก พวกเธอปั่นจักรยานไปกลับตั้งไกล เหนื่อยสายตัวแทบขาด แถมฝนเพิ่งจะตก ถนนหนทางบนเขาก็ลื่นและเละเทะ เสื้อผ้าเนื้อตัวมอมแมมไปหมด กว่าจะได้ปลามาแต่ละตัวเลือดตาแทบกระเด็น
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีใครเต็มใจจะให้ซูต้าเหนียงมาชุบมือเปิบเอาเปรียบกันง่ายๆ แบบนี้แน่
“ใครบ้างไม่ลำบาก อุตส่าห์ลำบากจับปลามา จะให้ยกให้เธอง่ายๆ งั้นรึ ฝันไปเถอะ!”
ป้าหวังสมกับที่เป็นคนดูแลลานบ้านและเป็นผู้นำกลุ่มกลายๆ จึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนว่า
“พวกเรากะว่าจะไปกันอีกพรุ่งนี้ ถ้าเธอจะไป ก็หาคนไปด้วยสิ คนไปชานเมืองเยอะแยะ พรุ่งนี้พวกเรากะว่าจะไปเก็บเห็ดด้วย”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย พลางกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงยินดีว่า
“ฝนตกหนักแบบนี้ เห็ดบนเขาต้องเยอะแน่ๆ”
ป้าซูเห็นว่าตนเองไม่ได้ของฟรีอย่างที่หวัง รอยยิ้มบนใบหน้าก็จางลงไปถนัดตา แต่ถึงกระนั้นเธอก็ยังแสร้งทำเป็นเออออห่อหมกด้วยความปรองดอง
“อ้าว งั้นพรุ่งนี้พวกเธอจะออกเดินทางกันกี่โมงล่ะ ฉันขอติดสอยห้อยตามไปด้วยคนสิ”
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มมุมปากแต่ไม่พูดอะไร ปล่อยให้ป้าหวังเป็นคนจัดการ ป้าหวังรีบตัดบททันที
“เธอหาคนนั่งรถประจำทางไปดีกว่า พวกฉันขี่จักรยานกันไป สังขารอย่างเธอขี่ตามพวกฉันไม่ไหวหรอก อีกอย่างพวกฉันสี่คนมีรถสองคันพอดี คนซ้อนก็ครบแล้ว ถ้าเธอจะยืมรถใครขี่ไปเอง รับรองว่าไม่ไหวแน่ มันไกลนะจะบอกให้”
ป้าสะใภ้ใหญ่บ้านสุยรีบสนับสนุนความคิดนี้
“ใช่ ขากลับพวกเราปั่นกันมาตั้งสองชั่วโมงกว่า ใช่ไหมพวกเรา สองชั่วโมงได้เลยมั้ง”
“ถึงสิ”
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้ายืนยันข้อมูล
“ตอนจะลงจากเขาฉันถามเวลาพ่อหนุ่มคนหนึ่ง ตอนนี้... ถ้านับรวมเวลาที่พวกเราแวะเก็บลูกพลัมด้วย ก็ปาเข้าไปสามชั่วโมงกว่าแล้ว ฉันกะว่าพวกเราใช้เวลาเดินทางเพียวๆ อย่างต่ำก็สองชั่วโมงครึ่ง”
“นั่นไงล่ะ”
ป้าหวังหันไปสรุปความกับป้าซู
“เห็นไหมล่ะป้าซู แบบนี้เธอไม่ไหวหรอก นั่งรถไปเถอะ”
เมื่อเห็นว่าป้าซูจนแต้มเถียงไม่ออก จ้าวชุ่ยฮวาจึงหาจังหวะปลีกตัว
“นี่ก็เย็นมากแล้ว คนท้องหิวง่าย ฉันต้องรีบกลับไปทำกับข้าวแล้วล่ะ”
เหลียงเหม่ยเฟินรีบแสดงความกตัญญู
“แม่ ถอดชุดออกมาเดี๋ยวหนูซักให้จ้ะ”
“ไม่ต้องซักหรอก พรุ่งนี้ก็ต้องใส่ชุดเดิมขึ้นเขาอีก ซักไปก็เปื้อนอยู่ดี”
“จริงด้วยจ้ะ”
จ้าวชุ่ยฮวารีบไขกุญแจเข้าบ้าน ป้าหวังเองก็แยกย้ายเช่นกัน
“ฉันก็ต้องรีบกลับไปทำกับข้าวเหมือนกัน”
“ฉันก็ต้องไปแล้วล่ะ”
ป้าสะใภ้ใหญ่บ้านสุยบอกลา ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้านของตนอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ป้าซูยืนหน้าดำคร่ำเครียดอยู่เพียงลำพัง
เธอเม้มปากด้วยความไม่พอใจแล้วเดินกระฟัดกระเฟียดเข้าบ้าน แต่พอเห็นหูฮุ่ยฮุ่ยยืนรออยู่ที่ห้องโถงกลาง หญิงชราเจ้าเล่ห์ก็ปรับสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยทันที น้ำเสียงที่ใช้พูดก็นุ่มนวลขึ้นผิดหู
“ฮุ่ยฮุ่ย ขายหน้าเธอแล้ว”
เธอถอนหายใจยาวเหยียด ทำท่าทางเหนื่อยใจ
“ทีแรกฉันกะจะขอยืมปลามาทำของอร่อยให้กิน แต่... เฮ้อ เธอก็เห็นแล้ว ฉันจนปัญญาจริงๆ เพื่อนบ้านสมัยนี้แล้งน้ำใจกันเหลือเกิน”
เธอทำทีเป็นถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“ครั้งนี้เธอจะมาพักกี่วันล่ะ”
สีหน้าของเธอเจือไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย ขณะเอ่ยปากว่า
“ไม่ใช่ว่าป้าไม่อยากให้อยู่ ป้าดีใจนะที่มีคนมาอยู่ด้วย ครึกครื้นดี แต่เธอก็รู้ บ้านเรามีคนตั้งเยอะ อาศัยเงินเดือนลูกพี่ลูกน้องเธอคนเดียว แถมเงินเดือนก็น้อยนิด พวกเรามีใจแต่ไร้กำลังจริงๆ...”
หูฮุ่ยฮุ่ยฟังปราดเดียวก็รู้เจตนาของหญิงชรา จึงข่มความไม่พอใจแล้วแกล้งทำเสียงอ่อน
“หนูเข้าใจจ้ะ...”
หล่อนเม้มปากแน่น ก่อนจะทำตาละห้อยอ้อนวอน
“แต่ป้าจ๋า หนูไม่มีที่ไปจริงๆ ถ้าพวกป้าไม่ให้พัก หนูคงต้องไปนอนข้างถนนแล้ว”
หญิงสาวมองป้าซูด้วยสายตาน่าสงสารจับใจ
“ป้าให้หนูอยู่สักพักเถอะ รอพ่อหายโกรธแล้วหนูจะกลับบ้าน หนู... หนูพอมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่บ้าง หนูให้ค่าเช่าเดือนละห้าหยวน ป้าให้หนูอยู่ก่อนได้ไหมจ๊ะ หนึ่งเดือนเท่านั้น”
ดวงตาของป้าซูเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเรื่องเงิน แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี
“ป้าไม่ได้เห็นแก่เงินนะ ไม่ได้อยากได้เงินเธอหรอก แต่เรื่องนี้... เรื่องนี้ต้องรอให้พี่สาวเธอตัดสินใจ เรื่องในบ้านหล่อนเป็นคนดูแล ป้าแก่แล้วไม่อยากก้าวก่าย”
ในใจลึกๆ ป้าซูหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาเงินก้อนนี้มาให้ได้ แม้ห้าหยวนจะไม่มากนัก แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย และที่สำคัญ... ถ้าขอเพิ่มได้อีกนิดหน่อยก็คงจะดีไม่น้อย
นอกจากเรื่องเงินค่าเช่าแล้ว ป้าซูยังมีแผนการอื่นในใจอีก ในลานบ้านแห่งนี้ยังมีชายโสดอยู่ และในถนนเส้นนี้ก็มีชายหนุ่มที่ยังไม่แต่งงานอยู่อีกหลายคน การมีหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้มอย่างหูฮุ่ยฮุ่ยมาอยู่ในบ้าน เธอไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีใครสนใจ ขอแค่มีคนมาติดพัน เรื่องดีๆ ก็จะตามมาเอง
ในเมื่ออยากจะจีบสาว จะมามือเปล่าไม่ได้ ต้องมีของกำนัลติดไม้ติดมือมาบ้างไม่ใช่หรือ? ป้าซูเม้มปากกลั้นยิ้ม การมาของหูฮุ่ยฮุ่ยช่างถูกจังหวะเสียจริง พอจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ขัดสนของที่บ้านไปได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม เธอจะไม่ยอมรับบทนางร้ายเด็ดขาด หน้าที่นี้ต้องยกให้หวังเซียงซิ่ว ลูกสะใภ้หัวทึบของเธอก็มีประโยชน์ตรงนี้แหละ ถ้าเธอไม่กำชับไว้ล่วงหน้า มีหวังยัยลูกสะใภ้โง่เง่าคงได้ไล่แขกกระเป๋าหนักคนนี้ออกจากบ้านแน่
“ฉันจะออกไปเข้าส้วมหน่อย”
เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาเลิกงานของโรงงานเครื่องจักรแล้ว เธอจึงตั้งใจจะไปดักรอสะใภ้กลางทาง
“งั้นเดี๋ยวหนูทำกับข้าวให้นะ” หูฮุ่ยฮุ่ยอาสา
“ไม่ต้องหรอก รอพี่สาวเธอมาทำเถอะ เธอเป็นแขก จะให้ลงมือได้ยังไง”
เธอพูดไปพลางเดินออกจากบ้านไปพลาง
“ฉันจะถือโอกาสไปดูด้วยว่าเจ้าเด็กสามคนนั้นหายหัวไปไหน เลิกเรียนแล้วไม่รู้จักรีบกลับบ้าน เถลไถลกันจริงๆ...”
หญิงชราบ่นพึมพำขณะเดินพ้นประตูไป หูฮุ่ยฮุ่ยเบ้ปากมองตามหลัง นึกค่อนขอดในใจว่ายายแก่หนังเหี่ยวนี่ช่างไร้น้ำยา เป็นถึงแม่สามีกลับต้องให้ลูกสะใภ้ตัดสินใจ ไร้ประโยชน์สิ้นดี
อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ลำพัง หญิงสาวก็เริ่มกวาดสายตาสำรวจบ้านอย่างละเอียด ครุ่นคิดว่าจะมีที่ซ่อนของตรงไหนได้บ้าง หากทองคำและของมีค่าพวกนั้นถูกคนบ้านนี้เอาไป พวกเขาจะซ่อนไว้ที่ไหนกันนะ?
ในละแวกนี้ อย่าว่าแต่ถนนเส้นนี้เลย ถนนเส้นหน้าเส้นหลังต่างก็มีคนน่าสงสัยทั้งนั้น แต่ถ้าพูดถึงขโมยที่มีชื่อเสียงที่สุดในย่านนี้ ก็คงหนีไม่พ้น ‘ซูจินไหล’ หลานชายของบ้านนี้แหละ ดังนั้นเธอจึงอดระแวงตระกูลซูไม่ได้
แต่ถ้าตระกูลซูซ่อนของมีค่ามหาศาลไว้จริงๆ พวกเขาก็ควรจะเฝ้าบ้านไว้อย่างดีสิ จะกล้าปล่อยให้คนนอกอย่างเธออยู่บ้านตามลำพังแบบนี้เชียวหรือ?
เธอเม้มปากครุ่นคิด ความเป็นไปได้ข้อนี้ดูน้อยลงไปถนัดตา อันที่จริง เธอเตรียมตัวมาปักหลักอยู่ที่นี่ระยะยาวแล้ว ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เธออยากหาทองคำพวกนั้นให้เจอล่ะ
นึกถึงคำพูดของเหล่าเจิ้งที่ว่าขอแค่หาเจอ พวกเขาก็จะฮุบสมบัติไว้เอง
เธอยิ้มอย่างลำพองใจ ถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะรวยแล้ว ทางที่ดีเธอต้องหาให้เจอก่อน จะได้ใช้ของพวกนี้บีบให้เหล่าเจิ้งแต่งงานกับเธอเสียที ตาทึ่มนั่นชอบบ่ายเบี่ยงอยู่เรื่อย แบบนี้ใช้ไม่ได้
ขอแค่ของดีอยู่ในมือเธอ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะไม่ยอม เธอเองก็ฝันอยากจะเป็นคุณนายข้าราชการเหมือนกัน หญิงสาวกวาดตามองสภาพบ้านซอมซ่อ พลางหมายมั่นในใจว่า คนอย่างเธอ จะไม่มีวันมีจุดจบเหมือนลูกพี่ลูกน้องคนนี้เด็ดขาด
ขณะที่หูฮุ่ยฮุ่ยกำลังนั่งวาดวิมานในอากาศอยู่ในบ้าน ป้าซูก็มายืนเตร็ดเตร่อยู่ที่ปากซอย พอเห็นหวังเซียงซิ่วขี่จักรยานกลับมา เธอก็รีบปรี่เข้าไปดึงแขนลูกสะใภ้ ลากตัวเข้าไปในตรอกเล็กๆ ข้างทาง แล้วรีบถ่ายทอดแผนการทั้งหมดให้ฟังทันที
[จบบท]