บทที่ 63: วิกฤตคือโอกาส
"แต่ว่า..."
หวังเซียงซิ่วอ้าปากพะงาบๆ คล้ายอยากจะแย้งอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน
"ไม่ต้องมีแต่ เชื่อแม่เถอะ ไหนบอกว่าบ้านนี้ยกให้แม่เป็นคนตัดสินใจไง ในเมื่อแม่เคาะแล้ว เธอก็อย่าคัดค้านเลย"
ซูต้าเหนียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยท่าทางกลัดกลุ้มแสนสาหัส หญิงชรามองลูกสะใภ้ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจพลางเอ่ยขึ้นว่า
"แม่รู้ว่าเธอเป็นเด็กดี เสียดายก็แต่วาสนาน้อยไปหน่อย เป็นคนอาภัพ ต้องรอให้ลูกเต้าโตกันหมดก่อน ถึงตอนนั้นชีวิตเธอก็จะสุขสบายขึ้นเอง รอให้ถึงวันนั้นเถอะ ชีวิตเธอต้องดีกว่าแม่แน่นอน ก็เธอมีลูกชายตั้งสามคนนี่นา"
พอได้ยินประโยคที่จี้ถูกจุด หวังเซียงซิ่วก็เผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอพยักหน้าตอบรับรัวๆ
"อื้อ ใช่จ้ะ หนูมีลูกชายตั้งสามคน จะไม่สนใจพวกเขาได้ยังไง"
ซูต้าเหนียงกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะเริ่มวางแผนการขั้นต่อไป
"งั้น... พรุ่งนี้หล่อนหาเวลาลางานสักหน่อย ไปตามพี่สาวสามีทั้งสองคนของเธอกลับมาที บอกพวกมันไปว่าแม่ป่วยหนัก ให้รีบกลับมาดูใจแม่หน่อย คนเป็นลูกสาวจะกลับมาเยี่ยมแม่ที่ป่วยทั้งที คงไม่หน้าด้านมามือเปล่าหรอกมั้ง..."
"ได้จ้ะ"
หวังเซียงซิ่วรับคำอย่างว่าง่าย เธอเข้าใจความนัยนั้นดี
"เล่าอาการให้มันดูหนักหนาสาหัสเข้าไว้นะ"
"เรื่องนี้ฉันรู้งานจ้ะแม่"
หวังเซียงซิ่วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเอ่ยขอตัว
"งั้นฉันไปทำกับข้าวก่อนนะจ๊ะ"
"แม่ทำเองดีกว่า"
ซูต้าเหนียงแสร้งขยับตัวทำท่าจะลุก
"ไม่เป็นไรจ้ะ หนูทำเอง แม่พักเถอะ เดี๋ยวหนูไปรองน้ำก่อน"
หญิงม่ายรีบกุลีกุจอเดินออกไปจัดการงานบ้านที่ลานด้านนอก ซูต้าเหนียงมองตามแผ่นหลังของลูกสะใภ้ไปจนลับตา รอยยิ้มแห่งความลำพองใจก็ผุดขึ้นที่มุมปาก
คนประเภทนี้ขอแค่ตกมาอยู่ในกำมือของเธอแล้ว ไม่มีทางที่จะตามทันเล่ห์เหลี่ยมของเธอได้หรอก
วันนี้เธอเพิ่งจะเสียเงินไปตั้งสองหยวน ถ้าไม่บีบคั้นลูกสะใภ้คนนี้สักหน่อย แล้วเธอจะเอาทุนคืนจากที่ไหนมาจุนเจือครอบครัวให้ดีขึ้น ซูต้าเหนียงกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ แต่ใบหน้ากลับยังคงเรียบเฉย บ้านของเธอไม่เหมือนบ้านตระกูลโจว จะมาทำตัวแข็งกร้าวไม่ได้
เธอไม่สามารถทำตัวเหมือนโจวหลี่ซื่อที่คอยตะคอกด่าลูกสะใภ้เช้าเย็น แบบนั้นถ้าเกิดลูกสะใภ้ฮึดสู้หรือสติแตกขึ้นมา ทุกอย่างจะพังหมด
สู้วิธีถอยเพื่อรุกแบบนี้ไม่ได้ ได้ผลดีกว่าเห็นๆ สมองของหวังเซียงซิ่วน่ะหรือจะตามเธอทัน
หญิงชราแอบหัวเราะคิกคักด้วยความภาคภูมิใจในสติปัญญาของตนเอง ถึงหวังเซียงซิ่วจะเป็นผู้หญิงแพศยาไม่รักดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอยังมีความสามารถในการหาผลประโยชน์เข้าบ้านได้อยู่
ตอนนี้เด็กๆ ยังไม่โต ก็ยังต้องพึ่งพาแรงงานของหล่อนไปก่อน แบบนี้แหละดีแล้ว รอให้หลานชายของเธอโตเมื่อไหร่ ค่อยถีบหัวส่งนังผู้หญิงที่สวมเขาให้ลูกชายของเธอคนนี้ทิ้งไปก็ยังไม่สาย
ซูต้าเหนียงลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องเพื่อจะไปหยิบผักที่ห้องใต้ดิน หวังเซียงซิ่วหันมาเห็นเข้าพอดีจึงร้องทัก
"แม่จ๊ะ ไม่สบายทำไมไม่นอนพักต่ออีกหน่อยล่ะ"
ซูต้าเหนียงตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
"ร่างกายแม่มันก็แย่แบบนี้มาตลอดไม่ใช่เหรอ ไม่เป็นไรหรอก ชินเสียแล้ว เย็นนี้เราต้มซุปผักกาดขาวกินกันเถอะ"
"ได้จ้ะ"
ในขณะนั้นเอง หมิงเหม่ยก็ปั่นจักรยานเข้ามาในลานบ้าน พอเห็นแม่สามีกับลูกสะใภ้บ้านซูคุยกันหนุงหนิงดูรักใคร่กลมเกลียว เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ตะโกนทักทายแม่สามีเสียงใส
"แม่คะ หนูกลับมาแล้วค่า!"
จวงจื้อซีที่เดินออกมาต้อนรับภรรยารีบเอ่ยท้วงขึ้นทันที
"ภรรยาครับ แล้วผมล่ะ ทำไมไม่เรียกผมบ้าง"
ดูเหมือนเขาจะเริ่มเรียกร้องความสนใจแข่งกับแม่เสียแล้ว
หมิงเหม่ยค้อนขวับใส่สามีอย่างน่าเอ็นดู
"ก็ฉันไม่รู้นี่นาว่าคุณเลิกงานหรือยัง ถ้าฉันรู้ว่าคุณถึงบ้านแล้ว ฉันต้องเรียกคุณแน่ๆ"
จวงจื้อซีหลุดขำออกมาด้วยความชอบใจ เขารีบเดินเข้าไปช่วยรับรถจักรยานพลางถามไถ่
"เหนื่อยไหม วันนี้ไม่ได้พักเลยสินะ"
หมิงเหม่ยพยักหน้ารับรัวๆ
"ใช่ค่ะ ไม่ได้พักเลยสักนิด เลิกงานแล้วฉันยังแวะกลับไปบ้านแม่มาด้วยนะ"
เธอรีบร้อนอยากจะไปกระจายข่าววงในใจจะขาด
"วันนี้รีบเข้านอนแต่หัวค่ำหน่อยนะ พักผ่อนให้เต็มที่ อดนอนทั้งคืนมันทรมานร่างกาย"
"รับทราบค่ะ"
คู่รักข้าวใหม่ปลามันเดินเคียงคู่กันเข้าบ้านไป หวังเซียงซิ่วที่ยืนมองภาพความหวานชื่นนั้นอยู่รู้สึกเหมือนมีไฟสุมอยู่ในอก ความริษยาทำให้ดวงตาของเธอร้อนผ่าว จวงจื้อซีคนนี้ วันนี้ก็เอาเรื่องในบ้านเธอไปนินทาเสียสนุกปาก ไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเลยสักนิด พอเห็นหน้าเธอเข้าจริงๆ กลับทำเมินเหมือนมองไม่เห็น ไอ้ผู้ชายเฮงซวย
ตาบอดหรือยังไงกัน
นังหมิงเหม่ยคนนั้น นอกจากบ้านรวยกว่านิดหน่อย หน้าตาสวยกว่านิดหน่อย แล้วก็อายุน้อยกว่า ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีตรงไหน
ยัยนั่นจะเก่งเหมือนเธอหรือเปล่า เธอจะคลอดลูกชายได้เก่งเหมือนหวังเซียงซิ่วคนนี้ไหม
หวังเซียงซิ่วคิดอย่างเคียดแค้น กัดฟันกระซิบด่าตามหลังเบาๆ
"นังแพศยา!"
จวงจื้อซีและหมิงเหม่ยไม่ได้ยินคำผรุสวาทนั้น ทั้งสองคนเดินเข้ามาในบ้าน หมิงเหม่ยลากเก้าอี้มานั่งลงอย่างเกียจคร้าน บ่นอุบอิบ
"แม่คะ วันนี้หนูเหนื่อยจังเลย"
จ้าวชุ่ยฮวารู้ทันนิสัยลูกสะใภ้คนเล็กเป็นอย่างดี
"ถึงไม่เหนื่อยเธอก็ไม่ชอบทำงานบ้านอยู่แล้วนี่"
หมิงเหม่ยชะงักไปเล็กน้อย
"..."
เธอหัวเราะแหะๆ เหมือนเด็กที่ถูกจับได้ไล่ทัน
"แม่พูดถูกเผงเลย"
เธอไม่มีท่าทีขัดเขินเลยสักนิด
ถ้าเป็นแม่ผัวลูกสะใภ้คู่อื่น หมิงเหม่ยอาจจะรู้สึกละอายใจบ้างเล็กน้อย แต่สำหรับคู่นี้มันต่างออกไป เพราะเธอรู้ดีว่าแม่สามีไม่ใช่คนที่จะมานั่งจุกจิกคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพรรค์นี้ เธอจึงทำตัวตามสบายได้อย่างเต็มที่
หมิงเหม่ยฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เริ่มเล่าเรื่องที่ไปเจอมา
"วันนี้หนูแวะไปบ้านพ่อกับแม่มาค่ะ ตอนแรกกะว่าจะเนียนกินข้าวเย็นด้วยสักมื้อแล้วค่อยกลับ แต่ปรากฏว่ากับข้าวที่พวกเขาทำดันเป็นข้าวหุงมันเทศ! หนูเห็นปุ๊บรีบวิ่งหนีกลับมาแทบไม่ทัน"
"พรูด!"
เสียงหลุดขำดังขึ้นกลางวงสนทนา
หมิงเหม่ยทำหน้าพะอืดพะอม
"ขนาดหนูเป็นแค่คนดูยังรู้สึกคลื่นไส้ขนาดนี้ ไม่รู้ว่าคนที่กินลงไปจะเป็นยังไงบ้าง"
จวงจื้อซีเสริมขึ้นมาอย่างขบขัน
"ไม่แน่นะ พวกเขาอาจจะชอบก็ได้"
ทุกคนหันขวับไปมองจวงจื้อซีเป็นตาเดียว
จวงจื้อซีทำหน้าตาขึงขังจริงจัง
"ใครจะไปรู้ พวกเขาอาจจะค้นพบรสชาติใหม่ที่ถูกปากก็ได้นี่นา"
หมิงเหม่ยรีบแย้งทันควัน
"ไม่มีใครชอบลงหรอกค่ะ คุณอย่าพูดมั่วซั่วสิ"
จวงจื้อซียักไหล่อย่างไม่ยี่หระ เขาแค่เสนอความเป็นไปได้เฉยๆ ทำไมต้องทำเหมือนไม่เชื่อกันขนาดนั้นด้วย
จ้าวชุ่ยฮวาตัดบทเข้าเรื่องของตัวเองบ้าง
"พรุ่งนี้แม่กะว่าจะไปซื้อจักรยาน"
จวงจื้อซีพยักหน้าเห็นด้วย
"ก็ดีครับ แบบนี้บ้านเราก็จะมีรถสองคันแล้ว สะดวกดี"
จ้าวชุ่ยฮวาบอกแผนการต่อ
"พอซื้อรถเสร็จ แม่ว่าจะขึ้นเขาไปตกปลา"
จวงจื้อซีเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจ
"ไปตอนนี้เหรอครับ"
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้า อธิบายเหตุผลอย่างใจเย็น
"ตอนนี้ใครๆ ก็มัวแต่สนใจเรื่องข่าวลือพวกนั้น ไม่มีใครมาคอยจับตามองแม่หรอก ในเหตุการณ์ครั้งนี้แม่เป็นแค่ตัวประกอบจืดจาง อาศัยจังหวะที่เรื่องอื่นกำลังเป็นกระแส แอบไปตกปลาเงียบๆ คงไม่มีใครสังเกตเห็น เอามาทำกินกันเองในบ้านนี่แหละ"
ครั้งนี้เธอไม่ได้คิดจะเอาไปขาย
ถึงแม้ว่าถ้าฝีมือดีจริงๆ อาจจะตกได้เยอะจนเอาไปขายได้ก็เถอะ แต่ฝีมือเธอมันไม่ได้เรื่องขนาดนั้น อีกอย่าง พอผ่านช่วงปีใหม่ไปแล้ว ตลาดก็คงไม่คึกคักเหมือนเก่า แถมความเสี่ยงยังสูงขึ้นด้วย เธอไม่เอาด้วยหรอก สู้ตกมาทำอาหารกินกันในครอบครัวยังจะคุ้มค่ากว่า
"พรุ่งนี้ตอนเที่ยงแม่จะห่อหมั่นโถวข้าวโพดไปกิน เหลียงเหม่ยเฟิน เธออยู่บ้านก็ทำกับข้าวให้พวกเด็กๆกินกันเองนะ"
เหลียงเหม่ยเฟินรับคำ
"ได้ค่ะแม่"
จ้าวชุ่ยฮวากำชับทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงปลงตก
"ถ้ามีคนมาถามหาแม่ ก็บอกไปว่าแม่ทนเหม็นไม่ไหว หนีไปสูดอากาศข้างนอกแล้ว"
"ข้ออ้างนี้เข้าท่า!"
จ้าวชุ่ยฮวามองลูกชายและลูกสะใภ้ด้วยสายตาว่างเปล่า
"ข้ออ้างอะไรกัน แม่พูดเรื่องจริง แม่ทนกลิ่นไม่ไหวจริงๆ!"
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังออกมาจากปากของหญิงชรา จ้าวชุ่ยฮวาตัดสินใจซื้อจักรยานจนได้
เงินเก็บในกระเป๋าของเธอบางลงไปอีกหลายส่วน เพราะจักรยานหนึ่งคันราคาตั้งหนึ่งร้อยหกสิบหยวนเชียวนะ พอคิดถึงเงินที่จ่ายออกไป หัวใจของเธอก็เจ็บแปลบขึ้นมาทันที
ทว่าพอได้ครอบครองพาหนะคู่ใจที่แสนสะดวกสบาย ความเจ็บปวดนั้นก็มลายหายไปแทนที่ด้วยความเบิกบานใจ ต้องยอมรับเลยว่าคนเรามักจะเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมได้ง่ายจริงๆ
จำได้ว่าตอนที่เพิ่งมาเกิดใหม่ จ้าวชุ่ยฮวายังรู้สึกเฉยเมยกับเจ้าจักรยานพวกนี้อยู่เลย ก็ระดับจ้าวชุ่ยฮวาคนนี้ เคยผ่านโลกมามาก เคยเห็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้มาตั้งเยอะแยะ
คนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่างเธอ จะมาตื่นเต้นกับแค่จักรยานคันเดียวได้อย่างไร
แต่ความเป็นจริงกลับตบหน้าเธอเข้าอย่างจัง เพราะตอนนี้จ้าวชุ่ยฮวาหลงรักเจ้าสองล้อคันนี้เข้าเต็มเปา เธอปั่นจักรยานไปตามถนนด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม ดวงตาหยีโค้งจนปิดไม่มิด ความสุขมันล้นอกจนแทบจะเก็บอาการไม่อยู่ เธอฮัมเพลงเบาๆ ในลำคอขณะออกแรงถีบลูกบันได รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นหญิงชราที่เท่ที่สุดในย่านนี้
จ้าวชุ่ยฮวาปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ ไม่ใช่เพราะจะไปแจ้งความจับหัวขโมยที่ไหน แต่เธอมาเพื่อนำจักรยานมาตอกเลขทะเบียน ในยุคสมัยนี้การมีจักรยานสักคันก็เปรียบเสมือนการซื้อรถยนต์ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนและติดป้ายให้ถูกต้อง
ใครที่คิดว่าจะซื้อแล้วปั่นร่อนไปทั่วเมืองได้ตามใจชอบนั้น
บอกเลยว่าเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าเป็นในชนบทห่างไกลอาจจะพอหยวนๆ กันได้ แต่สำหรับในเมืองหลวง กฎระเบียบนั้นเข้มงวดมาก หากปั่นไปเจอด่านตรวจแล้วไม่มีหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของ มีหวังคุยกันยาวแน่ หรือถ้าโชคร้ายรถหายขึ้นมา ก็คงหมดหวังที่จะตามคืน ดังนั้นเรื่องสำคัญพรรค์นี้ ไม่มีใครกล้ามักง่ายแน่นอน
ทุกคนต่างก็ต้องมาจัดการให้ถูกต้องที่สถานีตำรวจ จ้าวชุ่ยฮวายื่นเงินสดค่ารถพร้อมกับค่าธรรมเนียมอีกสองหยวนให้เจ้าหน้าที่ รอจนกระทั่งเจ้าหน้าที่จัดการตอกตราประทับลงบนตัวรถเรียบร้อย เอกสารทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จักรยานคันนี้ถึงได้ตกเป็นสมบัติของเธออย่างแท้จริง
จ้าวชุ่ยฮวาปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโต เดิมทีเธอตั้งใจว่าจะเลยไปตกปลาที่ภูเขาเสียหน่อย แต่ความเห่อของใหม่ทำให้เธออยากจะรีบกลับไปอวดโฉมรถคันงามที่บ้านมากกว่า ส่วนเรื่องตกปลานั้น เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ หญิงชราเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจขณะเลี้ยวรถเข้าสู่ลานบ้าน ทันใดนั้นเองก็มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องมา
โจวหลี่ซื่อเดินออกมาเจอจ้าวชุ่ยฮวากำลังเข็นจักรยานเข้ามาพอดี สีหน้าของหญิงม่ายตระกูลโจวเปลี่ยนไปทันที ไฟแห่งการเปรียบเทียบในใจของคนแก่ไม่เคยมีวันมอดดับ
เมื่อก่อนบ้านตระกูลโจวเป็นบ้านแรกที่มีจักรยาน นั่นคือความภาคภูมิใจสูงสุดของโจวหลี่ซื่อ แต่มาวันนี้ ถึงแม้บ้านเธอจะยังคงสถานะรวยที่สุดในลานบ้าน แต่ครอบครัวของจ้าวชุ่ยฮวากลับมีจักรยานตั้งสองคันแล้ว จะไม่ให้เธอโมโหและอิจฉาตาร้อนได้อย่างไร
อารมณ์ของโจวหลี่ซื่อขุ่นมัวจนไม่มีกะจิตกะใจจะเอ่ยปากกระแนะกระแหน เธอทำเพียงแค่ปรายตามองค้อนวงใหญ่ใส่จ้าวชุ่ยฮวาหนึ่งที แล้วสะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้าน ปิดประตูใส่หน้าดังปัง
เสียงประตูกระแทกวงกบดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับจะพังบ้านให้ถล่มลงมา
จ้าวชุ่ยฮวาหารู้สึกรู้สาไม่ เธอเชิดหน้าขึ้นราวกับแม่ไก่ชนผู้ชนะ เดินยืดอกอย่างผ่าเผย ป้าหวังที่อยู่ห้องข้างๆ ได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินออกมาดู พอเห็นรถคันใหม่ก็ตาโตด้วยความชื่นชม ยกนิ้วโป้งให้พลางเอ่ยชม
"แม่จ้าว เธอนี่แน่จริงๆ มีความสามารถหาของดีๆ มาได้ตลอด"
จ้าวชุ่ยฮวาหัวเราะร่าเสียงดังอย่างไม่คิดจะถ่อมตัว เธอไม่จำเป็นต้องระแวดระวังตัวจนเกินเหตุ
พื้นเพครอบครัวเธอสืบสาวกลับไปสามรุ่นล้วนเป็นชาวนาจนๆ ประวัติขาวสะอาด ตั๋วซื้อจักรยานที่ได้มาก็มีที่มาที่ไปโปร่งใส จะต้องไปกลัวอะไร
เธอตบเบาะรถแปะๆ แล้วคุยฟุ้ง
"ฉันถอยคันนี้มาเพื่อเอาไว้ขี่ไปตกปลาโดยเฉพาะนั่นแหละ ถ้าต้องเดินไปกลับทุกรอบ ขาแข้งฉันคงพังพอดี ครั้นจะให้นั่งรถเมล์ทุกวันก็เปลืองเงินแย่ สู้มีจักรยานเป็นของตัวเองแบบนี้สะดวกกว่าเยอะ"
ป้าหวังหลุดขำออกมาเมื่อได้ยินเหตุผลนั้น
"เธอก็เลิกคุยโวได้แล้ว ตั้งแต่เริ่มตกปลามา ฉันยังไม่เห็นเธอหิ้วปลากลับมาได้สักตัวเลยนะ"
จ้าวชุ่ยฮวาทำหน้ามุ่ย รีบแก้ตัวพัลวัน
"นั่นมันช่วงฝึกมือต่างหาก ใกล้จะได้เรื่องแล้วน่า ช่วงนี้อากาศมันหนาวเกินไป ปลาที่ไหนมันจะอยากว่ายมากินเบ็ด มันก็ต้องหนาวเหมือนคนนั่นแหละ รออีกไม่กี่วันเถอะ พออากาศอุ่นขึ้นเมื่อไหร่ ฉันจะแสดงฝีมือที่แท้จริงให้ดู"
ป้าหวังได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ ช่างสรรหาข้ออ้างเสียจริง
จ้าวชุ่ยฮวายังคงยืดอกภูมิใจ พูดต่อว่า
"เอ้อ จริงสิ ช่วงนี้ฉันกะว่าจะออกไปตกปลาทุกวัน ถ้าเธอมีธุระอะไรค่อยมาคุยกันตอนค่ำๆ นะ"
ป้าหวังพยักหน้าเข้าใจ
"รับทราบจ้ะ"
อย่าว่าแต่จ้าวชุ่ยฮวาเลย ช่วงนี้คนในบ้านพักรวมแทบไม่มีใครอยากอยู่ติดบ้าน สาเหตุจะเป็นอะไรไปได้ถ้าไม่ใช่เรื่องกลิ่นตุๆ ที่ยังลอยอวลอยู่ ถึงแม้ว่ากลิ่นจะจางลงไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว พัดมาทีไรก็ชวนให้พะอืดพะอมกินข้าวไม่ลงทุกที
ป้าหวังวกกลับมาคุยเรื่องงานส่วนรวม
"เวรยามลาดตระเวนของเรายังเหมือนเดิมนะ สี่วันวนมาถึงรอบเราหนึ่งครั้ง ห้ามเบี้ยวล่ะ"
ถึงแม้เหตุการณ์บ่อเกรอะระเบิดจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตและวุ่นวาย แต่ในเมื่อซูจินไหลไม่ใช่หัวขโมยตัวจริง ภารกิจลาดตระเวนจับโจรจึงต้องดำเนินต่อไป ทว่าป้าหวังก็อดบ่นอุบไม่ได้
"แต่พอเกิดเรื่องพรรค์นั้นขึ้น พวกอาสาสมัครก็พากันหมดไฟไปเลย"
เดิมทีทุกคนต่างฮึกเหิมอยากจะช่วยกันจับโจรเพื่อสร้างผลงานและชื่อเสียง แต่ใครจะไปคิดว่าผลงานที่ได้กลับกลายเป็นเรื่องส้วมระเบิด เหตุการณ์นี้ทำลายขวัญและกำลังใจของทุกคนอย่างรุนแรง ไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนได้แค่วันเดียวก็มอดดับลงอย่างน่าสังเวช
ได้ยินมาว่าช่วงสองสามวันมานี้ การจะตามตัวคนมาเข้าเวรให้ครบทีมนั้นยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา น่ากลุ้มใจจริงๆ
ป้าหวังถอนหายใจ
"ฉันดูทรงแล้ว งานนี้คงต้องพึ่งทีมคุณย่าขาลุยอย่างพวกเราแล้วแหละ พวกหนุ่มสาวสมัยนี้นะ เจออะไรนิดหน่อยก็ถอดใจ ไม่ได้เรื่องเลยสักคน"
จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เธอเองเป็นคนมองโลกในแง่ดี จึงตอบกลับไปอย่างกระตือรือร้น
"ไม่เป็นไรหรอก เราก็ทำหน้าที่ของเราไปตามปกติ พวกเด็กๆ ไม่ไหวก็ช่างปะไร เราทำต่อ ฉันยังยืนยันคำเดิมนะว่าพวกเราแก๊งคุณย่าไม่ได้ด้อยไปกว่าใครหน้าไหนทั้งนั้น"
ป้าหวังยิ้มออก
"เธอพูดถูกใจฉันจริงๆ!"
และแล้วเมื่อถึงวันที่สี่เวียนมาบรรจบ ความจริงก็ปรากฏตรงหน้า จำนวนคนลาดตระเวนน้อยลงอย่างน่าใจหายจนแทบจะตั้งทีมไม่ได้ สีหน้าของป้าหวังดูไม่สู้ดีนัก เธอตัดสินใจเดินดุ่มๆ ไปที่หน้าบ้านตระกูลซูเพื่อตามตัวคน
"ป้าซู ถึงเวลาแล้วนะ ทำไมยังไม่ออกมาอีก?"
จากนั้นเธอก็เดินต่อไปที่บ้านตระกูลโจว ทว่าโจวหลี่ซื่อเองก็มีท่าทีอิดออดไม่อยากจะขยับตัวเช่นกัน ป้าหวังเห็นแบบนั้นก็ของขึ้นทันที เธอยืนเท้าสะเอวด่ากราด
"ดูสภาพพวกเธอแต่ละคนสิ ทำตัวเหมือนหมีจำศีลกันไปได้ นี่มันกิจกรรมส่วนรวมนะ พวกเธอไม่มีจิตสำนึกรักส่วนรวมกันบ้างหรือไง"
คำพูดประโยคนี้ หากไปพูดในอีกหลายสิบปีข้างหน้าคงไม่มีใครสะทกสะท้าน แต่ในยุคสมัยนี้มันเป็นข้อหาที่รุนแรงและได้ผลชะงัด ป้าซูกับป้าโจวจำต้องลากสังขารออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
โดยเฉพาะป้าซูที่เดินโซเซทำท่าเหมือนคนจะล้มแหล่มิล้มแหล่ พร่ำบ่นด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง
"วันนั้นฉันบาดเจ็บจนล้มป่วย ตอนนี้ยังไม่หายดีเลยจริงๆ นะแม่หวัง ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากออกมาช่วย แต่สังขารมันไม่ไหวจริงๆ ขืนให้ฉันเดินลาดตระเวนมีหวังได้ล้มพับไปแน่ๆ สภาพบ้านฉันตอนนี้เธอก็รู้เห็นอยู่ ดูฉันสิ... ส่วนนังหนูเซียงซิ่ว กลางวันก็ต้องไปทำงาน กลับมาก็ต้องทำกับข้าว วิ่งวุ่นทั้งในทั้งนอกจนสายตัวแทบขาด ถ้าขืนให้มันมาเดินเวรดึกอีก คนคงได้ตายกันพอดี"
พอเจอไม้ตายแกล้งป่วยแกล้งตายของซูต้าเหนียงเข้าไป ป้าหวังก็ถึงกับไปไม่เป็น จะบังคับคนป่วยก็ดูจะใจดำเกินไปหน่อย
ทางฝั่งโจวหลี่ซื่อ พอเห็นซูต้าเหนียงใช้มุกป่วยรอดตัวไปได้ เธอก็รีบตีโพยตีพายบีบน้ำตาบ้าง
"ป้าหวังเอ๊ย ฉันเองก็ลำบากเหมือนกันนะ ดูสิว่าไม่กี่วันมานี้ฉันต้องเจอเรื่องร้ายๆ อะไรบ้าง ลูกชายลูกสะใภ้ฉันมีใครมีความสุขบ้างไหม พวกเราไม่ใช่ไม่อยากทำนะ แต่มันเหนื่อยใจจนทำไม่ไหวจริงๆขอพวกเราพักหน่อยเถอะ"
[จบบท]