บทที่ 60: ความจริงที่น่าสะอิดสะเอียน
คำพูดขวานผ่าซากของจวงจื้อซีทำเอาบรรยากาศรอบข้างเงียบกริบจนน่าอึดอัด ผู้คนในลานบ้านต่างพากันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำตัวไม่ถูกกันไปเป็นแถบ
เรื่องนี้จะว่าไปแล้ว... จะบอกว่าเป็นความตั้งใจของพวกเขาก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว มันออกจะเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองตามสัญชาตญาณเสียมากกว่า ที่ผ่านมาทุกคนต่างทึกทักกันไปเองว่าจวงจื้อซีทำงานในห้องพยาบาลโรงงาน ก็ต้องมีความรู้เรื่องการรักษาบ้างไม่มากก็น้อย
อีกอย่าง... พอเห็นเขาได้รับรางวัลความดีความชอบ ใครบ้างจะไม่รู้สึกอิจฉาตาร้อน? พอมีโอกาสก็อดไม่ได้ที่จะอยากเห็นเขาหน้าแตกหรือลำบากใจสักหน่อย หวังลึกๆ ว่าถ้าเขาปฏิเสธหรือทำไม่ได้ ก็จะได้หาเรื่องค่อนขอดว่าทำงานห้องพยาบาลภาษาอะไร รักษาคนไม่เป็น น่าขายหน้าแย่
แต่ใครจะไปคาดคิดว่าจวงจื้อซี ผู้นี้จะไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม นอกจากจะไม่อ้อมค้อมแล้ว ยังตอกกลับด้วยวาจาที่ทำเอาคนฟังถึงกับสะอึก พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
พอเจอไม้นี้เข้าไป คนที่เอ่ยปากกดดันเมื่อครู่ถึงกับหุบปากฉับ ไม่กล้าปริปากพูดอะไรต่อแม้แต่ครึ่งคำ กลัวเหลือเกินว่าจะโดนจวงจื้อซีสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบกว่าเดิม
สหายตำรวจ เห็นสถานการณ์เริ่มตึงเครียดจึงกระแอมไอเบาๆ เพื่อดึงสติทุกคนกลับมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เอาเป็นว่า ถ้าอาการเด็กไม่ดีขึ้น พวกคุณก็รีบพาส่งโรงพยาบาลซะ แต่ผมขอย้ำไว้ก่อนนะว่า การส่งโรงพยาบาลไม่ใช่ข้ออ้างในการหนีปัญหา เรื่องนี้ทางเราจะต้องสอบสวนให้ถึงที่สุด ต้องรู้ความจริงให้ได้"
ซูต้าเหนียง ได้ยินดังนั้นก็เริ่มตีหน้าเศร้า น้ำเสียงสั่นเครือ
"แต่ว่า... แต่ว่าพวกเราไม่มีเงินติดตัวเลย..."
"ฉันมี! ฉันมีให้!"
เสียงตะโกนดังก้องมาจากด้านหลัง ทุกคนหันขวับไปมองก็เห็นไป๋เหล่าโถว วิ่งพรวดพราดออกมาจากห้องน้ำรวม สภาพของเขายังอาบน้ำไม่เสร็จดีด้วยซ้ำ เสื้อผ้าใส่คลุมมาอย่างลวกๆ เนื้อตัวยังเปียกโชก
"ฉันมีเงิน! เอาเงินฉันไปรักษาเด็กก่อน!"
"ฮู่วววว~~~"
เสียงโห่ร้องด้วยความหมั่นไส้ดังระงมไปทั่วลานบ้าน เพื่อนบ้านต่างพากันส่ายหน้าด้วยความระอาใจ
ให้ตายเถอะ ช่างเป็นชายชราที่รักปักใจอะไรขนาดนี้
ในยุคสมัยนี้ จะหาคนที่ทุ่มเทความรักอย่างไม่ลืมหูลืมตาแบบนี้ได้ยากเต็มที ดูอย่างลูกชายเขาไป๋เฟิ่นโต้วสิ รายนั้นก็ว่าหนักแล้ว แต่เทียบกับพ่อตัวเองยังห่างชั้นกันหลายขุม อย่างน้อยไป๋เฟิ่นโต้วยังรู้จักเก็บเงินไว้ซื้อจักรยานให้ตัวเองบ้าง แต่ไป๋เหล่าโถวนี่สิ โดนซูต้าเหนียงกำราบจนอยู่หมัด ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ก็ยังคงสถานะทาสรัก ผู้ซื่อสัตย์ไม่เปลี่ยนแปลง ยอมเปย์ให้หมดหน้าตักเพียงแค่เธอเอ่ยปาก
ซูต้าเหนียง หันไปมองด้วยสายตาซาบซึ้ง(หรือแสร้งทำก็ไม่อาจทราบได้) แล้วเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน
"ขอบคุณนะตาเฒ่า ฉันรู้อยู่แล้วเชียวว่าคุณเป็นคนดีที่สุด"
คำชมเพียงคำเดียวทำเอา ไป๋เหล่าโถว ยิ้มแก้มปริ เขาเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับว่าเพิ่งทำวีรกรรมกู้ชาติมาหมาดๆ
ท่ามกลางความวุ่นวาย จวงจื้อซี กระซิบถามแม่เสียงเบา
"แม่ครับ เรื่องนี้จะจบก่อนฟ้าสางไหมเนี่ย? พรุ่งนี้ผมต้องไปทำงานนะ"
ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะบ่น แต่ดูจากเวลาแล้ว ตั้งแต่เริ่มไล่จับขโมยจนถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไปหลายชั่วโมง แม้ฤดูหนาวพระอาทิตย์จะขึ้นช้า แต่ก็ใช่ว่าจะเหลือเวลาให้นอนอีกเยอะ
จ้าวชุ่ยฮวา ปรายตามองลูกชายคนเล็กแวบหนึ่ง ก่อนจะโบกมือไล่
"งั้นแกกลับไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงาน อยู่ตรงนี้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพิ่มแล้ว"
จะว่าไม่เกี่ยวเลยก็คงไม่ใช่ เพราะจวงจื้อซีเป็นคนแรกที่พบเบาะแส แต่ในเมื่อเขาให้ข้อมูลไปหมดแล้ว หน้าที่ที่เหลือก็ควรปล่อยให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจและคนบ้านซูจัดการกันเอง ขืนอยู่ต่อก็มีแต่จะเสียเวลานอนเปล่าๆ
สหายตำรวจ เองก็เห็นด้วย เขาพยักหน้าให้จวงจื้อซี
"ถ้าไม่ไหวก็ไปพักผ่อนเถอะครับ ทางนี้เราจัดการต่อเอง"
จวงจื้อซีมองหน้าตำรวจ แล้วหันมามองหน้าแม่ ก่อนจะพยักหน้ารับ
"งั้นผมขอตัวไปนอนก่อนนะครับ"
ใจจริงเขาก็อยากจะอยู่ดูเรื่องสนุกต่ออีกหน่อย แต่ติดปัญหาใหญ่คือกลิ่น กลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยตลบอบอวลอยู่ในลานบ้านตอนนี้มันรุนแรงเกินจะต้านทานไหว เขาเริ่มรู้สึกวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม ปกติกลิ่นส้วมก็แย่อยู่แล้ว แต่นี่เล่นมีการกวนตะกอนก้นบ่อขึ้นมา แถมผสมกับกลิ่นน้ำร้อนที่สาดลงไปล้างตัวเด็กอีก กลิ่นมันยิ่งรัญจวนใจจนแทบอาเจียน
นี่แหละนะผลของการอาบน้ำร้อน... กลิ่นมันระเหยฟุ้งกระจายไปทั่วทิศทางจริงๆ
เมื่อจวงจื้อซีขอตัวหนีกลับห้อง จ้าวชุ่ยฮวาก็หันไปไล่เฒ่าจวงบ้าง
"คุณเองก็กลับไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ต้องทำงานฝีมือที่ต้องใช้สมาธิ ขืนนอนไม่พอเดี๋ยวงานจะเสีย"
เฒ่าจวงผู้ซึ่งเชื่อฟังภรรยามาโดยตลอด พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายแล้วเดินกลับเข้าห้องไปทันที
สองพ่อลูกบ้านจวงถอนตัวไปแล้ว แต่เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ยังคงปักหลักอยู่อย่างเหนียวแน่น ด้วยความอยากรูอยากเห็นที่เอาชนะความเหม็นและง่วงนอน ทุกคนยืนหยัดที่จะดูเหตุการณ์ให้จบ จะได้เอาไปเม้าท์ต่อได้ถูก
...
ทันทีที่จวงจื้อซีเปิดประตูเข้าห้อง หมิงเหม่ย ภรรยาสาวก็รีบยกมือขึ้นปิดจมูกพร้อมร้องบอกทันที
"ปิดประตูเร็วเข้าคุณ! รีบปิดเดี๋ยวนี้!"
แม้จะปิดประตูหน้าต่างมิดชิด แต่กลิ่นมหาประลัยก็ยังเล็ดลอดเข้ามาได้จางๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าเปิดรับลมเต็มๆ หมิงเหม่ยเอามืออุดจมูกพลางมองสำรวจสามีตั้งแต่หัวจรดเท้า
"ตัวคุณก็เหม็นเหมือนกันนะเนี่ย"
จวงจื้อซีรีบยกมือสาบาน
"โธ่ที่รัก ผมสาบานได้เลยว่าผมยืนอยู่ห่างๆ ตลอด ไม่ได้เข้าไปคลุกวงในเลยนะ"
หมิงเหม่ยพยักหน้าหงึกๆ
"งั้นคุณก็รีบถอดเสื้อตัวนอกออกเถอะ กลิ่นมันติดเสื้อ"
จวงจื้อซีเห็นด้วยอย่างยิ่ง เขารีบจัดการถอดเสื้อคลุมแขวนไว้ไกลๆ แล้วกระโดดขึ้นเตียงไปนอนคว่ำข้างๆ ภรรยา ทั้งสองแง้มหน้าต่างออกเพียงนิดเดียวให้พอมีช่องมองลอดออกไปได้ จะให้เปิดกว้างกว่านี้คงไม่ไหว กลิ่นข้างนอกมันรุนแรงเกินบรรยาย
จวงจื้อซีโอบไหล่ภรรยาแล้วถามด้วยความเป็นห่วง
"หนาวไหม?"
"ไม่หนาวค่ะ" หมิงเหม่ยตอบเสียงใส ก่อนจะกระซิบถามกลับ
"คุณไม่ง่วงเหรอ ไม่นอนพักสักหน่อย?"
จวงจื้อซีส่ายหน้าดิก "นอนอะไรกันนาทีนี้ต้องดูเรื่องสนุกสิ งานผมสบายจะตาย เดี๋ยวพรุ่งนี้กลางวันค่อยแอบงีบเอาก็ได้"
หมิงเหม่ยเบ้ปากใส่สามีอย่างน่ารัก
"อู้เก่งจริงๆ นะคุณเนี่ย"
จวงจื้อซีหัวเราะร่า เอานิ้วจิ้มแก้มเธอเบาๆ
"ทำไมครับ อิจฉาเหรอ? แล้วคุณล่ะ ทำไมยังไม่นอน พรุ่งนี้ตื่นไปทำงานไหวเหรอ"
หมิงเหม่ยส่ายหน้า "ไม่ไหวก็ต้องไหวค่ะ ถ้าพลาดช็อตเด็ดคืนนี้ไปฉันต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ๆ" เธอเอียงคอทำหน้ามุ่ยใส่เขา
"แหม...ทีตอนแรกคุณยังบอกเลยว่าขโมยไม่ใช่ซูจินไหล เป็นไงล่ะคะ หน้าแตกหมอไม่รับเย็บเลยนะพ่อคุณ"
จวงจื้อซียิ้มแหย "ก็ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ผมยังเชื่อนะว่าไอ้หัวขโมยขาประจำน่ะไม่ใช่เด็กนี่หรอก แค่ไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนไหนเข้าสิง วันนี้มันถึงนึกครึ้มอกครึ้มใจออกมาขโมยของกับเขาบ้าง"
หมิงเหม่ยตั้งข้อสันนิษฐาน "เขาอาจจะเห็นว่าพวกผู้ชายในบ้านออกไปลาดตระเวนกันหมด เลยคิดว่าเป็นโอกาสทองที่จะงัดบ้านหรือเปล่าคะ?"
"เหอะ" จวงจื้อซีแค่นหัวเราะ
"หวังว่าบทเรียนคราวนี้คงทำให้เด็กมันเข็ดหลาบไปอีกนาน ไม่อย่างนั้นนะ ถ้าต้องอยู่ร่วมบ้านกับคนมือไวใจเร็วแบบนี้ คงปวดหัวตายชัก น่ารำคาญแย่"
หมิงเหม่ยพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ สักพักเธอก็พึมพำขึ้นมาด้วยความสงสัย
"ว่าแต่...พอคุณเจอตัวเขา ทำไมเขาไม่วิ่งหนีกลับบ้านตัวเองล่ะคะ? ทำไมถึงวิ่งหนีออกไปข้างนอก แถมยังวิ่งไปทางส้วมอีก ทีนี้เป็นไงล่ะ ได้กิน... จนอิ่มแปล้เลย"
จวงจื้อซี "..."
ชายหนุ่มทำหน้าพะอืดพะอม ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ที่รักครับ... คำพูดของคุณมันชวนให้อาเจียนมากเลยนะรู้ไหม"
หมิงเหม่ยทำตาโต "อ้าว หรือฉันพูดผิด? ตกไปขนาดนั้นไม่ได้กินสักหน่อยเหรอ?"
เธอมองหน้าสามีด้วยความสงสัยอย่างจริงใจ ก็ตกลงไปในบ่อเกรอะแบบนั้น ทั้งมิดหัวมิดตัว มันก็ต้องมี... เข้าปากไปบ้างแหละน่า คงต้องกลืนไปสักอึกสองอึกแหละ
จวงจื้อซีหน้าดำหน้าแดง ฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก
"เอ่อ... มันก็คงต้องมีบ้างแหละครับ"
จังหวะนั้นมันเป็นสัญชาตญาณ ตกตูมลงไป ใครจะไม่เผลออ้าปากร้องล่ะ แล้วพออ้าปาก...
เขายกมือนวดท้องตัวเองเบาๆ รู้สึกเหมือนมื้อเช้าของวันพรุ่งนี้คงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว แค่คิดภาพตามกรดในกระเพาะก็ไหลย้อนขึ้นมาจุกที่คอหอย
จวงจื้อซีพยายามสลัดภาพในหัวทิ้ง แล้วรีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
"จริงๆ แล้วผมพอจะเดาได้นะว่าทำไมเด็กมันถึงวิ่งหนีออกไป ไม่วิ่งกลับบ้าน"
"หืม? ทำไมคะ?" หมิงเหม่ยหูผึ่ง
"คิดดูสิครับ ถ้ามันวิ่งกลับเข้าบ้าน เราก็จะรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือใคร ถึงมันจะหนีเข้าห้องไปได้ เราก็ตามไปทวงของคืนได้ แถมยังโดนด่าเปิงแน่ๆ" จวงจื้อซีวิเคราะห์เป็นฉากๆ
"แต่ถ้าวิ่งหนีออกไปข้างนอก มันอาจจะคิดว่าหนีรอดก็ได้อาศัยว่าตัวเล็ก หาที่ซ่อนง่าย ถ้าอาศัยความมืดหลบซ่อนตัวสำเร็จ เรื่องราวอาจจะเงียบหายไป"
เขาหยุดเว้นวรรคเล็กน้อยก่อนอธิบายต่อ "ส่วนที่วิ่งไปทางห้องน้ำ ผมว่ามันก็ฉลาดในแบบของมันนะวิ่งไปทางนั้น หาที่หลบมุมมืดๆ รอให้เรื่องเงียบสักพักค่อยเดินออกมา ถ้ามีคนถามก็แค่อ้างว่า 'ผมออกมาเข้าห้องน้ำครับ' แล้วถ้าคนในบ้านมันช่วยกันโกหก ยืนยันว่าเด็กแค่ปวดท้องมาเข้าส้วม ใครจะไปจับผิดได้ล่ะว่ามันออกมาตอนไหน"
ตอนที่จวงจื้อซี ตัดสินใจวิ่งตามหัวขโมยไปในตอนแรก เขาเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าเรื่องราวมันจะลงเอยแบบนี้ แต่ระยะเวลาที่วิ่งไล่กวดกันไปมา มันก็นานพอที่จะทำให้เขาทบทวนและปะติดปะต่อเรื่องราวในหัวจนกระจ่างแจ้งว่า เจ้าเด็กซูจินไหลคนนี้มันมีอะไรทะแม่งๆ
จวงจื้อซีเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะเปิดปากเล่าความในใจให้ภรรยาฟังอย่างออกรส
"ตอนแรกผมจำเด็กมันไม่ได้หรอก มันมืดแล้วก็วุ่นวายจะตาย แต่จังหวะที่มันกระโดดปีนกำแพงหนีออกไปนอกลานบ้าน ผมก็จำท่าทางมันได้ทันที พอเห็นคนอื่นๆ แย่งกันวิ่งตามไปจับ ผมเลยอาศัยจังหวะนั้นชะลอฝีเท้าแล้วเลิกตามซะเลย
ลองคิดดูสิครับ จับได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร ไม่ได้รางวัลนำจับสักบาท จะให้ผมวิ่งจนลิ้นห้อยไปทำไม อีกอย่าง...มันวิ่งไปทางส้วมนะคุณ วินาทีนั้นผมสังหรณ์ใจไม่ดีเลย ขนลุกพิกล"
หมิงเหม่ยหลุดขำพรืดออกมาทันที เธอตีแขนสามีเบาๆ
"คุณนี่ก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย... มาบงมาบอกว่าสังหรณ์ใจไม่ดี ระวังเถอะ ถ้าออกไปพูดข้างนอก เดี๋ยวคนเขาจะหาว่าคุณงมงาย เป็นพวกหัวโบราณเชื่อเรื่องลี้ลับไปซะเปล่าๆ"
จวงจื้อซียิ้มละมุน แววตาเป็นประกายเจ้าเล่ห์นิดๆ เขาใช้นิ้วจิ้มแก้มภรรยาสาวอย่างหยอกล้อ
"โธ่คุณภรรยา ลางสังหรณ์ของผมมันไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำอะไรเทือกนั้นสักหน่อย คุณลองวิเคราะห์ดูสิ เจ้าจินไหลมันวิ่งเร็วก็จริง แต่คนที่วิ่งไล่กวดมันไปมีเป็นโขยง โดนกดดันขนาดนั้น คนเรามันก็ต้องลนลานจนเลือกทางหนีไม่ถูก แล้วที่ตรงนั้นมันมีอะไรล่ะครับ นอกจากส้วมหลุม ถ้าเกิดพลาดพลั้งเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา รับรองว่าเหม็นบรรลัยจนแทบอยากจะกลั้นใจตาย
เพราะงั้นผมถึงกลัวไงครับ ไม่กล้าตามต่อ แล้วเป็นไงล่ะ ลางสังหรณ์ผมแม่นไหมล่ะ เกิดเรื่องจริงๆด้วย...ผมบอกเลยนะว่าแม่ต้องขอบคุณผม ถ้าผมไม่แกล้งสำออยว่าโดนชนจนจุก แม่คงวิ่งนำหน้าไปยืนมุงอยู่ขอบบ่อแล้ว ป่านนี้คงได้อาบ...ไปพร้อมกับคนอื่น ดีแค่ไหนแล้วที่สองแม่ลูกเรารอดมาได้"
ยิ่งคิด จวงจื้อซีก็ยิ่งรู้สึกภูมิใจในไหวพริบของตัวเอง เขาถอนหายใจยาวพลางพยักหน้ากับตัวเอง
"ผมนี่มันฉลาดหลักแหลมจริงๆ"
แสงแดดในยามเช้าช่างสดใสเจิดจ้า อากาศยามรุ่งอรุณช่างบริสุทธิ์สดชื่น
ทว่า...เช้าวันนี้กลับแตกต่างไปจากทุกวันอย่างสิ้นเชิง แม้แสงแดดจะยังคงสาดส่องลงมาอย่างงดงามเช่นเดิม แต่กลิ่นอายในอากาศกลับหาความสดชื่นไม่เจอเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เช้าตรู่ มวลอากาศทั่วทั้งบริเวณลานบ้านถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นตุๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งแตะจมูกตลอดเวลา
ไม่ต้องสงสัยเลย มันคือกลิ่นของบ่อเกรอะที่ระเบิดตัวเมื่อคืนนั่นเอง
นับว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาว อากาศเย็นช่วยกดทับกลิ่นไว้ได้บ้าง ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในฤดูร้อน รับรองได้เลยว่าคงมีคนเป็นลมล้มพับตายเพราะกลิ่นนี้ไปแล้วหลายศพ
ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันอย่างจวงจื้อซีและหมิงเหม่ยคิดแบบนี้จริงๆ แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนถึงเช้า แต่ในลานบ้านก็ยังมีผู้คนจับกลุ่มกันอยู่ประปราย เพราะเมื่อคืนนี้หลังจากมหกรรมไล่จับขโมยจบลง ก็ยังมีมหกรรมไกล่เกลี่ยรอบสอง รอบสาม ตามมาติดๆ การทะเลาะเบาะแว้งยืดเยื้อกินเวลาไปนานโข แถมยังมีควันหลงตามมาอีกยาวเหยียด
สรุปสั้นๆคือเรื่องนี้ยังเคลียร์กันไม่จบ
แม้การเจรจาจะยังหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ แต่อย่างน้อยความจริงบางอย่างก็กระจ่างชัดขึ้น ประการแรกคือปัญหาเรื่องหัวขโมย จากการสอบสวนอย่างหนักหน่วงเมื่อคืน ตอนนี้ทุกคนฟันธงได้แล้วว่าซูจินไหล ไม่ใช่หัวขโมยมืออาชีพที่กำลังอาละวาดงัดแงะบ้านเรือนในละแวกนี้ตามข่าวลือ
ฝีมือของเขายังห่างชั้นจากคำว่า 'มืออาชีพ' ไปไกลโข
ช่างน่าเศร้าใจเสียจริง...บรรดาเหล่าผู้กล้าที่วิ่งไล่จับขโมยกันแทบเป็นแทบตายเมื่อคืน ต่างพากันห่อเหี่ยวเหมือนมะเขือยาวโดนน้ำร้อนลวก ความรู้สึกภาคภูมิใจที่คิดว่าจะจับโจรตัวเป้งได้มลายหายไปจนหมดสิ้น
กลายเป็นว่าเหนื่อยฟรีกันถ้วนหน้า
ส่วนเจ้าตัวต้นเรื่องอย่างซูจินไหล แม้หลักฐานจะมัดตัวว่าเขาเป็นคนงัดแงะบ้านชาวบ้านจริงๆ แต่มูลค่าความเสียหายกลับน้อยนิด บวกกับการที่เขาได้รับบทลงโทษตามธรรมชาติด้วยการลงไปแหวกว่ายในบ่อทองคำจนสาหัสสากรรจ์
ทุกคนจึงลงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า แค่ตำหนิตักเตือนก็น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ถึงขั้นต้องส่งตัวเข้าคุกเข้าตาราง
ลองคิดดูให้ดี ในสภาพสังคมแบบนี้ เด็กคนหนึ่งที่ขโมยของกินเพียงเล็กน้อย แถมยังเจอวิบากกรรมหนักหนาขนาดนั้น มันยังไม่ถึงขั้นที่ตำรวจต้องลากตัวไปดำเนินคดีจริงๆนั่นแหละ
แน่นอนว่า ถึงแม้ซูจินไหลจะไม่โดนลงโทษทางกฎหมายอย่างรุนแรง แต่ชาวบ้านร้านตลาดที่ช่วยกันจับก็ยังถือว่ามีความดีความชอบอยู่บ้าง เพียงแต่การจับโจรตีนแมวระดับตำนานกับการจับเด็กขโมยของกิน รัศมีแห่งเกียรติยศมันต่างกันราวฟ้ากับเหว ความผิดหวังของทุกคนจึงดิ่งลึกประหนึ่งตกลงไปในเหวที่ไร้ก้นบึ้ง
สาเหตุที่การไกล่เกลี่ยยืดเยื้อมาจนถึงเช้า ไม่ใช่เพราะเรื่องการรับผิดของหัวขโมยหรือเรื่องการแบ่งความดีความชอบแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่ว่า...ใครจะเป็นคนชดใช้ค่าเสียหายให้กับเสื้อผ้าและร่างกายที่เปรอะเปื้อนไปด้วยละอองทองคำเหล่านั้นต่างหาก บรรดาผู้ประสบภัยที่ยืนมุงอยู่ขอบบ่อเมื่อคืนต่างต้องการคำอธิบายและการเยียวยา
ยังไม่นับรวมผู้เสียหายตัวจริงอย่างบ้านตระกูลจวงและบ้านตระกูลโจวที่โดนขโมยของ
ของกินที่โดนขโมยไปเหล่านั้น พอตกลงไปคลุกเคล้ากับสิ่งปฏิกูลในบ่อแล้ว ใครหน้าไหนมันจะไปกินลง? สรุปคือของพวกนั้นต้องทิ้งสถานเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงยืนกรานที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย
แต่เรื่องที่น่าทึ่งจนต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือ ต่อให้บ้านตระกูลซูอยากจะเอาของกลางคืนมา ก็คืนไม่ได้แล้ว เพราะเกิดเหตุการณ์ประหลาดเหนือธรรมชาติขึ้น เมื่อคืนนี้ 'ของกลาง' หรือพูดง่ายๆก็คือของที่ขโมยไปนั่นแหละ เนื่องจากสถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายและเหม็นเน่าจนไม่มีใครกล้าลงไปเก็บทันที ปรากฏว่าของเหล่านั้น... หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ให้ตายเถอะแม่ร่วง! ไม่รู้ว่ามือดีที่ไหนฉวยโอกาสตอนชุลมุน 'ฉก' ของกลางที่เปื้อนสิ่งปฏิกูลเหล่านั้นไปแล้ว!
เรื่องนี้มันโคตรจะเหลือเชื่อ บ้าบอคอแตกที่สุด!
บัดซบเอ๊ย ถ้าเป็นของดีๆสะอาดๆแล้วโดนขโมยไประหว่างทางยังพอเข้าใจได้ แต่ทว่า...แต่ทว่า ของพวกนั้นมันเคลือบไปด้วยอุจจาระนะ!!!
คนประเภทไหนกันที่หิวโหยหรือโลภมากจนกล้าเก็บของแบบนั้นไปกิน ลงทุนขนาดนี้ช่างน่าเลื่อมใสจนคนปกติคาดไม่ถึงจริงๆ
สรุปคือของกลางหายไปแล้วก็จริง แต่ค่าเสียหายก็ต้องมีการชดใช้ จ้าวชุ่ยฮวาเป็นคนกัดไม่ปล่อยอยู่แล้ว ส่วนโจวหลี่ซื่อหรือป้าโจวยิ่งไม่ต้องพูดถึง รายนั้นเค็มจนเกลือยังเรียกพี่ แถมยังมีกลุ่มจีนมุงที่เนื้อตัวเลอะเทอะอีก พวกที่เลอะนิดหน่อยก็พอซักออก แต่พวกที่โดนสาดใส่เต็มๆ ก็อยากจะเรียกร้องความเป็นธรรม
เสียงบ่นด่าและเสียงโต้เถียงดังระงมตลอดทั้งคืน จนกระทั่งจวงจื้อซีตื่นเช้าเตรียมตัวไปทำงานวงเจรจาก็ยังไม่แตกฮือ กลิ่นตุๆ ยังคงลอยฟุ้งครอบคลุมไปทั่วทั้งลานบ้าน
มื้อเช้า...ไม่ต้องพูดถึง ตัดทิ้งไปได้เลย ไม่มีใครในลานบ้านนี้กินลงหรอก
ไม่ใช่ว่าไม่หิว แต่ความสะอิดสะเอียนมันจุกอยู่ที่คอหอย
ขืนฝืนกินข้าวท่ามกลางกลิ่นบรรยากาศแบบนี้ มีหวังได้ขย้อนของเก่าออกมาหมดไส้หมดพุงแน่ๆ
จวงจื้อซีได้นอนไปแค่ชั่วโมงกว่าๆภรรยาของเขาก็สภาพไม่ต่างกัน คู่สามีภรรยาเดินหน้าซูบซีดเหมือนไก่ป่วย แต่ถ้าไม่นับพวกเด็กๆที่ไม่รู้ประสีประสา พวกเขาถือว่าเป็นส่วนน้อยในลานบ้านที่ยังได้งีบหลับบ้าง ลองหันไปดูพี่สะใภ้ใหญ่อย่างเหลียงเหม่ยเฟินสิ ขอบตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าไปแล้ว
แต่ถึงสภาพจะย่ำแย่ขนาดนั้น พี่สะใภ้ใหญ่ก็ยังดูคึกคักตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ใช่เพราะกลิ่นเหม็นจนทนไม่ไหว เธอคงยืนเฝ้าดูการทะเลาะกันอยู่ที่ลานบ้านทั้งคืนแน่ๆ
จวงจื้อซีกับหมิงเหม่ยตัดสินใจไม่กินข้าวเช้าที่บ้าน แต่พวกเขาก็กลัวว่าจะหิวจนเป็นลมระหว่างวัน เลยจัดการห่อขนมเถาซูใส่กระเป๋าไปคนละสามชิ้น
จังหวะที่กำลังหยิบขนม เจ้าหนูหู่โถวก็มายืนมองตาละห้อย น้ำลายแทบจะย้อยลงพื้น หมิงเหม่ยเห็นดังนั้นจึงพูดขึ้น
"อยากกินก็หยิบไปสิ"
หู่โถวกำชายเสื้อตัวเองแน่น ส่ายหน้าเบาๆ
"ย่าจะด่าเอาครับ"
หมิงเหม่ยฉุกคิดขึ้นได้ ก็จริงของเด็กมัน สถานการณ์ในบ้านตอนนี้ตึงเครียด ใครจะไปมีกะจิตกะใจทำกับข้าว ผู้ใหญ่เหม็นจนกินไม่ลง แต่เด็กๆ ไม่เหมือนกัน เด็กพวกนี้ต่อให้กินข้าวข้างบ่อเกรอะก็ยังเจริญอาหารได้ เธอจึงเปลี่ยนใจ
"วันนี้ไม่เป็นไรหรอก ไม่มีใครทำกับข้าวอยู่แล้ว เดี๋ยวอาหยิบให้เอง"
เธอแบ่งขนมเถาซูแจกเด็กๆ ไปคนละชิ้น สายตาเหลือบไปเห็นเหลียงเหม่ยเฟินที่ยืนมองมาตาเป็นมัน แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง รอคอยให้หมิงเหม่ยเอ่ยปากชวนหรือยื่นขนมให้บ้าง
แต่หมิงเหม่ยทำเป็นมองไม่เห็น
หู่โถวกับเสี่ยวเยี่ยนจื่อยังเป็นเด็กเล็กๆ เธอหยิบยื่นน้ำใจให้ได้ แต่พี่สะใภ้ใหญ่โตจนเป็นควายแล้ว จะให้เธอต้องมาคอยพะเน้าพะนออีกหรือไง? ถ้าอยากกินก็เดินมาหยิบเองสิ แล้วค่อยไปอธิบายกับแม่สามีเอง จะมายืมมือเธอทำไม
คนอย่างหมิงเหม่ยไม่คิดจะเล่นตามเกมของใคร ไม่แปลกใจเลยที่จวงจื้อซีจะไม่ชอบพี่สะใภ้คนนี้ นิสัยชอบเอาเปรียบเล็กๆน้อยๆแบบนี้มันน่ารำคาญเสียจริง
[จบบท]