บทที่ 43: แผนการลับและข้ออ้างของยอดฝีมือ
เชื่อเถอะว่าหญิงชราผู้นั้นเปรียบเสมือนเป็ดที่มีความสามารถรอบด้านจนน่าทึ่ง เพื่อความอยู่รอดในยุคสมัยที่ข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ เธอพร้อมที่จะกระโจนเข้าใส่ทุกอาชีพโดยไม่มีเกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติอย่างการเข้าทรงทำนายทายทัก หรือเล่นไสยศาสตร์มนตร์ดำเธอก็จัดให้ได้ หรือแม้กระทั่งการเก็งกำไรสินค้าในตลาดมืดเธอก็ไม่เคยหวั่นเกรง งานฝีมือจุกจิกกวนใจอย่างการพับกล่องกระดาษส่งโรงงาน หรือรับจ้างเย็บกระดุมเสื้อผ้า เธอก็รับเหมาทำหมดทุกอย่าง เรียกว่าเป็น "ซูเปอร์มนุษย์ป้า" ผู้มีสกิลการเอาตัวรอดระดับเทพอย่างแท้จริง
จ้าวชุ่ยฮวาจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ยายเฒ่าคนนี้เคยสร้างวีรกรรมระดับตำนานเอาไว้ตอนที่โดนเจ้าหน้าที่จับกุมข้อหาเก็งกำไรสินค้า แต่ความแสบสันระดับพริกสิบเม็ดของแกคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่เป็นเลิศชนิดหาตัวจับยาก พอเห็นท่าไม่ดีหรือประเมินแล้วว่าหนีไม่พ้นแน่ ๆ แกก็จะงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้ทันที
นั่นคือการทิ้งตัวลงนอนดิ้นพราด ๆ ไปกับพื้น พร้อมกับแกล้งทำน้ำลายฟูมปากชักกระตุกเหมือนคนใกล้ตายเสียเดี๋ยวนั้น
เล่นเอาเจ้าหน้าที่ที่มาจับกุมถึงกับยืนงงทำอะไรไม่ถูก เพราะเห็นว่าเป็นแค่หญิงชราตัวคนเดียวหัวเดียวกระเทียมลีบที่ไม่มีลูกหลานคอยดูแล อีกทั้งมูลค่าความผิดหรือของกลางที่ยึดได้ก็ไม่ได้มากมายมหาศาลอะไร
พอเจอไม้นี้เข้าไป ส่วนใหญ่ก็ได้แต่ตักเตือนและอบรมสั่งสอนนิด ๆ หน่อย ๆ ก่อนจะยอมปล่อยตัวไป เพราะขืนดันทุรังขังเอาไว้แล้วแกเกิดเป็นอะไรขึ้นมาคาห้องขัง เรื่องราวมันจะยุ่งยากบานปลายกว่าเดิมเสียเปล่า ๆ
เหตุผลที่ทำให้จ้าวชุ่ยฮวามั่นใจเต็มร้อยว่าผู้หญิงแปลกหน้าที่เธอเพิ่งเดินสวนกันเมื่อครู่คือยายเฒ่าจอมกะล่อนคนนั้น ก็เพราะกระเป๋าสะพายข้าง ที่แกสะพายอยู่นั่นเอง
กระเป๋าใบนั้นผ่านการตัดเย็บขึ้นจากการนำเศษผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาต่อกันอย่างประณีตบรรจง ซึ่งข่าววงในจากพวกขาเม้าท์บอกว่ายายเฒ่าคนนี้มีเส้นสายระดับวีไอพีอยู่ภายในโรงงานเสื้อผ้า
ทำให้สามารถซิกแซกหาเศษผ้าเหลือใช้พวกนี้ออกมาได้ แกจึงนำมาแปรรูปเย็บเป็นกระเป๋าถือบ้าง กระเป๋าสะพายบ้าง แล้วนำมาวางขายทำกำไร แม้กำไรต่อชิ้นจะไม่มากโข แต่เมื่อนำมารวมกับรายได้ทางอื่น ๆ แล้ว เผลอ ๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของแกอาจจะดีกว่าคนทำงานกินเงินเดือนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าอาชีพเสริมสายมูเตลูเรื่องไสยศาสตร์ความเชื่อ แกก็ยังคงรับทำอยู่เรื่อย ๆ แม้จะมีคนเคยหมั่นไส้แอบไปแจ้งทางการบ้าง แต่ในเมื่อจับไม่ได้คาหนังคาเขา ก็เอาผิดอะไรแกไม่ได้อยู่ดี
"ที่แท้ก็เป็นยายแก่จอมแสบคนนั้นนั่นเองสินะ"
จ้าวชุ่ยฮวาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางนึกถึงแผนการบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัวสมอง
เฒ่าจวงที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยินภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากพูดพึมพำกับตัวเองก็หันมาถามด้วยความงุนงงสงสัย
"คุณพูดเรื่องอะไรเหรอ ใครเป็นใครนะ?"
แต่แทนที่จะได้รับคำตอบที่ชัดเจน เฒ่าจวงกลับต้องขนลุกซู่ไปทั้งตัวเมื่อเห็นจ้าวชุ่ยฮวาหัวเราะในลำคอออกมาอย่างน่าขนลุก
"หึ หึ หึ"
สีหน้าของเธอในยามนี้ดูเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างบอกไม่ถูก ราวกับนางร้ายในละครหลังข่าวที่กำลังวางแผนชั่วร้ายเพื่อจัดการนางเอกอยู่ไม่มีผิด
เหลียงเหม่ยเฟินเห็นท่าทางของแม่สามีแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่นงันงก เธอรีบขยับตัวไปหลบอยู่ด้านหลังของจวงจื้อหย่วนผู้เป็นสามีทันที สะท้อนให้เห็นความย้อนแย้งในตัวของลูกสะใภ้คนโตผู้นี้ ทั้งที่เธอกลัวแม่สามีจนหัวหด แต่กลับมีความกล้าบ้าบิ่นถึงขนาดแอบยกตำแหน่งงานของตัวเองให้คนอื่นทำแทนได้ นับว่าเป็นคนที่มีตรรกะเข้าใจยากจริง ๆ
ด้วยนิสัยขี้มโนเป็นทุนเดิม เหลียงเหม่ยเฟินจึงตีความไปเองว่า เสียงหัวเราะอันน่าสยดสยองของแม่สามีเมื่อครู่ ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เธอขออนุญาตกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมในวันพรุ่งนี้อย่างแน่นอน ดูจากรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมารอบตัว แม่สามีคงไม่พอใจและกำลังคิดบัญชีแค้นกับเธออยู่แน่ ๆ
หัวใจของเหลียงเหม่ยเฟินเต้นระรัวด้วยความวิตกกังวล เธอรีบเอ่ยเสียงตะกุกตะกักเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้
"เอ่อ... คือว่า... จริง ๆ แล้วพรุ่งนี้ฉันไม่ต้องกลับไปบ้านพ่อแม่ก็ได้ค่ะ ยั...ยังไงซะ ก็ไม่ได้มีธุระสำคัญคอขาดบาดตายอะไรอยู่แล้ว"
ทว่าจ้าวชุ่ยฮวากลับไม่ได้สนใจความหวาดระแวงของลูกสะใภ้เลยแม้แต่น้อย เธอเมินคำพูดนั้นแล้วหันไปกวักมือเรียกหลานตัวน้อยทั้งสองคนเข้ามาหา ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างใจดีราวกับคนละคน
"เด็กๆมานี่มา ย่าจะบอกอะไรให้ แม่ของพวกหลานฝากเงินไว้ที่ย่า เดี๋ยวรอย่ายึด...เอ้ย รอจัดการธุระเสร็จ ย่าจะตัดชุดใหม่สวย ๆ ให้พวกหลานคนละชุดเลยนะ!"
เด็กน้อยทั้งสองได้ยินดังนั้นก็ตาลุกวาวเป็นประกายด้วยความดีใจ กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างมีความสุข
"ไชโย! จะได้ชุดใหม่แล้ว ดีใจจังเลย!"
ปฏิกิริยาของแม่สามีทำให้เหลียงเหม่ยเฟินยิ่งกังวลหนักเข้าไปใหญ่ สรุปแล้วแม่สามีต้องการจะทำอะไรกันแน่ ทำไมถึงพูดเรื่องตัดชุดขึ้นมาดื้อ ๆ แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
ความจริงแล้วในหัวของจ้าวชุ่ยฮวากำลังแล่นเร็วปรื๋อ เธอกำลังกลุ้มใจเรื่องตั๋วผ้าที่มีไม่พอใช้ จะเก็บสะสมให้ครบก็ต้องใช้เวลานานโข แต่การได้เจอยายเฒ่าคนเมื่อกี้เปรียบเสมือนสวรรค์ส่งทางลัดมาให้โปรด เธอมองเห็นช่องทางที่จะหาเศษผ้าคุณภาพดีราคาถูกมาใช้ประโยชน์ได้แล้ว
เธอรู้มาว่ายายเฒ่าคนนั้นนอกจากจะเย็บกระเป๋าขายแล้ว ยังเป็นนายหน้าพาคนไปซื้อเศษผ้าจากโรงงานได้อีกด้วย ถ้าเธอสามารถติดต่อดีลซื้อเศษผ้าพวกนั้นมาได้
ก็สามารถนำมาตัดเย็บเสื้อผ้าให้หลาน ๆ ใส่เล่นได้สบาย ๆ เสื้อผ้าเด็กใช้ผ้าไม่เยอะอยู่แล้ว แค่เอาเศษผ้ามาต่อกันอย่างมีศิลปะ ก็ได้ชุดใหม่ที่เก๋ไก๋สไตล์วินเทจไม่ซ้ำใคร
ถึงเธอจะไม่รู้จักยายเฒ่าคนนั้นเป็นการส่วนตัว แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนอย่างจ้าวชุ่ยฮวา สำหรับวิญญาณสาวยุคปัจจุบันที่มาอยู่ในร่างนี้ คำว่า "อาย" สะกดไม่เป็นอยู่แล้ว ภาษาวัยรุ่นยุคใหม่เขาเรียกคนประเภทนี้ว่า "ตัวแม่แห่งการเข้าสังคม" หรือพวก Extrovert ขั้นสุด
การจะเดินเข้าไปตีสนิทกับคนแปลกหน้าเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ มันคืองานถนัดระดับท็อปฟอร์มของเธอเลยทีเดียว จ้าวชุ่ยฮวายิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจในแผนการอันแยบยลของตัวเอง แล้วหันไปสั่งทุกคนด้วยน้ำเสียงหึกเหิม
"ไปกันเถอะ ไปตกปลากัน! การออกจากบ้านวันนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก ไม่เสียเที่ยวจริง ๆ"
เฒ่าจวงยืนเกาหัวแกรก ๆ ด้วยความมึนงงตลอดบทสนทนา
"ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่เนี่ย มีเรื่องดี ๆ อะไรเหรอ?"
จ้าวชุ่ยฮวาโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ
"เอาเถอะน่า พูดไปตอนนี้คุณก็ไม่เข้าใจหรอก เอาเป็นว่ารู้แค่มีเรื่องดี ๆ รออยู่ก็พอแล้ว"
คำตอบนั้นแทนที่จะสร้างความสบายใจ กลับทำให้เฒ่าจวงและจวงจื้อหย่วนมองหน้ากันด้วยความกังวล ทั้งคู่ขมวดคิ้วแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบ จวงจื้อหย่วนอดไม่ได้ที่จะถามหยั่งเชิงด้วยความเป็นห่วง
"แม่ครับ... แม่คงไม่ได้คิดจะไปเดินตลาดมืดอีกใช่ไหม หรือแม่กะจะเอาของไปขาย? บ้านเราไม่ได้ขัดสนขนาดนั้นนะครับแม่ อย่าไปเสี่ยงกับสถานที่แบบนั้นเลย ถ้าโดนจับได้มันจะไม่คุ้มเอานะครับ"
เฒ่าจวงพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกชายรัว ๆ เป็นจังหวะกลอง
ความคิดของสองพ่อลูกถือเป็นความคิดพื้นฐานของคนในยุคนี้ที่ต้องการความปลอดภัยไว้ก่อนเป็นอันดับแรก
จ้าวชุ่ยฮวาถลึงตาใส่ทั้งคู่ด้วยความหมั่นไส้
"นี่พวกคุณเห็นฉันเป็นคนเลอะเทอะขนาดนั้นเลยเหรอ?"
จวงจื้อหย่วนอยากจะพยักหน้าตอบว่า 'ใช่' ใจจะขาด แต่ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เขาจึงรีบตอบเสียงหนักแน่น
"เปล่าครับ! แม่ไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน!"
"ก็ใช่น่ะสิ ฉันไม่ได้โง่นะ จะไปหาเรื่องใส่ตัวทำไม"
จ้าวชุ่ยฮวาสวนกลับทันควัน ในบ้านมีคนทำงานรับราชการและงานประจำตั้งหลายคน เธอคงไม่โง่พอที่จะเอาอนาคตของลูกหลานไปเสี่ยงกับการเป็นแม่ค้าตลาดมืดหรอก แต่ถ้าเป็นแค่คนซื้อ กฎระเบียบก็ไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น อีกอย่างสิ่งที่เธอเล็งไว้ก็ไม่ใช่การไปเดินตลาดมืด แต่เป็นการไปดีลเรื่องเศษผ้าต่างหาก
ถ้าได้เศษผ้ามาจริง ๆ หลานชายกับหลานสาวก็ได้กางเกงขาสั้นเสื้อแขนกุดใส่สบาย ๆ คนละชุดสองชุด
คนโบราณว่าไว้ ของใหม่ใส่สามปี ของเก่าใส่สามปี เย็บปะชุนใส่ต่ออีกสามปี
ขนาดเสื้อผ้าเก่ายังต้องเอามาปะมาเย็บใส่ต่อ แล้วนับประสาอะไรกับเสื้อผ้าใหม่ที่เกิดจากการเอาผ้ามาต่อกัน มันก็ใส่ได้เหมือนกันนั่นแหละ
ยิ่งคิด จ้าวชุ่ยฮวาก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองฉลาดหลักแหลมเหลือเกิน เธอยกมือขึ้นเท้าเอวแล้วระเบิดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"
เฒ่าจวงและจวงจื้อหย่วนได้แต่มองหน้ากันแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความกลุ้มใจฉายชัดอยู่บนใบหน้าของพ่อลูกตระกูลจวง
ช่างน่าปวดหัวจริง ๆ!
แผนการพาครอบครัวไปตกปลาของจ้าวชุ่ยฮวาเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ราวกับจะไปกู้โลก แต่จบลงด้วยความล้มเหลวไม่เป็นท่า
สรุปแล้วเธอตกปลาไม่ได้เลยสักตัวเดียว
ระหว่างทางกลับบ้าน บรรยากาศดูหงอยเหงาลงถนัดตา แต่มีเพียงจ้าวชุ่ยฮวาคนเดียวที่ยังคงพูดจ้อไม่หยุดปากเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง
"พวกแกอย่าเข้าใจผิดนะ ไม่ใช่ว่าฝีมือฉันตกหรือตกปลาไม่เป็น แต่เพราะวันนี้เป็นวันมงคล เป็นวันตรุษจีน ฉันเลยเกิดจิตเมตตา ไม่อยากพรากชีวิตสัตว์ ไม่อยากให้พวกมันต้องกลายมาเป็นกับข้าวบนโต๊ะในวันดี ๆ แบบนี้ต่างหาก"
ช่างเป็นคำแก้ตัวที่ฟังดูดีจนน่าหมั่นไส้เสียจริง ๆ
เฒ่าจวงผู้ซึ่งรู้หน้าที่ของสามีที่ดี ก็รีบรับลูกต่อทันที เขาหัวเราะร่าแล้วพูดสนับสนุนภรรยาอย่างแข็งขัน
"ผมรู้อยู่แล้วน่า ว่าคุณน่ะเก่งที่สุดในโลก ไม่มีอะไรที่คุณทำไม่ได้หรอก เรื่องตกปลาน่ะเรื่องขี้ปะติ๋วสำหรับคุณ ที่ไม่ได้ปลามาเพราะคุณไม่อยากตกต่างหาก ไม่ใช่เพราะตกไม่ได้สักหน่อย"
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้ายอมรับคำชมนั้นอย่างหน้าชื่นตาบาน
"มีแต่ตาแก่นี่แหละที่รู้ใจฉันที่สุด"
เฒ่าจวงยิ้มแก้มปริจนตาหยีเป็นสระอิ
"แน่นอนสิ ก็คุณเป็นภรรยาของผมนี่นา เราอยู่กินกันมาตั้งกี่สิบปีแล้ว ผมย่อมรู้จักคุณดีที่สุด"
จวงจื้อหย่วนที่เดินตามหลังมาได้แต่กลอกตามองบนเงียบ ๆ น้องชายของเขาจวงจื้อซีคงได้เชื้อพ่อมาเต็ม ๆ แน่
สกิลการเลียแข้งเลียขานี่ถอดแบบกันมาเป๊ะ ๆ ต่างกันตรงที่พ่อจะประจบแค่แม่คนเดียว แต่น้องชายตัวดีของเขานั้นประจบสอพลอไปทั่วทิศทาง
แม้จะไม่ได้ปลาติดมือกลับมาเลย แต่เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงช่วงบ่ายแล้ว จ้าวชุ่ยฮวาจึงตัดสินใจพาทุกคนนั่งรถประจำทางกลับบ้าน ถึงปากจะคุยโวโอ้อวดไปเรื่อย แต่ในใจลึก ๆ เธอก็แอบถอนหายใจด้วยความเสียดาย วันนี้ขาดทุนย่อยยับจริง ๆ เสียทั้งเวลาเสียทั้งค่ารถ
พอขบวนครอบครัวจวงเดินมาถึงหน้าประตูเรือนสี่ประสาน ก็พบว่าโจวหลี่ซื่อและซูต้าเหนียงต่างก็นั่งเฝ้าหน้าบ้านของตัวเองอยู่ราวกับรู้เวลา
ทันทีที่เห็นถังเปล่าในมือของพวกบ้านจวง โจวหลี่ซื่อก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น
"ก้าบ ก้าบ ก้าบ"
เสียงหัวเราะของเธอฟังดูเหมือนเป็ดป่าที่กำลังสำลักน้ำไม่มีผิด ส่วนซูต้าเหนียงนั้นเพียงแค่เม้มปากยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก ไม่พูดอะไรแต่สายตาก็บ่งบอกถึงความขบขันในใจ
จ้าวชุ่ยฮวาอ่านความคิดของหญิงม่ายทั้งสองคนออกทะลุปรุโปร่ง
เธอทำเสียง "ฮึ" ในลำคออย่างไม่ยี่หระ เชิดหน้าขึ้นสูง แล้วถือคันเบ็ดเดินอาด ๆ เข้าบ้านด้วยท่วงท่ามั่นใจราวกับผู้ชนะศึกสงคราม ต่อให้วันนี้ตกปลาไม่ได้สักตัว แล้วมันจะทำไม?
ในบ้านเธอก็ยังมีปลาตุนไว้อยู่ดี ไม่ได้อดอยากปากแห้งเสียหน่อย!
เที่ยงวันนี้จะกินปลา
ต้องเผาสักสองตัว !
เชิด !
จ้าวชุ่ยฮวาเดินกลับบ้านด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์เท่าไรนัก ส่วนทางด้านโจวหลี่ซื่อที่แอบมองอยู่ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกอย่างที่สุด หล่อนแค่อยากจะจับผิดดูว่าหญิงแก่อย่างจ้าวชุ่ยฮวาจะตกปลาได้จริงอย่างที่คุยโวไว้หรือเปล่า แล้วผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด
จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้ปลามาสักตัว
โจวหลี่ซื่อรู้สึกสะใจจนแทบจะเต้นระบำ ความสุขของหล่อนช่างเรียบง่ายเหลือเกิน ขอแค่เห็นคนอื่นมีชีวิตที่ไม่ดี หล่อนก็มีความสุขจนล้นอกแล้ว
หญิงม่ายตระกูลโจวฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะเดินกลับเข้าบ้าน แต่ทว่าพอสายตาเหลือบไปเห็นลูกสะใภ้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไปทันที ราวกับถูกใครกระชากหน้ากากออกจนเหลือแต่ความบึ้งตึง
"เธอเนี่ยนะ เป็นตัวภาระที่ไร้ประโยชน์จริง ๆ ไม่ท้องแล้วยังจะทำให้ฉันเสียเงินค่าตรวจไปตั้ง 3 เหมา"
อาการคลื่นไส้อาเจียนของเจียงหลูก่อนหน้านี้กลายเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด สรุปแล้วก็คือไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น เจียงหลูยืนทำมื้อเที่ยงด้วยใบหน้าอมทุกข์ ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับลงกลางใจ หล่อนดื่มยาไปตั้งสารพัดขนานแล้ว ทำไมร่างกายถึงยังไม่ตอบสนองสักที หรือว่าชาตินี้หล่อนจะไม่มีวาสนาได้เป็นแม่คนจริง ๆ
ความคิดในหัวของเจียงหลูตีกันยุ่งเหยิงไปหมด หล่อนรู้สึกผิดต่อโจวฉวินเหลือเกิน
"ยาผีบอกสูตรลับที่ฉันอุตส่าห์ไปสรรหามาบอกเธอคราวก่อนน่ะ เธอห้ามปฏิเสธเด็ดขาด ถ้าเธอไม่มีปัญญาจะมีลูกให้ตระกูลโจว ก็เตรียมตัวเก็บข้าวของออกไปได้เลย"
เจียงหลูเงยหน้าขึ้นมาทันทีด้วยความตกใจก่อนจะรีบละล่ำละลักบอก
"แม่คะ หนูจะคลอดค่ะ หนูต้องมีลูกชายให้โจวฉวินได้แน่ ๆ แม่เชื่อหนูนะคะ ยาผีบอกอะไรหนูกินได้หมดค่ะ ให้กินอะไรหนูก็ยอม"
หญิงสาวเว้นจังหวะไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก
"แต่เมื่อคืนหนูเพิ่งดื่มเลือดไปเองนะคะ รอดูผลจากเลือดก่อนดีไหมคะ ถ้ามันได้ผล เราก็ไม่ต้องพึ่งยาผีบอกพวกนั้น เลือดมันคงไม่ได้เห็นผลปุบปับภายในวันเดียว แม่ว่ายังไงคะ"
โจวหลี่ซื่อตวาดแว้ดขึ้นมาทันที ตาขวางใส่ลูกสะใภ้
"ยังจะกล้ามาต่อปากต่อคำกับฉันอีก !"
หญิงชราด่ากราดไม่ไว้หน้า
"เธอเป็นตัวอะไรถึงกล้ามาต่อรองกับฉัน ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ผู้หญิงที่ออกลูกไม่ได้มันก็คือขยะไร้ค่า ลูกชายฉันอย่างโจวฉวินหน้าตาหล่อเหลาเป็นถึงคนงานระดับหัวกะทิของโรงงาน เขาต้องยอมทนไม่มีลูกเพราะเห็นแก่เธอ ไม่เคยบ่นว่าเธอสักคำ แล้วดูเธอทำตัวเข้าสิ ให้ทำอะไรนิดหน่อยก็บ่ายเบี่ยง รังเกียจเยี่ยวเด็กผู้ชายหรือไง เธอรู้ไหมว่าสำหรับคนอยากมีลูก การกินเยี่ยวเนี่ยมันเรื่องขี้ปะติ๋วที่สุดแล้ว"
ขอบตาของเจียงหลูร้อนผ่าว น้ำตาเอ่อคลอก่อนจะตอบเสียงเครือ
"หนูรู้ค่ะแม่ หนูรู้ดี หนูรู้ว่าพี่ฉวินดีกับหนูที่หนึ่ง เป็นหนูเองที่ผิดต่อเขา หนูจะเชื่อฟังแม่ค่ะ แม่ให้ทำอะไรหนูก็จะทำตามทุกอย่าง"
"มันต้องอย่างนี้สิ"
โจวหลี่ซื่อทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ
"เธอคิดว่าเยี่ยวเด็กผู้ชายมันหากันได้ง่าย ๆ ตามข้างทางหรือไง ฉันต้องถ่อไปขอจากเด็ก ๆ ในลานบ้านตั้งเท่าไหร่ แล้วคิดดูสิว่าฉันจะบอกคนอื่นเขาโต้ง ๆ ได้ยังไงว่าเอาไปให้ลูกสะใภ้กิน ขืนใครรู้เข้าฉันไม่ต้องเอาปี๊บคลุมหัวเดินเหรอ ยังดีนะที่ลานบ้านเรามีเด็กผู้ชายเยอะ"
จังหวะนั้นเองโจวฉวินก็เดินออกมาจากห้องด้านในพอดี เขาทำสีหน้าเคร่งขรึมดูเป็นการเป็นงาน
"แม่ครับ เจียงหลูเขาก็รับปากแล้ว แม่ก็อย่าไปว่าเธออีกเลย พูดไปเธอก็ยิ่งไม่สบายใจ เรื่องพวกนี้เจียงหลูเขาก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นหรอกครับ"
โจวหลี่ซื่อสะบัดหน้าหนี
"เข้าข้างกันเข้าไป"
โจวฉวินพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและดูมีเหตุผล
"ก็เธอเป็นภรรยาผม ถ้าผมไม่ปกป้องเธอ แล้วจะให้ผมไปยืนดูเธอโดนดุหรือครับ แม่ครับ อย่ากดดันเจียงหลูนักเลย"
โจวหลี่ซื่อยิ่งฟังก็ยิ่งหงุดหงิด หล่อนสะบัดมืออย่างรำคาญใจ
"เออ ๆ ฉันจะไปส้วมแล้ว"
พูดจบหญิงชราก็เดินดุ่ม ๆ ออกจากบ้านไปทันที ทิ้งให้สองสามีภรรยาอยู่กันตามลำพัง เจียงหลูทนความอัดอั้นตันใจไม่ไหว โผเข้ากอดโจวฉวินแน่น
"คุณดีกับฉันจริงๆ ดีที่สุดเลย ฉันรู้นะคะ"
โจวฉวินลูบหลังภรรยาเบา ๆ อย่างปลอบโยน
"ถ้าผมไม่ดีกับคุณ แล้วจะให้ผมไปดีกับใครล่ะ"
เขาลดเสียงลงให้ดูนุ่มนวลและน่าเชื่อถือ
"แม่แกแก่แล้ว ก็เลยใจร้อนอยากอุ้มหลาน คุณเข้าใจแกหน่อยนะ"
เจียงหลูพยักหน้ารัวเร็วราวกับเด็กน้อย
"ฉันเข้าใจค่ะ ฉันเข้าใจที่สุดเลย ฉันเองก็อยากมีลูกชายเหมือนกัน"
"งั้นก็ทำตามที่แม่เขาบอกเถอะ แกอาจจะหัวโบราณไปหน่อย ดูงมงายไปบ้าง แต่เจตนาแกก็หวังดีกับพวกเรานะ อีกอย่างเราก็ยังไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ ลองดูสักตั้ง คิดเสียว่าลองเสี่ยงดวงดู ตกลงไหม"
"ตกลงค่ะ ฉันจะเชื่อคุณทุกอย่าง"
ฝ่ายโจวฉวินกล่อมภรรยาจนอยู่หมัด เจียงหลูเชื่อสามีชนิดถวายหัว ส่วนทางด้านโจวหลี่ซื่อที่เดินบ่นกระปอดกระแปดออกมานั้น จริง ๆ แล้วไม่ได้ปวดท้องเข้าห้องน้ำแต่อย่างใด หล่อนแค่อยากจะออกมาเปิดทางให้ลูกชายได้แสดงบทพระเอกเท่านั้นเอง
ปากของหญิงชราขยับบ่นพึมพำไม่หยุด
"นังตัวซวยเอ๊ย ถ้ามีปัญญาออกลูกเองไม่ได้ ก็ให้ลูกชายฉันไปไข่ทิ้งไว้ข้างนอกเสียก็สิ้นเรื่อง"
โจวหลี่ซื่อเดินบ่นงึมงำมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งสวนกับหมิงเหม่ยที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องส้วมพอดี สายตาของหญิงชรากวาดมองรูปร่างของหมิงเหม่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า สะใภ้เล็กตระกูลจวงคนนี้ไม่ได้ผอมแห้งจนเกินไป แต่ก็ดูไม่เหมือนคนที่จะมีลูกดกเหมือนพวกแม่พันธุ์อย่างหวังเซียงซิ่ว สะใภ้คนนี้แต่งเข้ามาได้สักพักแล้วนี่นา
โจวหลี่ซื่อหยุดเดินแล้วร้องทักเสียงแข็ง
"นี่ สะใภ้จวงฉันถามหน่อยสิ เธอมีหรือยัง ดูจากทรงแล้วเธอก็ไม่น่าจะเป็นพวกมีลูกง่ายนะ"
หมิงเหม่ยชะงัก เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นเต็มหน้าของหญิงสาว
เธอมองยายแก่ตรงหน้าด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่ายายป้านี่เกิดอาการประสาทหลอนอะไรขึ้นมาอีก แต่นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนหาเรื่อง ตั้งแต่วันแรกที่เธอแต่งงานเข้ามา ยายแก่แปลกหน้าคนนี้ก็กระโดดออกมาสั่งสอนเธอเพื่อเรียกร้องความสนใจ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นพวกสมองกลับที่แยกแยะอะไรไม่เป็น
ทั้งนิสัยเสีย ทั้งปากจัด
หมิงเหม่ยกระพริบตาปริบ ๆ พอตั้งสติได้ว่ายายแก่คนนี้ถามเรื่องอะไร เธอก็ตอบกลับไปเสียงใสแจ๋ว
"ยุ่งอะไรด้วยคะ เอาเวลาไปดูแลเรื่องในบ้านตัวเองดีกว่าไหม"
พูดจบเธอก็สะบัดหน้าเดินหนีทันที ไม่คิดจะเสียเวลาเสวนากับคนอย่างโจวหลี่ซื่อ
โจวหลี่ซื่อโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าด่าไล่หลังเสียงหลง
"นัง... นังเด็กบ้า แกกล้าพูดจาแบบนี้กับฉันเรอะ นังเด็กใจดำอำมหิต"
หมิงเหม่ยหยุดกึก หมุนตัวกลับมาจ้องหน้าอีกฝ่าย
"ฉันใจดำเหรอ ฉันว่าคนที่พ่นคำพูดแบบนั้นออกมาต่างหากที่ใจดำ ถ้าป้ามีปัญหาทางจิตก็ไปโรงพยาบาลบ้าเถอะค่ะ อย่ามาเดินเพ่นพ่านเรียกร้องความสนใจในลานบ้านแบบนี้ บอกไว้ก่อนนะว่าคนอย่างหมิงเหม่ยไม่กินมุกตื้น ๆ ของป้าหรอก คิดว่าตัวเองเป็นใครฮะ ยิ่งใหญ่มาจากไหน มาเรียกคนอื่นว่านังเด็กบ้า ดูตัวเองก่อนเถอะ ยายแก่บ้าตัณหา แก่จนป่านนี้ยังทำตัวไม่น่าเคารพ เป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ย ถ้าสมองฝ่อก็ไปกินยาซะ จะมาอาละวาดใส่ฉัน คิดว่าฉันกลัวหรือไง ถุย !"
หมิงเหม่ยเหลียวซ้ายแลขวา เห็นว่าปลอดคนก็จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ ทักษะการด่าที่สั่งสมมาจากการขึ้นรถเมล์เบียดเสียดทุกวันทำให้เธอมีคลังคำด่ามากกว่าที่โจวหลี่ซื่อจะจินตนาการได้ตลอดชีวิต กล้าดียังไงมาชวนทะเลาะ
ถ้าไม่ใช่เพราะเพิ่งแต่งงานเข้ามาใหม่แล้วต้องรักษาภาพพจน์สะใภ้ผู้เรียบร้อย เธอคงเปิดศึกถล่มยายแก่นี่จนหน้าหงายไปนานแล้ว คนอะไรหาเรื่องได้ไม่ดูตาม้าตาเรือ
"ถ้าว่างมากก็ไปเช็คสมองบ้างนะ เป็นอะไรมากไหม เรื่องในบ้านตัวเองยังวุ่นวายไม่พอหรือไง ถึงได้เสนอหน้ามาทำตัวเป็นซูสีไทเฮาแถวบ้านคนอื่น รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าเดี๋ยวนี้เลยนะ ยายแก่ขยะเปียก ประสาทกลับ หน้าไม่อาย !"
หมิงเหม่ยรัวคำด่าใส่เป็นชุดก่อนจะปิดท้ายด้วยการเชิดหน้าใส่แล้วพูดเสียงดังฟังชัด
"วันหลังถ้าเห็นฉัน กรุณาไสหัวไปให้ไกล ๆ ไม่งั้นฉันไม่เกรงใจแน่ !"
[จบบท]