บทที่ 308: บทเรียนราคาแพง
เขาเอ่ยปากพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “พวกคุณไม่ควรลงไม้ลงมือกับเด็กจริงๆ นั่นแหละครับ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออกของปัญหาเลย”
สหายตำรวจที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกล่าวตักเตือนชายวัยกลางคนไปประโยคหนึ่ง จากนั้นจึงหันกลับมาพูดคุยกับหวังเซียงซิ่วต่อด้วยเหตุและผล
“แต่ว่าเรื่องนี้ต้นเหตุมันเกิดจากลูกของคุณ แล้วคนที่เริ่มลงมือทำร้ายร่างกายก่อนก็คือลูกของคุณเหมือนกัน ถึงฝ่ายนั้นจะมีความรับผิดชอบส่วนหนึ่ง แต่ทางฝั่งคุณเองก็ต้องรับผิดชอบส่วนใหญ่ พวกเขาทำร้ายเด็กมันไม่ถูกต้องก็จริง แต่ลูกของคุณก็ใช้ก้อนหินปาใส่คนอื่น แถมยังทำเบ็ดตกปลาของเขาหักอีกต่างหาก...”
คุณปู่ที่พูดขึ้นเป็นคนแรกเมื่อครู่นี้รีบเอ่ยเสริมขึ้นมาทันที ราวกับกลัวว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
“คุณตำรวจดูสิครับ พวกเด็กๆ ไม่ใช่แค่ทำลายข้าวของนะ แต่ยังเอาก้อนหินมาปาทุบใส่หลังเท้าของผมด้วยนะ เจ็บจะแย่อยู่แล้ว”
สหายตำรวจจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังและเด็ดขาด เพื่อยุติข้อโต้เถียงของทั้งสองฝ่าย
“ถ้าพวกคุณต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่ายอมความเรื่องนี้กันไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญไปโรงพักกับผมครับ ไปเคลียร์กันให้รู้เรื่องที่สถานีตำรวจ ถ้าคุณจะเอาเรื่องที่พวกเขาตีเด็ก ทางฝั่งเขาก็จะเอาเรื่องที่คุณเริ่มลงมือก่อน แถมยังทำเบ็ดตกปลาหักและทำร้ายร่างกายคนอื่นเหมือนกัน กฎหมายต้องว่ากันไปตามผิดถูกครับ”
หวังเซียงซิ่วได้ยินดังนั้นก็เริ่มใจเสีย แต่ด้วยความที่เป็นคนไม่ยอมคน เธอจึงตะโกนโวยวายกลับไปเสียงดังลั่น
“เบ็ดตกปลาอันเดียวของเขามันจะไปมีค่าอะไรกันยะ ลูกชายของฉันเป็นคนทั้งคนนะ! ของพรรค์นั้นมันจะมาเทียบกับเลือดเนื้อเชื้อไขของคนได้ยังไง”
หวังเซียงซิ่วรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ปากก็ยังคงตะโกนโวยวายออกไปอย่างไม่ยอมแพ้ เพื่อหวังจะข่มอีกฝ่ายให้กลัว สหายตำรวจถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะอธิบายด้วยความอดทน
“ผมไม่ได้บอกว่าเด็กทำผิดแล้วจะปล่อยผ่านไปได้ เอาเป็นว่าพวกคุณต่างฝ่ายต่างชดใช้ค่าเสียหายให้กันและกันก็แล้วกันครับ แฟร์ๆ ทั้งสองฝ่าย”
ชายวัยกลางคนรีบสวนกลับทันควันด้วยความโมโหที่ของรักของหวงต้องมาพังเสียหาย
“ต่างคนต่างชดใช้ก็ต่างคนต่างชดใช้สิครับ เบ็ดตกปลาของผมราคามันแพงมากนะครับ พวกคุณดูสิ ยี่ห้อนี้ไม่ใช่แบรนด์ไก่กาแถวบ้านเรานะ ผมหิ้วมาจากตอนไปทำงานที่เมืองฮู่เชียวนะ ราคาแพงหูฉี่เลยล่ะ แล้วอีกอย่างนะ ไอ้เด็กพวกนี้ตอนที่โผล่มาสภาพก็หน้าบวมปูดเขียวช้ำอยู่ก่อนแล้วด้วย”
เขาแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา พลางพูดเหยียดหยามมองเด็กทั้งสามคนด้วยสายตาดูแคลน
“ดูท่าทางกวนประสาทแบบนี้ก็รู้แล้วว่าไอ้เด็กพวกนี้ไม่ใช่เด็กดีอะไรที่ไหนหรอก เผลอๆ ไปโดนใครที่ไหนซ้อมมาก่อนหน้านี้แล้วด้วยซ้ำมั้ง ถึงได้มีสภาพดูไม่จืดแบบนี้”
“นี่แก!”
หวังเซียงซิ่วโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม หน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโมโห ในเวลานี้เธอรู้สึกหนาวเหน็บในหัวใจอย่างแท้จริง ลองมองดูบรรดาเพื่อนบ้านในบ้านพักรวมที่ยืนอยู่รอบๆ สิ มีตั้งกี่คนที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งคลุมเครือกับเธอ แถมบางคนยังมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งไปถึงขั้นนั้นแล้วด้วยซ้ำ
ถึงแม้ว่า... ถึงแม้ว่าเป้าหมายของเธอคือการเรียกร้องเงินและอาหารจากผู้ชายพวกนั้น แต่เธอก็เป็นฝ่ายเสียสละร่างกายและทุ่มเทให้พวกเขาเหมือนกันไม่ใช่หรือไง
โบราณว่าเอาไว้ ผัวเมียวันเดียวผูกพันร้อยวัน แต่นี่อะไรกัน คนพวกนี้กลับไม่มีเยื่อใยไมตรีให้กันเลยสักนิดเดียว ตอนนี้พอเห็นเธอถูกคนแปลกหน้ารังแก พวกเขากลับยืนดูเฉยๆ ไม่ยอมออกหน้าช่วยเธอเลยสักคน
หวังเซียงซิ่วรู้สึกเจ็บปวดและคับแค้นใจ เธอน่าจะรู้อยู่แล้ว รู้อยู่แล้วว่าผู้ชายพวกนี้มันพึ่งพาไม่ได้ คนที่เธอจะพึ่งพาได้จริงๆ มีแค่ลูกชายของเธอคนเดียวเท่านั้น เธอกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด
สถานการณ์ตอนนี้เริ่มทำให้เธอกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเสียแล้ว ใจจริงเธออยากจะตะโกนด่ากราดต่อไปให้สาสม แต่ถ้าต้องต่างฝ่ายต่างชดใช้ค่าเสียหาย คุณตำรวจต้องเห็นดีเห็นงามด้วยแน่ๆ
ทว่า... เธอก้มลงมองสภาพลูกชาย ดูเหมือนจะเจ็บไม่หนักเท่าไหร่ ถ้าพาไปโรงพยาบาลคงเสียเงินไม่กี่ตังค์ แต่ราคาเบ็ดตกปลาของอีตานั่นน่ะสิ ไม่รู้ว่ามันราคาเท่าไหร่กันแน่ ถ้าแพงระยับอย่างที่มันคุยโว เธอจะเอาปัญญาที่ไหนไปจ่าย
ในจังหวะที่เธอกำลังกัดปากคิดหนักอยู่นั้น ป้าซูก็มองออกทันทีว่าหวังเซียงซิ่วกำลังลำบากใจ หญิงชราผู้เจนจัดจึงงัดไม้ตายออกมาใช้ทันที เธอแสร้งบีบน้ำตา ร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความน่าสงสาร
“พวกเรามันแม่ม่ายลูกกำพร้า ใช้ชีวิตลำบากกันมาตั้งหลายปี ฉันรู้ว่าพวกเราอาจจะละเลยการดูแลเด็กๆ ไปบ้าง แต่ชีวิตของครอบครัวแม่ม่ายอย่างบ้านเรามันไม่ง่ายเลยนะ...”
เธอเริ่มต้นด้วยการตีหน้าเศร้าเล่าความรันทด เรียกคะแนนความเห็นใจจากจีนมุง ก่อนจะตามด้วยประโยคเด็ดเพื่อตัดบทเรื่องเงิน
“สภาพบ้านช่องห้องหอของพวกเราก็อย่างที่เห็น แค่จะหาข้าวกินให้อิ่มท้องยังยากเต็มทน แล้วจะไปเอาเงินที่ไหนมาชดใช้ค่าเบ็ดตกปลาให้คุณได้ล่ะคะ? ถ้าไม่ใช่เพราะว่าอดอยากปากแห้ง เด็กๆ ทั้งสามคนจะแอบหนีขึ้นเขามาตกปลาทำไมกัน เป็นความผิดของพวกเราเองที่เป็นย่าเป็นแม่แต่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกหลาน...”
มุกเรียกคะแนนสงสารแบบนี้ คนในบ้านพักรวมเห็นกันจนชินชาแล้ว แต่สำหรับคนนอกที่ไม่เคยเห็น พอได้ฟังหญิงชราร้องไห้คร่ำครวญแบบนี้ ท่าทีที่เคยแข็งกร้าวก็เริ่มอ่อนลงหลายส่วน แม้แต่สหายตำรวจเองก็ยังมีท่าทีเห็นใจ ป้าซูจึงรีบพูดต่อเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มเป็นใจ
“เด็กๆ ทำผิด กลับไปบ้านพวกเราจะอบรมสั่งสอนให้ดีแน่นอนค่ะ รับรองว่าจะไม่ให้ไปก่อเรื่องซุกซนที่ไหนอีก ขอร้องเถอะนะคะ พวกคุณอย่าไปถือสาหาความเด็กมันเลย... หลานฉันทำผิดก็จริง แต่พวกคุณเป็นผู้ใหญ่ ลงไม้ลงมือกับเด็กขนาดนี้มันก็ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นะคะ”
จ้าวชุ่ยฮวาและคนอื่นๆ ที่ตามออกมาช่วยกันตามหาเด็กที่ชานเมือง พอเห็นท่าทางดัดจริตของป้าซูแบบนี้ ก็รู้ไส้รู้พุงทันทีว่ายัยเฒ่าคนนี้กำลังคิดจะทำอะไร ก็แค่อยากจะเบี้ยวค่าเสียหายและจบเรื่องให้เร็วที่สุดนั่นแหละ เป็นไปตามคาด ป้าซูพูดขึ้นเพื่อสรุปจบว่า
“ฉันคิดว่าเหตุการณ์วันนี้คงเป็นบทเรียนราคาแพงให้เด็กๆ ได้แล้ว ฉันหวังว่าพวกเขาจะจำใส่ใจ ส่วนเรื่องในวันนี้ ทางเราก็ไม่ได้คิดจะไปเรียกร้องค่าเสียหายหรือพาเด็กไปโรงพยาบาลหรอกนะ
ทางบ้านยากจนข้นแค้นขนาดนี้ จะเอาเงินที่ไหนไปหาหมอ คงได้แต่ให้พวกเขานอนพักรักษาตัวกันเองนั่นแหละค่ะ พวกคุณอย่าไปถือสาคำพูดของลูกสะใภ้ฉันเลยนะคะ ฉันไม่คิดจะเอาเรื่องเอาราวกับพวกคุณหรอกค่ะ”
สหายตำรวจเห็นว่าป้าซูช่างเป็นหญิงชราที่เข้าใจโลกและมีเหตุผล จึงรีบสรุปทันทีด้วยความโล่งใจ
“ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีส่วนผิด ถ้าอย่างนั้นก็ให้เรื่องมันจบแค่นี้เถอะครับ แยกย้ายกันไปดีกว่า”
มนุษย์เราย่อมมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สหายตำรวจมี ชายคู่กรณีทั้งสองคนก็มี รวมถึงชาวบ้านที่มามุงดูด้วย ทุกคนต่างพากันพูดจาไกล่เกลี่ยให้เรื่องจบๆ ไป ชายวัยกลางคนเม้มปากแน่นก่อนจะพูดขึ้นอย่างจำยอม
“งั้นก็ช่างมันเถอะ ถือซะว่าคราวนี้พวกเราฟาดเคราะห์ไปก็แล้วกัน”
งานนี้ตระกูลซูไม่ได้กำไร แต่เขาขาดทุนย่อยยับแน่ๆ เบ็ดตกปลาสุดหวงของเขา! แต่เมื่อเห็นสภาพแม่ม่ายลูกกำพร้าตรงหน้า เขาก็พูดไม่ออก และอีกอย่าง เขาเองก็ลงมือตบตีเด็กไปจริงๆ นั่นแหละ จะไปเรียกร้องอะไรมากก็คงดูไม่ดี
“เอาล่ะ ในเมื่อตกลงกันได้แล้วว่าต่างคนต่างไม่เอาเรื่อง ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็ให้มันจบลงตรงนี้ ต่างฝ่ายต่างขอโทษขอโพยกัน แล้วรีบลงจากเขากันเถอะครับ นี่มันก็ดึกมากแล้ว”
ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ขืนไม่รีบกลับบ้าน พรุ่งนี้จะมีแรงตื่นไปทำงานได้ยังไง
“ใช่ครับ กลับกันเถอะ”
“นั่นสิ เดินกลับกันเถอะ”
สหายตำรวจหันมาพูดกับแม่เด็กด้วยความหวังดี
“สหายหวังเซียงซิ่ว ลูกของคุณโตๆ กันแล้วนะ คนโตก็ปาเข้าไปสิบกว่าขวบแล้ว คนเล็กก็อยู่ในวัยที่ควรจะรู้ความได้แล้ว จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้นะครับ กลับไปต้องอบรมสั่งสอนให้ดี ครั้งนี้พวกเรายังตามหาเด็กเจอ แต่ถ้าครั้งหน้าหาไม่เจอจะทำยังไง”
เขามองไปที่เด็กชายทั้งสามคนพลางพูดด้วยความปรารถนาดีและน้ำเสียงที่จริงจัง
“เด็กๆ ครับ ถึงชีวิตที่บ้านจะลำบาก แต่พวกเราก็ทำตัวเกเรแบบนี้ไม่ได้นะ ดูสภาพพวกหนูสิ ออกมาข้างนอกทำไมไม่บอกแม่กับย่าให้รู้บ้าง รู้ไหมว่าพวกท่านเป็นห่วงมากแค่ไหน”
ซูจินไหลรู้สึกหวาดกลัวคุณอาตำรวจคนนี้อยู่บ้าง แต่ลึกๆ ในใจก็ยังรู้สึกไม่ยอมรับ เขาได้แต่ก้มหน้าเงียบ แต่ในใจกลับก่นด่าสาปแช่ง อยากจะแช่งให้ตำรวจคนนี้ตกน้ำตายไปซะเลย เขาโดนคนตีเจ็บจะตาย แต่ผู้ใหญ่สองคนนี้กลับไม่ช่วยแก้แค้นให้เขา เป็นคนดีประสาอะไร แต่ใครก็ตามที่ไม่ยอมเข้าข้างบ้านเขาก็คือขยะทั้งนั้นแหละ
สหายตำรวจสังเกตเห็นอุปกรณ์ข้างตัวเด็กจึงถามขึ้น
“แล้วเบ็ดตกปลากับถังน้ำนี่ พวกหนูเอามาจากไหนครับ”
“ผมเอามาจากโรงเรียน” ซูจินไหลตอบห้วนๆ
สหายตำรวจชะงักไปครู่หนึ่ง
“...”
เขาเม้มปากแน่นถามต่อ “ทางโรงเรียนเขารู้เรื่องไหม”
ซูจินไหลส่ายหน้า ในเมื่อโรงเรียนไม่รู้ นั่นก็เรียกว่าขโมย!
สหายตำรวจมองเด็กคนนี้ แม้ท้องฟ้าจะมืดสลัวและเด็กชายเอาแต่ก้มหน้า จนมองไม่เห็นสีหน้าแววตา แต่ในใจของตำรวจกลับกระจ่างแจ้งขึ้นมาทันที เกรงว่าในอนาคตเขาคงจะได้ข้องเกี่ยวกับเด็กคนนี้อีกไม่น้อยแน่ๆ เขาจึงทำเสียงเข้มขึ้นเพื่อสั่งสอน
“หนูน้อย พวกเธอรู้ไหมว่า มีคำกล่าวที่ว่าตอนเด็กขโมยเข็ม พอโตขึ้น...”
ยังไม่ทันที่ตำรวจจะพูดจบประโยค หวังเซียงซิ่วก็รีบพูดแทรกขึ้นมาทันที
“คุณตำรวจคะ คุณเลิกอบรมลูกฉันได้แล้วค่ะ ลูกฉันโดนตีจนเจ็บขนาดนี้ เขาก็รู้สึกแย่มากพออยู่แล้ว ฉันรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ถูก แต่พวกเราเป็นพ่อแม่ยังให้อภัยแกได้ แล้วคุณเป็นคนนอกมีสิทธิ์อะไรมาไม่ยอมจบไม่ยอมสิ้นคะ”
หวังเซียงซิ่วเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี สำหรับเธอแล้วลูกชายคือแก้วตาดวงใจที่เธอรักที่สุด ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาว่าลูกเธอไม่ดีทั้งนั้น ในสายตาของเธอ สหายตำรวจคนนี้ไม่ยอมเข้าข้างครอบครัวเธอ ก็เท่ากับว่าเป็นคนไม่ดี น้ำเสียงที่เธอใช้พูดด้วยจึงไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย
สหายตำรวจ “...”
ป้าซูเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดแทรกขึ้นมาอย่างรู้งาน
“ซิ่วเอ๋อร์! เธอพูดจาภาษาอะไรของเธอ ถ้าเธอยังพูดจาแบบนี้ แม่คงต้องอบรมเธอบ้างแล้วนะ ลองคิดดูสิ ถ้าไม่ได้สหายตำรวจช่วยไว้ ป่านนี้เราจะหาเด็กๆ เจอได้ง่ายๆ แบบนี้เหรอ แม่รู้นะว่าเธอดีใจที่เจอลูก แต่จะมาทำตัวลืมตัวแบบนี้ไม่ได้ รีบขอโทษเขาเดี๋ยวนี้เลย”
หวังเซียงซิ่วเห็นสายตาพิฆาตของแม่สามีก็รีบเอ่ยปากขอโทษทันที แม้ในใจจะไม่ยินยอม แต่ปากก็พูดออกไปอย่างไม่อิดออด
สหายตำรวจ “...”
จะให้พูดว่ายังไงดีล่ะ... ฟังดูก็รู้ว่าไม่มีความจริงใจเลยสักนิด
พวกเขาทำงานเป็นตำรวจ ย่อมรู้ดีที่สุดว่า ‘ไม่งามที่แม่ปู จะให้ลูกปูเดินตรงได้ยังไง’ เด็กหลายคนต้องเสียคนก็เพราะพ่อแม่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีและให้ท้ายลูกจนเคยตัว เขาจึงกำชับทิ้งท้ายว่า
“พวกคุณกลับไปแล้ว ต้องอบรมสั่งสอนเด็กๆ ให้ดีจริงๆ นะครับ”
“พวกเรารู้ค่ะ ทราบแล้วค่ะ”
ป้าซูรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ สีหน้าดูจริงใจสุดซึ้ง
สหายตำรวจคิดในใจว่า แม่สามีคนนี้ยังดูเข้าท่ากว่าลูกสะใภ้เยอะ
...
กว่าทุกคนจะจัดการเรื่องราว ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าเด็กหาย ช่วยกันออกตามหา จนกระทั่งพาตัวกลับมาถึงบ้าน ก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่าแล้ว
หู่โถวกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อหลับปุ๋ยไปนานแล้ว แต่เพราะคนในครอบครัวยังไม่กลับมา หมิงเหม่ยจึงไม่กล้านอนหลับ เธอได้แต่นั่งหาวหวอดๆ รออยู่ที่ลานบ้านร่วมกับคนอื่นๆ
ตอนนี้ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่ลานหน้าบ้าน ยกเว้นคนท้องสามคน หญิงชราที่อายุมากเกินไปสองคน และหลานซื่อไห่ นอกนั้นต่างก็นั่งสัปหงกด้วยความง่วงและเหนื่อยล้าเต็มที
ในขณะที่ทุกคนกำลังจะหลับมิหลับแหล่ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงพูดคุยจอแจดังแว่วมา คาดว่ากลุ่มคนที่ออกไปตามหาเด็กคงกลับมากันแล้ว
และก็เป็นไปตามคาด คนแรกที่เดินเข้ามาคือจ้าวชุ่ยฮวา ตามมาด้วยคนอื่นๆ ที่ทยอยเดินตามกันเข้ามา จ้าวชุ่ยฮวาเอ่ยขึ้นทันทีที่เห็นหน้าลูกสะใภ้ “พวกเธอยังรออยู่อีกเหรอ รีบไปพักผ่อนกันเถอะ”
เธอบอกข่าวดี “เจอตัวเด็กแล้วล่ะ”
เพื่อนบ้านคนอื่นที่เดินตามเข้ามาเสริมว่า “เจ้าเด็กพวกนั้นแอบขึ้นเขาไปตกปลากันน่ะ”
หมิงเหม่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไปตกปลาเหรอคะ? ไปกันเองโดยไม่บอกทางบ้านสักคำเนี่ยนะ?”
“ก็ใช่น่ะสิ แอบหนีไปกันเองจริงๆ ให้ตายเถอะ...”
“ช่างเถอะๆ อย่าพูดถึงมันอีกเลย เดี๋ยวหวังเซียงซิ่วได้ยินเข้าก็จะมาโวยวายอีก”
“ฉันกลัวเธอหรือไง? ตลกตายล่ะ พวกเราอุตส่าห์ช่วยกันตามหามาทั้งคืน ผลสุดท้ายเด็กพวกนั้นแค่หนีไปซนบนเขา...”
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นว่าเพื่อนบ้านเริ่มบ่นด้วยความไม่พอใจ จึงตัดบทไม่ให้คุยเรื่องนี้ต่อ เธหันมาสั่งลูกสะใภ้ว่า
“หมิงเหม่ย รีบกลับเข้าห้องไปนอนเถอะ”
เวลานั้นจวงจื้อซีก็เดินเข้ามาพอดี เขาจูงมือภรรยากลับเข้าห้อง หมิงเหม่ยล้างหน้าแปรงฟันรอไว้นานแล้ว เธอถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกเหลือแต่เสื้อกล้ามแล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มทันที ปากก็บ่นงึมงำ
“ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว แต่ก็ไม่วางใจ เป็นห่วงพวกคุณ กะว่าจะรอให้กลับมาก่อนค่อยนอน... ว่าแต่แผลของซูจินไหลกับซูอวิ๋นไหล ทำไมดูเหมือนจะหนักกว่าเดิมอีกล่ะคะ”
“โดนคนกระทืบมาน่ะสิ สมควรโดนแล้ว หาเรื่องเอง”
หมิงเหม่ย “หือ...”
ใจจริงเธออยากจะถามไถ่เรื่องชาวบ้านต่ออีกหน่อย แต่ร่างกายมันประท้วงว่าไม่ไหวแล้ว หนังตาหนักอึ้งจนลืมไม่ขึ้น...
จวงจื้อซี “พวกเขา...”
เขากำลังจะเล่าต่อ แต่พอหันไปมองก็เห็นว่าหมิงเหม่ยหลับปุ๋ยไปเรียบร้อยแล้ว หลับเร็วอย่างกับปิดสวิตช์ เขาอมยิ้มบางๆ อย่างเอ็นดู ก่อนจะค่อยๆ ย่องไปหยิบกะละมังเดินออกไปข้างนอกอย่างเบามือ
วิ่งวุ่นตามหาเด็กมาทั้งคืน เหงื่อท่วมตัวขนาดนี้ เขาต้องขอล้างตัวสักหน่อย ไม่ใช่แค่เขาที่คิดแบบนี้ สองพ่อลูกตระกูลไป๋เองก็กำลังยืนอาบน้ำกันอยู่ที่ลานบ้านเหมือนกัน
ส่วนพวกผู้หญิงต่างแยกย้ายกันเข้าบ้านไปหมดแล้ว ไม่ใช่เพราะเขินอายพวกผู้ชาย แต่เป็นเพราะพวกผู้หญิงเข้าบ้านไปก่อน พวกผู้ชายถึงค่อยกล้าออกมาอาบน้ำ
ดึกป่านนี้แล้ว ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะมาทักทายปราศรัยกันอีก และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องสนุกๆ แบบตอนโจวฉวินหรือไป๋เฟิ่นโต้วก่อเรื่อง ที่จะมายืนมุงดูด้วยความบันเทิงได้
เรื่องในวันนี้ทำเอาทุกคนเหนื่อยสายตัวแทบขาด ไม่มีเรื่องอะไรน่าคุยทั้งนั้น สิ่งเดียวที่ทุกคนต้องการคือกลับเข้าบ้าน หัวถึงหมอน แล้วหลับเป็นตาย
จวงจื้อซีกำลังวักน้ำล้างตัวอยู่ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกำลังแอบมอง เขาหันขวับไปมองทันที เห็นผ้าม่านหน้าต่างบ้านตระกูลซูขยับไหวๆ
ไม่รู้ว่าใครแอบดูอยู่หลังผ้าม่านนั่น ดีนะที่เขาไม่ได้ถอดเสื้อผ้าออกหมด ไม่อย่างนั้นคงโดนดูของดีไปฟรีๆ น่าขนลุกชะมัด... เขารีบล้างตัวอย่างรวดเร็วแล้วเตรียมจะกลับเข้าบ้าน
ไป๋เฟิ่นโต้วทักขึ้น “นายทำอะไรน่ะ? รีบอย่างกับหนีกระต่าย”
เจ้าตัวอาบน้ำอย่างเชื่องช้าอ้อยอิ่ง
จวงจื้อซีตอบกลับ “ผมเหนื่อย จะรีบไปนอน”
ไป๋เฟิ่นโต้วทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ “แค่นี้ก็เหนื่อยแล้ว? เป็นวัยรุ่นซะเปล่า ร่างกายอ่อนแอจริงๆ นะนายน่ะ”
เขายังแซวต่อ “สงสัยต้องหาอะไรมาบำรุงหน่อยแล้วมั้ง”
จวงจื้อซียิ้มมุมปาก ไม่ต่อปากต่อคำ โบกมือลาแล้วเดินเข้าห้องไป ตอนที่เขาเข้ามา หมิงเหม่ยหลับลึกไปแล้ว จวงจื้อซีล็อคประตูแน่นหนาแล้วล้มตัวลงนอนทันที เอาเวลาที่ไปยืนฟังเรื่องไร้สาระพวกนั้นมานอนเก็บแรงยังจะดีซะกว่า
บ้านตระกูลจวงถือเป็นบ้านที่เข้านอนเร็วที่สุด หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ปิดไฟนอนกันหมดทั้งบ้าน ส่วนเรื่องเม้าท์มอยเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน วันนี้ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ
เมื่อเห็นบ้านตระกูลจวงปิดไฟ หวังเซียงซิ่วก็ปล่อยผ้าม่านลง
เธอกดเสียงต่ำก่นด่า “พวกคนไม่มีหัวใจ ลูกชายฉันเจ็บขนาดนี้ ไม่เห็นมีใครโผล่หัวมาช่วยสักคน อย่างน้อยๆ เอายามาให้ หรือช่วยบริจาคเงินสักหน่อยก็ยังดี นี่อะไร หายหัวกันไปหมด”
ป้าซูถอนหายใจ “คนเรามันก็เห็นแก่ตัวกันทั้งนั้นแหละ เธอยังจะไปหวังพึ่งคนอื่นอีกเหรอ? คนพวกนี้นะ ภาวนาให้พวกเราล่มจมซะมากกว่า จะได้คอยสมน้ำหน้า เรื่องพวกนี้มันไม่ใช่ว่าเธอเพิ่งจะเคยเจอซะหน่อย อยู่มาตั้งกี่ปีแล้ว ทำไมยังมองสันดานดิบที่เย็นชาและไร้น้ำใจของคนพวกนี้ไม่ออกอีก”
“ฉันรู้น่ะแม่ แต่พอคิดถึงทีไรมันก็อดเจ็บใจไม่ได้...”
เธอเหลือบมองไปทางสองพ่อลูกตระกูลไป๋ที่กำลังอาบน้ำอยู่ข้างนอก แล้วเบ้ปากด้วยความรังเกียจ
“ไป๋เฟิ่นโต้วก็เหมือนกัน หน้าด้านจริงๆ ไม่คิดจะเดินมาปลอบใจบ้านเราบ้างเลย ฉันอุตส่าห์ดีกับเขาขนาดนั้น ไอ้คนเนรคุณเอ๊ย”
ฮุ่ยฮุ่ยแอบมองลูกพี่ลูกน้องของตัวเองแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่า อีพี่สาวคนนี้มันช่างมหัศจรรย์พันลึกจริงๆ มีหน้าไปด่าชาวบ้านเขาอีก ตัวเองเป็นใครทำไมเขาต้องมาช่วยเหลือ?
ฮุ่ยฮุ่ยไม่ชอบหน้าญาติผู้พี่คนนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งมาเจอเรื่องวันนี้ ยิ่งรู้สึกเกลียดขี้หน้าหนักเข้าไปอีก เป็นบ้าอะไรของมันนักหนา
หวังเซียงซิ่วพูดต่อ “ไม่ได้การล่ะ พรุ่งนี้ฉันต้องไปหาไป๋เฟิ่นโต้วหน่อยแล้ว จะมาทำเป็นมองไม่เห็นหัวคนบ้านเราแบบนี้ได้ยังไง”
ทันใดนั้น เธอก็หันขวับมามองฮุ่ยฮุ่ย แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกๆ
“ฮุ่ยฮุ่ยจ๊ะ พี่สาวดีกับเธอไหม?”
[จบบท]