บทที่ 306: เด็กหายไปไหน
จ้าวชุ่ยฮวาเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า
“พวกเขามีเพื่อนสนิทที่เล่นด้วยกันบ่อยๆ บ้างไหม หรือมีใครพอจะรู้บ้างว่าเด็กพวกนั้นวางแผนจะไปที่ไหนกัน”
สิ้นเสียงคำถามของหญิงชรา ก็ปรากฏร่างของหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งรีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในลานบ้าน พร้อมกับตะโกนบอกว่า
“ฉันเป็นครูประจำชั้นของซูจินไหลค่ะ...”
ทันทีที่ได้ยินดังนั้น หญิงผู้เป็นแม่ของเด็กชายก็พุ่งตัวเข้าไปหาอีกฝ่ายทันที เธอกรีดร้องออกมาด้วยความบ้าคลั่งว่า
“แกเอาลูกชายของฉันคืนมานะ นังคนสารเลว แกมันสมควรตายจริงๆ ฉันอุตส่าห์ส่งลูกไปโรงเรียน พวกแกมีหน้าที่ต้องดูแลลูกชายฉันให้ดีไม่ใช่หรือไง แต่ตอนนี้ลูกฉันกลับหายตัวไป... นังแพศยา แกเอาลูกชายของฉันคืนมาเดี๋ยวนี้นะ”
เธอทำท่าจะกระโจนเข้าไปทุบตีครูประจำชั้นเพื่อระบายอารมณ์ ป้าหวังเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้าไปขวางและดึงตัวเอาไว้ได้ทันท่วงที พร้อมกับดุเตือนสติว่า
“นี่เธอทำบ้าอะไรเนี่ย ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอาละวาดนะ เธอไม่อยากจะตามหาลูกชายให้เจอหรือไงกัน”
ครูประจำชั้นโรงเรียนประถมรีบอธิบายด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า
“ปกติแล้วนักเรียนซูจินไหลไม่มีเพื่อนที่เล่นด้วยกันเป็นพิเศษที่โรงเรียนหรอกค่ะ แต่เขาเคยคุยอวดกับเพื่อนร่วมโต๊ะเรียนว่าวันนี้จะไปทำเรื่องการใหญ่ เขาบอกว่าคนในลานบ้านของพวกคุณหลายคนจะไปจับปลากัน เขาเองก็เลยจะไปด้วย!”
“หา!”
“ไปจับปลาอย่างนั้นเหรอ”
“ใช่แล้ว พักนี้ทุกคนต่างก็พูดกันว่าวันนี้จะขึ้นเขาไปจับปลา ไม่แน่ว่าเด็กพวกนั้นอาจจะแอบได้ยินเข้า”
ป้าซูได้ยินดังนั้นถึงกับเซถลาจนเกือบล้ม เธอพยักหน้ายอมรับด้วยสีหน้าซีดเผือดพลางพึมพำว่า
“ใช่ๆๆ เมื่อคืนพวกเราก็คุยเรื่องนี้กันจริงๆ”
อันที่จริงแล้วตัวป้าซูเองก็อยากจะไปจับปลากับเขาเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่เที่ยวไปสอบถามสถานที่อย่างละเอียดละออขนาดนั้น แต่พอได้ยินว่าสถานที่นั้นอยู่ในเขตชานเมืองที่ห่างไกล
เธอก็เลยถอดใจไปเสียก่อน เพราะมันไกลเกินไปและเธอไม่อยากจะลำบากสังขารตัวเอง ซึ่งเธอคิดคำนวณเอาไว้แล้วว่า เดี๋ยวพอคนอื่นกลับมา เธอค่อยไปขอแบ่งปลาจากคนเหล่านั้นเอาก็ได้ แบบนั้นจะประหยัดแรงกว่ากันตั้งเยอะ
หากคนอื่นจับปลาได้เยอะ เธอก็จะหน้าด้านขอสักสองตัว ด้วยข้ออ้างที่ว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเธอยากลำบาก เพื่อนบ้านช่วยเหลือกันย่อมเป็นเรื่องที่สมควรทำ ใครมันจะกล้าแล้งน้ำใจไม่แบ่งให้เธอกันล่ะ สรุปแล้วก็คือเธอคิดวางแผนเอาเปรียบคนอื่นไว้เช่นนี้
ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เดินทางไปด้วย ส่วนหวังเซียงซิ่วลูกสะใภ้ก็ต้องไปทำงาน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ที่จะไปร่วมขบวน แต่ใครจะไปคาดคิดว่าเรื่องที่คุยกันนี้จะไปเข้าหูของซูจินไหลจนหลานชายตัวดีจดจำใส่ใจเอาไว้เสียได้ ป้าซูรู้สึกเสียใจจนแทบคลั่ง เธอกรีดร้องออกมาว่า
“ทำไมเด็กพวกนั้นถึงกล้าไปชานเมืองกันเองแบบนั้น ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมาจะทำยังไง”
ป้าซูรีบคว้าแขนเสื้อของป้าหวังเอาไว้แน่นพลางเขย่าถามว่า
“พวกเธอก็ไปชานเมืองมาไม่ใช่เหรอ พวกเธอไม่เห็นหลานฉันบ้างเลยหรือไง”
ป้าหวังได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธไปตามตรงว่า
“ไม่เห็นเลย”
เธอหันไปถามคนอื่นๆ ที่ไปด้วยกันว่า
“พวกเธอล่ะ เห็นเด็กๆ บ้างไหม”
วันนี้คนในลานบ้านเรือนสี่ประสานเดินทางไปที่นั่นกันหลายคน แต่ทุกคนต่างก็พากันส่ายหน้า ไม่มีใครเห็นกลุ่มเด็กชายทั้งสามคนเลยแม้แต่คนเดียว จ้าวชุ่ยฮวาจึงวิเคราะห์สถานการณ์ให้ฟังว่า
“พวกเราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ พอช่วงบ่ายคล้อยก็เริ่มทยอยเดินทางกลับกันแล้ว คนที่กลับมาถึงช้าที่สุดก็น่าจะถึงบ้านก่อนเวลาอาหารเย็น ถ้าเด็กๆ ออกเดินทางช้ากว่านั้น แถมยังไม่มีรถจักรยานต้องอาศัยเดินเท้าเอา ก็เป็นไปได้มากที่จะคลาดกัน ทำให้พวกเราไม่เจอกันก็เป็นเรื่องปกติ”
“พวกนั้นกินข้าวกลางวันเสร็จแล้วถึงค่อยออกไป ถ้าตามปกติก็น่าจะไปถึงที่นั่นช่วงบ่ายแก่ๆ”
“จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ เด็กพวกนั้นไม่มีจักรยานไม่ใช่เหรอ แล้วก็น่าจะไม่มีเงินค่ารถด้วย ถ้าต้องเดินเท้าไปเองทั้งหมด เด็กตัวแค่นั้นเดินจนถึงมืดค่ำก็คงยังไปไม่ถึงหรอกมั้ง”
“นั่นสินะ เป็นไปได้”
“ป้าซู เด็กๆ มีเงินติดตัวสำหรับค่ารถบ้างไหม”
ป้าซูส่ายหน้าปฏิเสธอย่างรุนแรง แต่ทว่าเธอก็ยังพูดต่อด้วยความหวังว่า
“ถึงจะไม่มีเงิน แต่จินไหลหลานชายของฉันเป็นเด็กฉลาดมาตั้งแต่เกิด ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีวิธีขึ้นรถไปก็ได้”
“พูดยากนะ ขนาดพวกเราทุกคนไปที่นั่นกันตั้งเยอะยังไม่มีใครเจอเด็กๆ เลย แสดงว่าความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะนั่งรถไปถึงที่นั่นคงมีน้อยมาก”
“แล้วจะทำยังไงกันดีล่ะทีนี้”
“โธ่ จินไหลหลานรักของย่า พวกหลานไปอยู่ที่ไหนกันแน่ นี่พวกหลานจะเอาชีวิตย่าไปให้ได้เลยใช่ไหม ถ้าหลานหายไปจริงๆ ย่าคนนี้ก็คงไม่อยู่ต่อแล้วเหมือนกัน...”
“หยุดร้องโวยวายได้แล้ว รีบออกไปตามหาตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปนอกเมืองเถอะ”
จ้าวชุ่ยฮวารีบสั่งการจัดระบบระเบียบด้วยความเด็ดขาดว่า
“แบ่งกำลังคนออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกขี่จักรยานรีบตรงไปดูที่ภูเขาแถบชานเมือง กลุ่มที่สองเดินค้นหาไปตามถนนเส้นที่จะออกไปนอกเมือง ส่วนกลุ่มสุดท้าย ป้าหวังเธอรีบพาแม่ลูกคู่นี้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ ถ้ามีสหายตำรวจช่วยตามหาด้วยน่าจะดีกว่า”
“ได้ๆๆ เอาตามนั้น”
จวงจื้อซีอาสาขึ้นมาทันทีว่า
“เดี๋ยวผมจะไปถามที่สถานีขนส่งผู้โดยสารให้ครับ รถเมล์ที่วิ่งไปแถบชานเมืองมีอยู่แค่สายเดียว ผมจะไปสอบถามคนขับรถหรือพนักงานเก็บตั๋ว ถ้ามีเด็กสามคนขึ้นรถไปชานเมืองจริงๆ พวกเขาต้องจำได้แน่นอน”
“ป่านนี้พวกเขาจะไม่เลิกงานกันหมดแล้วเหรอ”
จวงจื้อซีตอบกลับด้วยความมั่นใจว่า
“ไม่เป็นไรครับ ภรรยาผมรู้จักคนข้างในดี”
“อ้อ จริงด้วยสิ เมียของเสี่ยวจวงทำงานอยู่ที่นั่นนี่นา”
ทุกคนต่างกระตือรือร้นช่วยกันอย่างเต็มที่ ไม่มีใครนิ่งดูดายเลยสักคน
ในสถานการณ์เช่นนี้ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า การที่ครอบครัวตระกูลจวงมีความเป็นอยู่ที่ดีนั้นล้วนมีเหตุผลรองรับ เริ่มตั้งแต่จ้าวชุ่ยฮวาผู้เป็นแม่ มาจนถึงลูกชายอย่างจวงจื้อซี ทุกคนล้วนจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบระเบียบ และในยามคับขันพวกเขาก็เป็นที่พึ่งพาได้เสมอ
ผิดกับคนบ้านตระกูลซูที่นอกจากจะเอาแต่แหกปากร้องโวยวายแล้ว ก็ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง ป้าหวังพาคนบ้านซูไปที่สถานีตำรวจ ซึ่งไม่นานก็ได้กำลังเสริมมาช่วย ส่วนทางด้านจวงจื้อซีเองก็ได้นำข่าวคราวกลับมาบอกทุกคนว่า
“ผมไปสืบมาได้ความแล้วครับ พวกเด็กๆ นั่งรถเมล์ไปที่ชานเมืองจริงๆ และลงรถที่ป้ายตรงตีนเขาพอดี เด็กสามคนหิ้วถังน้ำไปด้วยใบหนึ่ง เนื่องจากวันนี้มีคนไปเที่ยวชานเมืองกันเยอะมาก พนักงานขายตั๋วเลยไม่ได้ซักถามรายละเอียดว่าทำไมเด็กเล็กๆ ถึงเดินทางกันเอง เพราะเห็นว่าใครๆ ก็ไปจับปลากัน เลยนึกว่าเด็กพวกนั้นมากับผู้ใหญ่ ที่สำคัญคือเด็กพวกนั้นมีเงินด้วย จินไหลเป็นคนจ่ายค่าตั๋วเอง...”
“หา... ว่าไงนะ”
“ป้าซู ไหนบอกว่าเด็กๆ ไม่มีเงินไง”
“ช่างเถอะ รีบไปตามหากันก่อน อย่ามัวแต่พูดเรื่องไร้สาระเลย”
เมื่อยืนยันจุดลงรถของเด็กๆ ได้แล้วว่าเป็นที่ชานเมืองอย่างแน่นอน ทุกคนจึงรีบมุ่งหน้าออกเดินทางไปที่นั่นทันที ทางสถานีตำรวจได้ประสานงานขอให้รถเมล์ช่วยรับส่งคนกลุ่มหนึ่งไป
ขณะเดียวกันคนในลานบ้านที่เหลือก็พากันปั่นจักรยานตามไปสมทบ สาเหตุที่ต้องเกณฑ์คนไปกันเยอะขนาดนี้ ก็เพราะยังไม่รู้พิกัดที่แน่ชัด หากไปถึงแล้วยังหาไม่เจอจะได้กระจายกำลังกันปูพรมค้นหาภูเขาทั้งลูกได้
ในขณะที่ทุกคนกำลังร้อนใจจนแทบเป็นบ้า ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันหรือไม่ต่างก็มารวมตัวช่วยกันตามหา แม้แต่คนอย่างหูฮุ่ยฮุ่ยหรือหวังจาวตี้ก็ยังวิ่งวุ่นช่วยตามหาอย่างเต็มที่ แต่ทว่าสามพี่น้องตระกูลซูนำทีมโดยซูจินไหลในเวลานี้กำลังทำอะไรกันอยู่น่ะหรือ
เด็กชายทั้งสามคนกำลังก่อกองไฟ นั่งล้อมวงย่างปลาที่จับมาได้กินกันอย่างเอร็ดอร่อย หากจะเล่าถึงสาเหตุที่เด็กสามคนนี้ขึ้นมาบนเขาได้ ก็ต้องย้อนความไปถึงเมื่อวาน วันนั้นทุกคนในลานบ้านต่างรู้ข่าวเรื่องแหล่งจับปลาแห่งนี้ แม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะมีปลาเยอะเหมือนที่ใครเขาคุยโวไว้หรือไม่ แต่หลายคนก็อยากจะลองมาดูให้เห็นกับตา
เพราะโอกาสที่จะได้ปรับปรุงคุณภาพอาหารการกินแบบนี้ เป็นใครก็ต้องรีบคว้าเอาไว้ทั้งนั้น ปลาที่วางขายในร้านค้าผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปนั้นมีโควตาจำกัด แม้จะหาซื้อได้ในตลาดมืด
แต่ทุกคนต่างก็มีงานมีการทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตลาดมืด ดังนั้นโอกาสที่จะได้ปลามาฟรีๆ แบบนี้ ทุกคนจึงตั้งใจจะกอบโกยให้เต็มที่
แต่ทว่าในบรรดาผู้คนมากมายที่พูดถึงเรื่องจับปลานั้น ก็มีป้าซูรวมอยู่ด้วย ถึงแม้ว่าป้าซูจะมีฐานะยากจนข้นแค้นเพียงใด แต่เธอกลับเป็นคนประเภทที่ไม่ยอมออกแรงทำงานหนัก หากจะบอกให้เธอช่วยเย็บปะเสื้อผ้าให้หลานชาย เธอก็พอจะทำได้ หรือแม้แต่จะให้ซักเสื้อผ้าให้เด็กๆ หรือรับจ้างติดกาวกล่องไม้ขีดไฟเพื่อหารายได้เสริมเล็กๆ น้อยๆ เธอก็ยังพอไหว
แต่ถ้าจะให้เธอต้องออกแรงใช้กำลังกาย นั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่เอาด้วยเด็ดขาด หญิงชราผู้นี้รักและถนอมร่างกายของตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใด การต้องดั้นด้นไปถึงชานเมืองแล้วยังต้องปีนขึ้นเขาอีก
แค่ได้ฟังเธอก็รู้สึกเหมือนกำลังจะไปรับกรรมลำบากแล้ว ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ไปอย่างแน่นอน แม้ว่าตัวเธอจะไม่อยากไป แต่บทสนทนาเหล่านั้นกลับลอยไปเข้าหูของซูจินไหลเข้าอย่างจัง ในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชาย เขาไม่เคยเกรงกลัวความเหนื่อยยากหรือระยะทางที่ยาวไกลอยู่แล้ว
เขาจึงรีบลากน้องชายทั้งสองคนมาสุมหัวกระซิบกระซาบวางแผนกันทันที สามพี่น้องตกลงกันได้อย่างรวดเร็วว่าจะไปตกปลาที่ชานเมืองด้วยกัน ในเมื่อบ้านอื่นเขายังจับปลากันได้ แล้วทำไมบ้านของพวกเขาจะทำบ้างไม่ได้
ช่วงนี้ในลานบ้านมักจะมีกลิ่นคาวปลาจางๆ ลอยมาเตะจมูกอยู่เสมอ จมูกของเด็กๆ นั้นไวต่อกลิ่นพวกนี้มาก พวกเขาได้กลิ่นจนน้ำลายสอด้วยความอยากกินเต็มแก่ พอสบโอกาสที่จะได้ทั้งของกินและได้เที่ยวเล่นสนุกสนาน พวกเขาจึงยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าพวกผู้ใหญ่ไม่มีทางอนุญาตให้ไปแน่ๆ ดังนั้นในช่วงเช้าเด็กทั้งสามคนจึงยังคงไปโรงเรียนประถมและโรงเรียนอนุบาลตามปกติ แต่พอทานข้าวกลางวันเสร็จ พวกเขาก็แกล้งทำเป็นป่วยแล้วหนีออกมา
จะว่าไปแล้ว ซูจินไหลก็นับว่าเป็น "ยอดฝีมือ" คนหนึ่งเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็น "ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" ก็ว่าได้
ในเมื่อจะขึ้นเขาไปจับปลา จะให้ไปมือเปล่าก็คงไม่ได้การ ซูจินไหลจึงต้องหาวิธี เขาเล็งเป้าหมายไปที่ห้องครัวของโรงเรียน เพราะที่อื่นเขาก็ไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ สถานที่ที่เขารู้จักทุกซอกทุกมุมดีที่สุดก็มีแค่ลานบ้านของตัวเองกับโรงเรียนนี่แหละ
คนในลานบ้านต่างพากันขนอุปกรณ์ขึ้นเขาไปหมดแล้ว ย่อมไม่มีใครทิ้งแหหรือตาข่ายไว้ที่บ้าน
ดังนั้นซูจินไหลจึงเบนเป้าหมายไปที่ห้องครัว พ่อครัวจางประจำโรงเรียนเป็นคนที่ชอบตกปลาอยู่แล้ว เขาจึงแอบย่องเข้าไปขโมยคันเบ็ดและถังน้ำออกมา น่าสงสารพ่อครัวจางที่ป่านนี้ยังไม่รู้ตัวเลยว่าข้าวของของตัวเองหายไปแล้ว
เมื่อซูจินไหลฉกคันเบ็ดและถังน้ำมาได้ เขาก็รีบย่องเงียบออกมาสมทบกับน้องๆ ทั้งสามคนปรึกษากันอีกครั้ง พวกเขารู้ดีว่าถ้าเดินเท้าไปเอง กว่าจะถึงชานเมืองก็คงหมดวันพอดี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนั่งรถไป
โชคดีที่เมื่อคืนซูจินไหลแอบเงี่ยหูฟังผู้ใหญ่คุยกันและหลอกถามข้อมูลมาแบบเนียนๆ จนรู้แล้วว่าจะต้องนั่งรถสายไหน
แต่ปัญหาใหม่ก็ตามมาติดๆ นั่นคือพวกเขาไม่มีเงิน
ถึงแม้ว่าเด็กเล็กอย่างซูถงไหลจะไม่ต้องเสียค่าตั๋ว แต่ซูจินไหลจะต้องถูกเรียกเก็บเงินแน่นอน และมีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องซื้อตั๋วครึ่งราคา ถ้ามีผู้ใหญ่ไปด้วยก็อาจจะพอเนียนๆ ผ่านไปได้ แต่ถ้าไปกันเองตามลำพัง กระเป๋ารถเมล์ต้องถามหาตั๋วแน่
ซูจินไหลคิดสะระตะแล้วก็เห็นว่าถ้าไปตัวเปล่าคงไม่รอด เขาอยากจะขโมยเงินเหมือนกัน แต่การขโมยเงินไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลา ในนาทีวิกฤตินั้นเขาก็นึกถึงโจวฉวินที่มักจะทำดีกับพวกเขาเสมอมา
ซูจินไหลจึงตัดสินใจว่าจะเริ่มจากโจวฉวิน แม้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเขาเข้าไปขโมยของในบ้านตระกูลโจว โจวฉวินจะเคยโมโหจนลงไม้ลงมือกับพวกเขา แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว โจวฉวินก็ปฏิบัติต่อเด็กทั้งสามคนค่อนข้างดี ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไร โจวฉวินก็จะคอยชมเชยว่า "เก่งมาก" เสมอ
นั่นทำให้พวกเขามั่นใจและปักใจเชื่อว่า "ไอ้คนไร้ทายาท" อย่างโจวฉวินที่ไม่มีลูกชายเป็นของตัวเอง คงจะเอ็นดูพวกเขาเป็นพิเศษเพื่อทดแทนส่วนที่ขาด ซูจินไหลจึงบุกไปหาโจวฉวินถึงโรงพยาบาล
ตอนที่โจวฉวินได้ยินว่าเด็กพวกนี้ต้องการจะขอยืมเงิน สีหน้าของเขาก็ดูทะมึนทึมน่ากลัวจนพวกซูจินไหลคิดว่าคงหมดหวังแล้ว แต่ใครจะไปคาดคิดว่าจู่ๆ โจวฉวินกลับยิ้มออกมา แล้วยอมให้ยืมเงินแต่โดยดี
ด้วยเหตุนี้ เด็กชายทั้งสามคนจึงกำเงินห้าเหมาที่ได้จากโจวฉวิน แล้วตรงดิ่งไปซื้อตั๋วรถเมล์เพื่อมุ่งหน้าสู่ชานเมืองทันที
พวกเด็กๆ หารู้ไม่ว่า คนอย่างโจวฉวินไม่ใช่คนใจดีมีเมตตาหรือขี้เห็นอกเห็นใจใคร สำหรับเด็กสามคนนี้ เขามีคำคำหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติมาตลอด นั่นคือคำว่า "เผิ่งซา" หรือการแกล้งยอให้เหลิงเพื่อทำลายคน
ในเมื่อเขาไม่มีลูกชาย ถ้าลูกชายบ้านอื่นจะทำตัวเหลวไหลจนเสียคน เขาก็ยินดีที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซูจินไหลจ่ายเงินหนึ่งเหมาซื้อตั๋วให้ตัวเอง ส่วนซูอวิ๋นไหลกับซูถงไหลยังตัวเล็กจึงไม่ต้องเสียเงิน สรุปแล้วงานนี้เขายังเหลือเงินกำไรเข้ากระเป๋าอีกตั้งสี่เหมา
อ้อ ถ้าคำนวณค่ารถขากลับด้วย ก็ยังเหลือเงินตั้งสามเหมาแน่ะ
สรุปว่างานนี้สามพี่น้องตระกูลซูรู้สึกว่าตัวเองกำไรเห็นๆ ทั้งสามคนนั่งรถมาถึงที่หมาย เนื่องจากวันนี้มีคนมาเที่ยวบนเขากันเยอะ พวกเขาจึงเดินตามฝูงชนขึ้นเขามาเรื่อยๆ จนพบกับบ่อน้ำ
แต่ด้วยความเป็นเด็ก กว่าจะ "เตรียม" อุปกรณ์และออกเดินทางก็สายมากแล้ว แถมการเดินขึ้นเขาก็เหนื่อยเอาการ กว่าจะมาถึงข้างบนได้ เวลาก็ล่วงเลยไปไม่น้อย ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่สวนทางกับกลุ่มของจ้าวชุ่ยฮวา ก็เป็นเพราะตอนที่กลุ่มผู้ใหญ่กำลังเดินลงเขา เด็กพวกนี้เพิ่งจะเริ่มเดินขึ้นเขามา
อีกทั้งพวกผู้ใหญ่มักจะใช้เส้นทางหลักในการขึ้นลงเขาเพื่อประหยัดเวลา แต่เด็กๆ มักจะวอกแวก เดี๋ยววิ่งไปทางตะวันออกที ทางตะวันตกที ทำให้คลาดกันไปคนละทิศละทาง พอพวกเขาขึ้นมาถึงก็ยังมีคนอยู่บ้าง แต่ด้วยฝีมือการตกปลาแบบเด็กๆ กว่าคนอื่นจะทยอยกลับกันไปหมด พวกเขาก็ยังจับอะไรไม่ได้สักตัว
เจ้าเด็กแสบพวกนี้เริ่มจะไม่ยอมแพ้ ในเมื่อคนอื่นจับได้ ทำไมพวกเขาจะจับไม่ได้ ลองผิดลองถูกอยู่นานสองนาน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงตอนนี้...
ในที่สุดความพยายามของเด็กทั้งสามก็สัมฤทธิ์ผล แต่ละคนพูดคุยโวโอ้อวดกันอย่างภาคภูมิใจว่า
“แม่*ง พวกผู้ใหญ่ชอบคิดว่าตัวเองเก่งตายชัก ที่จริงแล้วก็กระจอกชะมัด เห็นไหม ด้วยฝีมือระดับพวกเรา ก็ตกปลาได้เหมือนกันเว้ย!”
“พี่ใหญ่เจ๋งเป้งไปเลย!”
สามพี่น้องตระกูลซู ซูจินไหล ซูอวิ๋นไหล และซูถงไหล นั่งล้อมวงอยู่ริมบ่อน้ำ แต่ละคนฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีพลางกัดกินปลาย่างในมือ ชีวิตช่างสุขขีราวกับสายลมที่พัดผ่านอย่างอิสระเสรี
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีเกลือติดมาด้วยสักเม็ด แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการกินดื่มของเด็กทั้งสามคนเลยแม้แต่น้อย รสชาติของปลาย่างนั้นช่างยอดเยี่ยมกระไรปานนี้ ซูจินไหลพูดขึ้นด้วยความลำพองใจว่า
“ฉันบอกแล้วไงว่าการตกปลาไม่ได้ยากอะไรเลย พวกผู้ใหญ่ทำได้ เด็กอย่างพวกเราก็ทำได้เหมือนกัน”
ซูอวิ๋นไหลรีบเสริมขึ้นทันควัน
“พี่ใหญ่เก่งที่สุดเลย เด็กทั่วไปทำไม่ได้หรอก พี่ลองให้ไอ้หู่โถวมาทำดูสิ มันทำได้ไหม ไม่มีทาง! หรือจะให้หลี่จวินจวินกับหลี่เหว่ยเหว่ยมาทำ มันจะทำได้เรอะ ก็ไม่! ดูพวกมันแต่ละคนสิชอบทำตัวขี้เก๊ก ที่แท้ก็แค่เด็กกะโปโล พวกมันเทียบกับพวกเราไม่ได้หรอก พวกเราคือลูกผู้ชายตัวจริง! พวกเราเก่งเหมือนผู้ใหญ่แล้ว”
ซูถงไหลพยักหน้าสนับสนุน
“ใช่ๆ ลูกผู้ชาย พี่ชายเก่งที่สุด”
เขายังเด็กเกินไป ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะเป็น แต่เรื่องประจบสอพลอนั้นเก่งกาจไม่แพ้ใคร
“พี่จ๋า อร่อยจังเลย”
ซูจินไหลโบกมืออย่างใจป้ำแล้วประกาศก้อง
“กินไปเลย ถ้าหมดเดี๋ยวตกใหม่! รับรองว่ามีให้กินไม่อั้น”
[จบบท]