บทที่ 342: คดีพลิก
“ตกลงค่ะ”
หมิงเหม่ยกินมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยก็ขยับตัวเข้าไปร่วมวงสนทนากับเหล่าสมาชิกสภากาแฟประจำลานบ้านทันที
ป้าหวังเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเพื่อนบ้านที่แสนดี
“หมิงเหม่ย เธอลางานกี่วันล่ะคราวนี้”
“หนึ่งอาทิตย์ค่ะ”
หญิงสาวเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงราวกับคนไม่มีกระดูก สวมวิญญาณคนป่วยได้สมบทบาทพร้อมกับเอ่ยตอบเสียงเนือย
“คุณหมอบอกให้ฉันพักผ่อนเยอะๆ น่ะค่ะ”
ใจจริงของเธอนั้น ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะลาหยุดยาวไปจนถึงวันคลอดลูกเลยด้วยซ้ำ
จ้าวชุ่ยฮวามองลูกสะใภ้คนเล็กแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา เธออ่านความคิดของหมิงเหม่ยออกทะลุปรุโปร่ง ในยุคสมัยนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะกระตือรือร้นรักความก้าวหน้า แทบจะอยากอุทิศเลือดเนื้อและวิญญาณเผาผลาญตนเองเพื่อหน้าที่การงาน
คนประเภทหมิงเหม่ยที่ขี้เกียจสันหลังยาวนั้นหาได้ยากยิ่งนัก แต่ถึงแม้ว่าสะใภ้เล็กของเธอจะเป็นปลาเค็มที่ชอบนอนตากแดดไปวันๆ ทว่าในยามที่ต้องทำงานทำการขึ้นมาจริงๆ เธอก็ทำได้อย่างตั้งใจและใส่ใจในรายละเอียดเสมอ
หมิงเหม่ยเป็นประเภทที่ถ้าเลือกได้ก็ขอพักผ่อนดีกว่า แต่ถ้าต้องไปทำงานจริงๆ เธอก็จะไม่ทำตัวเหลาะแหละหรืออู้งาน จะตั้งใจทำหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด
“พวกคุณ...”
“ย่าครับ!”
ในขณะที่ผู้ใหญ่กำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส เจ้าหู่โถวก็จูงมือน้องสาวตัวน้อยวิ่งตื๋อเข้ามาหา
“พวกผมขอไปเล่นกับหลี่จวินจวินแล้วก็หลี่เหว่ยเหว่ยได้ไหมครับ”
ป้าหวังรีบโบกมืออนุญาตแทนทันที
“ไปเถอะไป พวกนั้นก็อยู่บ้านกันหมดนั่นแหละ”
ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อน เด็กๆ ทุกคนต่างก็อยู่บ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตา ยิ่งช่วงนี้ฝนตกติดต่อกันหลายวัน เด็กแต่ละคนก็เลยถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นปล่อยพลังที่ไหน พาลให้รู้สึกอึดอัดกระวนกระวายเบื่อจะตายชักกันไปหมด
หญิงชราพยักหน้าพลางย้ำอีกครั้ง
“ไปเล่นเถอะไป”
หู่โถวหันกลับมามองหน้าจ้าวชุ่ยฮวาเพื่อขอคำอนุญาตจากผู้เป็นย่าอีกครั้ง เมื่อเห็นย่าพยักหน้าอนุญาต เขาก็ร้องรับเสียงใส
“ไปล่ะนะครับ!”
แล้วเด็กทั้งสองคนก็พากันวิ่งปรู๊ดหายลับไปอย่างรวดเร็ว
“ดูสิ เด็กแต่ละบ้านนี่ไม่เหมือนกันจริงๆ หูฮุ่ยฮุ่ยทิ้งลูกไว้ที่บ้านแบบนั้น เธอก็ช่างวางใจได้ลงคอ”
“จะไม่วางใจแล้วจะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็คนมันต้องทำมาหากินนี่นา”
“มันก็จริงของเธอ เจอญาติพรรค์นั้นเข้าไป หูฮุ่ยฮุ่ยเองก็น่าสงสารเหมือนกัน”
หัวข้อสนทนาของเหล่าแม่บ้านเปลี่ยนเป้าหมายมาที่หูฮุ่ยฮุ่ยทันที ป้าหวังถอนหายใจแล้ววิจารณ์ด้วยความเป็นห่วง
“แม่หนูคนนี้นะ จะให้พักอาศัยอยู่ที่บ้านตระกูลซูไปนานๆ ไม่ได้หรอก ขืนอยู่ไปนานวันเข้า มีหวังได้ซึมซับนิสัยเสียๆ จนเสียผู้เสียคนไปหมดแน่ คนบ้านนั้นน่ะ... เฮ้อ ไม่อยากจะพูด”
จ้าวชุ่ยฮวาแย้งขึ้นมาเบาๆ
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า เธอไม่ใช่เด็กสามขวบเสียหน่อย จะได้ถูกชักจูงหรือซึมซับอะไรได้ง่ายขนาดนั้น แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า... ป่านนี้คนบ้านตระกูลซูจะเป็นยังไงกันบ้างแล้ว”
“นั่นสินะ ใครจะไปรู้ล่ะ”
ใช่แล้ว ไม่มีใครรู้ความเคลื่อนไหวทางฝั่งโรงพยาบาลเลย ต่อให้มีความอยากรู้อยากเห็นจนคันยุบยิบอยู่ในหัวใจแค่ไหน ก็คงไม่มีใครบ้าพอที่จะฝ่าสายฝนไปมุงดูเรื่องชาวบ้านถึงโรงพยาบาลหรอก
แต่ถึงแม้จะไม่ได้ไปดูด้วยตาตัวเองที่โรงพยาบาล ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องสนุกๆ ให้ติดตาม ข่าวลือและเรื่องราวเด็ดๆ ยังคงมีมาเสิร์ฟให้ถึงที่
วีรกรรมล่าสุดที่หวังเซียงซิ่วคุกเข่าอ้อนวอนขอให้ไป๋เฟิ่นโต้วแต่งงานด้วยนั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ฮือฮาไปทั่ว แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงพรึงเพริดยิ่งกว่า คือการที่ไป๋เฟิ่นโต้วกลับปฏิเสธอย่างไม่ไยดี เขาเอาแต่เงียบกริบไม่พูดไม่จา แล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงผู้ป่วย ทำตัวประหนึ่งคนตายที่ไร้ความรู้สึก
ในความคิดของหวังเซียงซิ่วนั้น เธอหลงคิดเข้าข้างตัวเองว่า การที่เธอยอมลดตัวลงมาขอแต่งงานกับไป๋เฟิ่นโต้วถึงขนาดนี้ เขาควรจะดีใจจนน้ำหูน้ำตาไหลพรากเสียด้วยซ้ำ ก็ในเมื่อเมื่อก่อน เขาเป็นฝ่ายตามตื๊อตามเอาใจเธอมาตั้งหลายปี
เขาเคยขอเธอแต่งงานตั้งหลายครั้งหลายครา เธอก็ไม่เคยตอบตกลง แต่ในตอนนี้ เธอเป็นฝ่ายเอ่ยปากเสนอตัวเองให้ถึงที่ ทั้งๆ ที่เขากลายเป็นคนพิการที่ใช้งานการไม่ได้ไปแล้วแบบนี้ เขาก็ควรจะแอบหัวเราะด้วยความดีใจจนตัวสั่นสิ มันควรจะเป็นวาระแห่งชาติที่เขาต้องรีบจุดธูปกราบไหว้บรรพบุรุษ ขอบคุณที่ฮวงซุ้ยตระกูลไป๋มีควันสีเขียวพวยพุ่งออกมาไม่ใช่หรือ
แต่เธอกลับคาดการณ์ผิดถนัด สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมันคนละเรื่องกับที่เธอจินตนาการไว้เลย ไป๋เฟิ่นโต้วไม่ได้แสดงความยินดีปรีดาใดๆ ทั้งสิ้น เขานิ่งเฉยราวกับท่อนไม้
ปฏิกิริยาของเขาทำให้หวังเซียงซิ่วโกรธจนแทบคลั่ง ไอ้ผู้ชายคนนี้มันเป็นแค่คนไร้น้ำยา เป็นพวกสูญพันธุ์ไปแล้วแท้ๆ ยังจะกล้ามีหน้ามาปฏิเสธเธออีก นี่มันชักจะได้ใจเกินไปแล้ว หวังเซียงซิ่วที่ไม่ได้ดั่งใจก็ชักสีหน้าบึ้งตึงทันที เธอไม่ใช่คนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวอะไรนัก คิดอะไรก็แสดงออกมาทางสีหน้าจนหมดเปลือก
ป้าซูที่นอนอยู่เตียงข้างๆ เห็นท่าไม่ดี จึงรีบส่งเสียงไอโขลกขลกขึ้นมาดังลั่นเพื่อเตือนสติ หวังเซียงซิ่วได้สติกลับมาทันที รีบปรับสีหน้าให้ดูน่าสงสารเวทนาอีกครั้ง ถึงเธอจะไม่ได้เรื่องได้ราวสักเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีแม่สามีคอยหนุนหลังและกำกับบทบาทอยู่ไม่ห่าง
“หวังเซียงซิ่ว ออกมานี่หน่อย”
เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ต่างก็ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ได้บังคับลากตัวพวกเขาออกจากโรงพยาบาลไปสอบสวนที่โรงพัก แต่เลือกที่จะใช้วิธีเปิดห้องทำงานว่างๆ ในโรงพยาบาลเป็นห้องสอบสวนชั่วคราวแทน นี่ก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ยืดหยุ่นและมีมนุษยธรรมมากแล้ว
อาการบาดเจ็บของหวังเซียงซิ่วนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือของเจียงเป่าหง แผลที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นตอนที่ถูกกระชากผมแล้วจับหัวโขกกับกำแพง ทำให้ตอนนี้บนศีรษะของเธอมีผ้ากอซพันไว้หนาเตอะ หวังเซียงซิ่วได้ยินเจ้าหน้าที่เรียกชื่อก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอถูกเรียกสอบปากคำ
เธอรู้ดีว่าทางตำรวจจะถามอะไรบ้าง แต่ไม่ว่าจะถูกถามอีกสักกี่ร้อยกี่พันครั้ง เธอก็ยังคงยืนกรานคำเดิมอย่างหนักแน่นว่า เธอถูกข่มเหงรังแก ถ้าเธอไม่ยืนยันแบบนี้ ชื่อเสียงของเธอก็จะพังพินาศป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
“สหายหวังเซียงซิ่ว เชิญนั่งก่อน”
หวังเซียงซิ่วดึงชายเสื้อด้วยความประหม่าเล็กน้อยก่อนจะนั่งลง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เราจำเป็นต้องตรวจสอบรายละเอียดบางอย่างกับคุณอีกครั้ง...”
อันที่จริง ในใจของเหล่าเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า คำให้การของหวังเซียงซิ่วนั้นมีส่วนที่เป็นเท็จปะปนอยู่
แต่ถ้าจะมองในมุมที่ว่า รองหัวหน้าไช่อาจจะใช้เรื่องงานหรือเรื่องลูกมาข่มขู่บีบบังคับให้หวังเซียงซิ่วยอมจำนน มันก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน
เรื่องราวในครั้งนี้มันบานปลายใหญ่โตจนกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่ที่ทุกฝ่ายต่างจับตามอง ดังนั้นการทำงานของเจ้าหน้าที่จึงต้องรัดกุมและรอบคอบที่สุด จะให้เกิดความผิดพลาดขึ้นไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างก็ยืนกรานในความบริสุทธิ์ของตัวเอง ทางฝั่งรองหัวหน้าไช่นั้นยอมรับสารภาพว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหวังเซียงซิ่วจริง หลักฐานมันทนโท่ขนาดนั้นจะให้ปฏิเสธก็คงฟังไม่ขึ้น
เพราะเหตุเกิดในโรงพยาบาล หลักฐานทางร่างกายและร่องรอยต่างๆ ถูกตรวจสอบทันทีหลังเกิดเหตุ ร่องรอยเหล่านั้นมันลบเลือนหรือปกปิดไม่ได้หรอก
ดังนั้นเขาจึงยอมรับในส่วนของการกระทำ แต่เขาก็ยังคงยืนยันเสียงแข็งว่า ตัวเขาเองต่างหากที่เป็นเหยื่อ เขาถูกไป๋เฟิ่นโต้วและหวังเซียงซิ่วร่วมมือกันวางแผนนางนกต่อเพื่อตบทรัพย์
แต่ทางด้านหวังเซียงซิ่วกลับให้การปฏิเสธเสียงแข็ง ส่วนไป๋เฟิ่นโต้ว... นอกจากประโยคที่พูดถึงหวังเซียงซิ่วแล้ว เวลาอื่นเขาก็เอาแต่ปิดปากเงียบสนิท ถามอะไรไปก็ไม่ตอบ ทำตัวเหมือนศพเดินได้ แต่สำหรับสายตาของคนนอกที่มองเข้าไป ใครๆ ก็ดูออกว่า งานนี้รองหัวหน้าไช่คงไม่รอดแน่
เพราะพยานหลักฐานแวดล้อมต่างๆ มันชี้ชัดไปในทางที่เป็นผลเสียต่อเขาอย่างมาก
ประการแรก คือข้อเท็จจริงที่ว่าหวังเซียงซิ่วมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเขาจริงๆ ประการที่สองคือปฏิกิริยาของไป๋เฟิ่นโต้วในตอนนั้นที่บุกเข้าไปทำร้ายร่างกายคู่กรณีอย่างบ้าคลั่ง ถ้าหากนี่เป็นแผนนางนกต่อเพื่อรีดไถเงินจริงๆ โดยปกติแล้วฝ่ายชายจะต้องเรียกร้องเอาเงินทอง แต่ไป๋เฟิ่นโต้วกลับพุ่งเข้าใส่ด้วยความแค้นเคืองหมายจะเอาชีวิต ราวกับคนเสียสติ
พูดกันตามตรง เมื่อดูจากปฏิกิริยาตอบโต้ของไป๋เฟิ่นโต้วแล้ว เขากับหวังเซียงซิ่วไม่น่าจะร่วมมือกันวางแผนตบทรัพย์อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องราวหลังจากนั้น ที่ว่าใครของลับแตก ใครอนาคตดับวูบ ใครตกลงไปในบ่อเกรอะ หรือใครสมองกระทบกระเทือน มันเป็นผลพวงจากความชุลมุนวุ่นวายที่ตามมาทีหลัง
รองหัวหน้าไช่อาจจะไม่ได้ข่มขืนจริงๆ ก็ได้ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เขาไม่มีทางแก้ตัวให้ตัวเองหลุดพ้นจากข้อครหาได้เลย ใครใช้ให้เขาควบคุมกางเกงตัวเองไม่ได้ในตอนแรกล่ะ! แถมหวังเซียงซิ่วเองก็ใจแข็งผิดคาด ไม่ว่าจะถูกเค้นถามสักกี่รอบ เธอก็ยังคงยืนยันคำเดิมอย่างหัวชนฝา ไม่มีการลังเลหรือไขว้เขวเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้รองหัวหน้าไช่จะรู้สึกคับแค้นใจแค่ไหน เขาก็จำต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมและกลืนเลือดลงคอไป ปัจจัยหลักที่ทำให้เขาดิ้นไม่หลุด ก็เพราะเรื่องนี้มันฉาวโฉ่จนเกินเยียวยา ผลกระทบมันรุนแรงเกินกว่าจะปิดข่าวได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องมันแดงขึ้นมาขนาดนี้ และถ้าไม่ใช่เพราะมีคนบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นสูญเสียความเป็นชายจนกลายเป็นประเด็นที่แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ด้วยบารมีและตำแหน่งหน้าที่การงานระดับรองหัวหน้าไช่ เรื่องแค่นี้เขาคงสามารถวิ่งเต้นเคลียร์ได้ไม่ยากเย็นนัก
นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่ว่าใครหน้าไหน ต่างก็ไม่กล้าจะยื่นเท้าลงไปย่ำในบ่อโคลนอันแสนสกปรกนี้ แต่ด้วยสถานะและตำแหน่งของรองหัวหน้าไช่ เขาเป็นคนที่กุมความลับไว้มากโข
ทำให้ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการจะปกป้องเขาเอาไว้เพื่อให้ตัวเองรอดตัว แม้กระทั่งรองหัวหน้าเจิ้งคู่ปรับเก่า ก็ยังต้องถ่อสังขารมาหาฮุ่ยฮุ่ยด้วยตัวเองอีกครั้ง ฮุ่ยฮุ่ยทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ
“ฉันนึกว่าคุณอยากจะกำจัดเขาให้พ้นทางมาตลอดเสียอีก?”
รองหัวหน้าเจิ้งมีท่าทีอึดอัดใจเล็กน้อย แต่ก็จำใจต้องพูดความจริง
“พูดแบบนั้นมันก็ถูก แต่เขารู้ความลับเยอะเกินไป ถ้าเขาต้องติดคุกจริงๆ รับรองได้ว่าเขาต้องลากทุกคนลงนรกไปด้วยกันแน่ แบบปลาตายตาข่ายขาด พังกันไปข้างนึง ซึ่งผลลัพธ์แบบนั้นไม่มีใครรับไหวหรอก”
เพราะก้นของพวกเขาก็ไม่ได้ขาวสะอาดกันนักหรอก ฮุ่ยฮุ่ยแย้งขึ้นทันควัน
“แต่ถ้าเขาออกมาได้ เขาต้องกลับมาแก้แค้นแน่”
ถึงเธอจะไม่ชอบขี้หน้าหวังเซียงซิ่วสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธออยากจะเห็นจุดจบที่ตัวเองต้องซวยไปด้วยแบบนี้ รองหัวหน้าเจิ้งรีบอธิบายแผนการ
“หัวหน้าของเรารับปากแล้วว่า ขอแค่เขาไม่ต้องติดคุก ทางเราจะทำเรื่องย้ายเขาไปประจำการที่ดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ แล้วให้ฉันเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาแทนที่เขา ส่วนเขาก็รอเกษียณอยู่ที่นั่น แบบนี้เท่ากับว่าฉันกำจัดคู่แข่งไปได้ทีเดียวถึงสองคน”
อันที่จริง เขาก็อยากเห็นเหล่าไช่พังพินาศไปเลยเหมือนกัน แต่ในเมื่อพวกเขากินข้าวหม้อเดียวกันมานาน ก็ย่อมต้องกลัวว่าอีกฝ่ายจะทุบหม้อข้าวทิ้งจนอดตายกันหมด
ฮุ่ยฮุ่ยขมวดคิ้ว
“ถ้าลูกพี่ลูกน้องของฉันกลับคำให้การ มันก็จะกลายเป็นว่าหล่อนแจ้งความเท็จนะ หล่อนไม่ได้โง่นะคะ”
รองหัวหน้าเจิ้งเกลี้ยกล่อม
“ต่อให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอเล่นงานเหล่าไช่จนร่วงได้ แต่เมียของเหล่าไช่ก็คงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่ สู้พวกเราหาทางลงสวยๆ ให้เรื่องนี้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งไม่ดีกว่าเหรอ ให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอบอกว่ารองหัวหน้าไช่แค่เมามากไปหน่อย เลยมีการถูกเนื้อต้องตัวกันบ้าง แต่ให้ยืนยันว่าไม่ได้มีอะไรลึกซึ้งถึงขั้นนั้น”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งเพื่อสังเกตสีหน้าของคู่สนทนา ก่อนจะพูดต่อ
“พวกเราจะช่วยกันประคองรูปคดีแบบนี้ ส่วนไป๋เฟิ่นโต้วก็ยังคงได้รับบทฮีโร่ผู้กล้าหาญทำความดี ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็ยังคงเป็นผู้เสียหาย แต่สถานการณ์ทางฝั่งเหล่าไช่จะไม่ร้ายแรงถึงขั้นติดคุก แล้วหลังจากนั้นเราจะดำเนินเรื่องย้ายเขาออกจากเมืองหลวงทันที แบบนี้พวกเขาจะไม่มีโอกาสกลับมาแก้แค้นญาติของเธอ แถมญาติของเธอก็ยังรักษาความบริสุทธิ์ไว้ได้ ไม่กระทบหน้าที่การงานด้วย”
รองหัวหน้าเจิ้งยื่นข้อเสนอสุดท้าย
“แล้วฉันจะให้เหล่าไช่จ่ายค่าทำขวัญให้ญาติของเธอหนึ่งร้อยหยวน”
“.......”
“เหล่าไช่เป็นรองหัวหน้ามาตั้งหลายปี จะให้เขาไปติดคุกตอนแก่ไม่ได้จริงๆ”
ฮุ่ยฮุ่ยลังเลอยู่พักใหญ่ ในสมองคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว
“งั้นฉันจะลองหาทางคุยกับพี่สาวดูค่ะ”
เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
“ไอ้ที่คุณพูดมาทั้งหมดเนี่ย ทำได้จริงแน่นะ?”
รองหัวหน้าเจิ้งหัวเราะในลำคอ ก่อนจะถอนหายใจยาว
“คนจับตามองกันเยอะขนาดนี้ เธอคิดว่าฉันจะกล้าตุกติกเหรอ? อีกอย่าง ตอนนี้ไม่ใช่แค่ฉันที่อยากให้เหล่าไช่ไสหัวไปให้พ้นๆ แต่ทุกคนต่างก็อยากให้เขาไปให้พ้นหน้ากันทั้งนั้นแหละ”
เขายอมถูกลดขั้นย้ายไปที่อื่นได้ แต่จะให้เข้าไปนอนในคุกไม่ได้เด็ดขาด ส่วนเรื่องแก้แค้น ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่
เรื่องราวมันบานปลายจนคนรู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองแบบนี้ เหล่าไช่เองก็รู้ตัวดีว่าขืนทำอะไรบุ่มบ่ามก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว อีกอย่าง พูดกันตามตรงนะ ถึงเขาอยากจะแก้แค้น เขาก็คงไม่โง่ทำในช่วงปีหรือสองปีนี้หรอก มันจะกลายเป็นเป้านิ่งให้คนเขาสงสัยเปล่าๆ
ประโยคหลังนี้รองหัวหน้าเจิ้งไม่ได้พูดออกมา แต่ฮุ่ยฮุ่ยที่ฉลาดเป็นกรดก็น่าจะเข้าใจได้เอง
“ฉันจะหาจังหวะแอบคุยกับพี่สาวให้ คุณก็ช่วยจัดการทางฝั่งคุณด้วยแล้วกัน”
“ตกลง”
เรื่องราวลับลมคมในแบบไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่พวกนี้ ใช้เวลาเจรจากันไม่นานก็เป็นอันตกลง
ในยุคสมัยนี้ เรื่องราวหลายอย่างมันก็พัวพันอีรุงตุงนังจนยากจะแยกแยะถูกผิดได้ชัดเจน และถ้าจะพูดกันตามเนื้อผ้า เหล่าไช่ก็ไม่ได้เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องอะไรหรอก แต่ถ้าจะต้องให้เขาไปติดคุกหัวโตสักสิบปีแปดปีด้วยข้อหานี้ มันก็น่าเจ็บใจแทนเขาอยู่เหมือนกัน
เพราะเขาไม่ได้ข่มขืนหวังเซียงซิ่วจริงๆ นี่นา ยัยผู้หญิงคนนั้นสมยอมเองต่างหาก ดังนั้นแทบทุกฝ่ายจึงมีความเห็นตรงกันว่า ควรรีบจัดการเรื่องนี้ให้จบๆ ไปอย่างประนีประนอมที่สุด
ด้วยความช่วยเหลือของรองหัวหน้าเจิ้ง ฮุ่ยฮุ่ยจึงสบโอกาสเข้าไปเจรจากับหวังเซียงซิ่วได้สำเร็จ แน่นอนว่าเธอไม่ได้บอกความจริงเรื่องที่เธอสมรู้ร่วมคิดกับรองหัวหน้าเจิ้ง แต่โกหกว่ามีผู้หวังดีที่รู้เส้นสนกลในมาช่วยไกล่เกลี่ย
สองพี่น้องต่อรองราคากันไปมา สุดท้ายก็มาจบที่ตัวเลขสองร้อยหยวน แน่นอนว่ารายละเอียดตื้นลึกหนาบางเหล่านี้ คนในลานบ้านพักไม่มีทางล่วงรู้
ทางด้านโรงงานเครื่องจักรก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากแผนกรักษาความปลอดภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการสอบสวน จะว่ายังไงดีล่ะ ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่หนุ่มไฟแรงเพิ่งจบใหม่ ก็คงจะมีความมุ่งมั่นรักความยุติธรรมแบบยอมหักไม่ยอมงอ
แต่คนที่โรงงานส่งมาดันเป็นพวกเขี้ยวลากดินที่เจนจัดในวงการ ดังนั้นพวกเขาจึงพอมองออกว่า หวังเซียงซิ่วก็ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนที่ปากพร่ำบอกหรอก เหล่าไช่ไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป คนที่อยากจะอุ้มชูเขาไว้ก็มีอยู่มาก
เรื่องนี้จึงถูกจัดการอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ฝนฟ้ายังไม่ทันจะหยุดตกดี ผลสรุปของคดีก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยเดินเรื่องมาแจ้งกับทางแผนกประชาสัมพันธ์ แล้วสั่งการห้วนๆ
“พวกคุณร่างประกาศขึ้นมาฉบับหนึ่งนะ แล้วก็ให้ทางห้องกระจายเสียงประกาศข่าวออกไปเลย”
พอคนจากแผนกรักษาความปลอดภัยกลับไปแล้ว จวงจื้อซีและเพื่อนร่วมงานในแผนกประชาสัมพันธ์ต่างก็หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก พี่ใหญ่ชุยอุทานออกมา
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย...”
และแล้วในวันเดียวกันนั้นเอง ขณะที่พนักงานโรงงานเครื่องจักรเฉียนจิ้นกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างขยันขันแข็ง เสียงประกาศตามสายก็ดังขึ้น
“ประกาศแทรกด่วน ประกาศแทรกด่วน... เนื่องจากสหายหวังเซียงซิ่ว พนักงานของโรงงานเรา ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากเหตุทะเลาะวิวาทของบุตรหลาน และในระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ยได้เกิดการกระทบกระทั่งทางร่างกายบางประการ ทำให้สหายไป๋เฟิ่นโต้ว พนักงานอีกท่านหนึ่ง เกิดความเข้าใจผิดคิดว่ามีเหตุข่มเหงรังแกสตรี จึงได้เข้าทำการระงับเหตุด้วยความกล้าหาญเพื่อช่วยเหลือ...”
“...บัดนี้ทางโรงงานได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าคู่กรณีมีอาการมึนเมาสุราจนขาดสติ จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดดังกล่าว แม้การกระทำของสหายไป๋เฟิ่นโต้วจะไม่เข้าข่ายการทำความดีความชอบตามระเบียบปกติ แต่ด้วยเจตนาอันดีและความกล้าหาญ ทางโรงงานจึงขอประกาศเชิดชูเกียรติมา ณ ที่นี้... เรื่องราวทั้งหมดได้รับการตรวจสอบแล้ว ขอให้พี่น้องพนักงานอย่าได้หลงเชื่อข่าวลือหรือแพร่กระจายข่าวเท็จ... จบประกาศ และจะขอประกาศซ้ำอีกครั้ง...”
พนักงานทั่วทั้งโรงงานต่างหยุดมือจากการทำงานโดยพร้อมเพรียงกัน ทุกคนหันมามองหน้ากันด้วยความงุนงงสงสัย
“ประกาศบ้าอะไรวะน่ะ?”
“อะไรคือการกระทบกระทั่งทางร่างกายวะ?”
“แล้วที่บอกว่าไป๋เฟิ่นโต้วช่วยเหลือสตรีนี่หมายความว่าไง?”
“นั่นสิ จะไม่ให้ช่วยได้ยังไงล่ะ ก็หวังเซียงซิ่วเล่นคุกเข่าขอแต่งงานขนาดนั้น เขาช่วยเมียตัวเองมันจะมีอะไรผิด?”
“เฮ้ย เอาดีๆ เรื่องจริงหรือเรื่องโม้เนี่ย ไม่ใช่ว่าไป๋เฟิ่นโต้วเป็นฝ่ายตามเลียแข้งเลียขาหวังเซียงซิ่วมาตลอดเหรอ ไหงกลายเป็นหวังเซียงซิ่วคุกเข่าขอแต่งงานไปได้ล่ะ?”
“เรื่องจริงเว้ย เรื่องนี้ของแท้แน่นอน ฉันได้ยินมาจากปากของโจวฉวิน แผนกช่างไฟเลยนะ”
“...โจวฉวินเหรอ...”
บรรยากาศเริ่มแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
“โจวฉวินที่ไปขลุกอยู่กับพวกแก๊งแม่บ้านปากสว่าง แล้วก็นั่งเม้าท์แตกกันอยู่นานสองนานนั่นน่ะนะ”
“.......”
คราวนี้เล่นเอาทุกคนไปต่อไม่ถูกเลยทีเดียว
“แต่ฉันจะบอกอะไรให้นะ ญาติฉันทำงานที่โรงพยาบาล เขาเล่าให้ฟังว่าไป๋เฟิ่นโต้วกระทืบไอ้ผู้ชายคนนั้นจนของลับพังยับเยินเลยว่ะ แต่เมียของไอ้หมอนั่นก็เล่นงานไป๋เฟิ่นโต้วจนเละเหมือนกัน... งานนี้ไป๋เฟิ่นโต้วสูญพันธุ์ถาวรแล้วเพื่อนเอ๋ย”
“เออ เรื่องนี้ฉันก็รู้ ฉันก็ได้ยินมาเหมือนกัน”
[จบบท]