บทที่ 51: รางวัลแห่งความดีความชอบ
เธออาจจะไม่ได้แคร์เรื่องชื่อเสียงเรียงนามอะไรนั่นเท่าไหร่ แต่สำหรับผมแล้ว ขอบอกเลยว่าแคร์สุดๆ ครับ
ขืนปล่อยให้เรื่องเข้าใจผิดบ้าบอพวกนี้ลอยเข้าหูภรรยาสุดที่รักของผมเข้า มีหวังบ้านแตกสาแหรกขาดแน่นอน ลองจินตนาการภาพที่ผมโดนแม่กวางน้อย...เอ้ย แม่เสือสาวที่บ้านเช็คบิลดูสิ แค่คิดขนแขนก็ลุกชันไปทั้งตัวแล้ว ผมสู้แรงเธอไม่ได้หรอกนะ รายนั้นน่ะมือหนักเท้าหนักจะตายไป ขืนโดนเข้าไปทีคงได้หยอดน้ำข้าวต้มแน่
จวงจื้อซีนั่งลงบนเก้าอี้อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว พยายามปั้นหน้าทำตัวให้ดูน่าเชื่อถือและไร้พิษสงที่สุดเท่าที่จะทำได้ พี่สาวพยาบาลที่นั่งประจำการอยู่ไม่ไกลอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาขาเม้าท์ประจำถิ่น
"นี่พ่อหนุ่ม พวกเธอพักอยู่ในลานบ้านเดียวกันใช่ไหม ยัยคนนั้นน่ะ... เวลาอยู่ที่บ้านเธอทำตัวแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า"
จวงจื้อซีแสร้งทำหน้าซื่อตาใส เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถามกลับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ
"ทำตัวแบบไหนหรือครับพี่สาว"
พี่สาวพยาบาลค้อนขวับเข้าให้วงใหญ่ ดูท่าทางจะหมั่นไส้ความแกล้งโง่ของชายหนุ่มหน้ามนคนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว
"ไม่ต้องมาทำเป็นใสซื่อไม่รู้เรื่องเลยนะ พ่อคนรูปหล่อ แต่งงานมีเมียแล้วแท้ๆ ไม่รู้หรือไงว่าฉันหมายถึงอะไร"
จวงจื้อซีปรับสีหน้าเป็นจริงจังขึ้นมาทันควัน ราวกับผู้นำที่กำลังจะแถลงนโยบายระดับชาติหน้าโพเดียม
"เรื่องนั้นผมไม่ทราบจริงๆ ครับ ผมกับเธอไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ ถ้าพี่สาวอยากรู้เรื่องลึกๆลับๆแบบนี้ ผมแนะนำว่าต้องไปถามพี่ไป๋เฟิ่นโต้วครับ คนที่อยู่แผนกรักษาความปลอดภัยน่ะ รายนั้นเขารู้ลึกรู้จริงยิ่งกว่าใคร"
พี่สาวพยาบาลหลุดขำออกมาดังพรืด อดไม่ได้ที่จะด่าด้วยความเอ็นดู
"ร้ายนักนะเรา เจ้าจิ้งจอกน้อย"
จวงจื้อซีไม่ได้หลุดปากว่าร้ายใครสักคำ ไม่ได้นินทาใครให้เสียหายแม้แต่น้อย แต่การโยนลูกระเบิดลูกใหญ่ไปให้ไป๋เฟิ่นโต้ว รับเคราะห์แทนนี่มันช่างร้ายกาจเหลือเกิน ใครบ้างจะไม่เข้าใจความนัยที่แฝงอยู่ภายใต้ประโยคนั้น
"เสี่ยวจวง เสี่ยวจวง เสี่ยวจวง!"
ยังไม่ทันที่จวงจื้อซีจะได้แก้ต่างให้ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของตัวเอง หมอหวังก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับเข้ามาในห้องพยาบาล พร้อมตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดังลั่นห้อง
"จวงจื้อซี!"
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดและการรักพวกพ้องทำงานโดยอัตโนมัติ จวงจื้อซีดีดตัวลุกขึ้นยืนผึง คว้าไม้กวาดที่วางอยู่ใกล้มือขึ้นมาถือไว้มั่นด้วยท่าทางทะมัดทะแมงพร้อมบวกเต็มที่
"เกิดอะไรขึ้นครับหมอ มีคนจากแผนกอื่นมาหาเรื่องเหรอ! ไปครับพี่สาว เดี๋ยวผมไปช่วยจัดการให้เอง วันนี้กะจะโชว์ฝีมือระบายอารมณ์สักหน่อย... เอ๊ะ?"
ทว่าภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหลังหมอหวังกลับไม่ใช่คู่อริหน้าไหน แต่เป็นกลุ่มผู้นำโรงงานที่เดินเรียงหน้ากระดานเข้ามาด้วยมาดน่าเกรงขาม พร้อมกับใบหน้าที่คุ้นเคยอีกหนึ่งคน
นั่นมันคุณตำรวจอาวุโสที่เคยเจอกันเมื่อวันตรุษจีนไม่ใช่เหรอ?
นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเต็มยศอีกสองนายเดินตามมาด้วย พี่สาวพยาบาลรีบดึงแขนเสื้อจวงจื้อซีไว้ แล้วกระซิบถามเสียงสั่นด้วยความตกใจ
"นี่เธอไปก่อเรื่องอะไรมาหรือเปล่าเนี่ย ถึงได้มีตำรวจแห่มากันขนาดนี้"
จวงจื้อซีรีบปฏิเสธเสียงแข็งทันควัน
"จะเป็นไปได้ยังไงครับ ผมเป็นเด็กดีจะตายไป ใครๆ ก็รู้"
เขาโยนไม้กวาดทิ้งแล้วปรับสีหน้าเป็นยิ้มแย้มต้อนรับแขกผู้มาเยือนภายในเสี้ยววินาที นายตำรวจอาวุโสที่เป็นหัวหน้ากลุ่มเดินตรงเข้ามาทักทายด้วยท่าทีเป็นมิตร
"สหายจวงจื้อซี เจอกันอีกแล้วนะ ผมคือตำรวจหลี่ จำผมได้ใช่ไหม"
จวงจื้อซีพยักหน้ารับอย่างนอบน้อม
"จำได้แม่นเลยครับคุณตำรวจหลี่ ว่าแต่มาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ หรือว่ามีคดีอะไรเกิดขึ้น"
ตำรวจหลี่ระบายยิ้มกว้างอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะประกาศจุดประสงค์ของการมาเยือนในครั้งนี้ให้ทุกคนได้รับรู้
"พวกเรามาเพื่อแสดงความขอบคุณที่คุณและภรรยา สหายหมิงเหม่ย ได้ร่วมมือกันจับโจรได้อย่างกล้าหาญ ทางสถานีตำรวจของเราจึงขอเป็นตัวแทนมอบธงเกียรติยศให้เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติในการทำความดีครับ"
ความจริงแล้วทางตำรวจตั้งใจจะมาหาตั้งนานแล้ว แต่คิดดูอีกทีว่าควรรอให้หน่วยงานเปิดทำการหลังปีใหม่ แล้วมามอบให้ที่ทำงานของทั้งคู่พร้อมกันในวันเดียวเลยจะดูเป็นทางการและเหมาะสมกว่า พอโรงงานเครื่องจักรเปิดทำงานวันแรก พวกเขาจึงรีบตรงดิ่งมาที่นี่ทันทีแบบไม่ให้เสียเวลา
ตำรวจหลี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงใจและหนักแน่น
"ครั้งนี้ต้องขอบคุณพวกคุณผัวเมียจริงๆ ที่ทำให้เราจับกุมคนร้ายกลุ่มนี้ได้สำเร็จ แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่การทำงานของเราก็รวดเร็วฉับไว ตอนนี้ผู้ต้องหาได้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว พวกคุณวางใจได้เลยนะ จากการสอบสวน พวกมันไม่มีพรรคพวกหลงเหลืออยู่ข้างนอกแล้ว จะไม่มีการกลับมาแก้แค้นแน่นอนครับ"
คำพูดนี้เปรียบเสมือนยากล่อมประสาทชั้นดีที่ช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยทางใจให้กับพลเมืองดีได้อย่างมาก
จวงจื้อซีหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ ไร้ความกังวล
"ผมไม่กลัวหรอกครับ เรื่องฝีมือน่ะต้องยกให้ภรรยาผมเลย ผมมันก็แค่ตัวประกอบที่คอยช่วยเสริมเท่านั้น แต่ถ้าให้ภรรยาผมรู้ว่าพวกมันยังมีพรรคพวกเหลืออยู่ข้างนอก เธอคงจะดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ คงจะรอให้พวกมันดาหน้าเข้ามาหาถึงที่ จะได้จัดการรวบหัวรวบหางจับส่งตำรวจให้หมดในคราวเดียวเลยไงครับ"
ตำรวจหลี่พยักหน้าเบาๆ พลางนึกชื่นชมในใจว่าจวงจื้อซีเป็นคนหนุ่มที่ใช้ได้เลยทีเดียว นอกจากจะมีความกล้าหาญแล้ว ยังมีความซื่อสัตย์และพูดจาตรงไปตรงมา ไม่มีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เป็นคนที่น่าคบหาคนหนึ่งเลยล่ะ
อันที่จริง ไม่ใช่แค่เขาหรอก แต่ตำรวจทุกคนในสถานีต่างก็รู้ดีว่าคนที่ของจริง คือหมิงเหม่ย ไม่ใช่จวงจื้อซี แต่การที่ชายหนุ่มไม่พยายามแย่งความดีความชอบมาเป็นของตัวเองเพื่อรักษาหน้าตาของลูกผู้ชาย กลับยกผลงานให้ภรรยาอย่างเต็มภาคภูมิ ทำให้พวกเขารู้สึกประทับใจในตัวเด็กหนุ่มคนนี้มากยิ่งขึ้น
"คุณนี่เป็นคนหนุ่มที่นิสัยดีจริงๆ หายากนะสมัยนี้"
ตำรวจหลี่ตบไหล่จวงจื้อซีเบาๆ อย่างให้กำลังใจ จวงจื้อซีได้แต่ยิ้มรับด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์ใจ (แบบที่สร้างภาพขึ้นมา)
จากนั้นตำรวจหลี่ก็เป็นตัวแทนมอบธงเกียรติยศให้กับจวงจื้อซี ท่ามกลางรอยยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริของชายหนุ่ม บรรดาผู้นำโรงงานที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างก็ยิ้มแย้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียมไม่แพ้กัน ยุคสมัยนี้ใครบ้างจะไม่ชอบความดีความชอบ
แม้ว่าผลงานนี้จะไม่ได้ทำในนามโรงงานโดยตรง แต่การมอบให้จวงจื้อซีซึ่งเป็นพนักงานของโรงงาน ก็ถือเป็นหน้าเป็นตาขององค์กรด้วยเช่นกัน
นี่แสดงให้เห็นว่าโรงงานเครื่องจักรของพวกเขาอบรมสั่งสอนบุคลากรมาดีเยี่ยมขนาดไหน ขนาดวันหยุดพักผ่อน พนักงานก็ยังทำความดีช่วยเหลือสังคมจับโจรผู้ร้ายได้ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคมได้น่าชื่นชม
ผู้จัดการโรงงานกู่ ซึ่งบังเอิญเข้ามาตรวจงานพอดีเมื่อได้ยินเรื่องราวก็รู้สึกปลื้มใจเป็นอย่างมาก เขาเอ่ยชมเชยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจสุดขีด
"จวงจื้อซีใช่ไหม เรื่องนี้คุณทำได้ยอดเยี่ยมมาก พนักงานทั้งโรงงานควรเอาคุณเป็นเยี่ยงอย่าง ผมบอกแล้วไงว่าคนหนุ่มสาวในโรงงานของเราน่ะ ทั้งขยันขันแข็งและมีคุณธรรม ไม่แพ้ที่ไหนๆเลยจริงๆ"
จวงจื้อซียิ้มเขินๆ ตอบกลับอย่างถ่อมตัวแต่ก็แฝงไปด้วยวาทศิลป์ระดับเทพ
"ผู้จัดการโรงงานกู่ครับ นี่เป็นสิ่งที่พลเมืองดีควรทำอยู่แล้วครับ ผมเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนจากผมเป็นท่าน หรือเป็นใครก็ตามในที่นี้ ทุกคนก็ต้องตัดสินใจทำแบบเดียวกับผมแน่นอน ไม่ใช่ว่าผมมีคุณธรรมสูงส่งอะไรหรอกครับ แต่เป็นเพราะทุกคนในโรงงานของเราต่างหากที่มีจิตสำนึกที่ดี ผมก็แค่โชคดีที่ไปเจอเหตุการณ์เข้าพอดี ถ้าเป็นพวกท่านผู้นำไปเจอ ก็คงได้ผลลัพธ์ที่ไม่ต่างกัน ผมมันก็แค่คนดวงดีเท่านั้นเองครับ"
แม้จะเป็นคำเยินยอที่ดูชัดเจนไปสักหน่อย แต่ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบฟังคำหวานๆ เหล่าผู้นำโรงงานต่างพากันยิ้มแก้มปริ หัวเราะชอบใจกันยกใหญ่กับคำพูดที่รื่นหูนั้น
ตำรวจหลี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางยิ้มตามไปด้วย เขาผ่านโลกมาเยอะ ย่อมมองออกถึงความฉลาดในการพูดจาเอาตัวรอดของเด็กหนุ่มคนนี้ เขาพยักหน้าแล้วกล่าวเสริม
"นอกจากธงเกียรติยศแล้ว ทางสถานีตำรวจของเรายังมีของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ มอบให้ด้วย นี่ไม่ใช่แค่คำขอบคุณแต่เป็นรางวัลสำหรับความกล้าหาญ แม้ว่าเราจะอยู่คนละหน่วยงาน แต่พวกเราก็ขอบคุณจากใจจริงครับ"
จวงจื้อซีทำท่าเกรงใจตามมารยาทพอเป็นพิธี
"โห จะดีเหรอครับ เกรงใจแย่เลย"
ปากบอกเกรงใจ แต่มือไม้กลับยื่นออกไปรอรับ ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด
ตำรวจหลี่ส่งของรางวัลให้พร้อมรอยยิ้ม
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก นี่เป็นสิ่งที่คุณสมควรได้รับ และเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากพวกเรา"
จวงจื้อซีรับของรางวัลมาจากมือตำรวจหลี่ พอกวาดสายตาดูสิ่งของในมือก็ต้องตาโตด้วยความถูกใจ มันคือกาน้ำเก็บความร้อนสีเขียวทหาร ขนาดกำลังดีพกพาสะดวก สีเขียวแบบทหารนี่แหละที่เป็นสียอดนิยมและดูเท่ที่สุดในยุคนี้ ใครมีถือว่าเฟี้ยวฟ้าวสุดๆ
"ขอบคุณครับท่านผู้นำ ขอบคุณมากๆ ครับ!"
ยังไม่หมดแค่กาน้ำนะ ใต้กาน้ำยังมีผ้าขนหนูสำหรับปูหมอนอีกหนึ่งคู่แนบมาด้วย
ต้องยอมรับเลยว่าของรางวัลที่ทางตำรวจจัดหามาให้นั้นช่างใช้งานได้จริงและเหมาะกับชีวิตประจำวันสุดๆ จวงจื้อซีรับมาด้วยความปลาบปลื้มใจ ตำรวจหลี่เห็นท่าทางดีใจของเด็กหนุ่มก็ยิ้มตามก่อนจะเอ่ยลา
"เอาล่ะ ผมไม่รบกวนเวลาทำงานของพวกคุณแล้ว เดี๋ยวพวกเราต้องไปที่หน่วยงานของสหายหมิงเหม่ยต่ออีกที่หนึ่ง"
ความจริงแล้วเป้าหมายหลักของตำรวจหลี่คือการไปที่หน่วยงานของหมิงเหม่ยต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะโรงงานเครื่องจักรอยู่ใกล้กว่าและเป็นทางผ่าน เขาคงบึ่งรถไปหาหมิงเหม่ยตั้งนานแล้ว เขาอยากจะไปเกลี้ยกล่อมเธอให้เปลี่ยนสายงานมาเป็นตำรวจใจจะขาด ครั้งก่อนที่ลองทาบทามไปก็โดนแม่ยายของเธอบุกมาโวยวายถึงบ้านจนแทบตั้งรับไม่ทัน
แต่ถึงอย่างนั้น ตำรวจหลี่ก็ยังไม่ยอมถอดใจง่ายๆ คนมีความสามารถระดับเพชรเม็ดงามขนาดนี้ จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไงกัน
ผู้จัดการโรงงานกู่รีบเอ่ยชวนตามมารยาทเจ้าบ้านที่ดี
"พวกคุณน่าจะอยู่ทานข้าวเที่ยงด้วยกันที่โรงงานก่อนนะครับ อาหารที่โรงอาหารของเรา รสชาติไม่เลวเลยนะจะบอกให้ ลองชิมดูสักหน่อยไหมครับ"
ตำรวจหลี่โบกมือปฏิเสธอย่างสุภาพ
"ไม่รบกวนดีกว่าครับ ช่วงนี้งานพวกเรายุ่งมาก คงไม่ได้ทานข้าวข้างนอก ต้องขอตัวก่อนนะครับ ขอโทษที่มารบกวนเวลาทำงานของทุกคนด้วย"
"โธ่ จะว่าเป็นการรบกวนหรือสร้างความลำบากได้ยังไงกันครับ พวกเรายินดีต้อนรับพวกคุณเสมอต่างหาก มาได้ทุกเมื่อเลยนะครับ"
บรรยากาศภายในห้องทำงานเวลานี้ตลบอบอวลไปด้วยความชื่นมื่น ทุกคนต่างงัดทักษะวาทศิลป์ในการเข้าสังคมออกมาใช้อย่างแพรวพราว หลังจากพูดคุยทักทายและแลกเปลี่ยนคำหวานหูตามมารยาททางสังคมกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ตำรวจหลี่จึงได้ฤกษ์พาลูกน้องขอตัวลากลับไปปฏิบัติหน้าที่ต่อเสียที
จวงจื้อซีที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้างส่งยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตรพลางเดินไปส่งแขกผู้มีเกียรติจนพ้นประตูห้อง ผู้จัดการโรงงานกู่ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ไม่ไกลหันกลับมามองพิจารณาชายหนุ่มรุ่นลูกคนนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้ง
เขาเห็นว่าเจ้าหนุ่มคนนี้มีบุคลิกที่ไม่เลวเลยทีเดียว ไม่มีความตื่นเต้นลนลานให้เห็น หรือแสดงอาการลำพองใจจนออกนอกหน้า สีหน้าท่าทางดูสงบนิ่งและเป็นธรรมชาติมาก ราวกับได้รับการอบรมมาอย่างดี
ผู้จัดการโรงงานกู่พยักหน้าเบาๆ ด้วยความพึงพอใจในใจ เขาคิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้ช่างหนักแน่นและเก็บอารมณ์ได้ดีเหลือเกิน ไม่ใช่คนประเภทที่พอได้รับเกียรติยศหรือคำชมเพียงเล็กน้อยก็หางกระดิกเชิดหน้าชูคอจนน่าหมั่นไส้เหมือนวัยรุ่นทั่วไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้จัดการโรงงานกู่จึงเอ่ยถามขึ้นเพื่อเช็กข้อมูลพื้นฐาน
"สหายจวงจื้อซี คุณทำงานที่นี่มากี่ปีแล้ว และตอนนี้ถือครองตำแหน่งระดับไหนอยู่"
จวงจื้อซีที่ได้ยินคำถามจากผู้บริหารสูงสุดของโรงงานก็รีบรายงานข้อมูลส่วนตัวและประวัติการทำงานของตนเองอย่างฉะฉานทันทีโดยไม่มีติดขัด ราวกับท่องจำมาเป็นอย่างดี
ผู้จัดการโรงงานกู่ฟังแล้วก็เม้มปากเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากันนิดหน่อยเพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้จัดการยากกว่าที่คิด ในตอนแรกเขาตั้งใจไว้ว่า ในเมื่อเจ้าหนุ่มนี่ทำความดีความชอบจนได้รับเกียรติยศมาสู่โรงงาน ก็ควรจะพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนให้สักหนึ่งขั้นเพื่อเป็นกำลังใจ
แต่ทว่า... จวงจื้อซียังอายุน้อยเกินไป หากนับตามระเบียบการแล้ว อายุงานของเขายังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะได้รับการเลื่อนขั้นได้เลย
ถ้าหากว่าเรื่องวีรกรรมการจับโจรครั้งนี้เกิดขึ้นภายในเขตโรงงาน การเลื่อนขั้นเป็นกรณีพิเศษก็คงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลและไม่มีใครคัดค้าน แต่ทว่าเหตุการณ์นี้ดันเกิดขึ้นภายนอกโรงงาน ซึ่งระเบียบการพิจารณามันย่อมแตกต่างกันออกไปและมีความซับซ้อนมากกว่าหลายเท่า
ในเมื่อการเลื่อนขั้นอาจจะดูผิดกฎระเบียบและอาจเกิดข้อครหาได้ ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนวิธีการเสียใหม่เป็นการมอบรางวัลโดยตรงเลยน่าจะดีกว่า ยังไงซะโรงงานเครื่องจักรแห่งนี้ก็เป็นถึงโรงงานขนาดใหญ่ที่มีพนักงานนับหมื่นคน จะให้น้อยหน้าหน่วยงานอื่นได้อย่างไร
ในเมื่อทางสถานีตำรวจยังมีรางวัลติดไม้ติดมือมามอบให้ ทางโรงงานต้นสังกัดอย่างพวกเขาจะอยู่เฉยโดยไม่มีอะไรให้พนักงานดีเด่นเลยก็คงจะดูใจดำและเสียหน้าเกินไปหน่อย
ผู้จัดการโรงงานกู่ยืนนิ่งใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเมตตาของผู้ใหญ่ใจดี
"การที่คุณกล้าหาญจับโจรได้นั้นเป็นเรื่องที่น่ายกย่องและสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง หน่วยงานภายนอกยังเห็นคุณค่าและมอบรางวัลให้ ทางโรงงานของเราก็เช่นเดียวกัน เอาอย่างนี้แล้วกันนะ"
เขากวาดสายตามองไปทางรองผู้จัดการโรงงานและหัวหน้าสำนักงานที่ติดตามมาด้วย เมื่อสายตาของผู้นำทั้งสามประสานกัน ความเข้าอกเข้าใจที่เกิดจากการทำงานร่วมกันมานานก็ทำให้รู้ใจกันทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยปาก หัวหน้าสำนักงานจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นอย่างรู้จังหวะ
"ทางโรงงานตกลงจะมอบรางวัลให้คุณเป็นตั๋วปันส่วนจักรยานหนึ่งใบ และเงินสดอีก 10 หยวนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ!"
จวงจื้อซีถึงกับตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อได้ยินรายการของรางวัล
ตั๋วจักรยานเชียวนะ! นี่มันของแรร์ไอเทมชัดๆ!
เขาไม่รอช้า รีบโค้งตัวขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัดด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบคุณท่านผู้นำมากครับ!"
ผู้จัดการโรงงานกู่ส่งยิ้มให้อย่างเอ็นดู
"สหายตัวน้อย ขอให้ตั้งใจทำงานต่อไป การทุ่มเทแรงกายแรงใจในหน้าที่ก็ถือเป็นการขอบคุณพวกเราได้ดีที่สุดแล้ว"
จวงจื้อซีทำหน้าตาจริงจังขึงขังราวกับกำลังสาบานตนต่อหน้าธงชาติ
"ผมจะทำให้ดีที่สุดครับ จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน!"
เหล่าผู้นำต่างพากันพยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนจะพากันเดินออกไปจากห้องพยาบาล จวงจื้อซียังคงยืนส่งด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัวจนกระทั่งแผ่นหลังของเหล่าผู้บริหารลับสายตาไป
ทันทีที่ประตูห้องปิดลงและแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นแล้ว จวงจื้อซีก็ถูมือไปมาอย่างเก็บอาการไม่อยู่ เขาพยายามเกร็งหน้าขรึมเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง แต่แล้วก็ทนไม่ไหว ยกมือขึ้นมาปิดหน้าแล้วหลุดขำออกมาเสียงดังลั่น
"ฮ่าๆๆๆๆ เฮ้ย เดี๋ยวนะ เฮ้ยยย สุดยอดไปเลยโว้ย!"
หมอหวังที่นั่งดูเหตุการณ์อยู่ตลอดถึงกับส่ายหน้าอย่างระอา
"..."
เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก็มองหน้ากันแล้วทำตาปริบๆ
"..."
ที่แท้ไอ้ท่าทางสุขุมนุ่มลึกเมื่อกี้ที่เห็นทั้งหมด มันคือการแสดงละครตบตาผู้ใหญ่สินะ! ร้ายกาจจริงๆ!
พอคิดได้แบบนั้น ทุกคนในห้องพยาบาลก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน หมอหวังและเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคนทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว รีบกรูเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังจวงจื้อซีแล้วเขย่าแขนถามยิกๆ
"เสี่ยวจวง นายต้องเล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าไปทำวีรกรรมอะไรมา ไปจับโจรตอนไหน ยังไง นายเนี่ยนะจับโจร ร้ายกาจจริงๆเลยนะพ่อคุณ ไปแอบซุ่มฝึกวิชามาตอนไหนเนี่ย"
เมื่อมองดูของรางวัลที่กองอยู่ตรงหน้า ทุกคนต่างก็รู้สึกว่าเจ้าหนุ่มนี่ช่างเป็นคนดวงดีเสียจริงๆ พยาบาลรุ่นพี่คนหนึ่งเดินไปหยิบธงเกียรติยศขึ้นมาแล้วพูดอย่างอารมณ์ดี
"มาๆ เดี๋ยวพี่สาวจะเอาธงนี่ไปแขวนไว้ที่ผนังห้องพยาบาลเรา ให้พวกคนไข้ที่เข้ามาได้รู้กันไปเลยว่าพวกเราไม่ได้มีดีแค่รักษาโรค แต่หมอห้องเรายังจับโจรได้ด้วย เท่สุดๆ ไปเลย"
"ฮ่าๆๆๆ ถูกต้องเลยครับพี่"
เสียงหัวเราะแห่งความยินดีดังก้องไปทั่วห้อง จวงจื้อซีเองก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ
"ผมว่าเข้าท่าดีเหมือนกันนะครับพี่"
เขาดีใจมากจริงๆ แม้ว่าครั้งนี้จะไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน แต่มันก็อยู่ในความคาดหมายของเขาตั้งแต่แรกแล้ว เดิมทีเขาคิดว่าจะได้แค่ธงเกียรติยศหรือจดหมายชมเชยเสียด้วยซ้ำ ใครจะไปคิดว่าจะมีลาภลอยก้อนโตหล่นทับหัวเข้าจังเบอร์แบบนี้
โดยเฉพาะกระติกน้ำเก็บความร้อนที่ตำรวจหลี่ให้มา ของแบบนี้ไม่ใช่แก้วน้ำกระเบื้องเคลือบธรรมดานะ แต่มันเป็นของหายากและราคาแพงมาก จะหาซื้อทีก็ลำบากยากเย็น ส่วนรางวัลจากโรงงานที่เป็นตั๋วปันส่วนจักรยาน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย มันคือสุดยอดปรารถนาของคนทำงานทุกคนในยุคนี้ชัดๆ
ตั๋วหายากชนิดนี้ ปกติแล้วจะมีไว้สำหรับมอบให้พนักงานดีเด่นประจำปีเท่านั้น ขนาดในเวิร์กช็อปการผลิตที่ทำงานหนักกันแทบตายกว่าจะได้มาสักใบยังเลือดตาแทบกระเด็น ไม่ต้องพูดถึงราคาในตลาดมืดเลย ลำพังแค่ตั๋วเปล่าใบเดียว ถ้าเอาไปขายต่อให้พ่อค้าคนกลาง อย่างต่ำๆ ก็ต้องได้เงินสัก 30 หยวน แต่ถ้าจังหวะดีๆ อาจจะพุ่งไปถึง 40 หรือ 50 หยวนเลยทีเดียว
ราคามันขึ้นอยู่กับว่าเป็นตั๋วสำหรับจักรยานยี่ห้ออะไร ถ้าเป็นยี่ห้อดังอย่างหย่งจิ่วหรือนกฟีนิกซ์ สองยี่ห้อนี้รับรองว่าราคาพุ่งกระฉูดแน่นอน แต่ถ้าเป็นยี่ห้อรองลงมาหน่อย อย่างน้อยก็ต้องมี 30 หยวนอยู่ในกระเป๋าแน่ๆ แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคา เพราะต่อให้มีเงินกองท่วมหัว แต่ถ้าไม่มีตั๋วใบนี้ออกมา ก็หาซื้อจักรยานไม่ได้อยู่ดี
ลองดูอย่างพ่อของเขา ที่เป็นถึงช่างตอกหมุดระดับ 5 ทำงานมาทั้งชีวิตยังไม่เคยได้รับรางวัลเป็นตั๋วจักรยานเลยสักครั้ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งเล็กๆ ในห้องพยาบาลอย่างจวงจื้อซี โอกาสที่จะได้ตั๋วแบบนี้แทบจะเป็นศูนย์ แต่วันนี้เขากลับได้มันมาครอง!
จวงจื้อซีฮัมเพลงในลำคออย่างมีความสุข หมอหวังเห็นแล้วก็อดหมั่นไส้ไม่ได้
"ดูทำหน้าเข้าสิ ได้ใจใหญ่แล้วนะเราน่ะ ยิ้มไม่หุบเลยนะ"
จวงจื้อซีปรับสีหน้าทำหน้าจริงจังตอบกลับไป
"โธ่ อาจารย์หมอครับ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะครับที่ผมได้รับคำชมเชยแบบเป็นทางการขนาดนี้ จะไม่ให้ดีใจได้ยังไง"
จากนั้นเขาก็ลดเสียงลงกระซิบกระซาบราวกับกลัวใครได้ยิน
"จริงๆ แล้วที่ผมได้หน้าขนาดนี้ ก็เพราะบารมีภรรยาผมนั่นแหละครับ ถ้าไม่มีหมิงเหม่ย ผมคงไม่ได้มายืนยืดอกแบบนี้หรอก งานนี้เมียผมแบกล้วนๆ"
หมอหวังหลุดขำพรืดออกมา
"เอาล่ะๆ พ่อคนคลั่งรัก รู้แล้วครับว่าเมียนายเก่งกล้าสามารถแค่ไหน นี่ถ้าเป็นบ้านเกิดฉันนะ เขาเรียกอาการแบบนายว่า 'กลัวเมีย' หรือพวก 'หูอ่อน' รู้ไหม ยอมรับมาซะดีๆ เถอะ"
จวงจื้อซีรีบแก้ต่างด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง
"อาจารย์หมอพูดอะไรแบบนั้นครับ ระหว่างสามีภรรยาไม่มีคำว่ากลัวหรอกครับ มันมีแต่ความรักความเคารพและความเอ็นดูซึ่งกันและกันต่างหาก!"
"แหวะ!"
พยาบาลสาวๆ แถวนั้นถึงกับทำท่าโก่งคออาเจียน พร้อมใจกันหันหน้าหนีไม่อยากสนทนากับคนหลงเมียอีกต่อไป
จวงจื้อซีไม่ได้สนใจอาการเหม็นเบื่อของเพื่อนร่วมงาน เขาก้มหน้าพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ป่านนี้ตำรวจหลี่น่าจะเดินทางไปถึงที่ทำงานของภรรยาผมแล้วมั้ง..."
และสิ่งที่จวงจื้อซีคาดเดานั้นถูกต้องแม่นยำทุกประการ
ตำรวจหลี่และคณะได้เดินทางไปถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารเรียบร้อยแล้ว แต่ทว่าจังหวะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะหมิงเหม่ยเพิ่งจะออกรถไปทำรอบพอดี แต่โชคยังดีที่สถานีขนส่งแห่งนี้มีรถเข้าออกตลอดเวลา รอเพียงไม่นานรถคันที่หมิงเหม่ยประจำอยู่ก็วนกลับเข้ามาที่อู่
หมิงเหม่ยสะพายกระเป๋าเก็บเงินใบเก่งวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในสำนักงาน ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้ามา เธอก็เจอกับตำรวจหลี่ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ตำรวจหลี่ส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง
"สหายเสี่ยวหมิง เจอกันอีกแล้วนะครับ"
หมิงเหม่ยรีบยกมือไหว้ทักทายตามมารยาท
"สวัสดีค่ะคุณตำรวจ"
ตำรวจหลี่พูดจาตามแพตเทิร์นเดิมเหมือนที่พูดกับจวงจื้อซีเป๊ะๆ แต่เมื่อเทียบกับสามีที่พูดจาลื่นไหลไฟแลบแล้ว หมิงเหม่ยดูจะเป็นคนซื่อๆ และตรงไปตรงมามากกว่า เธอยิ้มตาหยีรับของรางวัลด้วยความดีใจโดยไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงอะไรมากนัก
ตำรวจหลี่มองดูหญิงสาวตรงหน้าแล้วเกิดความรู้สึกเสียดายฝีมือ จึงลองเอ่ยชักชวนดูอีกครั้งเผื่อฟลุค
"สหายเสี่ยวหมิง สนใจจะย้ายมาทำงานที่หน่วยงานของเราไหม ถึงแม้ว่าเราจะอยู่คนละสังกัด แต่ด้วยฝีมือการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมของคุณ ทางเรายินดีที่จะทำเรื่องขอย้ายตัวเป็นกรณีพิเศษเลยนะ ขอแค่คุณพยักหน้าตกลง เดี๋ยวทางผมจะไปจัดการเรื่องเอกสารการโอนย้ายกับหัวหน้าของคุณให้เอง..."
ยังไม่ทันที่ตำรวจหลี่จะพูดจบประโยค หมิงเหม่ยก็รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน สีหน้าของเธอตื่นตระหนกเหมือนเห็นผี
"ไม่เอาค่ะ! ไม่ได้เด็ดขาด! ฉันไปไม่ได้หรอกค่ะ!"
ขืนเธอกล้าย้ายงานไปเป็นตำรวจ มีหวังแม่ของเธออย่างหลานหลิงได้ตามมาหักขาเธอทิ้งแน่ๆ แม่เคยประกาศก้องเอาไว้แล้วว่า ต่อให้แต่งงานมีผัวไปแล้ว แม่ก็ยังตามไปตีก้นลายได้อยู่ดีหากทำอะไรไม่เข้าท่า
แต่จะให้บอกเหตุผลตรงๆ ว่ากลัวแม่ตีก้นก็คงจะดูไม่งามเท่าไหร่ หมิงเหม่ยจึงรีบหาข้ออ้างที่ดูดีกว่านั้น เธอชี้มาที่ตัวเองแล้วทำหน้าจริงใจสุดชีวิต
"ฉันทำไม่ได้จริงๆ ค่ะ คุณตำรวจอย่าเห็นว่าฉันพอมีฝีมือต่อตีแล้วจะคิดว่าฉันเก่งนะ จริงๆ แล้วเรื่องงานสืบสวนสอบสวนแบบพวกคุณ ฉันไม่รู้เรื่องเลยสักนิด มืดแปดด้านไปหมด พูดกันตามตรงฉันก็เป็นแค่พวกบ้าพลัง ใช้แต่กำลังกาย ไม่ถนัดใช้สมองทำงานละเอียดอ่อนแบบนั้นหรอกค่ะ"
เธอหยุดพักหายใจนิดหนึ่งก่อนจะร่ายยาวต่อเพื่อตัดบท
"ถ้าให้ฉันย้ายไป นอกจากการใช้กำลังตบตีคนร้ายแล้ว อย่างอื่นฉันก็ทำไม่เป็นเลยจริงๆ งานที่ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ซับซ้อนฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ ฉันยังชอบความรู้สึกตอนยืนฉีกตั๋วบนรถเมล์มากกว่า อีกอย่างนะคะ การเป็นพนักงานขายตั๋วก็ถือว่าได้รับใช้ประชาชนเหมือนกัน แถมถ้าโชคดีเจอพวกหัวขโมยบนรถ ฉันก็ยังช่วยจับส่งตำรวจได้อยู่ดี แบบนี้สนุกกว่าตั้งเยอะค่ะ"
แถมจับโจรได้แต่ละที ก็มีรางวัลมีเงินพิเศษให้ด้วย คุ้มจะตายไป เรื่องอะไรจะไปทำงานเสี่ยงๆ แบบนั้นให้แม่ด่าล่ะ
ตำรวจหลี่มองดวงตากลมโตที่ฉายแววใสซื่อบริสุทธิ์ของเธอแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาพอจะเดาทางได้อยู่แล้วว่าหมิงเหม่ยคงไม่ตอบตกลงง่ายๆ แต่อดไม่ได้ที่จะลองชวนดู เพราะคนที่มีพรสวรรค์แบบนี้หายากจริงๆ
"เอาเถอะๆ ผมเข้าใจแล้ว"
ตำรวจหลี่หัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี
[จบบท]