บทที่ 66: ยุทธการปิดประตูตีแมว
กลุ่มคนทั้งแปดเดินสำรวจพื้นที่กันอย่างละเอียด โดยเฉพาะจุดที่พวกลักเล็กขโมยน้อยมักจะใช้ซ่อนตัว พวกเขาเดินดูตามซอกมุมมืดต่างๆ จนกระทั่งมาถึงบริเวณห้องส้วม จ้าวชุ่ยฮวาก็หยุดฝีเท้าลงทันที สายตาของหญิงชราจ้องมองไปยังประตูห้องส้วมที่ปิดสนิทอยู่ตรงหน้าแล้วเอ่ยถามขึ้นมาว่า
"พวกเธอคิดว่าคนร้ายจะเข้าไปแอบอยู่ในห้องส้วมหรือเปล่า"
อันที่จริงประเด็นนี้พวกเขาเพิ่งจะถกเถียงกันไปเมื่อครู่ และทุกคนต่างก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ใครมันจะบ้าเข้าไปดมกลิ่นเหม็นในนั้นกัน
แต่ทว่าจวงจื้อซีกลับหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่นตามประสาว่า
"ถ้าผมเป็นขโมยนะ ผมจะทำในสิ่งที่คนอื่นคาดไม่ถึง นั่นก็คือหนีเข้าไปซ่อนในห้องส้วมนี่แหละ แผนซ้อนแผนไงแม่"
พอได้ยินจวงจื้อซีพูดแบบนั้น ทุกคนก็เริ่มลังเลขึ้นมาทันที ฟังดูแล้วมันก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน ในเมื่อคนส่วนใหญ่คิดว่าไม่มีใครเข้าไปซ่อน ขโมยมันอาจจะฉลาดพอที่จะใช้จุดบอดตรงนี้เอาตัวรอดก็ได้
ในขณะที่คนด้านนอกกำลังวิเคราะห์กันอย่างเคร่งเครียด จางซานที่แอบซุ่มเงียบอยู่ภายในห้องส้วมกลับทำหน้าบอกบุญไม่รับ เขาแทบอยากจะตะโกนออกไปถามไอ้หนุ่มปากดีข้างนอกนั่นเหลือเกินว่าทำไมต้องคิดซับซ้อนขนาดนั้นด้วย คนปกติเขาไม่คิดกันแบบนี้หรอกโว้ย
แต่ไม่ว่าจางซานจะรู้สึกอัดอั้นตันใจแค่ไหน คนข้างนอกก็ไม่ได้ยินเสียงความคิดของเขา จ้าวชุ่ยฮวาพยักหน้าเห็นด้วยกับลูกชายแล้วพูดเสริมขึ้นมาว่า
"แม่ก็คิดเหมือนกันว่ามีความเป็นไปได้สูงที่มันจะซ่อนอยู่ในนี้ โบราณเขาว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด"
"ป้าพูดมีเหตุผลครับ" เพื่อนบ้านคนหนึ่งเอ่ยสนับสนุน
จางซานที่แอบฟังอยู่ถึงกับกลอกตามองบน ยัยแก่คนนี้รู้ดีจริงๆ จะมาวิเคราะห์ตำราพิชัยสงครามอะไรกันตอนนี้
เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าจะค้นห้องส้วม จ้าวชุ่ยฮวาก็หันมาสั่งการทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ทุกคนหาอะไรมาถือไว้ป้องกันตัวนะ อย่าประมาทเด็ดขาด เราไม่รู้ว่าไอ้ขโมยคนนี้มันพกมีดหรือพกอาวุธร้ายแรงอะไรมาบ้าง จำไว้ว่าต่อให้วรยุทธ์สูงส่งแค่ไหนก็แพ้มีดทำครัวได้ ระวังตัวกันด้วย"
ทุกคนพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน พวกเขามองหาท่อนไม้หรือวัสดุแข็งๆ แถวนั้นมาถือกระชับมือไว้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามีคนร้ายอยู่ข้างในหรือไม่ แต่การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมดีกว่าเสมอ
ในจังหวะที่จวงจื้อซีกำลังจะก้าวเท้าเดินนำหน้าเข้าไปที่ประตูห้องส้วม จ้าวชุ่ยฮวาก็รีบคว้าแขนลูกชายเอาไว้แน่น เธอออกแรงดึงเขากลับมาด้านหลังแล้วตะโกนบอกเสียงดังฟังชัด
"แกไม่ต้องเสนอหน้าไปก่อนเลย ถอยไปอยู่ข้างหลังแม่นี่ ให้แม่เป็นคนเปิดทางเอง"
"อ้าว ทำไมล่ะแม่" จวงจื้อซีงุนงง
"ก็แกเป็นหนุ่มเป็นแน่น ถ้าขโมยมันตกใจแล้วสู้ยิบตา มันคงกล้าแลกหมัดกับแกแน่ แต่กับแม่มันคนละเรื่องกัน" จ้าวชุ่ยฮวายืดอกพูดด้วยความมั่นใจ
"แม่แก่แล้ว ถ้ามันกล้าแตะต้องตัวแม่แม้แต่ปลายก้อย แม่จะทิ้งตัวลงนอนดิ้นกับพื้นทันที คราวนี้แหละแม่จะเรียกค่าเสียหายให้หมดตัวเลยคอยดู ถ้าไม่จ่ายมาสักหลายร้อยหยวน แม่จะร้องโอดโอยไม่เลิก ให้มันโดนข้อหาหนักจนติดคุกหัวโตไปเลย"
จวงจื้อซีได้ยินแผนการของแม่ถึงกับยืนอึ้งพูดไม่ออก
ไม่ใช่แค่ลูกชายที่อึ้ง แต่เพื่อนบ้านทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างก็ทำหน้าไม่ถูกกับกลยุทธ์สุดแสบของหญิงชรา
ส่วนจางซานที่แอบฟังอยู่ข้างในห้องส้วมถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ยัยแก่นี่มันร้ายกาจเกินมนุษย์มนา จิตใจทำด้วยอะไรถึงได้คิดแผนชั่วร้ายแบบนี้ออกมาได้
ด้วยความโมโหบวกกับความเครียดสะสม จางซานเผลอทุบกำแพงห้องน้ำระบายอารมณ์ไปหนึ่งที
"ปึง!"
เสียงทุบกำแพงดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืน แม้จะไม่ดังมากแต่เมื่อทุกคนยืนอยู่ใกล้ขนาดนี้ เสียงนั้นจึงชัดเจนเต็มสองหู ขนแขนของทุกคนลุกชันขึ้นมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
เสียงกุกกักในห้องส้วมยืนยันชัดเจนแล้วว่ามี 'อะไรบางอย่าง' อยู่ข้างในแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคนหรือผี สถานการณ์ตอนนี้ก็น่าขนลุกไม่ต่างกัน
เหงื่อกาฬเริ่มไหลซึมตามไรผมของเหล่าชายฉกรรจ์ แต่ทว่าจ้าวชุ่ยฮวากลับคำรามออกมาเหมือนแม่เสือ เธอชูไม้ในมือขึ้นสูงแล้วตะโกนปลุกใจเสียงดังลั่น
"พวกเรามีกันตั้งแปดคน จะไปกลัวอะไรกับโจรแค่คนเดียว รุมตีให้เละคาตีนยังได้ ลุยเข้าไปเลย!"
เสียงตะโกนของจ้าวชุ่ยฮวาเหมือนกริ่งสัญญาณที่เรียกสติทุกคนกลับมา ใช่สิ พวกเขามากันตั้งเยอะ จะไปกลัวทำไม
ความกล้าหาญที่เกือบจะมอดดับถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง ทุกคนกระชับไม้ในมือแน่นแล้วพุ่งตัวเข้าไปที่ห้องส้วมพร้อมกัน เนื่องจากห้องส้วมมีทางเข้าออกเพียงทางเดียว ส่วนหน้าต่างระบายอากาศก็อยู่สูงเกินกว่าจะปีนหนีได้ทัน จางซานจึงตกอยู่ในสภาพไม่ต่างอะไรกับหนูในไหที่ไม่มีทางหนี
จ้าวชุ่ยฮวาเป็นคนแรกที่พุ่งตัวเข้าไป ด้านในห้องส้วมค่อนข้างมืดสลัว มีเพียงแสงจันทร์รำไรที่ส่องผ่านช่องลมลงมา พอให้เห็นเงาตะคุ่มที่ยืนแนบชิดติดกำแพงอยู่
แม้แสงจะน้อย แต่จ้าวชุ่ยฮวาก็จำรูปร่างหน้าตาของไอ้เด็กเวรคนนี้ได้แม่นยำ จางซานเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจชักมีดพกออกมาขู่หวังจะเปิดทางหนี
"อย่าเข้ามานะเว้ย! ใครเข้ามาข้าแทงไม่ยั้งนะ!"
คนอื่นอาจจะชะงักเมื่อเห็นมีด แต่ไม่ใช่กับจ้าวชุ่ยฮวา ภาพของมีดเล่มนั้นเหมือนราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแห่งความแค้นในอดีต เธอไม่รอฟังคำขู่ใดๆ ทั้งสิ้น หญิงชราคำรามลั่นพร้อมกับหวดไม้ในมือออกไปสุดแรงเกิด
"ตายซะเถอะแก!"
"เฮ้ย!" จางซานร้องเสียงหลง
"แม่เจ้าโว้ย!" คนข้างหลังอุทานด้วยความตกใจ
"เคร้ง!"
จางซานเอี้ยวตัวหลบไม้ของจ้าวชุ่ยฮวาได้แบบเส้นยาแดงผ่าแปด ไม้หวดกระแทกเข้ากับกำแพงปูนจนสะเทือน แต่ความตกใจทำให้มีดในมือของจางซานร่วงหล่นลงพื้น
จ้าวชุ่ยฮวาไม่เปิดโอกาสให้มันได้ตั้งตัว เธอเงื้อไม้ขึ้นแล้วฟาดซ้ำลงไปอีกครั้งอย่างแม่นยำ
"โอ๊ย! แม่จ๋าช่วยด้วย!"
คราวนี้ไม้กระทบเข้ากับเป้าหมายเต็มๆ จางซานร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด พอเห็นว่าโจรเสียท่า คนที่เหลืออีกเจ็ดคนก็กรูเข้ามารุมสกรัมทันที
"ตุบ! ตับ! พลั่ก!"
จางซานทนรับพายุบาทาและไม้หน้าสามไม่ไหว เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมหัวเพื่อปัดป้อง พร้อมกับแหกปากร้องขอชีวิตสุดเสียง
"ยอมแล้วครับ! ผมยอมแล้ว! ช่วยด้วยครับ!"
ในขณะเดียวกัน ทางด้านนอกซอยนั้น ตำรวจจากสถานีท้องที่กำลังวิ่งกระหืดกระหอมตามโจวฉวินและไป๋เฟิ่นโต้วมาอย่างเร่งรีบ
เจ้าหน้าที่ตำรวจอดคิดในใจไม่ได้ว่าซอยนี้มันเป็นอะไรกันนักหนา เดี๋ยวก็มีเรื่อง เดี๋ยวก็มีคดี ไม่ได้ว่างเว้นเลยสักวัน โดยเฉพาะไอ้บ้านหลังนั้น ดูเหมือนจะเป็นศูนย์รวมความวุ่นวายประจำย่านนี้ไปแล้ว
แถมครั้งนี้ผู้เสียหายยังเป็นโจวฉวินอีกต่างหาก ตำรวจที่คุ้นเคยกับคดีเก่าๆ ของเขาถึงกับทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะสงสารหรือสมเพชดีที่ดวงซวยซ้ำซากขนาดนี้
พอเจ้าหน้าที่วิ่งมาถึงหน้าห้องส้วม พวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมา
"ยอมแล้ว! ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!"
คำว่า "ช่วยด้วย" กระตุ้นสัญชาตญาณของตำรวจทันที สีหน้าของเจ้าหน้าที่เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด พวกเขาคิดว่ามีประชาชนกำลังถูกทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต จึงรีบพุ่งตัวเข้าไปในห้องส้วมโดยไม่ทันได้สังเกตเลยว่า นี่มันคือห้องส้วมเดียวกับที่เคยเกิดเหตุการณ์ในตำนานเมื่อคราวก่อน
"หยุดนะ! นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ!"
พอตำรวจพุ่งพรวดพราดเข้าไป ภาพที่เห็นกลับทำเอาทุกคนต้องเบรกตัวโก่ง
แทนที่จะเห็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายนอนจมกองเลือด พวกเขากลับเห็นชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนยืนถือไม้หน้าสามล้อมกรอบไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่นั่งสั่นเป็นลูกนกตกน้ำอยู่ตรงกลาง
จางซานที่กำลังกอดหัวตัวเองแน่น พอเห็นเครื่องแบบตำรวจก็เหมือนเห็นเทวดามาโปรด เขารีบตะโกนฟ้องทันที
"คุณตำรวจครับ! ช่วยผมด้วย! ผมเป็นขโมยครับ! รีบจับผมไปที!"
ตำรวจยืนงงเป็นไก่ตาแตก เกิดมาเพิ่งเคยเจอโจรที่ร้องขอให้ตำรวจจับด้วยความเต็มใจขนาดนี้
จางซานไม่ได้อยากจะสิ้นอิสรภาพ แต่จากประสบการณ์ในวงการหัวขโมย เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์มานับไม่ถ้วนว่าเวลาชาวบ้านจับขโมยได้มักจะระบายแค้นด้วยการรุมประชาทัณฑ์ บางรายโดนซ้อมจนปางตาย หยอดน้ำข้าวต้มไปหลายเดือนกว่าจะฟื้น
เมื่อกี้แค่ไม้แรกของยายแก่เขาก็เห็นนรกมารำไรแล้ว ขืนปล่อยให้โดนรุมต่อมีหวังได้ไปเฝ้ายมบาลจริงๆ แน่ จางซานจึงมองตำรวจด้วยสายตาอ้อนวอนสุดชีวิต
"ผมทำผิดไปแล้วครับ ผมสารภาพทุกอย่าง จับผมไปเถอะครับ จับผมไปตอนนี้เลย!"
จ้าวชุ่ยฮวาลดไม้ในมือลงแล้วมองขโมยจอมขี้ขลาดด้วยสายตาเหยียดหยาม คนใจเสาะพรรค์นี้ชาติก่อนมันไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้กล้าแทงคนอื่นเขา
ตำรวจหลี่ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดจับกุมจำหน้าหนึ่งในกลุ่มจีนมุงได้ เขาหันไปมองจวงจื้อซีแล้วทักขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"อ้าว สหายจวง เป็นคุณอีกแล้วเหรอ"
จวงจื้อซียิ้มแห้งๆ แล้วตอบกลับไป "ใช่ครับ เป็นผมอีกแล้วครับสหายตำรวจ"
ตำรวจหลี่ส่ายหัวยิ้มๆ ก่อนจะหันไปสั่งลูกน้อง "เอ้า พวกคุณเข้าไปใส่กุญแจมือคนร้าย แล้วพาตัวกลับไปสอบสวนที่โรงพัก เดี๋ยวค่อยว่ากันตามขั้นตอน"
แม้ว่าใจจริงของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเห็นด้วยกับการสั่งสอนขโมยสักยกสองยกให้เข็ดหลาบ แต่ทว่าชื่อเสียงเรียงนามของซอยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องส้วมแห่งนี้ มันช่างเลื่องลือระบือไกลในทางที่ไม่ค่อยน่าอภิรมย์นัก
ไม่ใช่ว่าตำรวจกลัวขโมยจะโดนซ้อมจนตายคาตีนชาวบ้านหรอกนะ แต่สิ่งที่พวกเขากลัวจับใจคือกลัวว่าจะมีใครสักคนพลาดท่าผลักกันไปผลักกันมา จนตกลงไปในบ่อเกรอะเหมือนคราวก่อนต่างหาก
ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมาจริงๆ ภาระหนักก็จะตกอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างพวกเขาที่ต้องลงไปช่วยงมคนขึ้นมาจากบ่อขี้ แค่คิดภาพตาม กลิ่นตุๆ ก็เหมือนจะลอยมาแตะจมูกแล้ว ใครมันจะไปทนไหวกับการว่ายท่าผีเสื้อในบ่ออุจจาระกันล่ะ
ด้วยเหตุนี้ ตำรวจหลี่จึงรีบตัดบทอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดที่สุด
"เอาล่ะๆ รีบจัดการให้ไวเลย ส่วนพวกคุณที่เป็นพยาน ช่วยตามผมไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจด้วยนะครับ"
"ได้ครับ ไม่มีปัญหา" ทุกคนรับคำอย่างว่าง่าย
ตำรวจหลี่พยายามเร่งระบายคนออกจากพื้นที่อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด ทันใดนั้นไป๋เฟิ่นโต้วกับโจวฉวินที่เพิ่งวิ่งมาถึงก็เบียดตัวแทรกฝูงชนเข้ามาได้พอดี น่าเสียดายที่สถานการณ์จบลงแล้วและฝุ่นตลบเริ่มจางหาย ทั้งสองคนแทบไม่มีส่วนร่วมอะไรเลยกับปฏิบัติการจับกุมครั้งนี้
โจวฉวินมองเห็นหน้าคนร้ายชัดๆ ก็ตะโกนถามขึ้นด้วยความโมโห
"มันใช่ไหม เป็นไอ้หมอนี่ใช่ไหมที่ขึ้นบ้านผม"
จางซานที่นั่งคุกเข่าอยู่รีบพยักหน้ารับอย่างซื่อสัตย์และจริงใจสุดๆ
"ใช่ครับ เป็นผมเอง"
"ไอ้เวรเอ๊ย ฉันจะซ้อมแกให้ตายคามือ"
ความโกรธของโจวฉวินพุ่งปรี๊ดจนระงับไม่อยู่ เขาถลกแขนเสื้อขึ้นเตรียมจะพุ่งเข้าไปประเคนหมัดใส่หน้าขโมย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มนายหนึ่งตาไวรีบเข้ามาขวางเอาไว้เสียก่อน
"ใจเย็นๆ ก่อนพี่ชาย อย่าเพิ่งลงไม้ลงมือเลย ไปคุยกันที่โรงพักเถอะครับ รับรองว่าทางเราจะให้ความเป็นธรรมกับคุณแน่นอน"
ไม่ต้องรอให้ตำรวจหลี่ส่งซิกเตือน ตำรวจหนุ่มน้อยคนนี้ก็รู้หน้าที่ดีว่า ห้ามเกิดเหตุตะลุมบอนในห้องส้วมนี้เด็ดขาด ภาพเหตุการณ์วินาศสันตะโรครั้งก่อนยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาอย่างชัดเจน
เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ต้องมาเก็บกวาดสภาพดูไม่จืดในครั้งนั้น ภาพติดตา กลิ่นติดจมูกทำเอาเขากินข้าวไม่ลงไปถึงสามวันเต็ม วันนี้เพิ่งจะกลับมากินข้าวได้อร่อยเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด
เป็นตายร้ายดียังไงวันนี้ต้องไม่มีใครตกบ่อขี้!
เมื่อเจ้าหน้าที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ปฏิบัติการเคลื่อนย้ายผู้ต้องหาจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เพียงไม่กี่นาทีขบวนของตำรวจและชาวบ้านก็มุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจ
แน่นอนว่าต้องมีตัวแทนชาวบ้านตามไปด้วย ป้าหวังในฐานะผู้ดูแลลานบ้านย่อมต้องไปเป็นหัวเรือใหญ่ ส่วนจ้าวชุ่ยฮวาที่เป็นคนแรกที่เจอตัวคนร้ายและเปิดฉากการโจมตีก็ขาดไม่ได้เช่นกัน ทางด้านเฒ่าจวง สามีผู้ภักดีก็ต้องตามไปดูแลภรรยาของเขาอยู่แล้ว
ส่วนเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ที่ร่วมปฏิบัติการ ต่างก็รู้สึกว่านี่เป็นช่วงเวลาแห่งเกียรติยศที่หาได้ยาก จึงพร้อมใจกันเดินตามไปเป็นพรวน
ในจังหวะนั้นเอง จวงจื้อซีก็ยกมือขึ้นเสนอตัว
"งั้นผมขอไม่ไปนะครับ ผมจะอาสาไปแจ้งข่าวให้กลุ่มอื่นๆ ที่แยกย้ายกันไปตามหาขโมยรู้เรื่องก่อน เดี๋ยวพวกเขาจะพากันเดินหาจนเหนื่อยเปล่า"
ตำรวจหลี่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า "ตกลง ขอบใจมากนะสหายจวง"
จวงจื้อซียิ้มรับด้วยความเต็มใจ "ครับ ยินดีให้บริการเพื่อประชาชน"
หลังจากตกลงกันเรียบร้อย กลุ่มคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ จวงจื้อซีวิ่งเหยาะๆ ไปตามจุดต่างๆ เพื่อแจ้งข่าวดีให้กับเพื่อนบ้านอีกสองกลุ่มที่ยังคงเดินลาดตระเวนอยู่ พอทุกคนรู้ข่าวว่าจับตัวคนร้ายได้แล้ว ต่างก็แสดงอาการดีใจกันยกใหญ่
แต่ทว่าภายใต้ความดีใจนั้น ก็แฝงไปด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ทำไมคนที่จับขโมยได้ถึงไม่ใช่พวกเขากันนะ อดเป็นฮีโร่เลย
ถึงกระนั้น ความอยากรู้อยากเห็นก็มีมากกว่าความเสียดาย ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงตัดสินใจเดินตามขบวนตำรวจไปที่โรงพักด้วย อย่างน้อยได้ไปดูหน้าขโมยก็ยังดี ถือว่ามีส่วนร่วมในการลาดตระเวนเหมือนกัน
จวงจื้อซีมองดูเพื่อนบ้านที่แห่แหนกันไปทางสถานีตำรวจ ส่วนตัวเขาเลือกที่จะเดินกลับไปที่เรือนสี่ประสานเพื่อแจ้งข่าวให้คนที่เหลือทราบ
ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าประตูบ้าน โจวหลี่ซื่อที่รอฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อก็พุ่งตัวออกมา พอรู้ว่าจับขโมยได้แล้ว เธอก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ใส่เกียร์หมาวิ่งหน้าตั้งออกไปที่ประตูใหญ่ทันที
จวงจื้อซีมองตามแผ่นหลังที่วิ่งห่อไหล่ฝ่าลมหนาวออกไป แล้วอดไม่ได้ที่จะรำพึงออกมา
"ป้าโจวนี่สุดยอดจริงๆ ขนาดผมใส่เสื้อนวมหนาเตอะยังรู้สึกหนาว แต่แกใส่แค่ชุดซับในตัวบางๆ วิ่งออกไปหน้าตาเฉย แข็งแกร่งเกินคนจริงๆ"
เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ที่อยู่ในลานบ้านได้ยินดังนั้นต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
"คนแก่เขาหนังหนา ไม่ค่อยรู้สึกรู้สาเรื่องความหนาวหรอก"
"จะหนาไม่หนาก็เรื่องหนึ่ง แต่ใส่ชุดซับในวิ่งโทงๆออกไปแบบนั้นมันไม่งามเลยนะ"
"ช่างเถอะน่า แก่ป่านนั้นแล้วใครจะไปมอง"
"ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ใครมอง แต่อยู่ที่ว่าเสื้อชุดนั้นแกซักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่มากกว่า..."
"จุ๊ๆ อย่าไปยุ่งเรื่องของแกเลย เดี๋ยวจะโดนด่าฟรี"
"นั่นสิเนอะ"
ทุกคนรู้กิตติศัพท์ความปากร้ายและนิสัยพาลคนไปทั่วของโจวหลี่ซื่อดี เธอเป็นประเภทที่ไม่เห็นหัวใคร ต่อให้เราหวังดีเข้าไปเตือน ถ้าพูดไม่เข้าหู เธอก็พร้อมจะแว้งกัดได้ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นปล่อยเธอไปตามยถากรรมเถอะ
เมื่อประเด็นเรื่องโจวหลี่ซื่อจบลง ความสนใจก็กลับมาที่จวงจื้อซีอีกครั้ง
"ว่าแต่เสี่ยวจวง ไปจับตัวคนร้ายได้ที่ไหนล่ะ"
"พวกเอ็งนี่เก่งกันจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะจับได้"
"มีฝีมือเหมือนกันนะเราน่ะ คราวก่อนฉันนึกว่าฟลุ๊ค แต่รอบนี้จับได้อีก แสดงว่าของจริง"
จวงจื้อซีหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงถ่อมตัวและจริงใจสุดๆ
"จริงๆ แล้วต้องยกความดีความชอบให้พวกบรรดาป้าๆ เขาครับ ผมกับพวกหนุ่มๆ ก็แค่ไปเป็นลูกมือช่วยส่งเสียงขู่เท่านั้นแหละ งานนี้แม่ผมกับป้าหวังเป็นตัวตั้งตัวตีเลย พวกแกเก่งกาจกันมากๆ"
พอเขาพูดแบบนี้ อาจารย์ช่างหลี่หรือพ่อครัวหลี่ที่ยืนฟังอยู่ด้วยก็ยิ้มมุมปากอย่างภาคภูมิใจ พลางพยักหน้าหงึกๆเพราะเมียของเขาก็เป็นหนึ่งในทีมงานคุณภาพชุดนี้ด้วย
"แล้วพวกนั้นเขาไปโรงพักกันหมดแล้วเหรอ"
จวงจื้อซีพยักหน้า "ไปกันหมดแล้วครับ ถ้าผมไม่ต้องกลับมาส่งข่าวบอกทุกคน ผมก็คงตามไปเหมือนกัน แต่ไหนๆ ก็กลับมาแล้ว ผมเลยขอตัวไม่ตามไปดีกว่าครับ"
เรื่องอะไรจะหาเรื่องใส่ตัว ถึงเขาจะยังหนุ่มยังแน่น แต่การอดหลับอดนอนไม่ใช่เรื่องสนุก พักผ่อนเอาแรงดีกว่า ส่วนเรื่องความดีความชอบ ยังไงเขาก็มีส่วนแบ่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปแย่งซีนใคร
จวงจื้อซีโบกมือลาเพื่อนบ้าน "งั้นผมขอตัวกลับห้องก่อนนะครับ"
"เฮ้ย อย่าเพิ่งรีบสิ เล่าให้ฟังอีกหน่อย!" เพื่อนบ้านบางคนยังติดลม
"รายละเอียดลึกๆ ผมก็ไม่รู้หรอกครับ ผมออกมาตอนที่พี่โจวฉวินตะโกนเรียกคน แล้วก็เดินตามแม่ไปวนดูรอบๆ แป๊บเดียวก็เจอตัวเลย รายละเอียดที่เหลือต้องรอถามพวกที่ไปโรงพักนั่นแหละครับ กลับมาคงเล่าได้เป็นฉากๆ แน่"
"ก็จริงของแก"
"งั้นพวกเราตามไปดูที่โรงพักบ้างดีไหม"
"เอาสิ... เอ๊ะ แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเราไปกันหมด ใครจะเฝ้าบ้านล่ะ เกิดมีขโมยมาอีกชุดจะทำยังไง"
"โธ่ จะมีขโมยที่ไหนเยอะแยะขนาดนั้น"
"เรื่องแบบนี้ประมาทไม่ได้นะ ยิ่งช่วงนี้ซอยเรายิ่งเนื้อหอมอยู่... ไม่เอาดีกว่า แยกย้ายกันกลับเข้าบ้านเถอะ"
เมื่อตกลงกันได้ วงสนทนาก็แตกฮือ ต่างคนต่างแยกย้ายกลับเข้าบ้านตัวเอง
จวงจื้อซีเดินกลับไปที่เรือนของตน พี่ชายคนโตยังไม่กลับมา พี่สะใภ้อย่างเหลียงเหม่ยเฟินจึงพาหลานๆ เข้าไปนอนรวมกันในห้องของเธอ จวงจื้อซีเดินไปเคาะหน้าต่างเบาๆ แล้วบอกผ่านกระจกเข้าไป
"พี่สะใภ้ครับ เรียบร้อยแล้วนะ นอนพักผ่อนได้เลย"
เหลียงเหม่ยเฟินที่อยู่ในห้องถึงกับทำหน้างง
'อ้าว จบแล้วเหรอ ไม่คิดจะเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยเหรอว่าจับได้ยังไง ใครเป็นคนจับ'
แต่จวงจื้อซีไม่ได้สนใจความอยากรู้อยากเห็นของพี่สะใภ้ เดิมทีถ้าไม่ใช่เพราะเสียงเอะอะโวยวายกับความเป็นห่วงแม่ เขาคงไม่ออกไปเดินตากลมหนาวร่วมวงจับขโมยแต่แรกแล้ว
ชายหนุ่มผลักประตูห้องนอนของตัวเองเข้าไป ก็เห็นภรรยาสาวนอนลืมตาแป๋วรอเขาอยู่ ดวงตาคู่สวยเป็นประกายวิบวับท่ามกลางความมืดสลัว
จวงจื้อซีรีบงับประตูปิดลงกลอนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มอุ่นๆ ทันที
"หนาวชะมัด ขอกอดหน่อย ขอไออุ่นหน่อย"
หมิงเหม่ยกระพริบตาปริบๆ ขนตายาวงอนขยับไหว พลางเอ่ยถามเสียงใส
"ตกลงจับคนร้ายได้แล้วเหรอคะ"
[จบบท]