บทที่ 33: ละครฉากใหญ่ของโจวฉวิน
หลังจากเรื่องราววุ่นวายเริ่มสงบลง บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่ก็เริ่มผ่อนคลาย เหล่าเพื่อนบ้านที่มามุงดูต่างพากันพยักหน้าหงึกหงัก แสดงสีหน้าว่าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดอย่างกระจ่างแจ้ง ส่วนตัวต้นเรื่องอย่างโจวฉวินนั้น เพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก แต่แววตากลับฉายชัดถึงความพึงพอใจในผลลัพธ์ที่ออกมา
ตัดภาพมาที่ไป๋เฟิ่นโต้ว เขากำลังทำสีหน้าเหมือนคนใกล้จะขาดใจตาย ต้องจำใจล้วงมือเข้าไปหยิบเงินออกมาด้วยอาการมือไม้สั่นเทาเล็กน้อย ก็แหงล่ะสิ เขาเพิ่งจะทุบกระปุกเอาเงินก้อนโตไปถอยจักรยานคันโก้มาเมื่อช่วงก่อนปีใหม่
สถานะการเงินตอนนี้เรียกได้ว่ากรอบยิ่งกว่าข้าวเกรียบ เงินห้าหยวนสำหรับเขานาทีนี้จึงไม่ใช่แค่เศษเงิน แต่มันคือเงินก้อนโตที่เสียไปแล้วเจ็บจี๊ดไปถึงขั้วหัวใจ แทบอยากจะกระอักเลือดออกมาเดี๋ยวนั้น
โจวฉวินรับเงินมาเสร็จก็ส่งต่อให้แม่ของเขาที่ยืนขนาบข้างอยู่อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าก่อนที่วงไทยมุงจะสลายตัว จู่ๆ เขาก็เอ่ยขัดจังหวะขึ้นมาด้วยระดับเสียงที่ดังกว่าปกตินิดหน่อย เจตนาชัดเจนว่าต้องการให้ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินกันอย่างทั่วถึง
"แม่ครับ แม่เก็บเงินก้อนนี้ไว้ให้เจียงหลูเถอะครับ ให้เธอเอาไปซื้อไก่มาตุ๋นน้ำซุปบำรุงร่างกายสักหน่อย ช่วงนี้แม่ก็เพิ่งจะล้มป่วย ร่างกายต้องการการฟื้นฟูนะครับ"
โจวหลี่ซื่อพอได้ยินลูกชายหัวแก้วหัวแหวนพูดแบบนั้นก็ชักสีหน้าบึ้งตึงขึ้นมาทันควัน
"แกจะบ้าหรือไง! ซื้อไก่แค่ตัวเดียวต้องใช้เงินตั้งห้าหยวนเชียวเหรอ เงินตั้งขนาดนี้เอาไปซื้อไก่ตัวย่อมๆ ได้ตั้งสามตัวแล้วมั้ง"
โจวฉวินรีบงัดสกิลลูกกตัญญูออกมาเกลี้ยกล่อมแม่ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง
"โธ่ แม่ครับ ถ้าซื้อได้สามตัวก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่เลยสิครับ แม่เองก็จะได้กินบำรุงด้วย ส่วนเจียงหลูก็จะได้กินด้วย ช่วงนี้ผมเห็นร่างกายเธอก็ดูอ่อนเพลียเหมือนกัน..."
เจียงหลูที่ยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่ข้างๆ ถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาที่ขอบตาด้วยความตื้นตันใจ เธอมองไปที่โจวฉวินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่บูชา สามีของเธอช่างเป็นคนดีอะไรขนาดนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็นึกถึงเธอและคอยปกป้องดูแลเธออยู่เสมอ
ภาพความรักความห่วงใยอันแสนอบอุ่นที่โจวฉวินจงใจแสดงออกมานั้น ทำให้บรรดาเพื่อนบ้านที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ต่างพากันส่งเสียงชื่นชมเปาะ หลี่ฟางลูกสาวของป้าหวังถึงกับทนความหมั่นไส้ไม่ไหว แอบยื่นมือไปหยิกแขนหยางลี่ซินสามีของตัวเองเข้าให้หนึ่งที พลางกระซิบเสียงเขียวปั๊ดใส่ข้างหู
"ดูตัวอย่างชาวบ้านเขาไว้ซะบ้างสิ เห็นไหมว่าสามีคนอื่นเขารู้จักรักจักถนอมภรรยาแค่ไหน!"
หยางลี่ซินสะดุ้งโหยง ร้องโอดโอยขึ้นมาเสียงหลง
"โอ๊ยๆๆ! เบาๆ สิคุณ ผมเจ็บนะ!"
ไม่ใช่แค่หลี่ฟางคนเดียวที่มีปฏิกิริยา บรรดาป้าๆ น้าๆ คนอื่นๆ ในลานบ้านต่างก็พากันถอนหายใจด้วยความอิจฉาตาร้อน พลางจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันให้แซ่ด
"เป็นผู้ชายอกสามศอกเหมือนกันแท้ๆ แต่ดูโจวฉวินเขาสิ ช่างต่างกับคนบ้านเรายังกับฟ้ากับเหว"
เสียงเยินยอสรรเสริญดังเข้าหูของโจวฉวินไม่ขาดสาย เขาแอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจอย่างผู้กำชัยชนะ ก่อนจะแสร้งทำเป็นเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปทางครอบครัวตระกูลจวงที่ยืนอยู่อีกฝั่งราวกับไม่ได้ตั้งใจ
เขาคาดหวังอย่างเต็มที่ว่าจะได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยไฟแห่งความริษยาจากเหลียงเหม่ยเฟิน ซึ่งก็เป็นไปตามที่คำนวณไว้ สะใภ้ใหญ่บ้านจวงมองมาด้วยแววตาละห้อยหา แต่ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงที่เขาอยากเห็นปฏิกิริยามากที่สุดคือสะใภ้เล็กต่างหาก
ทว่า... ความเป็นจริงกลับโหดร้ายกว่าที่คิด
สิ่งที่โจวฉวินเห็นกลับทำให้รอยยิ้มลำพองใจของเขาต้องแข็งค้างอยู่บนใบหน้า ภาพที่ปรากฏคือหมิงเหม่ยกำลังเงยหน้าคุยกระหนุงกระหนิงกับจวงจื้อซีอย่างออกรสออกชาติ ทั้งสองคนหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข
ราวกับว่าโลกใบนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคน ไม่ได้ให้ความสนใจกับละครฉากใหญ่แห่งความกตัญญูที่เขาเพิ่งจะทุ่มทุนแสดงไปเมื่อครู่เลยแม้แต่นิดเดียว หมิงเหม่ยหัวเราะคิกคักอย่างร่าเริงสดใสจนน่าหมั่นไส้
ความอิจฉางั้นเหรอ? อย่าว่าแต่ความอิจฉาเลย แม้แต่หางตาเธอก็ยังไม่ปรายตามองมาด้วยซ้ำ! เธอทำเหมือนเขาเป็นธาตุอากาศชัดๆ!
โจวฉวินเม้มปากแน่นด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน ความภาคภูมิใจที่พองโตเมื่อครู่แฟบลงจนหมดสิ้น เขาจึงหันขวับไปพูดกับคนในครอบครัวเสียงห้วนสั้น
"กลับบ้านกันเถอะ"
เจียงหลูรีบกุลีกุจอเข้าไปประคองแม่สามีอย่างรู้งาน "แม่คะ เดี๋ยวฉันช่วยพยุง..."
แต่โจวหลี่ซื่อกลับสะบัดตัวหนีอย่างแรงพลางตะโกนด่าทอเสียงดังลั่น
"นังตัวดี! เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานไม่เคยพึ่งพาอะไรได้สักอย่าง ดีแต่เกะกะขวางทางจริงๆ เธอนี่มันไม่ได้เรื่อง!"
เสียงก่นด่าของแม่สามีที่ดังลั่นไปทั่วลานบ้าน ไม่ได้ทำให้โจวฉวินรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจอะไรมากนัก เขาเพียงแค่พูดแทรกขึ้นมาพอเป็นพิธีเพื่อให้ดูดี
"แม่ครับ เจียงหลูเขาก็ลำบากเพื่อบ้านเรามาเยอะ แม่ก็เพลาๆ ลงหน่อยเถอะน่า"
แม้เรื่องราววุ่นวายจะปิดฉากลง และการมุงดูเรื่องชาวบ้านจะถือเป็นความบันเทิงชั้นยอด แต่ในเมื่อวันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทุกคนจึงเริ่มทยอยสลายตัวแยกย้ายกันกลับบ้านไปเตรียมมื้อค่ำฉลองกัน
ระหว่างทางเดินกลับ หมิงเหม่ยถือโอกาสคล้องแขนจวงจื้อซีอย่างออดอ้อน พลางบ่นงุ้งงิ้งใส่สามี
"คุณน่ะ ชอบรับปากว่าจะไปรับฉันที่โรงงาน แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นโผล่หัวไปสักที ผิดคำพูดตลอดเลยนะ"
จวงจื้อซียกมือขึ้นสองข้างทำท่ายอมแพ้ราบคาบ
"โอเคครับๆผมยอมรับผิดแต่โดยดี ครั้งหน้าสัญญาด้วยเกียรติลูกเสือเลยว่าจะไปรับแน่นอน ว่าแต่... วันนี้คุณภรรยาคนสวยเลิกงานเร็วนี่นา?"
หมิงเหม่ยฉีกยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นสระอิ
"ก็เที่ยวรถสองรอบหลังไม่มีผู้โดยสารเลยน่ะสิ อาจารย์ช่างหลี่แกใจดี เห็นว่าฉันเพิ่งแต่งงานข้าวใหม่ปลามัน เลยอาสาอยู่เข้ากะแทน ให้ฉันรีบกลับมาฉลองปีใหม่กับคุณก่อนไง เฮะๆ"
จวงจื้อซีมองภรรยาตัวน้อยด้วยความเอ็นดูสุดหัวใจ เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปขยี้ผมเธอเล่นจนยุ่งเหยิง
หมิงเหม่ยรีบปัดมือเขาออกพัลวัน
"เอ๊ะ! ทำอะไรของคุณเนี่ย ผมยุ่งหมดแล้วนะ ฉันไม่ใช่เด็กสามขวบนะ อย่ามาทำเหมือนฉันเป็นเสี่ยวเยี่ยนจื่อสิ"
พอถูกพาดพิงถึงชื่อ เสี่ยวเยี่ยนจื่อที่เดินเตาะแตะต้อยๆ อยู่ข้างๆ ก็เงยหน้าขึ้นมาทำตาใสแจ๋วอย่างงุนงง
"แม๊ะ?"
หมิงเหม่ยหัวเราะร่าอย่างชอบใจ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง
"กลับบ้านกันเถอะ หิวจะแย่แล้ว เมื่อไหร่จะได้กินข้าวเย็นคะเนี่ย?"
จวงจื้อซีรีบตอบเอาใจภรรยา
"เกี๊ยวห่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอแค่คุณกลับมาคนเดียวนี่แหละถึงจะเอาลงหม้อ"
หมิงเหม่ยเลิกคิ้วสูงแกล้งถาม "แสดงว่าฉันสำคัญมากล่ะสิ?"
จวงจื้อซีพยักหน้าหงึกหงักอย่างจริงจังแข็งขัน "แน่นอนสิครับ คุณสำคัญที่สุดในบ้านแล้ว ถ้าคุณไม่มา ใครจะกล้ากินก่อนล่ะ"
หมิงเหม่ยหลุดขำออกมาอีกครั้ง บรรยากาศสีชมพูของคู่รักข้าวใหม่ปลามันช่างหวานชื่นจนคนรอบข้างแทบจะสำลักความสุขตาย
เมื่อกลับมาถึงตัวบ้าน เหลียงเหม่ยเฟินก็รีบพุ่งตรงเข้าไปในครัวเพื่อจุดไฟต้มน้ำ เตรียมลวกเกี๊ยวทันที แต่ปากของเธอก็ยังไม่หยุดจ้อถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ
"โจวฉวินนี่เป็นผู้ชายที่รักเมียจริงๆ นะ เจียงหลูนี่มีวาสนาชะมัดที่ได้ผัวดีแสนดีแบบนี้"
ในความคิดของเหลียงเหม่ยเฟิน เจียงหลูกับหวังเซียงซิ่วนั้นมีชะตาชีวิตที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เจียงหลูถึงจะมีแม่สามีที่ร้ายกาจปากตะไกร แต่เธอก็โชคดีที่มีสามีคอยกางปีกปกป้องดูแลเอาใจใส่ ซึ่งสำหรับลูกผู้หญิงแล้ว
การได้สามีดีก็เหมือนถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง ส่วนหวังเซียงซิ่วนั้น ถึงจะโชคร้ายที่สามีด่วนจากไปตั้งแต่ยังหนุ่ม แต่เธอกลับได้แม่สามีที่ประเสริฐอย่างซูต้าเหนียง ที่ทั้งอ่อนโยน เข้าอกเข้าใจ ไม่เคยดุด่าว่ากล่าว แถมยังให้ลูกสะใภ้เป็นคนดูแลถุงเงินถุงทองในบ้านอีกต่างหาก แม่สามีแบบนี้จุดธูปหาทั้งชาติก็ไม่รู้จะเจอไหม
ตัดภาพมาที่ตัวเธอเอง... สามีของเธอ... เฮ้อ...
แม่สามีของเธอ... เฮ้อ... (คูณสองไปเลย)
เหลียงเหม่ยเฟินถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
"ป้าโจวนิสัยแย่ขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเลี้ยงลูกชายออกมาได้ดีอย่างโจวฉวิน นึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าเลี้ยงยังไง"
หมิงเหม่ยที่นั่งยองๆ ช่วยจัดจานอยู่ข้างๆ เอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"ฉันกลับมองว่าโจวฉวินไม่ได้ดีเลิศเลอขนาดนั้นนะพี่สะใภ้"
ประโยคนั้นของหมิงเหม่ยทำให้ทุกคนในครัวหันขวับมามองเธอเป็นตาเดียว ไม่เว้นแม้แต่จ้าวชุ่ยฮวา จวงจื้อซีเห็นบรรยากาศเริ่มเดดแอร์เลยรีบยิงมุกแทรกกลางปล้อง
"งั้นในใจคุณ ผมคงดีที่สุดใช่ไหมล่ะ?"
เขาแค่กะจะแซวเล่นขำๆ แต่ผิดคาดที่หมิงเหม่ยกลับพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
"ก็ใช่น่ะสิ ในใจฉันคุณดีที่สุดอยู่แล้วไม่งั้นฉันจะยอมแต่งงานกับคุณทำไมล่ะ ฉันไม่ได้โง่นะ"
เจอประโยคบอกรักซึ่งหน้าเข้าไป จวงจื้อซีถึงกับไปไม่เป็น เหลียงเหม่ยเฟินที่นั่งอยู่หน้าเตาไฟถึงกับก้มหน้างุดด้วยความเขินแทน น้องสะใภ้คนนี้ช่างกล้าพูดจริงๆ ไม่มียางอายบ้างเลยหรือไงนะ!
แต่คนที่ดีใจจนหน้าบานเป็นกระด้งก็คือจวงจื้อซี เขายิ้มแก้มแทบปริ รีบคว้าไหล่ภรรยามากอดพลางชมเปาะไม่หยุดปาก
"ผมก็ชอบคุณที่สุดเหมือนกัน โอ๊ย ทำไมเมียผมถึงได้น่ารักน่าเอ็นดูขนาดนี้เนี่ย!"
จ้าวชุ่ยฮวาที่ทนดูฉากสวีทหวานแหววจนเลี่ยนคอไม่ไหว ถึงกับต้องเอ่ยปากเบรกความหวาน
"ถ้าจะมานั่งจีบกันให้คนแก่เลี่ยนจนจะอ้วก ก็เชิญไสหัวเข้าห้องไปเลยไป อย่ามาทำรุ่มร่ามแถวนี้ มันรกหูรกตา!"
จวงจื้อซีทำหน้ามุ่ยใส่แม่ "แม่ครับ ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ผมบริสุทธิ์ใจนะ"
หมิงเหม่ยรีบเสริมทัพ "ใช่ค่ะ เราบริสุทธิ์ใจ"
จ้าวชุ่ยฮวาแค่นเสียง 'เหอะ' ในลำคอ
"บริสุทธิ์ใจกับผีน่ะสิ ฉันก็เคยผ่านวัยหนุ่มสาวมาก่อนนะยะ อย่ามาทำเป็นไขสือหน่อยเลย เห็นแล้วมันหมั่นไส้"
นางหยุดบ่นไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาถามหมิงเหม่ยด้วยความสงสัยจริงๆ เพราะเรื่องนี้มันคาใจนางอยู่เหมือนกัน
"ว่าแต่... ทำไมเธอถึงคิดว่าโจวฉวินไม่ใช่คนดีล่ะ?"
คนทั้งลานบ้านต่างก็ยกย่องสรรเสริญว่าโจวฉวินเป็นสามีตัวอย่างที่รักภรรยามาก แต่ทำไมหมิงเหม่ยถึงมองต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
จ้าวชุ่ยฮวานั้นรู้เช่นเห็นชาติธาตุแท้ของโจวฉวินดีอยู่แล้ว เพราะนางย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ ในชาติที่แล้วนางเคยหลงเชื่อภาพลักษณ์จอมปลอมของเขาจนเกือบหมดตัว แต่หมิงเหม่ยเพิ่งจะแต่งเข้ามาได้ไม่นาน ทำไมถึงดูออกเร็วนัก
"เธอไปเห็นอะไรมาหรือเปล่า?" จ้าวชุ่ยฮวาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
หมิงเหม่ยทำท่านับนิ้วพลางวิเคราะห์ฉอดๆ อย่างฉะฉาน
"แม่ดูไม่ออกเหรอคะ? มันเหมือนเขากำลังเล่นละครตบตาคนดูอยู่ชัดๆ มันดูปลอมจะตายไป คนที่รักเมียจริงๆ เขาไม่ทำกันแบบนี้หรอกค่ะ มันมีพิรุธไปหมด"
เธอเริ่มแจกแจงเหตุผลทีละข้อ
"ลองคิดดูสิคะ ตอนที่ป้าโจวด่าเมียเขาเสียๆหายๆ เขาก็ยืนหัวโด่อยู่ตรงนั้น ไม่เห็นจะห้ามทันทีเลย รอจนแม่ด่าจบแล้วค่อยมาพูดแก้ตัวทีหลัง มันจะมีประโยชน์อะไร? อีกอย่าง พวกเขาแต่งงานกันมาตั้งสิบปีแล้วนะคะ
ถ้าโจวฉวินรักเมียจริง ทำไมป่านนี้ยังจัดการแม่ตัวเองไม่ได้? ป้าโจวน่ะเชื่อฟังลูกชายจะตายไป เห็นชัดๆ จากตอนประชุมเมื่อกี้ที่ลูกพูดคำเดียวแม่ก็เงียบกริบ แล้วทำไมสิบปีที่ผ่านมาเขาถึงปล่อยให้เมียโดนโขกสับอยู่ได้ล่ะคะ?"
คำวิเคราะห์ของหมิงเหม่ยทำให้ทุกคนในห้องครัวเงียบกริบ ราวกับได้เปิดหูเปิดตาด้วยมุมมองใหม่ที่ไม่มีใครเคยนึกถึงมาก่อน
บรรยากาศในห้องครัวอบอวลไปด้วยไอร้อนและกลิ่นหอมของอาหาร หมิงเหม่ยที่กำลังช่วยงานอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวที่เพิ่งได้ยินมา เธอหันไปมองแม่สามีและพี่สะใภ้ด้วยแววตาจริงจัง ก่อนจะเอ่ยปากระบายความในใจออกมาอย่างตรงไปตรงมา
"แถมเขายังแสร้งทำเป็นคนดีเกินเบอร์ไปหน่อยไหมคะ อ้างว่าที่ไม่ออกปากพูดอะไรก็เพราะกลัวชาวบ้านจะนินทาว่าเข้าข้างคนกันเอง แต่แม่แท้ๆ ของตัวเองต้องมารับเคราะห์เพราะเรื่องนี้นะคะ คนเป็นลูกจะไม่ยอมออกหน้าเลยเหรอ ถึงเขาจะออกตัวปกป้องแม่ ก็คงไม่มีใครว่าอะไรหรอกค่ะ"
หมิงเหม่ยขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางส่ายหน้า
"สรุปง่ายๆ เลยนะแม่ สำหรับหนู เขาให้ความรู้สึกเหมือนพวกวิญญูชนจอมปลอมน่ะค่ะ ดูไม่จริงใจเอาเสียเลย"
จ้าวชุ่ยฮวาที่กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมชามชะงักมือไปครู่หนึ่ง เธอพยักหน้าเบาๆ พลางคิดในใจว่าสมแล้วที่เป็นคนนอกมองเข้ามา ย่อมเห็นอะไรได้ทะลุปรุโปร่งกว่าคนใน
"นั่นสินะ... คนนอกมักจะมองเห็นความจริงได้ชัดเจนกว่าจริงๆ"
ทว่าเหลียงเหม่ยเฟินกลับมีท่าทีลังเล เธอขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะแย้งขึ้นมาเบาๆ อย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
"ไม่ถึงขนาดนั้นมั้งหมิงเหม่ย พี่ว่าเธอคิดมากไปหรือเปล่า พี่เห็นว่าเขาก็ดูเป็นคนดีออกนะ เขาก็ดีกับเจียงหลูจะตายไป"
หมิงเหม่ยได้ยินดังนั้นก็ทำหน้ามุ่ย เถียงกลับทันควันด้วยความมั่นใจเต็มร้อย
"ความสัมพันธ์ที่ดีมันไม่ใช่แบบนั้นหรอกค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ พ่อกับแม่ของหนูรักกันมาก เรื่องความรักความสัมพันธ์ของสามีภรรยาเนี่ย หนูมีสิทธิ์พูดได้เต็มปากเลยว่าหนูดูออก"
เหลียงเหม่ยเฟินถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่มองน้องสะใภ้ตาปริบๆ
จ้าวชุ่ยฮวาหลุดขำออกมาเบาๆ เมื่อเห็นท่าทางมั่นอกมั่นใจของลูกสะใภ้คนเล็ก พอลองตรองดูแล้วคำพูดของหมิงเหม่ยก็มีน้ำหนักไม่น้อย บางทีอาจเป็นเพราะหมิงเหม่ยเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่รักใคร่กลมเกลียวกันจริงๆ เธอถึงได้สัมผัสได้ว่าความอบอุ่นที่แท้จริงกับความเสแสร้งของโจวฉวินมันแตกต่างกันอย่างไร
"ที่เธอพูดมาก็มีเหตุผลนะ" จ้าวชุ่ยฮวาเอ่ยสนับสนุนเสียงเรียบ
เหลียงเหม่ยเฟินเบิกตากว้าง หันขวับไปมองแม่สามีด้วยความเหลือเชื่อ
"แม่คะ แบบนี้ก็เรียกว่ามีเหตุผลเหรอ"
นี่มันตรรกะอะไรกัน ยัยหมิงเหม่ยแค่เถียงข้างๆ คูๆ ชัดๆ! เหลียงเหม่ยเฟินรู้สึกน้อยใจขึ้นมาตงิดๆ ดูเหมือนว่าแม่สามีจะลำเอียงเข้าข้างสะใภ้เล็กอย่างเห็นได้ชัด ขนาดหมิงเหม่ยผายลม แม่ก็คงยังชมว่าหอมชื่นใจกระมัง
หมิงเหม่ยฉีกยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ พลางชี้ไปที่หม้อต้มน้ำบนเตา "สิ่งที่หนูพูดมีเหตุผลแน่นอนค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ อ๊ะ! น้ำเดือดแล้วค่ะ รีบใส่เกี๊ยวเร็วเข้า"
เหลียงเหม่ยเฟินไม่มีเวลามานั่งน้อยใจ เธอรีบกุลีกุจอหยิบเกี๊ยวตัวอวบอ้วนลงไปในหม้อน้ำเดือดปุดๆ ทันที
จ้าวชุ่ยฮวามองดูความวุ่นวายในครัวแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา ก่อนจะตะโกนบอกสมาชิกในบ้าน
"ได้เวลาจุดประทัดแล้ว!"
พอสิ้นเสียงคำสั่ง บรรดาผู้ชายบ้านตระกูลจวงก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที เจ้าตัวแสบอย่างหู่โถวและเสี่ยวเยี่ยนจื่อรีบวิ่งจู๊ดออกมาจากห้องนอน พุ่งตัวเข้าไปเกาะแขนปู่ของพวกเขาราวกับลิงน้อย
"จุดประทัด! จุดประทัด! ปู่จ๋า หนูอยากจุดประทัดแล้ว!"
หมิงเหม่ยเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้เด็กๆ เธอยืดคอชะโงกมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น จ้าวชุ่ยฮวาเห็นท่าทางนั้นจึงเอ่ยอนุญาต
"ถ้าอยากดูก็ออกไปดูสิ"
"รับทราบค่ะแม่!" หมิงเหม่ยรับคำเสียงใส
จ้าวชุ่ยฮวาหันไปมองลูกสะใภ้คนโตบ้าง "เธอก็ออกไปดูด้วยสิ"
เหลียงเหม่ยเฟินอึกอักเล็กน้อย เธอทำท่าจะปฏิเสธตามความเคยชินของผู้เสียสละ
"เอ่อ... หนู... หนูอยู่เฝ้าหม้อดีกว่าค่ะ ยังไงก็ต้องมีคนคอยดู..."
"ถ้าเธอไม่ไป ฉันจะไปเองนะ ใช้คนเฝ้าแค่คนเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องมาแย่งกันทำ" จ้าวชุ่ยฮวาพูดตัดบทเสียงเรียบ
เธอพอมองออกว่าเหลียงเหม่ยเฟินเป็นคนประเภทชอบทุ่มเทและเสียสละเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี แม้ว่าในสายตาคนอื่น การกระทำนั้นอาจจะไม่ได้จำเป็นหรือมีค่ามากมายอะไร แต่เจ้าตัวกลับภูมิใจที่ได้ทำตัวเป็นผู้เสียสละ จ้าวชุ่ยฮวาไม่อยากให้ลูกสะใภ้จมอยู่กับความคิดแบบนั้น
เหลียงเหม่ยเฟินเม้มปากแน่น มุมปากตกเล็กน้อย แต่จ้าวชุ่ยฮวาก็ไม่สนใจ เธอถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วตบเบาๆ ก่อนจะเดินนำออกไปหน้าบ้าน
เมื่อทุกคนมายืนรวมกันที่หน้าประตู เฒ่าจวงก็ได้จัดการแขวนประทัดเส้นยาวไว้เรียบร้อยแล้ว ใบหน้าเหี่ยวย่นเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข
"ตระกูลจวงของเรา ปีใหม่นี้จะต้องดียิ่งขึ้นไปอีก!"
พูดจบ เฒ่าจวงก็จุดชนวนประทัดทันที
ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงประทัดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ สมาชิกในครอบครัวต่างรีบยกมือขึ้นปิดหู แต่ใบหน้าของทุกคนกลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปิติยินดี หู่โถวกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยความตื่นเต้น
"น้องเล็ก! ดูสิๆ ประทัดบ้านเราเสียงดังฟังชัดสุดยอดไปเลย!"
เสียงประทัดดังกลบทุกสรรพเสียง หู่โถวต้องตะโกนแข่งกับเสียงระเบิด ส่วนเสี่ยวเยี่ยนจื่อก็ตะโกนตอบกลับมาเสียงดังไม่แพ้กัน
"สุดยอด! สุดยอดไปเลยพี่จ๋า!"
ประทัดชุดนี้มีความยาวถึงห้าร้อยนัด เสียงดังต่อเนื่องยาวนาน สร้างความครึกครื้นให้กับเช้าวันปีใหม่อย่างยิ่ง
เมื่อเสียงประทัดสงบลง ควันสีขาวจางๆ ยังคงลอยอ้อยอิ่ง หลี่ต้าซาน พ่อครัวใหญ่ข้างบ้านก็พาลูกสาว ลูกเขย และหลานชายเดินออกมาดูเช่นกัน หลี่เหว่ยเหว่ย หลานชายตัวน้อยรีบวิ่งมาอวดหู่โถวทันที
"บ้านฉันก็มีประทัดนะ เส้นเบ้อเริ่มเลย จุดได้นานกว่าบ้านนายอีก!"
หู่โถวไม่ยอมแพ้ รีบเถียงกลับ "บ้านฉันเพิ่งจุดหมดไปเมื่อกี้ นานกว่าบ้านนายตั้งเยอะ!"
เด็กๆ มักจะมีการแข่งขันแปลกๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจ จ้าวชุ่ยฮวามองดูภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยเรียกทุกคน
"เอาล่ะ เข้าบ้านกันเถอะ อากาศข้างนอกมันหนาว"
หู่โถวยังติดลม ไม่อยากเข้าบ้าน "ย่าครับ ขอหนูดูต่ออีกหน่อยนะ"
"ไม่ได้จ้ะ เกี๊ยวสุกแล้ว เดี๋ยวจะอืดไม่อร่อยนะ" จ้าวชุ่ยฮวาหลอกล่อด้วยของกิน
"งั้นหนูกลับก็ได้!"
พอได้ยินคำว่าของกิน เจ้าเด็กอ้วนก็เปลี่ยนใจทันควัน วิ่งปรู๊ดนำหน้าทุกคนเข้าไปในบ้านทันที แม้การจุดประทัดจะสนุกแค่ไหน แต่สำหรับเด็กกำลังโตอย่างหู่โถวแล้ว เกี๊ยวร้อนๆ สำคัญกว่าเป็นไหนๆ ปีหนึ่งจะได้กินของดีแบบนี้สักกี่ครั้งกันเชียว
จ้าวชุ่ยฮวาส่ายหน้าขำๆ "เจ้าเด็กตะกละเอ๊ย"
เมื่อกลับเข้ามาในครัว จ้าวชุ่ยฮวาก็รับกระบวยตักเกี๊ยวมาจากสะใภ้ เธอตักเกี๊ยวสองตัวแรกใส่ชามใบเล็ก แล้วนำไปวางไว้ที่ริมหน้าต่าง ก่อนจะเคาะชามเบาๆ สามครั้ง แล้วจึงเริ่มตักเกี๊ยวใส่ชามแจกจ่ายทุกคน
แม้ว่ายุคสมัยนี้จะรณรงค์ให้เลิกงมงาย แต่ธรรมเนียมเล็กๆ น้อยๆ ภายในครอบครัวก็ยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาแบบเงียบๆ คนนอกไม่รู้ไม่เห็นก็ไม่มีปัญหาอะไร
เหมือนอย่างที่หู่โถวกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อตกใจเสียงประทัดเมื่อครู่ จ้าวชุ่ยฮวาก็เรียกหลานทั้งสองมาใกล้ๆ แล้วลูบหัวปลอบขวัญพร้อมกับพึมพำบทสวดเรียกขวัญเบาๆ
"ดึงขนตาก็ไม่ตกใจ ดึงใบหูก็ไม่สะดุ้ง หู่โถวไม่กลัวนะ เสี่ยวเยี่ยนจื่อไม่กลัวนะ ขวัญเอ๊ยขวัญมา..."
หญิงชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จ ย่าจะทำไข่ต้มน้ำตาลให้กินคนละฟอง กินแล้วรับรองว่าหายกลัวเป็นปลิดทิ้ง"
สองพี่น้องพยักหน้าหงึกหงักพร้อมกันพลางกลืนน้ำลายลงคอ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าไอ้พิธีกรรมเรียกขวัญนี่มันได้ผลจริงไหม แต่ที่แน่ๆ ไข่ต้มน้ำตาลแสนหวานอร่อยนั่นแหละคือยาวิเศษของจริง
เมื่อทำพิธีเสร็จสรรพ จ้าวชุ่ยฮวาก็ประกาศก้อง "เอาล่ะ มากินข้าวกันได้แล้ว"
ทุกคนรีบเข้ามานั่งประจำที่ จ้าวชุ่ยฮวาตักเกี๊ยวใส่ชามให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ชามละสิบหกตัวพูนๆ
"กินกันให้อิ่มนะทุกคน ปีใหม่นี้ขอให้บ้านเรามั่งมีศรีสุข"
"มั่งมีศรีสุขครับแม่!"
"ขอให้ทุกคนแข็งแรง!"
"สมความปรารถนาทุกประการ!"
เสียงอวยพรดังเซ็งแซ่ จวงจื้อซีคีบเกี๊ยวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะทำตาโต "อื้ม! อร่อยมาก!"
เกี๊ยวลูกโตไส้แน่นเต็มคำ สิบหกตัวนี่กินกันจนพุงกางแน่นอน ในวันธรรมดาอย่าหวังเลยว่าจะได้กินอิ่มหมีพีมันขนาดนี้ ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตากินด้วยความเอร็ดอร่อย สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข
หมิงเหม่ยเคี้ยวเกี๊ยวพลางคิดในใจว่า ฝีมือการทำอาหารของแม่สามีเนี่ย เหนือชั้นกว่าแม่ของเธอจริงๆ
เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าแม่ตัวเองทำกับข้าวอร่อยที่สุดในโลก แต่พอได้มาลองรสมือของจ้าวชุ่ยฮวาแล้ว เธอต้องยอมจำนนจริงๆ
สาเหตุก็คงเดาได้ไม่ยาก สมัยนี้ใครเขาจะกล้าใช้วัตถุดิบสิ้นเปลืองกันล่ะ แต่แม่สามีของเธอต่างออกไป แม้จะประหยัดอดออมแค่ไหน แต่เวลาทำอาหารท่านกล้าใส่เครื่องปรุงแบบไม่หวงของ ทำให้รสชาติออกมาเข้มข้นกว่าบ้านอื่น
ขนาดจวงจื้อซียังเคยกระซิบกับเธอว่า ช่วงนี้แม่เปลี่ยนไปเยอะ เรื่องกินเรื่องอยู่นี่ใจป้ำขึ้นมาก
จวงจื้อซีแอบกระซิบกับภรรยา "เห็นไหม ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนกลางให้แม่ แถมยังได้กินดีอยู่ดีกว่าเดิมอีก รู้งี้ฉันน่าจะแข็งข้อตั้งนานแล้ว"
หมิงเหม่ยได้ยินแล้วก็ทำเสียง "เหอะ" ในลำคอ
รู้งี้เหรอ? ขืนคุณกล้าพูดเรื่องนี้เร็วกว่านี้ มีหวังโดนแม่ด่าเปิงจนหูชาแน่ๆ
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ แม้เกี๊ยวสิบหกตัวจะเยอะจนพุงกาง แต่สำหรับหมิงเหม่ยที่เป็นสาวน้อยร่างเล็ก การจัดการให้หมดชามก็ถือเป็นภารกิจที่ท้าทายไม่น้อย แม้ว่าคนขาดสารอาหารมักจะกินจุ แต่กระเพาะของเธอก็มีขีดจำกัดเหมือนกัน
[จบบท]