บทที่ 52: ผลพวงของรางวัล
บรรยากาศในห้องทำงานของสถานีขนส่งผู้โดยสารวันนี้ดูจะคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริเวณโต๊ะทำงานของหมิงเหม่ย เมื่อตำรวจหลี่เจ้าของคดีความฮึกเหิมเดินเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง ท่าทางของเขาดูชื่นชมในตัวหญิงสาวอย่างปิดไม่มิด จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากแซวทีเล่นทีจริงเรื่องการทำงาน
แต่ดูเหมือนว่าครอบครัวของหมิงเหม่ยคงจะไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เป็นแน่
ตำรวจหลี่หัวเราะร่าพลางเอ่ยขึ้นว่า "เอาเถอะครับ ถ้าวันไหนคุณอยากเปลี่ยนสายงาน เบื่อการขายตั๋วเมื่อไหร่ ก็ให้มาหาผมได้เลยนะ ทางเรายินดีต้อนรับเสมอ"
หมิงเหม่ยรีบพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น "ได้ค่ะ ได้เลยค่ะ ถ้ามีโอกาสฉันจะรีบไปหานะคะ"
กว่าจะส่งตำรวจหลี่กลับไปได้ก็เล่นเอาเหงื่อตก หมิงเหม่ยลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า "ฉันเป็นพนักงานขายตั๋วนี่แหละดีที่สุดแล้ว ปลอดภัยไร้กังวล"
ทว่าคำพูดของเธอก็ดันไปเข้าหูหัวหน้าของเธอเข้าพอดี หัวหน้าหวางชายวัยกลางคนอายุราวห้าสิบปีที่นั่งฟังอยู่ไม่ไกลเงยหน้าขึ้นมามองลูกน้องสาวคนเก่ง เขาส่งยิ้มรู้ทันมาให้พลางเอ่ยดักคออย่างอารมณ์ดี
"เธอลองกล้ารับปากเขาไปจริงๆ สิ ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อกับแม่เธอถึงบ้านเลยคอยดู"
หมิงเหม่ยถึงกับสะอึก
"..."
นี่แหละคือ "ข้อดี" ของการมาทำงานรับช่วงต่อจากแม่ ไม่ว่าจะขยับตัวทำอะไร หรือมีลมพัดผ่านเพียงนิดเดียว เรื่องราววีรกรรมของเธอก็จะลอยไปเข้าหูพ่อกับแม่ที่บ้านอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน
หญิงสาวรีบปั้นหน้าขึงขัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อแสดงจุดยืนทันที
"หัวหน้าพูดอะไรแบบนั้นคะ ฉันเต็มใจและมีความสุขกับการเป็นพนักงานขายตั๋วมากที่สุดเลยค่ะ พร้อมจะบริการประชาชนด้วยหัวใจเต็มร้อย!"
หัวหน้าหวางหัวเราะหึๆ ในลำคอ ก่อนจะโบกมือเบาๆ
"เอาเถอะๆ รอฟังข่าวดีก็แล้วกัน"
หมิงเหม่ยชะงักไปเล็กน้อย เลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง
"เอ๊ะ?"
ทำไมอยู่ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องปุบปับแบบนี้ล่ะ?
นี่จะไม่คิดเอ่ยปากชมเชยความทุ่มเทของเธอบ้างเลยหรือไงกัน
หัวหน้าหวางเห็นสีหน้าเอ๋อๆ ของลูกน้องก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู
"ยัยหนูซื่อบื้อเอ๊ย ที่ฉันบอกให้รอน่ะ คือฉันกำลังจะทำเรื่องยื่นเสนอไปทางสถานีขนส่งผู้โดยสาร เพื่อขอรางวัลพิเศษให้กับเธอต่างหาก ในเมื่อหน่วยงานอื่นเขายังมีรางวัลมามอบให้เธอถึงที่ แล้วหน่วยงานต้นสังกัดอย่างเราจะน้อยหน้าไม่มอบอะไรให้เลยได้ยังไง จริงไหม"
ทันทีที่ได้ยินคำว่า "รางวัล" ดวงตาของหมิงเหม่ยก็เบิกกว้างเป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที
แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าเยี่ยมยอด!
รางวัลจ๋า พี่มาแล้ว!
เสียงสัญญาณจากลำโพงกระจายเสียงของโรงงานเครื่องจักรดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ เรียกความสนใจจากพนักงานทุกคนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานให้หยุดชะงัก
"ขอคั่นรายการด้วยประกาศพิเศษ... แจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ เจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจประจำเขตโรงงานได้เดินทางมามอบธงเกียรติยศให้กับสหายจวงจื้อซี พนักงานประจำห้องพยาบาลของเรา โดยมีคณะผู้นำโรงงานร่วมเป็นสักขีพยาน..."
เสียงประกาศยังคงดังต่อเนื่อง บอกเล่ารายละเอียดวีรกรรมอย่างชัดถ้อยชัดคำ
"สืบเนื่องจากในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา สหายจวงจื้อซี พนักงานเก็บเงินประจำห้องพยาบาลของเรา ได้แสดงความกล้าหาญอย่างยิ่งยวด ไม่เกรงกลัวต่ออันตราย ร่วมมือกับสมาชิกในครอบครัวเข้าจับกุมกลุ่มโจรดักปล้นทรัพย์ได้สำเร็จ ถือเป็นการช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยและสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมอย่างมหาศาล ขอให้พนักงานทุกท่านยึดถือสหายจวงจื้อซีเป็นแบบอย่าง..."
ประกาศนี้ถูกเปิดซ้ำติดต่อกันถึงสามรอบ ราวกับต้องการตอกย้ำให้ทุกคนได้รับรู้โดยทั่วกัน ทุกคนในโรงงานต่างวางมือจากงานที่ทำอยู่แล้วเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
หวังเซียงซิ่วที่กำลังหาเรื่องอู้งานอยู่พอดี เมื่อได้ยินประกาศนั้นก็ถึงกับเม้มริมฝีปากแน่น ความรู้สึกเสียดายแล่นปราดเข้ามาในอก เธอเจ็บใจตัวเองเหลือเกินว่าทำไมเมื่อก่อนถึงไม่รีบลงมือรวบหัวรวบหางจวงจื้อซีเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นหนุ่มโสดหน้าใส
เด็กหนุ่มวัยรุ่นแบบนั้นจะมีภูมิคุ้มกันสักแค่ไหนเชียว แค่เธอกระดิกนิ้วยั่วยวนนิดหน่อย ป่านนี้เขาก็คงเสร็จเธอไปนานแล้ว
ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิด ผู้ชายที่มีความสามารถรอบด้านแถมยังหน้าตาดีแบบนี้ หลุดมือเธอไปได้อย่างไรกัน
หวังเซียงซิ่วได้แต่โทษตัวเองว่าตอนนั้นตาคงบอดเพราะโดนพายุทรายเข้าตา ถึงได้มองข้ามเพชรเม็ดงามอย่างเขาไป แต่ถึงอย่างนั้น ไฟแห่งความทะเยอทะยานในใจเธอก็ยังไม่มอดดับลงง่ายๆ แค่ผู้ชายคนเดียว เธอจะจัดการไม่ได้เชียวหรือ?
ในความคิดของเธอ ผู้ชายพวกนี้เกิดมาก็เพื่อเสียสละและอุทิศตนเพื่อครอบครัวของเธออยู่แล้ว ต่อให้เธอต้องเปลืองตัวสักหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพื่ออนาคตที่ดีของลูกชายเธอ รอให้ลูกโตขึ้นเมื่อไหร่ ความสุขสบายก็จะรอเธออยู่ปลายทาง
ในขณะเดียวกัน ที่อีกฟากหนึ่งของโรงงาน ไป๋เฟิ่นโต้ว พนักงานหนุ่มสังกัดแผนกรักษาความปลอดภัย ผู้ที่แอบมีใจให้หวังเซียงซิ่วมาเนิ่นนาน กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ภายในโรงงาน
เขาประจำอยู่หน่วยลาดตระเวนย่อยที่หนึ่ง ขณะที่กำลังเดินทอดน่องไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงาน เสียงประกาศตามสายก็ดังขึ้น ทำให้ฝีเท้าของพวกเขาชะงักลงโดยอัตโนมัติ
พอฟังเนื้อหาในประกาศจบ ไป๋เฟิ่นโต้วก็แค่นเสียง "เหอะ" ออกมาอย่างหมั่นไส้
"จะจริงเร้อ...ไอ้หน้าอ่อนแบบนั้นเนี่ยนะจะไปจับโจรได้?"
ความไม่พอใจฉายชัดในน้ำเสียง เขาอดรู้สึกไม่ได้ว่างานจับผู้ร้ายมันควรเป็นหน้าที่ของคนในแผนกรักษาความปลอดภัยอย่างเขาไม่ใช่หรือไง จวงจื้อซีที่เป็นแค่คนเก็บเงินในห้องพยาบาลจะมาเสนอหน้าแย่งผลงานไปทำไม เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉาว่า
"ใครจะไปรู้ล่ะว่าเรื่องจริงเป็นยังไง อาจจะทีเผลอก็ได้"
เพื่อนร่วมงานที่เดินมาด้วยกันได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่า เอ่ยแซวทันที
"เฮ้ยๆ สหายไป๋ นายอิจฉาเขาหรือเปล่าเนี่ย"
"นั่นสิ ข่าวประกาศออกไมโครโฟนขนาดนี้ ทางห้องกระจายเสียงเขาคงไม่เอาเรื่องมั่วๆ มาพูดหรอกน่า ถึงขั้นตำรวจมามอบธงเองเลยนะ นายจะยังสงสัยอะไรอีก แล้วฉันจำได้ว่าพ่อหนุ่มห้องพยาบาลคนนั้นบ้านก็อยู่ลานเดียวกับนายไม่ใช่เหรอ พูดจาแบบนี้ไม่น่ารักเลยนะเพื่อน"
"จริงด้วย นายก็นะ เห็นคนอื่นได้ดีก็หัดยินดีบ้าง นี่มันเข้าข่ายอิจฉาริษยาคนเก่งนะเนี่ย"
ไป๋เฟิ่นโต้วโดนรุมแซวเข้าก็หน้าแดงก่ำ รีบแก้ตัวพัลวัน
"ใครอิจฉา! ฉันไม่ได้อิจฉาสักหน่อย ก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้า อีกอย่างหมอนั่นมันก็แค่โชคดีเฉยๆหรอก ถ้าเปลี่ยนเป็นฉันไปเจอโจรบ้าง ฉันก็จับได้เหมือนกันนั่นแหละ ก็แค่จังหวะมันไม่เอื้ออำนวย ไม่เจอโจรแค่นั้นเอง"
"แหม พ่อคนเก่ง ถึงเจอโจรจริงๆนายจะจับได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย" เพื่อนคนหนึ่งแหย่กลับ
"พูดแบบนี้ได้ไง! ดูถูกกันนี่หว่า ทำไมฉันจะจับไม่ได้ นายคอยดูเถอะ!" ไป๋เฟิ่นโต้วเริ่มหัวร้อน
"เดี๋ยวฉันจะจับโจรมาโชว์ให้ดูสักคน แถวบ้านฉันช่วงนี้มีขโมยขึ้นบ้านบ่อยจะตาย คอยดูนะ ฉันจะลากคอไอ้หัวขโมยคนนั้นมาพิสูจน์ฝีมือให้พวกนายเห็นกับตา!"
พอนึกขึ้นได้ เขาก็นึกถึงเรื่องเล่าลือแปลกๆ แถวละแวกบ้านช่วงนี้ นอกจากเรื่องขโมยแล้ว ก็ยังมีเรื่องผีสางที่ชาวบ้านลือกันให้แซ่ด
แต่ระดับไป๋เฟิ่นโต้วแล้ว เขาเป็นชายชาติทหารผู้ยึดมั่นในลัทธิวัตถุนิยม เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ เรื่องผีสางนางไม้อะไรนั่นเขาไม่เก็บมาใส่สมองหรอก เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่า ไอ้สิ่งที่ชาวบ้านกลัวกันนั่นต้องเป็นหัวขโมยแน่นอน และมันจะต้องกลายเป็นผู้พ่ายแพ้ภายใต้เงื้อมมือของเขา
พอคิดได้แบบนี้ ความมั่นใจก็พองโตขึ้นมาทันที เพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่งที่ยืนฟังอยู่ก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย
"ว่าแต่สหายจวงจื้อซีเขาจับโจรปล้นทรัพย์ได้ พวกนายอยู่บ้านลานเดียวกันแท้ๆ ไม่รู้เรื่องเลยเหรอ?"
ความสัมพันธ์ของคนในลานบ้านนี้มันชักจะยังไงๆ อยู่นะ ตื้นเขินเกินไปหรือเปล่า
ไป๋เฟิ่นโต้วชะงักไปนิด ก่อนจะตอบเลี่ยงๆ
"ฉันจะไปรู้ได้ไงเล่า ถึงจะอยู่ลานเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้นอนเตียงเดียวกันสักหน่อย เขาจะทำอะไรต้องมารายงานฉันทุกเรื่องหรือไง แต่จริงๆ พวกเราก็สนิทกันนะ หยอกล้อกันเล่นบ่อยๆ...อ้อ! จริงสิ!"
จู่ๆ เขาก็ตบหน้าผากตัวเองดังฉาด
"ดูความจำฉันสิ เมื่อกี้นายพูดฉันก็นึกขึ้นได้ พ่อฉันเคยเปรยๆ เรื่องนี้ให้ฟังเหมือนกันตอนวันตรุษจีน แต่ตอนนั้นฉันไม่ได้ใส่ใจ ฟังผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา นึกว่าพวกผู้ใหญ่เขาคุยเล่นกันสนุกๆ ใครจะไปคิดว่าเป็นเรื่องจริง"
เพื่อนร่วมงานส่ายหน้าอย่างระอา
"นายนี่มัน..."
"ก็ใครจะไปคิดล่ะว่าจะมีคนเจอเรื่องแบบนี้จริงๆ นึกว่าอำกันเล่นเฉยๆ" ไป๋เฟิ่นโต้วแก้เก้อ
"ขนาดคนอื่นในลานบ้านยังไม่มีใครตื่นเต้นอะไรเลย ฉันก็นึกว่าไม่มีอะไรสำคัญ"
"พวกนายนี่เหลือเชื่อจริงๆ"
ไป๋เฟิ่นโต้วรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนความหน้าแตก
"เอาน่าๆไปเถอะ เดี๋ยวเราเดินไปดูที่ห้องพยาบาลกันดีกว่า อยากเห็นเหมือนกันว่าธงเกียรติยศหน้าตามันเป็นยังไง"
"เออ ไปสิ เกิดมาฉันก็ยังไม่เคยเห็นของจริงเหมือนกัน"
ว่าแล้วกลุ่มชายฉกรรจ์ก็พากันเดินดุ่มๆ มุ่งหน้าไปยังห้องพยาบาลทันที
งานที่ห้องพยาบาลนั้นขึ้นชื่อเรื่องความสบายอยู่แล้ว เมื่อไปถึงก็พบว่าจวงจื้อซีกำลังนั่งคุยโวโอ้อวดอยู่อย่างออกรสกับพวกพี่สาวน้าสาวในห้องยา ท่าทางดูผ่อนคลายสบายใจเฉิบ ผิดกับภาพลักษณ์ฮีโร่ผู้ปราบโจรที่จินตนาการไว้ลิบลับ
จวงจื้อซีเงยหน้าขึ้นมาเห็นกลุ่มคนคุ้นหน้าก็ยิ้มร่าทักทายทันที
"อ้าว พี่เฟิ่นโต้ว ลมอะไรหอบมาถึงนี่ล่ะครับ หรือว่าไม่สบายตรงไหน?"
ไป๋เฟิ่นโต้วกลอกตามองบนใส่เพื่อนร่วมงานหนุ่มรุ่นน้องด้วยความหมั่นไส้ระคนขบขัน ก่อนจะเอ่ยปากเหน็บแนมตามประสาคนปากไวว่า
"ตรงไหนที่บอกว่าไม่สบาย ฉันดูแล้วนายก็ปกติดีนี่นา พวกฉันอุตส่าห์ถ่อสังขารมาถึงนี่ก็เพื่อจะมาดูธงเกียรติยศของนายต่างหากล่ะ"
ในเวลานี้ ธงเกียรติยศผืนสีแดงสดปักดิ้นทองอย่างประณีตได้ถูกแขวนประดับไว้บนผนังห้องพยาบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ต่างพากันชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไป๋เฟิ่นโต้วเองก็อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงเดาะลิ้นชื่นชมอย่างออกนอกหน้า
"จุ๊ๆๆ ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของดี ฝีมือนายไม่ธรรมดาจริงๆ เจ้าหนูจวงจื้อซี นายก็นับว่ามีความสามารถอยู่เหมือนกันนะเนี่ย"
แต่แล้วเขาก็พูดโพล่งออกมาอย่างไม่มีเกรงใจตามนิสัยส่วนตัวว่า
"นายคอยดูเถอะ ฉันไม่มีทางยอมให้นายเสวยสุขกับเกียรติยศจอมปลอมนี้อยู่คนเดียวแน่ ขโมยในเขตรับผิดชอบของพวกเรา ฉันคนนี้แหละจะเป็นคนลากคอมันมาเข้าคุกเอง"
จวงจื้อซีได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี เขายิ้มพลางตอบกลับไปอย่างรู้ทันว่า
"ถ้าทำได้แบบนั้นก็ดีสิครับพี่ไป๋ ถ้าพี่จับขโมยได้เร็วกว่านี้ แม่ของผมก็คงไม่ต้องลำบากออกไปเดินลาดตระเวนให้เหนื่อยหรอก จริงไหม"
"นายคอยดูฝีมือฉันก็แล้วกัน" ไป๋เฟิ่นโต้วชี้หน้าคาดโทษทีเล่นทีจริง
ในขณะที่ไป๋เฟิ่นโต้วกำลังปะทะคารมหยอกล้อกับจวงจื้อซีอยู่นั้น เขาหารู้ไม่ว่าในมุมหนึ่งของโรงงาน มีใครบางคนกำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจนกินไม่ได้นอนไม่หลับจากเรื่องนี้ และคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากโจวฉวิน
โจวฉวินยืนนิ่งค้างไปทันทีหลังจากได้ฟังเสียงประกาศตามสายจบลง ร่างสูงของช่างไฟฟ้าระดับ 7 ยืนเม้มปากแน่นด้วยความไม่สบอารมณ์ ใบหน้าฉายแววหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเชื่อมั่นเสมอว่าตนเองคือเบอร์หนึ่งของเรือนสี่ประสาน เป็นบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาเพื่อนบ้านทั้งหมด ใครก็ตามที่ทำได้ดีกว่า หรือเด่นเกินหน้าเกินตา มักจะทำให้เขารู้สึกขัดใจและไม่เป็นสุข
และในตอนนี้ จวงจื้อซี เด็กหนุ่มรุ่นลูกกลับได้รับคำชมเชยออกประกาศไปทั่วโรงงาน เรื่องแบบนี้จะให้เขาทำใจยอมรับและยิ้มยินดีได้อย่างไรไหว
โจวฉวินเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเรื่องที่ได้ยินมาจะเป็นความจริง ก่อนหน้านี้เขาพอจะได้ยินข่าวลือเรื่องการจับคนร้ายมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ คิดว่าเป็นเรื่องโม้โอ้อวดของพวกเด็กๆเผลอๆ เขายังคิดจะไปสั่งสอนจวงจื้อซีด้วยซ้ำว่าอย่าทำตัวเด่นเกินงาม แต่ทว่าความเป็นจริงที่ตบหน้าเขาฉาดใหญ่คือ...
ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาในอกอย่างห้ามไม่อยู่ โจวฉวินขว้างไขควงวัดไฟในมือทิ้งลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังโครม ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งจมอยู่กับห้วงความคิดอันดำมืด
ปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด จวงจื้อซีจะมาทำตัวดีเด่นเกินหน้าเกินตาเขาไม่ได้ เขาต้องทำอะไรสักอย่าง แต่จะใช้วิธีไหนดีนะ
ข่าวการได้รับประกาศเกียรติคุณของจวงจื้อซีสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโรงงาน มีทั้งคนที่ชื่นชมยินดีด้วยความจริงใจ และคนที่อิจฉาริษยาจนตาาร้อนผ่าว
เมื่อถึงเวลาพักเที่ยง จวงจื้อซีเดินถือถาดหลุมไปต่อคิวตักอาหารที่โรงอาหาร วันนี้พ่อครัวตักกับข้าวให้เขาเยอะเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหยางลี่ซินที่ยิ้มกว้างทักทายมาแต่ไกล
"เสี่ยวจวง ยินดีด้วยนะน้องชาย"
จวงจื้อซีส่งยิ้มตอบรับอย่างนอบน้อมพร้อมกล่าวขอบคุณ
"ขอบคุณครับพี่หยาง ผมดีใจที่ได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมครับ"
หลังจากได้รับอาหารจนพูนจาน เขาก็เดินหาที่ว่างเพื่อนั่งทานมื้อเที่ยง ช่วงเวลานี้ข่าวลือเรื่องที่โรงงานมอบรางวัลเป็นตั๋วจักรยานให้เขาแพร่สะพัดไปทั่วโรงอาหารแล้ว หลายคนมองมาด้วยสายตาอิจฉาตาร้อน แต่ก็มีบรรดาป้าๆน้าๆหลายคนที่มองเห็นอนาคตไกลของเด็กหนุ่มคนนี้และอยากจะสานสัมพันธ์ด้วย
"เสี่ยวจวงจ๊ะ พ่อหนุ่มมีแฟนหรือยังเอ่ย ป้ามีหลานสาวอยู่คนหนึ่งนะ รูปร่างสมบูรณ์พูนสุขเชียวล่ะ โหงวเฮ้งดีมีวาสนา สนใจให้ป้าแนะนำให้รู้จักไหม"
หญิงวัยกลางคนอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ รีบขัดขึ้นทันที
"โอ๊ย ป้านี่ตกข่าวจริงๆไม่รู้อะไรซะแล้ว เสี่ยวจวงเขาแต่งงานมีเมียแล้วย่ะ เมื่อกี้ไม่ได้ฟังประกาศตามสายหรือไง เขาบอกว่าจวงจื้อซีร่วมมือกับสมาชิกในครอบครัวจับคนร้าย คำว่าครอบครัวในที่นี้ก็ต้องหมายถึงเมียเขาสิยะ"
จวงจื้อซีแม้จะไม่รู้จักมักจี่กับคุณป้าทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญแต่อย่างใด ตรงกันข้าม เขากลับยิ้มกว้างอย่างภูมิใจเมื่อมีการพาดพิงถึงภรรยา
"ผมแต่งงานแล้วครับพี่สาว ภรรยาของผมเธอดีมากๆ ทั้งสวยแล้วก็เก่งด้วยครับ"
"ตายจริง แต่งงานแล้วเหรอเนี่ย แต่งเร็วไปหน่อยไหมพ่อหนุ่ม อายุเพิ่งจะเท่าไหร่กันเอง"
"ผมแต่งงานตามเกณฑ์อายุที่กฎหมายกำหนดเป๊ะเลยครับ" จวงจื้อซียิ้มตาหยี "ปีนี้ผมอายุยี่สิบเอ็ดแล้วครับ"
"แหม ก็ยังถือว่าแต่งงานเร็วอยู่ดีนั่นแหละ"
"ไม่เร็วหรอกครับ แถวบ้านผมวัยรุ่นยี่สิบต้นๆ ก็แต่งกันเยอะแยะ บางคู่สิบแปดสิบเก้าก็จัดงานเลี้ยงกันแล้ว รออายุถึงค่อยไปจดทะเบียนก็มี"
คุณป้าคนแรกที่พยายามจะจับคู่ให้หลานสาวยังไม่ยอมลดละ เธอยกตัวอย่างขึ้นมาแย้งทันควัน
"ไม่จริงเสมอไปหรอก ดูอย่างไป๋เฟิ่นโต้ว แผนกรักษาความปลอดภัยสิ ป่านนี้ยังไม่เห็นมีวี่แววจะแต่งงานเลย"
ประโยคนี้ทำเอาวงสนทนาเงียบกริบไปชั่วขณะ ใครจะไปกล้าเอาคนปกติไปเปรียบเทียบกับไป๋เฟิ่นโต้วกันล่ะ รายนั้นมันคนละเรื่องเลย
จวงจื้อซียิ้มแห้งๆ ก่อนจะแก้สถานการณ์ด้วยคำพูดกลางๆ
"เรื่องแต่งงานช้าหรือเร็วมันพูดยากครับ บางคนเจอเนื้อคู่เร็วก็แต่งเร็ว บางคนยังไม่เจอก็รอไปก่อน หรือบางคนอาจจะเลือกครองตัวเป็นโสด มันก็เป็นเรื่องปกติของวิถีชีวิตครับ"
"ปัญหามันอยู่ที่ว่า เจ้าหมอนั่นอยากแต่งจะตายแต่หาคนเอาไม่ได้ต่างหากล่ะ"
เสียงทุ้มคุ้นหูแทรกเข้ามาในวงสนทนา เป็นหยางลี่ซินนั่นเอง เขาเดินถือชามซุปมาวางตรงหน้าจวงจื้อซีพร้อมกับรอยยิ้ม
"เสี่ยวจวง เอ้านี่"
จวงจื้อซีมองชามซุปในมืออีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ
"อ้าว ซุปไข่เหรอครับพี่หยาง ผมไม่ได้สั่งเมนูนี้นะ นี่คือ..."
หยางลี่ซินยักไหล่ทำท่าสบายๆ ตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา
"พ่อฉันลงมือปรุงให้เองกับมือเลยนะ คนอื่นไม่มีสิทธิ์ ได้กินแค่นายคนเดียว ถือว่าพ่อฉันเลี้ยงฉลองให้นายเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน พ่อฉันจ่ายเอง"
เขาต้องรีบออกตัวไว้ก่อน เรื่องแบบนี้ต้องพูดให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้ใครมาครหาว่าพวกเขาเอาของหลวงมาแจกกันเอง ลับหลังจะทำอะไรก็เรื่องหนึ่ง แต่ต่อหน้าธารกำนัลต้องโปร่งใสไว้ก่อน
รอยยิ้มของจวงจื้อซีกว้างขึ้นกว่าเดิม เขาหันไปมองทางช่องจ่ายอาหารหลังครัวซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก แล้วตะโกนเสียงดังฟังชัด
"ขอบคุณมากครับลุงหลี่"
เขาเห็นหลี่ต้าซาน พ่อครัวใหญ่พยักหน้ารับรู้เบาๆ จากด้านใน จวงจื้อซีจึงหันกลับมาถามหยางลี่ซินต่อ
"แล้วพี่หยางกับคนอื่นๆ กินข้าวกันหรือยังครับ"
"ยังหรอก พวกเราต้องรอให้พนักงานทุกคนกินเสร็จก่อนถึงจะได้กิน ว่าแต่ได้ข่าวว่าโรงงานตบรางวัลให้นาย เป็นตั๋วจักรยานใบหนึ่งเหรอ"
จวงจื้อซีแววตาไหววูบเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ
"ใช่ครับพี่"
หยางลี่ซินยิ้มพลางถามหยั่งเชิง "เล็งยี่ห้อไหนไว้ล่ะ ที่บ้านนายมีจักรยานอยู่แล้วคันหนึ่งไม่ใช่เหรอ"
จวงจื้อซีตอบกลับอย่างลื่นไหล
"ผมยังไม่ได้ไปเบิกตั๋วเลยครับ ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ยี่ห้ออะไร แต่บอกตามตรงว่าตั๋วใบนี้มาได้จังหวะพอดีเป๊ะ แม่ผมบ่นอยากได้จักรยานมานานแล้ว แต่ติดที่บ้านเราไม่มีตั๋วสักที ส่วนคันที่มีอยู่ก็เป็นของภรรยาผม เธอต้องปั่นไปทำงานทุกวัน ที่ทำงานเธอก็ไกลกว่าผมมาก จะให้เธอยกจักรยานให้คนในบ้านใช้แล้วตัวเองเดินไปทำงานก็คงไม่ใช่เรื่อง
ที่ผ่านมาคนในบ้านแทบไม่มีโอกาสได้แตะจักรยานคันนั้นเลย พอได้ตั๋วใบนี้มาก็ถือว่าโชคดีมาก บ้านเราจะได้มีจักรยานกองกลางไว้ใช้สักคัน พี่ก็รู้ใช่ไหมว่าตั้งแต่พี่ไป๋เฟิ่นโต้วถอยจักรยานมา แม่ผมก็มองตาละห้อยอยากได้กับเขาบ้าง"
จวงจื้อซีร่ายยาวด้วยน้ำเสียงจริงใจ เมื่อเห็นสีหน้าของหยางลี่ซินเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เพียงครู่เดียวอีกฝ่ายก็ปรับสีหน้ากลับมายิ้มแย้มเหมือนเดิม
"ถ้าอย่างนั้นในเรือนสี่ประสาน บ้านนายก็เป็นบ้านเดียวที่มีจักรยานสองคันเลยสิ สุดยอดไปเลย"
จวงจื้อซีรีบโบกมือปฏิเสธความดีความชอบ
"อย่าไปนับว่าเป็นที่หนึ่งที่สองอะไรเลยครับพี่ คนเราทำมาหากิน ใครบ้างไม่อยากจะมีข้าวของเครื่องใช้ดีๆ ไว้ในบ้าน"
"นั่นสินะ พูดอีกก็ถูกอีก"
บรรดาจีนมุงที่แอบฟังอยู่รอบๆ ต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของจวงจื้อซี หลายคนยอมอดมื้อกินมื้อ ประหยัดเงินแทบตายก็เพื่อเก็บหอมรอมริบไว้ซื้อจักรยานสักคันไม่ใช่หรือ ของแบบนี้ใครมีไว้ครอบครองก็ยืดอกได้ทั้งนั้น
"จักรยานนี่มันของใหญ่จริงๆ นะ"
"เสี่ยวจวง เมียนายมีจักรยานส่วนตัวด้วยเหรอ"
จวงจื้อซีพยักหน้า
"ครับ เป็นสินเดิมที่เธอเอาติดตัวมาตอนแต่งงาน"
คุณป้าท่าทางทะมัดทะแมงที่นั่งอยู่ตรงข้ามรีบยิงคำถามต่อทันที
"แล้วมีจักรเย็บผ้าไหม มีนาฬิกาข้อมือด้วยหรือเปล่า"
จวงจื้อซียิ้มบางๆ แล้วส่ายหน้า
"ไม่มีหรอกครับ เมียผมเธอใช้ของพวกนั้นไม่เป็น"
คุณป้าทำหน้าเสียดายพลางถอนหายใจ
"ไม่มีงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็ยังเทียบกับเจียงหลูไม่ได้สินะ ในโรงงานเราผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว ยังไม่มีใครทำลายสถิติสินเดิมของเจียงหลูได้เลยสักคนเดียว"
[จบบท]