บทที่ 321: เห็นตายไม่ช่วย
ทางด้านของพวกจ้าวชุ่ยฮวากำลังวิ่งหน้าตื่นตามมา จวงจื้อซีประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าถ้าขืนยังอยู่ที่เดิมคงไม่ดีแน่ เขากวาดสายตามองไปทางห้องส้วม
ทว่าห้องส้วมนี้เพิ่งจะสร้างใหม่ ต่อให้คิดอยากจะล่อให้อีกฝ่ายตกลงไปในบ่อเกรอะก็คงทำไม่ได้ เพราะหลังจากบูรณะใหม่แล้ว โครงสร้างตรงนี้แข็งแรงแน่นหนาขึ้นมาก
จวงจื้อซีเห็นว่าระหว่างตนเองกับคนร้ายยังพอมีระยะห่างอยู่บ้าง จึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนกำแพงอย่างรวดเร็ว อวี๋เป่าซานวิ่งไล่ตามมาติดๆ เงื้อมีดฟันฉับขึ้นไปข้างบน แต่ก็ฟันไม่โดน!
ความจริงแล้วเขาสามารถเลือกที่จะวิ่งไล่ตามหวังเซียงซิ่วต่อไปได้ แต่เขายังจำได้ว่าหวังเซียงซิ่วสามารถหักหลังไป๋เฟิ่นโต้วได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกเล่นงานจวงจื้อซีแทน เพราะหวังเซียงซิ่วอาจจะมีประโยชน์ในภายภาคหน้า หากเขาหนีรอดไปได้ ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากหวังเซียงซิ่วให้ไปจัดการกับไป๋เฟิ่นโต้วได้อีกต่อหนึ่ง
จวงจื้อซีคว้าแผ่นกระเบื้องบนกำแพงขึ้นมาได้ ก็ขว้างใส่หัวของอวี๋เป่าซานเต็มแรง!
เวลานี้เฒ่าจวงและจ้าวชุ่ยฮวากำลังจะวิ่งมาถึงแล้ว จวงจื้อซีจึงตะโกนลั่นด้วยความเป็นห่วง
“พ่อ แม่ รีบหนีไป!”
ครืนนนน...
สายฟ้าแลบแปลบปลาบพาดผ่านท้องฟ้า เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องตามมาอีกระลอก
จวงจื้อซีเหลือบไปเห็นว่าภรรยาของตนเองก็วิ่งตามออกมาด้วย เขาแทบจะหัวใจวายตาย รีบตะโกนสั่งเสียงหลง
“หมิงเหม่ย คุณรีบกลับไปเดี๋ยวนี้!”
ทว่าหมิงเหม่ยกลับไม่ฟังคำสั่งของจวงจื้อซี ในบรรดาคนในบ้าน คนที่มีทักษะการต่อสู้ดีที่สุดก็คือเธอ ถ้าเธอไม่ลงมือ แล้วคนอื่นก็ไม่ยอมยื่นมือเข้ามาช่วย จวงจื้อซีจะต้องเสียท่าอย่างแน่นอน และต่อให้ครั้งนี้เขาไม่เป็นอะไร คนพาลคนนี้ก็ต้องย้อนกลับมาแก้แค้นในภายหลังแน่ ดังนั้นต้องจับตัวมันให้ได้
หมิงเหม่ยเคยได้ยินเรื่องซุบซิบในลานบ้านมาไม่น้อย ย่อมรู้ดีว่าไอ้คนชั่วร้ายจิตใจอำมหิตคนนี้มีสันดานเป็นอย่างไร
เธอจะมัวยืนดูเฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด หมิงเหม่ยคว้าไม้กวาดที่วางอยู่ในลานบ้าน กระชับมือแน่นแล้ววิ่งพุ่งตรงเข้ามาทันที
“แม่งเอ้ย นังผู้หญิงสารเลว!”
ตำแหน่งที่หมิงเหม่ยยืนอยู่นั้นไกลกว่าพวกจ้าวชุ่ยฮวา เมื่อเห็นว่าพวกพ่อกับแม่สามีวิ่งเข้าไปใกล้รัศมีอันตราย และอวี๋เป่าซานก็กำลังเงื้อมีดเตรียมจะฟันคน หมิงเหม่ยจึงตัดสินใจขว้างไม้กวาดในมือออกไปสุดแรงเกิด
ไม้กวาดลอยละลิ่วแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างจัง อวี๋เป่าซานเอี้ยวตัวหลบได้หวุดหวิด เขาตั้งท่าจะกระโจนเข้าใส่คนอีกครั้ง แต่ก็ถูกแผ่นกระเบื้องที่จวงจื้อซีปาลงมาจากกำแพงกระแทกเข้าใส่อีกที
“จวงจื้อซี ไอ้คนสมควรตาย แกแน่จริงก็ลงมาสิวะ!”
อวี๋เป่าซานเงยหน้าขึ้น ตวาดลั่นพร้อมกับตวัดมีดฟันสวนขึ้นไปด้านบนสุดแรง
เคร้ง!
ในชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตาย ทันใดนั้นท้องฟ้าก็สว่างวาบ...
ลำแสงจ้าจากฟากฟ้ารวมจุดไปที่ใบมีดโลหะ... ครืนนนนน!
เปรี้ยง!
ควันสีเทาลอยกรุ่นขึ้นจากศีรษะของอวี๋เป่าซาน ร่างของเขาล้มตึงลงกับพื้นทันที ร่างกายชักกระตุกเกร็งไปมา...
“เชี่ยเอ้ย เขาเป็นอะไรไปน่ะ”
“อย่าขยับนะ!”
จ้าวชุ่ยฮวารีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเฒ่าจวงเอาไว้แน่น
“ห้ามแตะต้องตัวเขาเด็ดขาด!”
จวงจื้อซีตะโกนลงมาจากบนกำแพง
“อวี๋เป่าซานถูกฟ้าผ่า!”
“หา? เชี่ยแล้ว!”
“จริงหรือหลอกเนี่ย?”
“เมื่อกี้เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นมากจริงๆ นี่คงเป็นเวรกรรมตามทันแล้วสินะ?”
“จะออกไปดูหน่อยไหม?”
“น่าจะไม่เป็นไรแล้วมั้ง ดูสิ จวงจื้อซียังไม่ขยับเลย ยืนแข็งทื่อไปแล้ว”
“นั่นสิ”
จวงจื้อซียืนนิ่งอยู่บนกำแพง จากมุมนี้ในลานบ้านสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจน จะบอกว่าพวกเขาส่งเสียงเอะอะโวยวายจนคนอื่นได้ยินกันหมดแล้วก็ว่าได้ แต่กลับไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาช่วยสักคน
ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ อาจจะมีคนออกมาดูบ้าง แต่กรณีของอวี๋เป่าซานนั้นแตกต่างออกไป อวี๋เป่าซานถือมีดไล่ฟันคน แถมยังมีสถานะเป็นพวกกลุ่มนั้นอีก
เวลานี้ทุกคนต่างไม่อยากไปตอแยกับพวกคณะกรรมการอะไรนั่น กลัวว่าถ้าสอดมือเข้าไปยุ่งจะกลายเป็นการหาเรื่องใส่ตัว เลยได้แต่หดหัวอยู่ในบ้านไม่กล้าออกมา แต่ในเมื่อตอนนี้คนร้ายสิ้นฤทธิ์ไปแล้ว แบบนี้ย่อมเป็นโอกาสให้พวกเขาค่อยๆ แง้มประตูชะโงกหน้าออกมาดูกันทีละคน
พอเห็นว่าไม่มีอันตรายแล้ว เหล่าจีนมุงถึงได้พากันเดินออกมา ทุกคนต่างชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่สนใจเม็ดฝนที่ตกลงมาใส่ตัวแม้แต่น้อย
จวงจื้อซีรีบกระโดดลงจากกำแพง วิ่งตรงดิ่งมาหาหมิงเหม่ย เธอวิ่งออกมาโดยไม่ได้สวมแม้แต่เสื้อกันฝน จวงจื้อซีรีบถอดเสื้อกันฝนของตัวเองออกมาคลุมร่างเธอไว้ กอดภรรยาแน่นแล้วเอ่ยตำหนิด้วยความเป็นห่วง
“ภรรยา คุณไม่เป็นไรใช่ไหม? ทำไมถึงดื้อไม่เชื่อฟังแบบนี้ ผมบอกแล้วไงว่าอย่าออกมา”
หมิงเหม่ยตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง
“คุณเป็นสามีฉัน คนอื่นอาจจะเห็นคุณตายแล้วไม่ช่วย แต่ฉันจะทนดูคุณตายโดยไม่ช่วยไม่ได้”
ขอบตาของจวงจื้อซีร้อนผ่าวจนแดงก่ำ
นั่นสินะ ในโลกใบนี้ จะมีสักกี่คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคุณได้ขนาดนี้ ท่ามกลางผู้คนมากมาย สุดท้ายก็มีเพียงพ่อแม่และภรรยาของเขาเท่านั้นที่วิ่งฝ่าอันตรายออกมา เขาพยายามฝืนยิ้มออกมาทั้งน้ำตา แล้วถามด้วยความห่วงใย
“แล้วคุณรู้สึกยังไงบ้าง? ลูกในท้องรู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม?”
หมิงเหม่ยส่ายหน้าเบาๆ
“พวกเขาแข็งแรงดี พวกเขารู้ว่าแม่กำลังออกมาช่วยพ่ออยู่”
จวงจื้อซียกมือขึ้นลูบแก้มของหมิงเหม่ยเบาๆ สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบ
เพราะสงสัยว่าอวี๋เป่าซานอาจจะถูกฟ้าผ่าจนมีกระแสไฟฟ้าค้างอยู่ ทุกคนเลยไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้องร่างนั้น
คนโดนไฟดูด จะให้ใครสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปจับตัวได้ที่ไหน ยิ่งในสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้แบบนี้ ยิ่งไม่มีใครกล้าเสี่ยง
“ผมจะไปตามตำรวจที่สถานี”
“ได้ นายไปเถอะ”
“ทุกคนอย่าขยับนะ”
“ของที่ตกอยู่บนพื้นก็ห้าม...”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค แสงสว่างวาบก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง... ครืนนนน!
เปรี้ยง!
ทุกคนยังอ้าปากค้างพูดไม่ทันจบคำ ก็ได้เห็นภาพสยดสยองกับตาตัวเองอีกครั้ง สายฟ้าลูกใหญ่ฟาดเปรี้ยงลงมาที่ร่างของอวี๋เป่าซานซ้ำอีกรอบ คราวนี้อวี๋เป่าซานไม่ใช่แค่มีควันลอยขึ้นจากหัว แต่ร่างทั้งร่างไหม้เกรียมเป็นตอตะโกดำเมี่ยมไปในพริบตา
ฝูงชนเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง ไม่มีใครกล้าขยับตัวแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
นี่มัน...
“ว๊ากกก! รีบกลับบ้านเร็ว!”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว กลับบ้านกันเถอะ!”
“นี่ไปทำกรรมหนักอะไรไว้เนี่ย ถึงกับโดนฟ้าผ่าตายคาที่แบบนี้!”
“ตายหรือยังน่ะ?”
“ไม่รู้สิ รีบหนีเถอะ!”
จวงจื้อซีรีบดันหลังหมิงเหม่ยกับพ่อแม่ของตนเองให้กลับเข้าบ้าน
“พ่อกับแม่รีบพาหมิงเหม่ยกลับเข้าไปก่อน ผมจะยืนเฝ้าอยู่ตรงประตูนี้ คอยดูอยู่ห่างๆ รอให้ตำรวจมาถึงแล้วค่อยว่ากัน”
“ได้!”
“เร็วเข้า!”
ชาวบ้านร้านตลาดไม่มีใครกล้าเสนอหน้าอยู่ข้างนอกอีกต่อไป สภาพอากาศที่มีฝนฟ้าคะนองน่ากลัวขนาดนี้ ใครจะไปกล้าเสี่ยงตาย!
แม้ฝูงชนจะดูแตกตื่นโกลาหล แต่ทุกคนกลับสับขาหลบหนีกลับเข้าบ้านของตัวเองอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครลังเลเลยสักนิด
ชีวิตใครใครก็รัก รักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ก่อนสำคัญที่สุด จวงจื้อซีกำชับมารดาอีกครั้ง
“แม่ แม่ช่วยดูแลหมิงเหม่ยด้วยนะ เดี๋ยวพอตำรวจมาถึงผมต้องอธิบายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกเขาฟัง”
“ได้ ฉันรู้แล้ว”
ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับเข้าบ้านอย่างรวดเร็ว สีหน้าของหมิงเหม่ยดูซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด จ้าวชุ่ยฮวาเห็นดังนั้นจึงรีบพูดขึ้น
“เดี๋ยวฉันจะไปต้มน้ำขิงร้อนๆ มาให้ หมิงเหม่ยเธอนั่งพักก่อน ถ้ามีอาการไม่สบายตรงไหนต้องรีบบอกนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะรีบพาเธอไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย”
หมิงเหม่ยรีบตอบ
“หนูพักสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้นค่ะ แค่เมื่อกี้วิ่งเร็วไปหน่อยเท่านั้น”
ความจริงเธอไม่ได้ลงมือออกแรงต่อสู้อะไร แค่วิ่งหน้าตั้งออกมาเร็วไปหน่อยเท่านั้นเอง
จ้าวชุ่ยฮวาเห็นว่าลูกสะใภ้เปียกฝนจนตัวชื้น จึงหันไปสั่งลูกสะใภ้อีกคน
“สะใภ้ใหญ่ เธอรีบไปเอากระติกน้ำร้อนในห้องเธอมาเร็วเข้า หมิงเหม่ย เดี๋ยวเธอกลับไปอาบน้ำอุ่นในห้องให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นก่อนนะ”
เหลียงเหม่ยเฟินรีบขยับตัวลุกขึ้นทันที เธอเองก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงตื่นขึ้นมาแล้ว แต่สามีของเธอพุ่งออกไปก่อนและถูกจ้าวชุ่ยฮวาตะโกนห้ามไว้
จวงจื้อหย่วนร้อนใจจนเดินวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่น แต่เขาออกไปไม่ได้ เพราะในบ้านยังมีทั้งลูกเล็กสองคน ภรรยา และน้องสะใภ้ที่กำลังท้องแก่ ใครจะไปรู้ว่าข้างนอกเกิดเรื่องบ้าบออะไรขึ้น หากมีใครบุกเข้ามาลำพังเหลียงเหม่ยเฟินคนเดียวคงรับมือไม่ไหวแน่
ดังนั้นต่อให้เขาร้อนใจแทบตาย ก็ยังต้องปักหลักเฝ้าอยู่ในบ้าน เหลียงเหม่ยเฟินเองก็ตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก แต่หมิงเหม่ยกลับพุ่งตัวออกไปแล้ว
เหลียงเหม่ยเฟินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น และไม่กล้าซักไซ้ให้มากความ รีบเข้าไปประคองหมิงเหม่ยกลับเข้ามาในบ้าน หมิงเหม่ยหันมาบอกพี่สะใภ้
“พี่สะใภ้ พี่ออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะค่ะ ฉันขอจัดการตัวเองสักหน่อย”
เธอกลัวว่าตัวเองจะเป็นหวัด ซึ่งมันจะไม่เป็นผลดีต่อลูกในท้อง เธอจึงไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของแม่สามี รีบใช้น้ำร้อนสระผมอย่างรวดเร็ว ใช้ผ้าขนหนูห่อผมเอาไว้ แล้วรีบอาบน้ำชำระร่างกาย จนกระทั่งความหนาวเย็นที่เกาะกุมร่างกายเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น
ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ ความจริงแล้วโดนฝนแค่นิดหน่อยก็ไม่น่าจะหนาวอะไร แต่หมิงเหม่ยไม่กล้าเสี่ยงเธออุ้มท้องลูกแฝดอยู่ ความปลอดภัยของลูกต้องมาก่อน
หมิงเหม่ยสวมเสื้อแขนยาวทับอีกชั้น แล้วเดินกลับมาที่ห้องโถงกลาง จ้าวชุ่ยฮวาต้มน้ำขิงเสร็จพอดี จึงยื่นส่งให้พร้อมกำชับ
“ดื่มซะหน่อยสิ”
หมิงเหม่ยรับคำเบาๆ “ค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาสั่งต่อ “พรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงานนะ อืม... มะรืนก็ไม่ต้องไป หยุดพักผ่อนอยู่บ้านสักสองสามวันเถอะ”
“ตกลงค่ะ”
เวลานั้น เพื่อนบ้านสองสามคนก็เดินเข้ามา ป้าหวังออกไปช่วยจวงจื้อซีจัดการเรื่องราวข้างนอกแล้ว หลี่ฟางและเจียงหลูก็พากันเดินเข้ามา ช่วงเดือนสองเดือนมานี้ กลุ่มคนท้องมักจะจับกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเสมอ ความสัมพันธ์จึงแน่นแฟ้นกว่าเมื่อก่อน
“หมิงเหม่ย เธอเป็นยังไงบ้าง? มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า? รู้สึกไหวไหม? ถ้าไม่ไหวต้องรีบไปโรงพยาบาลเลยนะ อย่าคิดว่าไม่เป็นไรแล้วปล่อยผ่าน เรื่องแบบนี้ประมาทไม่ได้เด็ดขาด”
“ใช่ๆ เธอนี่ใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว สถานการณ์แบบนั้นยังกล้าพุ่งออกไปอีก”
หมิงเหม่ยยิ้มบางๆ ตอบกลับไปว่า
“ถ้าฉันไม่ออกไปแล้วใครจะออกไปล่ะคะ นั่นผัวฉันทั้งคนนะ”
“ได้ยินว่าคนร้ายโดนฟ้าผ่าตายคาที่เลยเหรอ?”
ตอนเกิดเหตุมีคนเห็นเหตุการณ์เต็มไปหมด ถึงจะไม่ได้ออกไปดู แต่ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วลานบ้านในชั่วพริบตา
หมิงเหม่ยตอบเสียงเรียบ “ไม่รู้ว่าตายหรือเปล่า แต่โดนผ่าไปสองรอบค่ะ”
หลี่ฟางกับเจียงหลูเม้มปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความสะพรึงกลัว
“นี่มันต้องทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ขนาดไหนเนี่ย ฟ้าถึงได้ลงทัณฑ์ผ่าเปรี้ยงลงมาใส่หัวแบบนั้น”
“นั่นสิ”
หมิงเหม่ยเงยหน้าขึ้นมองพ่อแม่สามี “พ่อกับแม่ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาโบกมือ “เรื่องนั้นพวกเรารู้อยู่แล้ว ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวฉันต้มน้ำแล้วไปผิงไฟสักหน่อยก็สบายตัวแล้ว”
จ้าวชุ่ยฮวาพูดต่อ “เธอนอนพักผ่อนอยู่ตรงนี้นะ ฉันจะออกไปดูสถานการณ์ข้างนอกหน่อย”
พอจ้าวชุ่ยฮวาก้าวเท้าพ้นประตูบ้าน ก็เห็นป้าซูพยุงร่างของหวังเซียงซิ่วที่ดูเหมือนคนวิญญาณหลุดออกจากร่าง เดินโซซัดโซเซผ่านมา
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
จ้าวชุ่ยฮวาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เมื่อครู่หวังเซียงซิ่วก็อยู่ข้างนอกด้วย
“ถ้าไม่ไหวก็พาไปโรงพยาบาลเถอะ”
ป้าซูรีบปฏิเสธ “เธอแค่ตกใจจนขาอ่อนแรงเท่านั้นแหละ ไม่เป็นไรมากหรอก พักสักเดี๋ยวก็หาย”
ไปโรงพยาบาลเหรอ?
นั่นมันต้องใช้เงินไม่ใช่หรือไง?
คนอย่างนังหวังเซียงซิ่วมีค่าพอให้เสียเงินพาไปหาหมอด้วยเหรอ? พรุ่งนี้ค่อยให้ไปขอยาแก้ปวดราคาถูกๆ ที่ห้องพยาบาลของโรงงานมากินก็พอแล้ว
แต่คำพูดเหล่านี้ ป้าซูไม่ได้พูดออกมา เธอกลับทำสีหน้าเป็นห่วงเป็นใยแล้วพูดว่า
“เมื่อกี้ฉันก็คะยั้นคะยอจะพาเธอไปโรงพยาบาลเหมือนกัน แต่เธอไม่ยอมไป บอกว่าจะอยู่ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เสร็จก่อน เธอน่ะ... เป็นคนจิตใจดีจริงๆ ซิ่วเอ๋อร์ของฉันเป็นห่วงสถานการณ์ทางนี้ เลยบอกว่ารอให้สหายตำรวจมาถึงก่อนค่อยว่ากัน”
ในขณะนั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เดินทางมาถึงพอดี เนื่องจากฝนฟ้ายังคะนองอยู่ พวกเขาจึงยังไม่กล้าเข้าไปแตะต้องร่างของผู้เคราะห์ร้าย ทำได้เพียงเข้าไปตรวจสอบใกล้ๆ แล้วก็ยืนยันได้ว่า คนคนนี้ตายสนิทชนิดที่ว่าไม่สามารถตายไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว
เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ชาวบ้านคาดเดากันนั้นถูกต้อง เขาถูกฟ้าผ่าตายจริงๆ เนื่องจากคนร้ายเสียชีวิตไปแล้ว ตำรวจจึงยังไม่เคลื่อนย้ายศพ เพราะใครจะไปรู้ว่าฟ้าจะผ่าลงมาซ้ำอีกรอบหรือไม่
ตำรวจอาวุโสที่เป็นหัวหน้าทีมคือเหล่าหวังหรือตำรวจแซ่หวัง เขาจำจวงจื้อซีได้ทันทีจึงทักขึ้น
“อ้าวคุณ ภรรยาคุณไปไหนซะล่ะ?”
ตำรวจหวังมีความหวังมาตลอดหลายปีว่าอยากจะเกลี้ยกล่อมให้หมิงเหม่ยมาทำงานที่กรมตำรวจ จวงจื้อซียังไม่ทันได้อ้าปากตอบ ตำรวจหนุ่มที่ติดตามมาด้วยก็ถามด้วยความสงสัย
“ภรรยา? ”
“อ้าว ก็แม่เสือสาวสายหนึ่งสี่ศูนย์ในตำนานไง เคยได้ยินไหม?”
“อ๋อๆๆ เคยได้ยินครับ!”
ตำรวจหนุ่มหันมามองจวงจื้อซีด้วยสายตาทึ่งๆ คนเราดูแต่ภายนอกไม่ได้จริงๆ หน้าตาซื่อๆ แบบนี้กล้าแต่งงานกับแม่เสือสาวเชียวรึ
จวงจื้อซียิ้มแห้งๆ ตอบว่า
“ภรรยาผมท้องครับ เมื่อกี้วิ่งออกมาเร็วเกินไป ผมกลัวว่าจะกระทบกระเทือนถึงลูกในท้อง เลยให้เธอกลับไปพักผ่อนแล้วครับ”
เขาถอนหายใจแล้วบ่นอุบ
“คุณดูสิครับ ผมนี่มันซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ ฝนตกหนักขนาดนี้แค่ออกมาเข้าห้องน้ำแท้ๆ ดันมาเจอเรื่องแบบนี้...”
ตำรวจหวังตบไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบใจ
“ไหนลองเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดให้ฟังหน่อยซิ”
จวงจื้อซีเล่าทุกอย่างแบบไม่มีกั๊ก เพราะมั่นใจว่าตนเองบริสุทธิ์ใจ จึงเล่าไปตามความจริงที่เกิดขึ้น
“ตอนนั้นผมคิดว่าแย่แน่แล้ว ผมเห็นเขาอยู่กับหวังเซียงซิ่ว ก็กลัวว่าจะโดนฆ่าปิดปาก เพราะเมื่อตอนกลางวันหมอนี่เพิ่งจะเอาอิฐฟาดหัวลุงไป๋จนเลือดอาบมาหมาดๆ ผมเลยใส่ตีนผีวิ่งหนีสุดชีวิต ยิ่งผมวิ่งหนี เขาก็ยิ่งไล่ตาม...”
จวงจื้อซีพาเจ้าหน้าที่และจีนมุงเดินไปดูจุดเกิดเหตุเพื่อจำลองสถานการณ์ ตอนนี้มีคนมามุงดูเพิ่มขึ้นอีก ทั้งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตและคณะกรรมการชุมชน
ทุกคนไม่ได้พูดแทรกอะไร เดินตามจวงจื้อซีไปเงียบๆ จวงจื้อซีชี้ให้ดูเส้นทางการหลบหนีของเขา
“เนี่ยครับ ผมปีนขึ้นกำแพงตรงนี้ เขาเห็นเข้าก็เงื้อมีดจะฟันผมตั้งหลายที จู่ๆ สายฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงมาที่มีดของเขา แล้วเขาก็ล้มตึงลงไป...”
เขาเว้นจังหวะหายใจก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“แล้วตอนที่ฟ้าผ่าครั้งที่สอง ทุกคนก็เห็นกันหมด... พูดจริงๆ นะครับ ตอนนั้นพวกเรายืนกันอยู่ตรงนี้ไม่ต่ำกว่าสิบยี่สิบคน แต่สายฟ้านั่นเหมือนมีตา เล็งเป้าที่เขาคนเดียวแล้วผ่าเปรี้ยงลงไปตรงๆ เลย”
ทุกคนหันไปมองร่างไหม้เกรียมของอวี๋เป่าซาน แล้วพากันสูดปากด้วยความสยดสยอง
“คุณเห็นเขาเดินออกมาจากห้องส้วมพร้อมกับหวังเซียงซิ่วใช่ไหม?” เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการชุมชนถามย้ำ
จวงจื้อซีพยักหน้ายืนยัน
ทุกคนจึงหันขวับไปมองหาตัวหวังเซียงซิ่วทันที ตอนนี้เธอนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ใต้ชายคาเรือน เธอนั่งอยู่ตรงนี้มาสักพักแล้ว สมองกำลังแล่นเร็วเพื่อหาทางหนีทีไล่ เธอรู้ดีว่าจะพูดความจริงทั้งหมดไม่ได้ เด็ดขาด เธอต้องรักษาหน้าตาของตัวเอง จะให้ใครรู้ว่าถูกกระทำย่ำยีไม่ได้
เธอกระแอมไอเล็กน้อย พยายามดัดเสียงให้ดูน่าสงสารที่สุด
“ฉัน... ฉันแค่มาเข้าห้องน้ำ จู่ๆ เขาก็พุ่งออกมาจับตัวฉันไว้ แล้วก็... แล้วก็...”
พูดได้แค่นั้นเธอก็เริ่มบีบน้ำตา ร้องไห้โฮออกมาด้วยความสิ้นหวัง
ฝูงชนต่างทำสีหน้าเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่
ชายหญิงอยู่ด้วยกันในที่ลับตา... เข้าใจได้ไม่ยาก
[จบบท]