บทที่ 68: ธุรกิจลับของป้าเหลียน
เหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของตาเฒ่าเปาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมยังทำให้ส่วนแบ่งผลงานที่เขาควรจะได้รับลดน้อยลงไปอีกด้วย เรื่องนี้สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวใจให้แก่ชายชราผู้ดูแลห้องส้วมเป็นอย่างมาก
จวงจื้อซีที่ยืนฟังคำบ่นพึมพำอยู่นานเริ่มรู้สึกว่าเวลาล่วงเลยไปพอสมควรแล้ว เขาจึงตัดสินใจเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมาเพื่อให้เข้าเรื่องเสียที
“ลุงเปาครับ สรุปว่าลุงอยากจะพูดอะไรกับผมกันแน่ พูดมาตรงๆ ได้เลยครับ เรื่องความลำบากก่อนหน้านี้ไม่ต้องเล่าซ้ำแล้วก็ได้ ผมเข้าใจแล้ว”
ตาเฒ่าเปาทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ
“ถ้าไม่เล่าให้ละเอียด แล้วพ่อหนุ่มจะรู้ได้ยังไงว่าลุงน่ะลำบากแค่ไหน”
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ อย่างจนใจ
“ครับๆ ผมรู้แล้ว... แล้วสรุปว่ายังไงต่อครับ”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มเร่งรัด ตาเฒ่าเปาก็ปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น พลางเอามือทาบอกด้วยท่าทางขวัญเสีย
“เมื่อเช้านี้ลุงได้ยินข่าวมาว่าที่ส้วมนี่จับขโมยได้อีกแล้ว หัวใจของลุงนี่มันหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มเลยนะ พ่อหนุ่มลองคิดดูสิ ส้วมทางฝั่งตะวันออกของเขตเรามีตั้งหลายสิบแห่ง แต่มีแค่ส้วมในซอยซิ่งฮวาหลี่ของพวกเรานี่แหละที่มีเรื่องราววุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน
ลุงล่ะกลัวจริงๆ กลัวว่าจะมีใครตกลงไปในบ่ออีก วันนี้ตอนเดินมาทำงาน ลุงต้องเดินมาด้วยความหวาดระแวง หัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ตลอดทาง แต่ก็โชคดีเหลือเกินที่เช้านี้ยังไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น”
ชายชราเว้นจังหวะหายใจนิดหนึ่ง ก่อนจะบ่นอุบอิบออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจ
“คนพวกนี้มันเป็นอะไรกันนักหนานะ จะไปอาละวาดหรือทำเรื่องพิเรนทร์ที่ไหนไม่ได้หรือไง ทำไมต้องมาเจาะจงที่ส้วมแห่งนี้ด้วยก็ไม่รู้”
จวงจื้อซีหลุดขำออกมาเบาๆ เขาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำพูดของตาเฒ่าเปา แถมในน้ำเสียงยังแฝงความภูมิใจเล็กๆ อย่างน่าประหลาด
“นั่นสิครับ สงสัยจะเป็นเพราะคนแถวบ้านเรามีความกล้าหาญชาญชัยกันทุกคน วีรกรรมมันก็เลยเยอะเป็นพิเศษแบบนี้แหละครับ”
ตาเฒ่าเปาได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่มองหน้าชายหนุ่มปริบๆ
นี่พ่อหนุ่มคิดว่าลุงกำลังชมเชยพวกเอ็งอยู่หรือไงกัน!
ชายชราสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์ ก่อนจะวกกลับมาที่จุดประสงค์หลักของตนเอง
“เอาเถอะๆ ลุงไม่อยากจะเถียงด้วยแล้ว ประเด็นคือลุงรู้สึกไม่วางใจกับสถานการณ์ในละแวกนี้เลยจริงๆ เพราะงั้นลุงเลยอยากจะวานให้พ่อหนุ่มช่วยเขียนป้ายอะไรสักอย่างให้หน่อย”
จวงจื้อซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
“แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองเหรอครับ”
ที่บ่นยืดยาวมาเกือบสิบนาที สรุปแล้วจุดประสงค์มีแค่ต้องการให้ช่วยเขียนป้ายเนี่ยนะ
ตาเฒ่าเปารีบแย้งขึ้นมาทันควัน เสียงดังฟังชัด
“จะเป็นเรื่องเล็กได้ยังไง นี่มันเรื่องใหญ่ระดับคอขาดบาดตายเลยนะ มันเกี่ยวพันไปถึงผลผลิตของเกษตรกรในเขตชานเมือง แล้วก็เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงเกียรติยศของส้วมแห่งนี้ด้วย!”
จวงจื้อซีพยักหน้าส่งๆ ไปอย่างนั้น
“ครับๆ...เข้าใจแล้วครับ”
เขาไม่เห็นจะรู้สึกเลยว่าส้วมสาธารณะแห่งนี้จะมีชื่อเสียงอะไรให้รักษาตรงไหน
“แล้วลุงอยากจะให้ผมเขียนว่าอะไรล่ะครับ”
นี่แหละคือปัญหาที่ทำให้ตาเฒ่าเปากลัดกลุ้มจนต้องมาขอความช่วยเหลือ ชายชราเกาหัวแกรกๆ ด้วยความจนปัญญา
“ก็เพราะลุงนึกไม่ออกน่ะสิถึงได้มาหาพ่อหนุ่ม พ่อหนุ่มเรียนจบถึงชั้นมัธยมปลาย เป็นปัญญาชนมีความรู้ ช่วยลุงคิดหน่อยสิว่าจะเขียนข้อความยังไงดี ให้คนอ่านแล้วไม่กล้าตกลงไปในส้วมอีก”
ตาเฒ่าเปาทำหน้าขึงขัง
“เรื่องนี้จริงจังมากนะ ห้ามล้อเล่นเด็ดขาด”
จวงจื้อซียืนกอดอกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเสนอไอเดียด้วยรอยยิ้มมุมปาก
“ถ้าอย่างนั้น ลุงคิดว่าถ้าเราตั้งป้ายเขียนว่าที่นี่ห้ามอาบน้ำ ลุงว่าจะดีไหมครับ”
ตาเฒ่าเปาชะงักไปครู่หนึ่ง สมองประมวลผลตามคำพูดนั้น ก่อนจะพยักหน้ารัวๆ ด้วยความเห็นดีเห็นงาม
“เอ้อ! อันนี้เข้าท่า! นี่มันบ่ออุจจาระนะไม่ใช่โรงอาบน้ำ จะมาทำเรื่องเหลวไหลกันได้ยังไง เขียนแบบนี้แหละดี!”
จวงจื้อซียิ้มกว้างกว่าเดิม
“งั้นลุงจะเขียนเอง หรือจะให้ผมช่วยเขียนให้ครับ”
“ต้องรบกวนพ่อหนุ่มแล้วล่ะ ลายมือลุงมันดูไม่ได้หรอก”
“ไม่มีปัญหาครับ เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวผมจัดการให้ ถือว่าช่วยกันครับ”
ตาเฒ่าเปารู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก เขามองจวงจื้อซีด้วยสายตาชื่นชม
“พ่อหนุ่มนี่เป็นคนดีจริงๆ ขอบใจมากนะ ขอบใจจริงๆ ลุงรู้อยู่แล้วเชียวว่าคนมีการศึกษาอย่างพวกเธอนี่หัวไวพึ่งพาได้ เอาตามนี้เลยนะ เขียนเสร็จแล้วเอาไปปักไว้ด้านหลัง ลุงว่าเหมาะที่สุด”
จวงจื้อซีรับคำอย่างแข็งขัน
“ได้ครับ เดี๋ยวผมเขียนให้เสร็จแล้วพรุ่งนี้เช้าจะเอามาให้ลุงนะครับ”
“ดีมาก ดีจริงๆ”
ในที่สุดจวงจื้อซีก็ได้ปลีกตัวไปทำงานเสียที เขารู้สึกดีใจที่ได้ทำความดีช่วยเหลือสังคมแต่เช้า การเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงก็ต้องหมั่นทำความดีแบบนี้แหละ
ชายหนุ่มเดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม เป็นจังหวะเดียวกับที่จ้าวชุ่ยฮวาผู้เป็นแม่เดินออกมาจากห้องส้วมพอดี เธอเห็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเดินยิ้มร่าออกไปก็อดส่ายหน้าไม่ได้ ไม่รู้ว่าเจ้าลูกชายตัวดีไปก่อเรื่องอะไรไว้อีกหรือเปล่า แต่คนเป็นแม่ก็คร้านจะใส่ใจในรายละเอียด
จะว่าไปแล้ว อย่าว่าแต่ตาเฒ่าเปาที่รู้สึกขยาดกับส้วมแถวนี้เลย แม้แต่จ้าวชุ่ยฮวาเองก็เริ่มจะมีปมในใจกับสถานที่แห่งนี้เหมือนกัน
ก็เธอเป็นคนเห็นสภาพความเละเทะมากับตาตัวเองนี่นา
จ้าวชุ่ยฮวาดึงกางเกงให้เข้าที่เข้าทาง ทันทีที่ก้าวเท้าออกมาพ้นเขตส้วม เธอก็ปะทะเข้ากับกลุ่มของป้าเหลียนและสมาคมแม่บ้านที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส ป้าเหลียนเมื่อเห็นเธอก็รีบทักทายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“โอ้โห ส้วมที่นี่มันช่างมหัศจรรย์จริงๆ นะแม่จ้าว ได้ข่าวว่าเมื่อคืนมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นอีกแล้วเหรอ”
จ้าวชุ่ยฮวามองหน้าอีกฝ่ายอย่างเอือมระอา
“...พวกพี่นี่ช่างมีพลังงานเหลือล้นกันจริงๆ นะ”
อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพื่อมามุงดูส้วมเนี่ยนะ ช่างเป็นความทุ่มเทที่น่านับถือจริงๆ ว่างงานกันขนาดไหนถึงทำแบบนี้ได้
“ก็เมื่อคืนจับขโมยได้ที่นี่น่ะสิ” จ้าวชุ่ยฮวาตอบไปตามตรง
ป้าเหลียนทำท่าทางลึกลับซับซ้อน หันไปกระซิบกระซาบกับเหล่าสหายสูงวัยในกลุ่ม
“พวกเธอว่าไหม เรื่องนี้มันต้องมีอาถรรพ์แน่ๆเหมือนเบื้องบนกำหนดมาแล้ว จำได้ไหมวันก่อนเพิ่งจะมีข่าวผีร้องไห้ที่นี่”
เธอลดระดับเสียงลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ
“พวกเธอคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่า ผีตนนั้นอาจจะเป็นผีฝ่ายธรรมะ ทนเห็นคนชั่วลอยนวลไม่ได้ พอขโมยเข้ามาใกล้เขตส้วม ผีก็เลยสำแดงอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลให้ชาวบ้านมาช่วยกันจับโจร?”
จ้าวชุ่ยฮวาได้ยินบทวิเคราะห์นั้นแล้วถึงกับพูดไม่ออก
นี่คิดจะเขียนบทละครเรื่องโปเยโปโลเยกันหรือยังไง?
ต้นตอของข่าวลือเหลวไหลทั้งหลายก็มาจากจินตนาการบรรเจิดพวกนี้สินะ
ถ้าจ้าวชุ่ยฮวาไม่รู้อยู่เต็มอกว่าไอ้ “ผีร้องไห้” ที่ว่านั่นคือลูกสะใภ้ตัวดีอย่างเหลียงเหม่ยเฟินที่ชอบแอบมานั่งร้องไห้ในส้วม เธอก็คงจะเผลอเชื่อเรื่องไร้สาระพวกนี้ไปแล้ว
บรรดาเพื่อนฝูงของป้าเหลียนต่างพากันดึงแขนเสื้อนางยิกๆ พร้อมกับเตือนด้วยความหวาดระแวง
“นี่ๆ อย่าพูดเรื่องงมงายแบบนี้สิ เดี๋ยวก็โดนข้อหาเผยแพร่ความเชื่องมงายหรอก”
ป้าเหลียนโบกมืออย่างไม่ยี่หระ
“โธ่เอ๊ย ก็แถวนี้ไม่มีคนนอกสักหน่อย พวกเธอเชื่อฉันเถอะ ฉันดูออกว่าอะไรเป็นอะไร”
ความจริงป้าเหลียนก็ไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าการพูดเรื่องพวกนี้มีความเสี่ยง แต่สำหรับคนที่ปากกัดตีนถีบจนแทบจะไม่มีข้าวกิน ความกลัวมันก็น้อยลงไปเยอะ ถ้าโดนจับเข้าไปดัดนิสัยจริงๆ ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ อย่างน้อยในคุกก็ยังมีข้าวฟรีให้กิน
ไม่ว่าจะอยู่ข้างนอกหรือข้างในก็ต้องทำงานเหมือนกัน สู้มีข้าวฟรีเลี้ยงไม่ดีกว่าหรือ
ดังนั้นป้าเหลียนเลยค่อนข้างจะไม่แยแสกับเรื่องนี้นัก ที่เธอพยายามโยงเรื่องลี้ลับพวกนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เพราะงมงายอะไรหรอก แต่เป็นเพราะเธออยากจะหาช่องทาง... เอ่อ หารายได้เสริมนิดๆ หน่อยๆ จากความเชื่อพวกนี้ต่างหาก
ยังมีคนอีกมากที่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อซื้อความสบายใจ
เธอฉีกยิ้มกว้างอย่างคนรู้ทัน
“ฉันก็แค่พูดเปรยๆ ไปอย่างนั้นแหละ ฉันรู้ว่าพวกเธอไม่เอาเรื่องนี้ไปฟ้องใครหรอก จริงไหม”
เหล่าแม่บ้านต่างพยักหน้าหงึกหงัก แล้วหันไปมองจ้าวชุ่ยฮวาเป็นตาเดียว
จ้าวชุ่ยฮวายักไหล่
“ฉันไม่มีเวลาว่างไปพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้หรอก พวกพี่อุตส่าห์เดินมาดูเรื่องสนุกถึงที่นี่ ชีวิตคงจะว่างมากสินะ”
“แหม ก็มันไม่มีอะไรทำนี่นา”
“ว่าแต่ ได้ข่าวว่าเพื่อนบ้านของเธอโดนขโมยเงินไปเยอะเลยนี่ แถมยังมีทองคำด้วย จริงหรือเปล่า”
จ้าวชุ่ยฮวาหัวเราะหึๆ
“นี่รู้กันไปทั่วแล้วสินะ”
“ก็แหงล่ะสิ ใครบ้างจะไม่รู้ว่าบ้านนั้นเขารวยจะตาย ปกติก็ชอบทำตัวอวดร่ำอวดรวยอยู่แล้ว หลานสาวของน้าสะใภ้ของญาติห่างๆ ของฉันยังรู้เลยว่าบ้านนั้นรวยที่สุดในย่านนี้ ขโมยมันจะไม่จ้องเล่นงานบ้านนั้นแล้วจะไปบ้านใคร สมควรแล้วที่โดนเพ่งเล็ง ชอบทำตัวเด่นดีนัก”
ชื่อเสียงความร่ำรวยของโจวหลี่ซื่อดูท่าจะดังกระฉ่อนไปไกลกว่าที่คิด
ตอนนี้ข่าวลือเรื่องบ้านโจวมีทองคำคงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว จ้าวชุ่ยฮวาอดคิดไม่ได้ว่าการมีชื่อเสียงแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลยสักนิด แม้ว่าครอบครัวของเธอจะเป็นชนชั้นกรรมาชีพที่ไม่มีทรัพย์สมบัติล่อตาล่อใจใคร แต่โบราณว่าไว้ ไม่กลัวขโมยปล้น แต่กลัวขโมยจ้อง
ป่านนี้พวกหัวขโมยทั่วทั้งเมืองปักกิ่งคงรู้จักบ้านของพวกเธอหมดแล้ว
จ้าวชุ่ยฮวาได้แต่ภาวนาในใจ ขออย่าให้มีขโมยหน้าไหนหลงเข้ามาอีกเลย หรือถ้าจะมา ก็ขออย่าให้จำบ้านผิดก็พอ
“นี่ๆ ได้ยินมาว่าทองคำของเจียงหลูเป็นสินเดิมที่ติดตัวมาตอนแต่งงานใช่ไหม” หนึ่งในกลุ่มแม่บ้านเอ่ยถามขึ้น
จ้าวชุ่ยฮวาส่ายหน้า
“เมื่อคืนพอฉันให้ปากคำเสร็จฉันก็รีบกลับมาก่อน รายละเอียดลึกๆ ฉันไม่รู้หรอก จะให้คนแก่ปูนนี้ไปอดตาหลับขับตานอนเหมือนพวกวัยรุ่นได้ยังไง ร่างกายมันไม่ไหวแล้ว”
“ว้า เสียดายจัง เธอพลาดเรื่องเด็ดไปซะได้”
“นั่นสินะ” จ้าวชุ่ยฮวารับคำสั้นๆ
กลุ่มแม่บ้านคุยกันต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มแยกย้ายกันไปเดินสำรวจรอบๆ ห้องส้วมราวกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ป้าเหลียนอาศัยจังหวะนี้ขยับตัวเข้ามาใกล้จ้าวชุ่ยฮวา แล้วกระซิบถามเสียงเบา
“น้องจ้าว เธออยู่แถวนี้ แถมส้วมก็มีเรื่องประหลาดแบบนี้ เธอไม่กลัวบ้างเหรอ”
จ้าวชุ่ยฮวาเลิกคิ้วสูงด้วยความงุนงง
“???”
ป้าเหลียนทำท่าลับๆ ล่อๆ ก่อนจะล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
“ฉันมีเลือดไก่นะ เธอคงรู้นะว่าเลือดเนี่ยของดี เอาไว้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ไล่ภูตผีปีศาจได้ชะงัดนัก ถ้าน้องสนใจ ฉันแบ่งขายให้ได้นะ แต่ขอบอกก่อนว่าของนี้ฉันกว่าจะหามาได้ยากลำบากมาก ให้ฟรีไม่ได้หรอก ขอแค่ค่าน้ำร้อนน้ำชานิดหน่อย...”
จ้าวชุ่ยฮวามองหน้าอีกฝ่ายนิ่ง
“????”
นี่คิดจะเปลี่ยนเธอให้กลายเป็นลูกค้าจริงๆ สินะ?
ดูท่าทางป้าเหลียนจะอยากเข้าไปกินข้าวแดงในคุกจนตัวสั่น การกระทำแบบนี้มันโจ่งแจ้งเกินไปแล้ว ปกติคนที่จะทำเรื่องงมงายแบบนี้เขาต้องแอบทำกันลับๆ แต่ป้าเหลียนเล่นเดินเร่ขายโต้งๆ แบบนี้ แสดงว่าไม่กลัวกฎหมายเลยสักนิด
ในความทรงจำชาติก่อนของจ้าวชุ่ยฮวา ป้าเหลียนมักจะรอดตัวจากการถูกลงโทษด้วยการบีบน้ำตา ร้องห่มร้องไห้ และขู่จะผูกคอตาย
แต่ดูจากพฤติกรรมตอนนี้ ป้าเหลียนไม่ได้กลัวโดนจับเลย เผลอๆ จะอยากโดนจับเสียด้วยซ้ำ
คงเพราะเป็นหญิงชราตัวคนเดียว ไม่มีสมบัติพัสถาน ทางการก็คงไม่อยากจะเปลืองข้าวหลวงเลี้ยงดูคนแบบนี้กระมัง
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มมุมปาก ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น
“ฉันกลัวทุกอย่างบนโลกใบนี้ ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือผี”
แววตาของเธอแข็งกร้าวขึ้นมาชั่วขณะ
“ถ้ามีผีโผล่มาหลอกฉันจริงๆ ฉันนี่แหละจะจับมันบีบคอให้ตายคามือเลย!”
ความดุดันที่แผ่ออกมาจากตัวจ้าวชุ่ยฮวาทำให้ป้าเหลียนถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางค่อยๆ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยอัตโนมัติ
“เธอนี่... ดุจริงๆ งั้นก็คงไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้แล้วล่ะ”
แม้แต่ผีก็ยังต้องกลัวคนดุ
ป้าเหลียนถอนหายใจด้วยความเสียดาย พลาดโอกาสทำเงินไปอีกหนึ่งราย
เฮ้อ!
แต่คนอย่างป้าเหลียนไม่ยอมแพ้ง่ายๆ นางรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“เอ้อ น้องจ้าว ฉันเห็นเสื้อผ้าเธอเก่ามากแล้ว คงไม่ได้ตัดชุดใหม่มาหลายปีแล้วสิ ฉันมีช่องทางหาเศษผ้ามาได้นะ เธอสนใจไหม ไม่ต้องใช้คูปองผ้าด้วย”
จ้าวชุ่ยฮวาชะงักไปเล็กน้อย
“...........................”
พูดตามตรง นี่แหละคือเป้าหมายที่แท้จริงที่ทำให้จ้าวชุ่ยฮวายอมลดตัวลงมาคุยกับป้าเหลียน ตอนแรกเธอยังคิดว่าการซื้อขายในตลาดมืดเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังตัวแจ แต่ใครจะไปนึกว่าป้าเหลียนจะเป็นฝ่ายรุกเข้าหาลูกค้าอย่างกระตือรือร้นขนาดนี้
จ้าวชุ่ยฮวานึกขำในใจ ยายแก่คนนี้คงอยากไปนอนในคุกจริงๆ นั่นแหละ
แต่ครั้งนี้ จ้าวชุ่ยฮวาตอบกลับอย่างไม่ลังเล
“สนใจสิ คนที่บ้านฉันเยอะ คูปองผ้าที่มีอยู่มันไม่เคยพอใช้หรอก ถ้าพี่หาของได้จริงก็แนะนำมาเลย ฉันไม่ให้พี่เหนื่อยฟรีหรอก”
ป้าเหลียนฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี เธอกะแล้วเชียวว่าธุรกิจนี้ต้องไปรอด ถึงป้าเหลียนจะดูเหมือนคนไม่ค่อยเต็มบาท แต่ในเรื่องการเอาตัวรอดเธอก็ไม่เป็นรองใคร การที่มีคนระดับจ้าวชุ่ยฮวายอมเสวนาด้วย ย่อมต้องมีจุดประสงค์แอบแฝง
และตอนนี้ไพ่ก็ถูกหงายออกมาแล้ว นั่นคือต้องการ ‘ผ้า’
เมื่อผลประโยชน์ลงตัว ป้าเหลียนก็ไม่รอช้า
“งั้นฉันจะรีบไปติดต่อให้ ได้วันเวลาแน่นอนแล้วฉันจะมาบอก เธอเตรียมตัวไปกับฉันได้เลย”
จ้าวชุ่ยฮวายิ้มตอบ
“ตกลง”
ทั้งสองสบตากันด้วยความเข้าใจในวิถีของคนยุคนี้ ป้าเหลียนมองไปทางบ้านพักรวมของจ้าวชุ่ยฮวาแล้วเปรยขึ้นมาว่า
“ช่วงนี้บ้านพวกเธอมีเรื่องเยอะจังเลยนะ”
จ้าวชุ่ยฮวาตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“มีเรื่องเยอะมาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่แค่ช่วงนี้หรอก”
ป้าเหลียน “...”
นางคิดในใจว่า มิน่าล่ะถึงได้ดูดุดันไม่กลัวใครขนาดนี้
แต่ถึงจ้าวชุ่ยฮวาจะไม่กลัว ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่กลัว อย่างเช่นเจียงหลูสะใภ้บ้านข้างๆ รายนั้นเคยมาซื้อเลือดจากนางไปแล้วครั้งหนึ่ง แสดงว่ายังพอมีช่องทางทำเงินจากคนบ้านนั้นได้อีก ป้าเหลียนยิ้มกริ่มเมื่อมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ
หลังจากตกลงนัดแนะกับป้าเหลียนเรียบร้อยแล้ว จ้าวชุ่ยฮวาก็ขอตัวกลับบ้าน ระหว่างทางเธอก็ขบคิดเรื่องราวต่างๆ ไปด้วย เธอเดาได้ไม่ยากว่าไอ้สิ่งที่ป้าเหลียนเรียกว่า ‘เลือดไก่’ นั้นไม่มีทางเป็นของจริง ไก่ตัวผู้ที่ไหนจะมาให้เลือดเยอะแยะขนาดนั้น
เธอกล้าเอามาเสนอขายให้เธอซึ่งๆหน้า ก็คงกล้าไปหลอกขายคนอื่นเหมือนกัน
จ้าวชุ่ยฮวามั่นใจว่านั่นไม่ใช่เลือดไก่แน่นอน
และเธอก็เดาถูกเสียด้วย ป้าเหลียนไม่มีปัญญาไปหาเลือดไก่ตัวผู้คัดพิเศษมาจากไหนหรอก สิ่งที่เธอเอามาขายก็คือเลือดไก่เลือดเป็ดถูกๆผสมน้ำ ย้อมแมวขายเพื่อประทังชีวิตไปวันๆ ซึ่งรายได้ดีกว่าการขายเศษผ้าเสียอีกเพราะต้นทุนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
จ้าวชุ่ยฮวาไม่คิดจะซื้อของหลอกลวงพรรค์นั้น และก็ไม่ได้สนใจจะไปขุดคุ้ยความลับของใคร ตราบใดที่ต่างคนต่างทำมาหากิน
เมื่อกลับถึงบ้าน เธอคว้าเบ็ดตกปลาแล้วขี่จักรยานมุ่งหน้าออกจากบ้านทันที เป้าหมายของวันนี้คือภูเขาแถบชานเมือง เธอไม่ได้ไปที่นั่นนานแล้ว ป่านนี้ปลาในบ่อน้ำบนเขาคงตัวโตน่าดู
จ้าวชุ่ยฮวาปั่นจักรยานฝ่าลมหนาวมุ่งหน้าสู่ชานเมือง ในกระเป๋ามีเสบียงอาหารกลางวันเตรียมไว้พร้อม วันนี้เธอตั้งใจจะไม่กลับมากินข้าวเที่ยงที่บ้าน
อีกสองวันเด็กๆ ก็จะเปิดเทอมกันหมดแล้ว ถึงตอนนั้นเหลียงเหม่ยเฟินก็จะว่างมาช่วยเธอตกปลา สองแรงแข็งขันย่อมได้ผลผลิตมากกว่า แต่ถึงจ้าวชุ่ยฮวาจะไม่ได้กะเกณฑ์ว่าจะต้องจับปลาไปขายให้รวยล้นฟ้า แต่การมีเนื้อสัตว์มาเติมเต็มโต๊ะอาหารบ้างก็เป็นเรื่องที่ดี
หัวไชเท้ากับผักกาดขาว กินวนไปวนมาตลอดทั้งหน้าหนาวจนหน้าเธอแทบจะกลายเป็นผักอยู่แล้ว
คนในยุคหลังอาจจะถวิลหาผักปลอดสารพิษ รสชาติหวานกรอบธรรมชาติ แต่สำหรับคนที่ได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตในยุคขัดสนอย่างจ้าวชุ่ยฮวา ความรู้สึกซาบซึ้งในรสชาติผักสดๆ มันได้จางหายไปจนหมดสิ้นแล้วตอนนี้
[จบบท]