บทที่ 336: ศึกเดือดกลางสายฝน
เพียงแต่เจียงเป่าหงคาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า ทันทีที่เธอมาถึงจุดเกิดเหตุ ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าจะทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น สามีของเธอกำลังนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก
สภาพของเขาดูร่อแร่เหมือนคนที่ลมหายใจกำลังจะขาดห้วง สองมือของเขากุมแน่นอยู่ที่จุดยุทธศาสตร์ตรงหว่างขา ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
“แกอีกแล้วเหรอ ไอ้สารเลว แกกล้าดียังไงมารังแกสามีของฉัน”
เจียงเป่าหงกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธแค้น เธอไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมอะไรทั้งนั้น รีบพุ่งเข้าไปหาคู่กรณีทันที
ไป๋เฟิ่นโต้วตะโกนสวนกลับมาเสียงดังลั่น “ไสหัวไป”
เจียงเป่าหงตวาดกลับอย่างไม่ยอมลดละ “นี่ยังกล้ามาทำท่าทางดุร้ายใส่ฉันอีกเหรอ”
เธอพุ่งเข้าไปทุบตีไป๋เฟิ่นโต้วอย่างบ้าคลั่ง ปากก็พร่ำด่าสาปแช่งไม่หยุด
“พวกแกสองคนเตรียมตัวตายได้เลย บังอาจมารังแกผู้ชายของฉัน ฉันไม่มีวันปล่อยพวกแกไว้แน่ วันนี้อย่าหวังว่าจะรอดไปได้เลย”
ไป๋เฟิ่นโต้วพยายามจะอธิบาย พลางปัดป้องพายุหมัดของหญิงบ้าคลั่งตรงหน้า “ฉันรังแกผัวเธอที่ไหนกัน ฉัน...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบประโยค หวังเซียงซิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็โพล่งขึ้นมาเสียก่อน เธอเงยหน้าที่นองไปด้วยน้ำตาขึ้นมาทันควัน แล้วเอ่ยแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและน่าสงสารจับใจ
“เขาต่างหากที่รังแกฉัน เขาบีบบังคับให้ฉันหลับนอนกับเขา เขาข่มขู่ว่าถ้าฉันไม่ยอมทำตาม เขาจะไม่ยอมปล่อยฉันไป... ฉันไม่มีทางเลือกจริงๆ ฉันเลยต้องจำใจเดินตามเขาไปที่โกดังเล็กนั่น...”
เธอเปลี่ยนสีได้เร็วยิ่งกว่ากิ้งก่า จู่ๆ ก็พลิกลิ้นหันมาแว้งกัดคนที่ตัวเองเพิ่งจะร่วมมือด้วยเสียอย่างนั้น
ความจริงแล้วตอนแรกหวังเซียงซิ่วยังคิดที่จะปกป้องเหล่าไช่หัวล้านคนนี้อยู่ แต่เมื่อกี้เธอมองเห็นกับตาตัวเองชัดๆ ว่าไป๋เฟิ่นโต้วกระทืบเข้าที่ตรงนั้นของเหล่าไช่อย่างจัง เสียงดังปึกสนั่นหวั่นไหว แทบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
สภาพของเหล่าไช่คงไม่ต่างอะไรจากโจวฉวินที่กลายเป็นคนพิการไปแล้วอย่างแน่นอน ถ้าหากเขาใช้งานไม่ได้แล้วจริงๆ เธอก็คงไม่มีหวังที่จะพึ่งพาอะไรเขาได้อีกต่อไป
ถึงเธอจะพยายามประจบเอาใจผู้ชายคนนี้ต่อไปก็คงไร้ประโยชน์ ซ้ำร้ายไป๋เฟิ่นโต้วยังลงมือหนักขนาดนี้เพราะเธอเป็นต้นเหตุ คนอย่างเหล่าไช่ถ้าฟื้นตัวขึ้นมาได้ จะต้องกลับมาคิดบัญชีแค้นกับเธอในภายหลังแน่ๆ
แทนที่จะรอให้ถึงตอนนั้นแล้วต้องมารับกรรม สู้เธอชิงลงมือเหยียบเขาให้จมดินไปเลยเสียแต่ตอนนี้จะดีกว่า ถ้าเขาถูกทางการลงโทษจนหมดอำนาจวาสนา ไม่ได้เป็นระดับหัวหน้าอีกต่อไป เขาก็จะไม่มีน้ำยามาตามแก้แค้นเธอได้อีก
นอกจากเหตุผลสองข้อนี้แล้ว อีกสาเหตุสำคัญก็คือตอนนี้เริ่มมีจีนมุงเข้ามามุงดูเหตุการณ์กันเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้ว สายตาหลายคู่กำลังจ้องมองมา ถ้าเธอไม่รีบสลัดตัวเองให้หลุดพ้นจากข้อครหา แล้วทำตัวให้ขาวสะอาดเสียตั้งแต่ตอนนี้ เธอก็คงต้องขายหน้าประชาชีไปทั่ว หวังเซียงซิ่วไม่อยากให้ชื่อเสียงของตัวเองต้องมาป่นปี้เพราะเรื่องแบบนี้
แม้ช่วงเวลาจะสั้นเพียงแค่ชั่วอึดใจ แต่ยิ่งในสถานการณ์คับขัน คนเราก็มักจะตัดสินใจอะไรได้เด็ดขาดและรวดเร็วเสมอ
หวังเซียงซิ่วตัดสินใจโยนความผิดทั้งหมดไปให้ผู้ชายคนนี้ทันที เธอแสร้งร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา พลางคร่ำครวญออกมา
“ฉันเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง เป็นแม่หม้ายที่ไร้ที่พึ่ง ฉันจะไปมีปัญญาขัดขืนอะไรได้ พวกเราเป็นแค่ชาวบ้านตาดำๆ ธรรมดาๆ ดันไปล่วงเกินคนมีอำนาจเข้าให้ เขาขู่ว่าจะตามแก้แค้นฉันทีหลัง ฉันถูกบีบจนไม่มีทางเลือกจริงๆ ถึงได้ยอมเดินตามเขามาที่นี่... ฮือ ฮือ โชคดีนะที่มีไป๋เฟิ่นโต้ว โชคดีจริงๆ ที่ไป๋เฟิ่นโต้วเข้ามาช่วย...”
การแสดงละครบทใหญ่ของเธอเล่นเอาไป๋เฟิ่นโต้วถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
ถ้าหากก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ยินสิ่งที่เธอพูดกับหูตัวเอง เขาคงจะหลงเชื่อคำโกหกพกลมพวกนี้ไปแล้ว ทว่าถึงไป๋เฟิ่นโต้วจะไม่เชื่อ แต่คนอื่นๆ ที่มามุงดูอยู่รอบๆ กลับเชื่อเธออย่างสนิทใจ ต่างพากันชี้ไม้ชี้มือวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
“คุณพระช่วย”
“ไอ้หยา คนคนนี้ทำไมถึงได้หน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้นะ”
“ผู้หญิงตัวคนเดียวน่าสงสารจะตาย มิน่าล่ะผู้ชายคนนั้นถึงได้โกรธจนฟิวส์ขาดขนาดนี้”
“คิดว่าตัวเองมีอำนาจมีตำแหน่งแล้ววิเศษวิโสมาจากไหน ถึงได้กล้ามารังแกผู้หญิงไม่มีทางสู้แบบนี้”
ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันรุมประณามหยามเหยียดไม่หยุดปาก มีเพียงเจียงเป่าหงคนเดียวเท่านั้นที่แผดเสียงคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“แกโกหก แกหยุดพูดยัดเยียดความผิดเดี๋ยวนี้นะ นังจิ้งจอกหน้าไม่อาย แกนั่นแหละที่ยั่วยวนผัวฉัน แล้วยังจะมาสาดโคลนใส่เขาอีก ฉันจะตบแกให้ตาย...”
เจียงเป่าหงกระโจนเข้าใส่หวังเซียงซิ่วทันที หวังเซียงซิ่วแสร้งทำเป็นร้องไห้ด้วยความคับแค้นใจพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะแอบลงมือสวนกลับทีเผลอ
สถานการณ์ด้านล่างกลายเป็นเหตุการณ์ตะลุมบอนอันแสนวุ่นวายอีกครั้ง หมิงเหม่ยและพรรคพวกพากันเกาะขอบหน้าต่างชั้นสองมองลงมาดูเหตุการณ์ด้านล่างอย่างใจจดใจจ่อ ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่หวังเซียงซิ่วเดินเข้าห้องไป จนถึงตอนที่ไป๋เฟิ่นโต้วยืนลังเลอยู่หน้าประตู และลากยาวมาจนถึงฉากบู๊ล้างผลาญในตอนนี้
หมิงเหม่ยจ้องมองอยู่นานสองนาน ก่อนจะเอ่ยสรุปออกมาประโยคหนึ่งว่า
“อากาศร้อนๆ แบบนี้ คนเราก็มักจะหงุดหงิดง่ายเป็นธรรมดาแหละนะ”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินดังนั้นถึงกับพูดไม่ออก “...เธอนี่ช่างสรรหาคำมาสรุปจริงๆ”
อุตส่าห์ดูมาตั้งครึ่งค่อนวัน สรุปได้แค่นี้เนี่ยนะ
หมิงเหม่ยพยักหน้ายืนยันความคิดของตัวเอง
“จริงๆ นะคะ แม่ลองดูสิคะ ช่วงหน้าหนาวหรือฤดูใบไม้ผลิ คนไม่ค่อยจะตีกันเยอะขนาดนี้หรอก แต่ช่วงนี้เห็นได้ชัดเลยว่ามีเรื่องชกต่อยกันบ่อยมาก พูดไม่เข้าหูกันนิดหน่อยก็ลงไม้ลงมือกันแล้ว สาเหตุก็มาจากอากาศที่มันร้อนอบอ้าวนี่แหละค่ะ คนเราพอมันร้อนในก็ย่อมจะใจร้อนตามไปด้วย”
จ้าวชุ่ยฮวาแย้งขึ้นมาทันที “แต่ก่อนหน้านี้ลานบ้านเราก็สงบสุขมาพักใหญ่แล้วนะ ฉันจำได้ว่าเธอยังเคยบ่นพึมพำอยู่เลยว่า อากาศมันร้อนจนคนไม่อยากจะขยับตัวทำอะไร ก็เลยไม่มีใครอยากจะมาทะเลาะตบตีกัน”
หมิงเหม่ย “...”
เออ จริงด้วยแฮะ
ทฤษฎีสองข้อนี้มันดูจะขัดแย้งกันเองชอบกล แต่สมองของเธอก็แล่นเร็วปรู๊ดปร๊าด หาข้อแก้ต่างให้ตัวเองได้ในทันที
“มันก็ถูกทั้งสองข้อนั่นแหละค่ะ ช่วงก่อนหน้านี้อากาศมันร้อนจัดจนคนไม่อยากจะขยับตัวจริงๆ เพราะขยับนิดเดียวเหงื่อก็ท่วมตัวแล้ว ใครจะมีอารมณ์มาตีกัน แต่ช่วงนี้ฝนตกลงมาแล้วไงคะ ถึงอากาศจะยังร้อนอยู่
แต่มันก็ไม่ได้ร้อนจนทนไม่ไหว ไม่ถึงขนาดขยับตัวแล้วเหงื่อแตกพลั่ก พื้นฐานร่างกายคนเราช่วงหน้าร้อนธาตุไฟมันแรงอยู่แล้ว ต้องอัดอั้นมานาน พอฝนตกลงมาให้อากาศเย็นลงหน่อย ก็เลยได้จังหวะระบายอารมณ์ออกมาพอดีเป๊ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาส่ายหน้าอย่างระอา “เธอนี่มันแถเก่งจริงๆ แม่ยอมใจเลย”
เจียงหลูพูดแทรกขึ้นมาด้วยความกังวล “อย่ามัวแต่เถียงเรื่องดินฟ้าอากาศกันอยู่เลย ดูข้างล่างนั่นสิ ตีกันเละเทะขนาดนั้น จะไม่ถึงขั้นมีคนตายใช่ไหม”
หมิงเหม่ยตอบอย่างใจเย็น “ไม่น่าจะถึงตายหรอกมั้งคะ นี่มันโรงพยาบาลนะ หันหลังกลับไปก็หามเข้าห้องฉุกเฉินได้เลย”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เห็นเจ้าหน้าที่จากแผนกรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลกำลังวิ่งหน้าตั้งตรงดิ่งมาทางนี้
หมิงเหม่ยชี้ให้ดู “เห็นไหมคะ แผนกรักษาความปลอดภัยมาโน่นแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”
“คุณพระช่วย แม่เจ้าโว้ย” จู่ๆ เจียงหลูก็ร้องอุทานออกมาเสียงดังลั่นด้วยความตกตะลึง
“เกิดอะไรขึ้น มีอะไรๆ”
หมิงเหม่ยรีบชะโงกหน้าเข้าไปดูทันที เธอกลัวว่าจะพลาดช็อตเด็ดอะไรไป เจียงหลูชี้มือไม้สั่น
“ไอ้เจ้าคนหัวล้านนั่นไม่รอดแน่ๆ เมื่อกี้ไป๋เฟิ่นโต้วกระทืบซ้ำเข้าไปอีกที มันถึงกับสลบเหมือดไปเลย ดูที่พื้นสิ เลือดไหลนองเต็มไปหมดแล้ว...”
ซู๊ดดด… โหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ
ไป๋เฟิ่นโต้วสมกับฉายานักฆ่าผู้ชายตัวจริงเสียงจริง ดูท่าเขาจะตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะทำลายความเป็นชายของคู่ต่อสู้ทุกคนโดยไม่คิดจะหยุดพักเลยสินะ
ถึงแม้พวกเธอจะอยู่บนชั้นสอง แต่ก็ถือว่าเป็นมุมสูงที่มองเห็นเหตุการณ์ได้ทั่วถึง ในเวลานี้เห็นได้ชัดเลยว่าเจียงเป่าหงกำลังจะสติแตก เธอพุ่งตัวเข้าไปกอดร่างของสามีที่นอนแน่นิ่งอยู่ ตัวเธอเองก็คงคาดไม่ถึงว่าเรื่องราวมันจะบานปลายมาถึงขั้นนี้ได้
เมื่อเห็นสามีสุดที่รักต้องมาประสบเคราะห์กรรมหนักหนาสาหัสขนาดนี้ ความชั่วร้ายในจิตใจของเธอก็ปะทุขึ้นมาจนถึงขีดสุด เธอตัดสินใจพุ่งเข้าชนไป๋เฟิ่นโต้วอย่างแรงโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
ไป๋เฟิ่นโต้วที่เพิ่งจะออกแรงตีคนมาจนเหนื่อยหอบ พอถูกชนเข้าอย่างจังก็เสียหลักล้มกลิ้งลงไปกับพื้น จังหวะนั้นเองเจียงเป่าหงก็คว้าก้อนหินที่อยู่ใกล้มือขึ้นมาได้ แล้วทุบลงไปที่จุดยุทธศาสตร์ของไป๋เฟิ่นโต้วอย่างเต็มแรง...
“ฉันจะทำให้แกเป็นขันทีไปอีกคน”
“อ๊ากกก”
เสียงร้องโหยหวนดังลั่นไปทั่วบริเวณ เหตุการณ์ตรงหน้าเหมือนจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ บรรดาจีนมุงที่กำลังสนุกสนานกับการดูเรื่องชาวบ้านเมื่อครู่ ต่างพากันก้าวถอยหลังกรูดด้วยความหวาดผวา เจียงเป่าหงหันขวับกลับไปจ้องมองหวังเซียงซิ่วด้วยสายตาอาฆาตแค้น เธอพุ่งเข้าไปกระชากผมของหวังเซียงซิ่วอย่างแรง แล้วลากถูลู่ถูกังไปโขกกับกำแพงอย่างไม่ปรานี
“แกจะทำอะไร ปล่อยนะ โอ๊ยยย”
ตอนนี้ผู้ชายทั้งสองคนต่างก็นอนกองอยู่กับพื้นหมดสภาพ เจียงเป่าหงก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งอาละวาด ผู้คนรอบข้างต่างทำตัวไม่ถูกไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี แต่หวังเซียงซิ่วก็ไม่ได้ยอมให้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว เธอรีบดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต
อาศัยจังหวะที่ตัวเองทำงานใช้แรงงานในโรงงานมาก่อน ย่อมมีพละกำลังมากกว่าเจียงเป่าหงที่นั่งทำงานในออฟฟิศ เธอสวนกลับด้วยการกระชากผมเจียงเป่าหงคืนบ้าง ทั้งสองคนต่างฉุดกระชากลากถูโซซัดโซเซกันไปมา
เธอจับฉันโขกกำแพง ฉันก็จับเธอโขกกำแพงคืน ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใคร
“ให้ตายเถอะ รีบไปแยกนังผู้หญิงบ้าสองคนนั้นออกจากกันเร็วเข้า”
“เร็วๆ เข้าสิเว้ย รีบหามผู้ชายสองคนนี้ไปห้องฉุกเฉินก่อน เลือดไหลจะหมดตัวแล้ว...”
ในที่สุดก็มีคนเริ่มตั้งสติได้และตะโกนสั่งการ
จีนมุงรอบๆ ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้าไปยุ่ง เจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลจึงต้องรีบเข้ามาควบคุมสถานการณ์ สภาพในตอนนี้คือสหายชายสองคนนอนจมกองเลือดอยู่ที่เป้ากางเกง ส่วนสหายหญิงสองคนก็หัวแตกเลือดอาบหน้ากันทั้งคู่
“เร็วเข้า รีบช่วยคนเจ็บก่อน”
การเป็นหมอนี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ สถานการณ์วุ่นวายขนาดนี้ ชาวบ้านร้านตลาดต่างพากันยืนดูเฉยๆ ไม่กล้าเข้าไปช่วย หมอกับพยาบาลเลยต้องรับบทหนักรีบเข้าไปกู้ชีพคนเจ็บ
เจียงเป่าหงไม่เคยต้องมาเจอเรื่องอัปยศอดสูขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ตั้งแต่สาวจนแก่เธอมีแต่คนคอยพินอบพิเทาเอาใจ ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้จะต้องมาเสียท่าเสียศักดิ์ศรีป่นปี้ขนาดนี้ เธอจ้องมองหวังเซียงซิ่วด้วยสายตาที่มืดมิดและน่ากลัว หวังเซียงซิ่วยกมือขึ้นปิดหน้าแสร้งร้องไห้โฮ
“สองผัวเมียนี้มันรังแกคนเกินไปแล้ว พวกคุณรังแกกันเกินไปแล้วจริงๆ...”
ขนาดเจ็บตัวขนาดนี้ เธอก็ยังไม่วายเล่นละครตบตาคนอื่นต่อไป
“ซิ่วเอ๋อร์ ลูกแม่ ซิ่วเอ๋อร์ของแม่...”
ซูต้าเหนียงที่เห็นเหตุการณ์สงบลง และเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวคู่กรณีไว้ได้แล้ว ถึงได้วิ่งโซซัดโซเซออกมาจากที่ซ่อน เธอโผเข้ากอดหวังเซียงซิ่วพร้อมกับร้องห่มร้องไห้ปานจะขาดใจ
“ทำไมพวกแกถึงได้ใจดำอำมหิตกันขนาดนี้ ซิ่วเอ๋อร์ของแม่...”
เจียงเป่าหงตวัดสายตาไปมองยายแก่คนนั้น ยายแก่ที่เมื่อกี้ยังทำท่าเหมือนจะตายมิตายแหล่ แกล้งป่วยนอนพะงาบๆ อยู่แท้ๆ ตอนนี้กลับมีแรงวิ่งปร๋อออกมาแหกปากร้องโหยหวนเสียงดังฟังชัด
ยิ่งเห็นแบบนี้ไฟโทสะในใจของเธอก็ยิ่งลุกโชนขึ้นมาอีกระลอก หางตาเหลือบไปเห็นห้องส้วมอยู่ไม่ไกล เธอเม้มปากแน่น อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังเผลอ พุ่งตัวเข้าไปกระชากคอเสื้อซูต้าเหนียง แล้วออกแรงลากถูไปอย่างรวดเร็ว
“หา!”
“ว้าย ตายแล้ว”
แม้แต่เจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยยังคาดไม่ถึงว่าเจียงเป่าหงจะยังมีฤทธิ์เดชอาละวาดได้อีกระลอก ทุกคนพยายามจะเข้ามาห้ามแต่ก็ไม่ทันความบ้าคลั่งของเธอ เจียงเป่าหงลากซูต้าเหนียงไปถึงหน้าห้องส้วมในไม่กี่ก้าว
พอเห็นคนกำลังจะวิ่งตามมาทัน เธอจับหัวซูต้าเหนียงโขกเข้ากับผนังห้องน้ำดังปึงปัง แล้วออกแรงผลักร่างของหญิงชราเข้าไปในห้องส้วมเต็มแรง
ตูม!!
ห้องส้วมที่นี่ไม่ได้เหมือนกับห้องส้วมสาธารณะในซอยบ้านพวกเธอที่เพิ่งจะเปลี่ยนเป็นแผ่นหินหนาๆ เพื่อความปลอดภัย
ถ้าเป็นแบบนั้นต่อให้จะผลักคนลงไปก็คงทำไม่ได้ง่ายๆ แต่ที่นี่ยังคงใช้แผ่นไม้บางๆ แบบเก่าอยู่ สถานที่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้แบบนี้กันทั้งนั้น เพราะมันสะดวกเวลาที่พนักงานสูบส้วมมาทำงาน การยกแผ่นหินหนาๆ กับแผ่นไม้บางๆ นั้นใช้แรงต่างกันลิบลับ
ดังนั้นโดยส่วนมากจึงยังนิยมใช้แบบนี้กันอยู่
เจียงเป่าหงย่อมไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในซอยบ้านของพวกซูต้าเหนียง แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการลงมือของเธอแต่อย่างใด
ประเด็นหลักคือ เธอต้องการสั่งสอนยายแก่หนังเหนียคนนี้ให้หลาบจำ ถ้าแค่จับโขกกำแพง เดี๋ยวพวก รปภ. ก็เข้ามาห้ามได้ทัน แต่ถ้าถีบลงบ่อขี้ไปเลย อย่างน้อยๆ ก็ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสแน่ หวังเซียงซิ่วมีปัญญาคิดหาทางรอดในนาทีวิกฤตได้ เจียงเป่าหงก็มีปัญญาคิดหาวิธีทรมานคนในนาทีวิกฤตได้เช่นกัน
ซูต้าเหนียงถูกจับหัวโขกกำแพงไปสองที สมองก็มึนงงเห็นดาวระยิบระยับไปหมดแล้ว ยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกถีบโครมเดียวร่วงลงไปในหลุมส้วม
“อุ๊บ”
“โอ้โห เชี่ยเอ๊ย”
“แม่เจ้าโว้ย นี่มัน...”
“หยุดพูดก่อนเถอะ รีบช่วยคนเร็วเข้า”
หมิงเหม่ยกับพรรคพวกที่เกาะขอบหน้าต่างดูอยู่ถึงกับใจหายวาบ ครั้งนี้เจียงเป่าหงถูกเจ้าหน้าที่กดตัวลงกับพื้นจนหน้าแนบดิน ขยับเขยื้อนไม่ได้อีกต่อไปแล้วจริงๆ
หวังเซียงซิ่วกรีดร้องเสียงหลงอย่างคนเสียสติ “แม่ แม่เป็นอะไรไหม แม่ อย่าเป็นอะไรไปนะ...”
สถานการณ์ข้างล่างกลับมาโกลาหลวุ่นวายอีกครั้ง
ยังดีที่พวกเธออยู่ไกลจากจุดเกิดเหตุพอสมควร ไม่อย่างนั้นแค่ฉากจบเมื่อกี้นี้ คงได้เหม็นจนอ้วกแตกตายกันไปข้าง ฝนก็ตกหนักทำให้การช่วยเหลือยากลำบาก ซูต้าเหนียงที่สะบักสะบอมจนแทบไม่มีสติ ก็ไม่มีแรงจะคว้าเชือกที่คนโยนลงไปให้ กว่าจะลากตัวขึ้นมาได้ก็ทุลักทุเลน่าดู...
“อุแหวะ”
เจียงหลูเกิดอาการคลื่นไส้ขึ้นมาทันที
เธอรีบเอามือปิดปาก “ไม่ไหวแล้ว ฉันดูต่อไม่ได้แล้ว ปกติฉันก็เป็นคนกระเพาะอ่อนคลื่นไส้ง่ายอยู่แล้วด้วย”
มาถึงตอนนี้ เธอถึงเพิ่งจะเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นที่ยืนดูตอนโจวฉวินตกลงไปในส้วม ว่ามันน่าสะอิดสะเอียนขนาดไหน
หวังจาวตี้พึมพำกับตัวเองด้วยความหวาดกลัว “ในเมืองนี่น่ากลัวชะมัด... น่ากลัวเกินไปแล้ว”
“อุแหวะ” เจียงหลูโก่งคอทำท่าจะอาเจียนออกมาอีกรอบ หวังจาวตี้รีบประคองเธอไว้ “พี่เจียงหลู เป็นอะไรมากไหมคะ พวกเราไปลงทะเบียนหาหมอกันเถอะ”
เจียงหลูพยักหน้าอย่างหมดแรง “เอาสิ”
จ้าวชุ่ยฮวาหันมาถามลูกสะใภ้ “แล้วเธอล่ะ รู้สึกยังไงบ้าง”
หมิงเหม่ยกระพริบตาปริบๆ ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หนูไม่ปวดท้องเลยสักนิดค่ะ รู้สึกว่าตัวเองสบายดีมาก”
จ้าวชุ่ยฮวา “...”
เธอพูดขึ้นมาลอยๆ ว่า “เจ้าตัวเล็กในท้องเธอนี่ ท่าทางจะชอบดูเรื่องชาวบ้านเอาเรื่องอยู่นะ”
หมิงเหม่ยหลุดขำออกมา “ก็เหมือนหนูกับพ่อของเขานั่นแหละค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาส่ายหน้า “ไหนๆ ก็มาแล้ว เธอเองก็ไปตรวจที่แผนกสูตินารีเวชดูหน่อยเถอะ”
“ได้ค่ะ”
ถึงแม้คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งสองจะอยากดูความบันเทิงต่อใจจะขาด แต่การแสดงรอบนี้จบลงแล้ว คนเจ็บถูกเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไปหมด ส่วนการแสดงรอบต่อไป... พวกเธอคงไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วล่ะ คนท้องคนไส้ ขืนไปโดนลูกหลงเข้าคงได้เดือดร้อนกันใหญ่โต
ดูจากความดุเดือดเลือดพล่านเมื่อกี้แล้ว ถอยออกมาตั้งหลักก่อนดีกว่า จ้าวชุ่ยฮวาเป็นคนจัดการพาโขยงสาวๆ ไปตรวจร่างกายที่แผนกสูตินารีเวช โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก
หมออาวุโสประจำแผนกมองหน้าหมิงเหม่ย แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “หมอว่าทารกในครรภ์ไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ อาการปวดท้องน่าจะเกิดจากกินอาหารไม่ดี แล้วเกิดปวดถ่ายหนักขึ้นมาเฉยๆ”
หมอพูดตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อม
สรุปคือที่หมิงเหม่ยปวดท้อง มันเป็นเพราะกินเยอะจนปวดท้องเข้าห้องน้ำ ไม่ใช่ปวดท้องเพราะลูกมีปัญหาแต่อย่างใด
หมิงเหม่ยเข้าใจผิดไปเอง
หมิงเหม่ย “...”
หน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลยทีเดียว แต่คุณหมอก็ยังพูดปลอบใจว่า
“แต่สิ่งที่เธอทำน่ะถูกต้องแล้ว คนเราไม่กลัวคนที่ไม่รู้หรอก แต่กลัวคนที่รู้งูๆ ปลาๆ แล้วอวดฉลาดวินิจฉัยโรคเองมั่วซั่วจนเกิดเรื่องใหญ่มากกว่า ถ้าเธอรู้สึกไม่สบายใจ การนึกถึงโรงพยาบาลเป็นที่แรกถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไร การมาให้หมอตรวจเพื่อความสบายใจ ย่อมดีกว่าปล่อยปละละเลยจนเกิดความผิดพลาดที่แก้ไขไม่ได้”
หมิงเหม่ยรีบพยักหน้ารับคำสอน “หนูเข้าใจแล้วค่ะ”
คุณหมอกำชับต่อ “เอาล่ะ พวกเธอสองคนกำลังท้องกำลังไส้ อย่ามัวแต่ไปมุงดูเรื่องชาวบ้านในโรงพยาบาลนักเลย เดี๋ยวจะโดนลูกหลงเอาได้ โดยเฉพาะพวกเธอ ท้องแรกด้วย ยิ่งต้องระวังตัวให้มาก”
เจียงหลูรีบรับคำ “ฉันทราบแล้วค่ะ”
จ้าวชุ่ยฮวาตัดบท “งั้นพวกเรากลับกันเถอะ”
พวกเธอดูเรื่องสนุกมาเกือบครึ่งค่อนวันแล้ว ตั้งแต่ออกมาตอนเที่ยง จนป่านนี้โรงพยาบาลใกล้จะเลิกงานอยู่รอมร่อ ศึกครั้งนี้มันช่างยืดเยื้อและดุเดือดจริงๆ
ทั้งสี่คนเดินออกมาพร้อมกัน จ้าวชุ่ยฮวาหันกลับไปมองที่ตัวตึกโรงพยาบาลอีกครั้ง แล้วเปรยขึ้นมาว่า
“พวกเธอว่า คนพวกนี้มันเป็นบ้าอะไรกันไปหมด ถึงได้ก่อเรื่องวุ่นวายกันได้ขนาดนี้ ดูท่าเรื่องนี้คงยังไม่จบลงง่ายๆ แน่”
[จบบท]