บทที่ 86 : สร้างแต่เรื่องให้ตามเช็ด(?)
โจวฉวินรีบกุลีกุจอพูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อมประจบประแจง พลางโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างที่สุด
"หัวหน้าแผนกหลี่ครับ เรื่องนี้คุณอย่าไปถือสาหาความหรือฟังคำพูดเพ้อเจ้อของแม่ผมเลยนะครับ แกก็เป็นแค่หญิงชาวบ้านแก่ๆ ไม่รู้หนังสือหนังหา อะไรควรพูดไม่ควรพูดแกก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวหรอกครับ ครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนให้คุณต้องลำบากใจไปด้วย ผมนี่รู้สึกเกรงใจจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว..."
ในขณะที่ปากพร่ำพูดขอโทษขอโพย สายตาของเขาก็เหลือบไปมองทางเจียงหลูเป็นเชิงส่งสัญญาณ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่รู้ใจกันดีก็รีบล้วงเอาบุหรี่ยี่ห้อดังออกมาจากกระเป๋าหนึ่งคอตตอน แล้วยื่นส่งให้อีกฝ่ายอย่างรู้งาน พร้อมกับเอ่ยสมทบขึ้นมาทันที
"นี่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากพวกเราค่ะ รบกวนคุณช่วยรับไว้ด้วยนะคะ"
หัวหน้าแผนกหลี่เหลือบตามองของในมือแวบหนึ่ง นัยน์ตาเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันที เขาแอบคิดในใจว่าโจวฉวินคนนี้ช่างกล้าทุ่มทุนเสียจริง นี่มันบุหรี่ยี่ห้อจงหัวเชียวนะ ของดีราคาแพงระยับที่หาซื้อยากยิ่งกว่าทองคำเสียอีก
ต้องระดับผู้จัดการโรงงานขึ้นไปเท่านั้นแหละถึงจะมีวาสนาได้สูบของดีแบบนี้ พนักงานกินเงินเดือนทั่วไปอย่างพวกเขาแค่ได้สูบบุหรี่ยี่ห้อต้าเฉียนเหมินสักซองก็ถือว่าหรูหราจนคนอื่นมองค้อนแล้ว ต้องยอมรับเลยว่าถึงแม้ปกติโจวฉวินจะมีมนุษยสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานแค่พอผ่านๆ
แต่ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้กลับเป็นคนที่รู้จักดูทิศทางลมและเข้าหาผู้ใหญ่เป็น ยอมตัดใจควักเนื้อจ่ายหนักขนาดนี้ สีหน้าบึ้งตึงของหัวหน้าแผนกหลี่จึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
อีกอย่าง เรื่องนี้โจวฉวินเองก็ไม่ได้เป็นคนก่อเรื่องโดยตรง คนที่มายืนด่ากราดอยู่หน้าป้อมยามไม่ใช่เขา ดังนั้นจึงพอจะคุยกันได้ง่ายหน่อย
"ในเมื่อน้องชายมีน้ำใจนึกถึงกันขนาดนี้ ผมเองก็คงจะปฏิเสธไม่รับน้ำใจไว้ไม่ได้ แต่ว่านะ... มีบางเรื่องที่เราต้องตกลงพูดคุยกันให้ชัดเจนแจ่มแจ้งเสียก่อน ไม่อย่างนั้นผมเองก็คงไม่กล้ารับของชิ้นนี้ไว้เหมือนกัน"
โจวฉวินรีบพยักหน้ารับคำรัวเร็วเหมือนไก่จิกข้าวสาร
"เชิญคุณพี่พูดมาได้เลยครับ ช่วยชี้แนะทางสว่างให้ผมด้วยเถอะ ผมเองก็ไม่อยากให้เรื่องมันบานปลายจนมองหน้ากันไม่ติด แม่ของผมคนนี้แกแก่แล้วก็เลอะเลือนจริงๆครับ"
ปากก็พูดไปแบบนั้นเพื่อให้เรื่องมันจบๆ ไป แต่ในใจของโจวฉวินกลับคิดคำนวณผลได้ผลเสียอย่างรวดเร็ว ของกำนัลราคาแพงขนาดนี้ให้ไปแล้วก็ต้องใช้งานให้คุ้มค่า จะยอมให้สูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด
หัวหน้าแผนกหลี่กระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเริ่มแจกแจง
"แม่ของคุณเล่นไปยืนด่ากราดรองผู้จัดการโรงงานจางกลางที่แจ้งขนาดนั้น ถ้าทางเราไม่มีมาตรการจัดการอะไรเลย ผู้ใหญ่เขาจะไม่พอใจเอาได้ อย่างน้อยที่สุดคืนนี้ก็ต้องขังแม่ของคุณไว้ที่ห้องรักษาความปลอดภัยสักคืนหนึ่ง นี่คือโทษสถานเบาที่สุดแล้ว ใครหน้าไหนมาขอร้องก็ช่วยไม่ได้ทั้งนั้น"
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งเพื่อสังเกตท่าทีของอีกฝ่าย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"อีกเรื่องหนึ่งคือ คุณต้องไปขอโทษผู้เฒ่าหลานซื่อไห่อย่างเป็นทางการ ถ้าทางฝั่งผู้เสียหายเขายอมรับคำขอโทษและไม่ติดใจเอาความ ทางเราถึงจะมีข้ออ้างในการปล่อยคนได้ ไม่อย่างนั้นเราคงทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้หรอกนะ
แล้วก็... พ่อตาของคุณรู้จักมักคุ้นกับรองผู้จัดการโรงงานจางไม่ใช่หรือ? ลองให้ท่านช่วยพูดไกล่เกลี่ยดูสักหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นถ้ารองผู้จัดการโรงงานจางเกิดผูกใจเจ็บขึ้นมา อนาคตความก้าวหน้าของคุณอาจจะสะดุดเอาได้นะ"
"ข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือเรื่องในอนาคต ต่อไปคุณต้องควบคุมแม่ของคุณให้อยู่หมัด ถ้าขืนปล่อยให้แกมาอาละวาดสร้างเรื่องราวใหญ่โตแบบนี้อีก วันข้างหน้าแกอาจจะชักศึกเข้าบ้านจนคุณรับมือไม่ไหว ให้แกนอนสงบสติอารมณ์ในห้องขังคืนนี้ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพง คนแก่บางทีก็ต้องเจอของจริงบ้างถึงจะหลาบจำ จะได้ไม่กล้าทำอะไรเลอะเทอะอีก"
โจวฉวินรีบยกมือไหว้ปลกๆด้วยความซาบซึ้ง
"ขอบคุณครับ ขอบคุณหัวหน้าแผนกหลี่มากจริงๆที่ช่วยชี้แนะ"
อานุภาพของบุหรี่ยี่ห้อจงหัวช่างร้ายกาจจริงๆ สามารถเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในพริบตา
เขาแสร้งถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความหนักใจ
"คุณวางใจได้เลยครับ ผมจะจับตาดูแม่ของผมให้ดีกว่านี้ จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องงามหน้าแบบนี้ขึ้นอีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน"
หัวหน้าแผนกหลี่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะแถมข้อมูลสำคัญให้อีกหนึ่งเรื่อง
"งั้นผมจะบอกข่าววงในให้คุณรู้อีกอย่างเป็นของแถมก็แล้วกัน สหายผู้เฒ่าหลานซื่อไห่คนนั้นน่ะ มีศักดิ์เป็นตาแท้ๆของภรรยาจวงจื้อซีที่อยู่ห้องพยาบาล นับไปนับมาก็เป็นญาติพี่น้องกันนั่นแหละ คุณลองไปพูดคุยผูกสัมพันธ์ดูสิ คนแก่ส่วนใหญ่ใจอ่อน ถ้าคุยดีๆท่านอาจจะไม่เอาเรื่องเอาราวก็ได้ พวกคุณพักอยู่ในลานบ้านเดียวกันไม่ใช่เหรอ? น่าจะคุยกันง่ายอยู่นะ"
โจวฉวินตาโตเท่าไข่ห่านด้วยความตกใจ "เป็นญาติของบ้านนั้นเหรอครับ?"
พอได้ยินแบบนี้ เขาก็ถึงบางอ้อทันที มิน่าล่ะ... ชายชราที่เป็นช่างฝีมือระดับอาจารย์ที่ถูกเชิญตัวมาเป็นกรณีพิเศษ ถึงได้ถูกจัดสรรให้มาอยู่ห้องเล็กในลานบ้านของพวกเขา ที่แท้ก็เพราะมีเส้นสายความสัมพันธ์เป็นญาติกับตระกูลจวงนี่เอง เขาจึงรีบรับคำ
"เรื่องนี้ผมทราบแล้วครับ ขอบคุณพี่ชายมากที่บอกกล่าว นี่ครับ... พี่เอาไปซื้อเหล้าจิบแก้กระหายสักหน่อยนะครับ"
โจวฉวินกัดฟันควักธนบัตรใบละสิบหยวนหรือที่เรียกกันว่า 'ต้าถวนเจี๋ย' จำนวนสองใบยัดใส่มืออีกฝ่าย หัวใจของเขาเจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีดเลือดไหลซิบๆ แต่สถานการณ์บังคับให้จำต้องจ่ายเพื่อรักษาอนาคต
โจวฉวินเดินออกมาจากห้องทำงานพร้อมกับเจียงหลู โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองไปทางห้องขังที่แม่ของตัวเองถูกคุมตัวอยู่ สำหรับเขาแล้ว แม่ก็เป็นแค่คนแก่ที่สร้างแต่ปัญหาและเป็นตัวถ่วงความเจริญ เขาไม่อยากจะเห็นหน้าให้เสียอารมณ์ โจวฉวินดึงมือภรรยาเดินเลี่ยงไปที่มุมตึกที่ลับตาคน แล้วกระซิบเสียงเครียด
"เสี่ยวหลู ครั้งนี้คุณต้องช่วยผมนะ"
เจียงหลูมองสามีด้วยแววตาเป็นกังวล "คุณรีบว่ามาสิคะ"
"คุณต้องรีบไปลางานเดี๋ยวนี้เลย แล้วกลับไปหาพ่อของคุณ ให้ท่านช่วยนัดรองผู้จัดการโรงงานจางออกมาทานข้าวเย็นนี้ให้ได้ พวกเราจะไปเป็นเจ้าภาพเลี้ยงขอโทษท่าน ถ้าไม่ทำแบบนี้อนาคตการงานของผมคงดับวูบแน่ ถ้าผมหมดอนาคต ชีวิตความเป็นอยู่ของเราสองคนผัวเมียก็คงลำบาก เพื่ออนาคตของครอบครัวเรา คุณต้องกลับไปขอให้พ่อช่วยออกหน้าให้เต็มที่ เข้าใจไหม?"
เจียงหลูรีบพยักหน้ารับคำทันที "เรื่องแค่นี้คุณไม่ต้องพูดหรอกค่ะ มันเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องทำอยู่แล้ว คุณมาขอร้องฉันแบบนี้มันดูห่างเหินเกินไป เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ฉันยินดีทำทุกอย่างเพื่อคุณอยู่แล้วค่ะ ว่าแต่... แม่ล่ะคะ..."
น้ำเสียงของโจวฉวินแข็งกระด้างขึ้นมาทันที
"ปล่อยให้แกนอนสำนึกผิดอยู่ที่นั่นแหละดีแล้ว จะได้เข็ดหลาบเสียบ้าง วันๆเอาแต่ทำตัวลอยชายหลงระเริง คิดว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในโรงงานเป็นเหมือนคนในลานบ้านหรือไง ที่จะยอมให้แกอาละวาดตามใจชอบ
ผมว่าเรื่องทั้งหมดนี้ต้องโทษไอ้ไป๋เฟิ่นโต้ว ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้แม่เคยไปขู่กรรโชกมันสำเร็จมาหลายครั้งจนได้ใจ แกก็คงไม่เหลิงจนกล้าทำเรื่องบ้าบอคอขาดบาดตายแบบนี้ ทั้งหมดเป็นความผิดของไอ้ไป๋เฟิ่นโต้วที่ตามใจแม่จนเสียคน"
เจียงหลูพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วย ความโกรธเคืองพุ่งเป้าไปที่บุคคลที่สามทันที
"ใช่ค่ะ ไป๋เฟิ่นโต้วคนนี้จิตใจคับแคบจริงๆ สมน้ำหน้าแล้วที่หาเมียไม่ได้สักที"
"คุณรีบไปจัดการธุระเถอะ ผมจะกลับไปที่แผนกก่อน ต้องคิดหาคำพูดสวยๆเตรียมไปคุยกับจวงจื้อซีสักหน่อย"
การไปขอโทษเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่จะพูดอย่างไรให้ดูดีและไม่เสียศักดิ์ศรีนั่นสิที่ต้องคิดหนัก เขาอุตส่าห์สร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลที่สุดในรุ่นเดียวกันในลานบ้าน จะมายอมเสียหน้าพร่ำเพรื่อไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดคือต้องหาวิธีพูดหว่านล้อมให้จวงจื้อซีเอ่ยปากเสนอความช่วยเหลือออกมาเอง
มันเป็นสิ่งที่ฝ่ายนั้นสมควรทำไม่ใช่เหรอ?
ในเมื่อต้นเหตุของเรื่องนี้ก็เกี่ยวข้องกับครอบครัวจวง แล้วคนที่ถูกด่าก็เป็นญาติฝ่ายเมียของหมอนั่น ยังไงซะบ้านนั้นก็มีส่วนต้องรับผิดชอบที่ทำให้แม่เขาต้องมาติดคุกแบบนี้
โจวฉวินเชิดหน้าขึ้นด้วยความถือดี พลางคิดเข้าข้างตัวเองว่าคนในลานบ้านต่างก็ขี้อิจฉาริษยาและจ้องจะเล่นงานเขา หาความจริงใจไม่ได้สักคน
"ไปเถอะ รีบไปจัดการซะ"
"ได้ค่ะ!"
สองสามีภรรยาแยกย้ายกันไปคนละทาง โจวฉวินมองตามหลังภรรยาไปพลางนึกถึงบุหรี่ยี่ห้อจงหัวคอตตอนนั้นที่ต้องเสียไปฟรีๆ แล้วก็รู้สึกเสียดายจนแทบกระอักเลือด บุหรี่ระดับนั้นไม่ใช่ของที่จะหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ต้องอาศัยบารมีพ่อตาที่เป็นถึงหัวหน้าสหกรณ์การค้าถึงจะหามาได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงหลูกลับไปบ้านแล้วอ้อนวอนขอกับพ่อมา ของดีขนาดนั้นคงไม่มีทางตกถึงมือเขา แต่สุดท้ายกลับต้องเอามาประเคนให้คนอื่นเสพสุขแทน
เงินค่าเสียหายพวกนี้... แม่ต้องเป็นคนชดใช้!!!
หญิงแก่ไร้ค่าที่ทำตัวเป็นภาระไม่จบไม่สิ้น
โจวฉวินขบกรามแน่นด้วยความคับแค้นใจ เขาเกลียดไป๋เฟิ่นโต้วที่เป็นต้นเหตุให้แม่เสียนิสัย เกลียดบ้านตระกูลจวงที่แล้งน้ำใจ พอมีเรื่องนิดหน่อยก็เอะอะอ้างชื่อผู้จัดการโรงงาน คิดว่ามีญาติเป็นคนใหญ่คนโตแล้วจะวิเศษวิโสกว่าคนอื่นหรือไง?
ไอ้พวกสารเลว! แล้วไหนจะไอ้หัวหน้าแผนกหลี่หน้าเลือดนั่นอีก เป็นแค่หัวหน้ายามเฝ้าประตูแท้ๆแต่กลับกล้าเรียกร้องจะสูบบุหรี่จงหัว ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างเลยว่าวาสนาถึงหรือเปล่า
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเดี๋ยวบึ้งตึงเดี๋ยวโกรธแค้น ต้องยืนสงบสติอารมณ์อยู่นานกว่าจะปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยเป็นปกติได้ แล้วจึงเดินกลับเข้าไปทำงาน
แต่ทว่า... จะทำอย่างไรให้จวงจื้อซีเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยเหลือก่อนนั้น เป็นโจทย์ยากที่เขาขบคิดจนหัวแทบแตกก็ยังคิดไม่ออก จวงจื้อซีไม่ใช่หมูในอวยเหมือนคนอื่นในลานบ้าน หมอนั่นเจ้าเล่ห์เพทุบายและเขี้ยวลากดินยิ่งกว่าใคร ถ้าไม่เห็นผลประโยชน์กองอยู่ตรงหน้า อย่าหวังว่าเหยี่ยวตัวนั้นจะยอมปล่อยกรงเล็บออกมาง่ายๆ
เวลาล่วงเลยจนใกล้จะถึงเวลาเลิกงาน โจวฉวินไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำใจต้องเดินไปดักรอที่หน้าห้องพยาบาล
และแล้ว... จังหวะที่จวงจื้อซีกำลังจะเก็บของกลับบ้าน ก็ถูกโจวฉวินเข้ามาขวางหน้าไว้
ข่าวลือในโรงงานแพร่สะพัดไปไวยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เรื่องแม่ของโจวฉวินด่ากราดคนใหญ่คนโตเป็นเรื่องใหญ่โตที่ใครๆก็รู้กันทั่ว จวงจื้อซีเองก็หูไวตาไวจะไม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง เขาปรายตามองผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มกึ่งเหยียดหยันที่มุมปาก เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย
"อ้าว... พี่โจว ลมอะไรหอบมาถึงนี่ครับเนี่ย ปกติในโรงงานไม่ยักกะเห็นพี่เดินมาแถวนี้เลยนะครับ"
ปกติแล้วถ้าห้องพยาบาลเกิดมีปัญหาไฟฟ้าขัดข้องหรือวงจรไฟมีปัญหาขึ้นมา แล้วอยากจะตามตัวโจวฉวินมาซ่อมให้นั้น ขั้นตอนช่างยุ่งยากวุ่นวายเสียเหลือเกิน ต้องทำเรื่องเขียนรายงานส่งขึ้นไปตามลำดับชั้นทีละขั้นทีละตอนกว่าจะอนุมัติลงมา
ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่จะมาซ่อมให้ทันท่วงที แต่ในทางกลับกัน ถ้าความสัมพันธ์ส่วนตัวดีพอ ก็ไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อนพวกนี้เลยสักนิด
ดูอย่างแผนกการผลิตสิ เพราะเป็นแผนกที่สำคัญและสร้างผลงานให้โรงงาน ไม่เคยมีสักครั้งที่ต้องเดินเรื่องตามระเบียบราชการ พอไฟดับปุ๊บ เรียกหาปั๊บ โจวฉวินก็รีบแจ้นไปถึงที่ทันที แต่สำหรับห้องพยาบาลเล็กๆของพวกเขานั้น มันช่างต่ำต้อยด้อยค่า ไม่มีความสำคัญอะไร จึงไม่มีอภิสิทธิ์ได้รับการดูแลเอาใจใส่แบบนั้น
โดยปกติแล้ว คนที่ถูกส่งมาซ่อมไฟที่ห้องพยาบาลก็ไม่ใช่ระดับช่างไฟฟ้าระดับ 7 อย่างโจวฉวินหรอก มักจะเป็นแค่เด็กฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาใหม่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง พนักงานในห้องพยาบาลจึงไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายหรือกระตือรือร้นต้อนรับขับสู้โจวฉวินเท่าไหร่นัก
อย่าเห็นว่าโจวฉวินกับจวงจื้อซีพักอาศัยอยู่ในลานบ้านเดียวกันแล้วจะมีความเกรงใจกันนะ บอกเลยว่าจวงจื้อซีไม่ได้มีหน้ามีตาพอจะให้โจวฉวินเห็นหัวขนาดนั้น
โจวฉวินปั้นหน้านิ่งสนิท พยายามข่มขวัญด้วยมาดของรุ่นพี่ที่เคร่งครัด "นี่นายเลิกงานแล้วเหรอ? กริ่งเพิ่งจะดังเองไม่ใช่เหรอ?"
เขาจงใจจะเล่นงานจวงจื้อซีในข้อหาไม่ตั้งใจทำงาน หวังจะข่มให้อีกฝ่ายรู้สึกหวาดกลัวและเกรงบารมีของเขาบ้าง
แต่จวงจื้อซีกลับยิ้มรับอย่างใจเย็น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า
"คำพูดของพี่โจวนี่ก็น่าฟังดีนะครับ แต่กริ่งดังก็แปลว่าหมดเวลาทำงาน ถ้าไม่เลิกงานแล้วยังรั้งรออยู่ที่หน่วยงาน จะอยู่เพื่อผลาญทรัพยากรของรัฐรึไงครับ? ถ้าโรงงานไม่ได้ตั้งกฎว่ากริ่งดังแล้วให้เลิกงาน งั้นจะติดตั้งกริ่งไว้ทำไมล่ะครับ?
สู้ประกาศให้ทำงานยิงยาวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไปเลยไม่ดีกว่าหรือ ในเมื่อถึงเวลาเลิกงาน ก็แสดงว่าชนชั้นแรงงานอย่างเราๆ ต้องการการพักผ่อน การได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ก็จะทำให้เรามีแรงกลับมาบริการประชาชนได้ดียิ่งขึ้นยังไงล่ะครับ"
ไม่ว่าโจวฉวินจะพยายามต้อนอย่างไร จวงจื้อซีก็ยังคงรักษารอยยิ้มการค้าไว้บนใบหน้าได้เสมอ เขาเอ่ยถามกลับไปบ้างว่า
"แล้วพี่โจวล่ะครับ ไม่กลับบ้านเหรอ?"
โจวฉวินที่ตั้งใจจะมาข่มขวัญกลับเป็นฝ่ายไปไม่เป็นเสียเอง เขาเม้มปากแน่นอย่างขัดใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
"ฉันมีธุระจะคุยกับนายหน่อย"
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งก่อนเสนอทางเลือก
"เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันตามลำพังดีไหม?"
จวงจื้อซีรีบปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น
"เดินไปคุยไปดีกว่าครับพี่ ขืนผมเลิกงานแล้วไม่รีบกลับบ้าน เดี๋ยวเมียผมจะเข้าใจผิดคิดว่าผมแอบไปเถลไถลทำเรื่องไม่ดีข้างนอก ผมมันคนรักครอบครัว ไม่ใช่คนประเภทเหลวไหลพรรค์นั้น... อ้อ จริงสิพี่โจว ปกติเห็นพี่กลับบ้านดึกๆดื่นๆประจำ พี่อยู่ทำอะไรที่โรงงานเหรอครับ? เลิกงานแล้วงานช่างไฟก็ไม่น่าจะมีอะไรให้ทำแล้วนี่นา?"
คำถามนั้นถูกถามออกมาด้วยน้ำเสียงเบาหวิวราวกระซิบ แต่มันกลับทำให้หัวใจของโจวฉวินกระตุกวูบด้วยความตระหนก คนที่เคยแอบกินขโมยกินย่อมมีชนักติดหลัง แต่ด้วยความเจนจัด เขาจึงรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว
"งานทางฝั่งฉันมันต้องคอยตรวจตราความเรียบร้อย คอยอุดรอยรั่วไหล ไม่เหมือนงานที่ห้องพยาบาลของพวกนายหรอก"
จวงจื้อซีลากเสียงยาวอย่างจงใจกวนประสาท
"อ๋อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง ผมก็นึกว่าชีวิตหลังเลิกงานของพี่โจวจะมีสีสันฉูดฉาดซะอีก"
แค่พูดจาเหน็บแนมแฝงนัยยะให้คนร้อนตัวเล่น ใครว่าเขาทำไม่เป็นล่ะ?
ในใจลึกๆ แล้ว จวงจื้อซีไม่ได้ให้ราคาหรือนับถือโจวฉวินเลยแม้แต่น้อย
แต่เขาไม่ใช่คนประเภทที่จะพูดความรู้สึกออกมาตรงๆ ให้ผิดใจกันเปล่าๆ ในทางตรงกันข้าม เขากลับถนัดเรื่องการพูดจาไหลลื่นชักแม่น้ำทั้งห้า ยอกย้อนไปมาจนโจวฉวินเริ่มรู้สึกปวดหัวตึบๆจนในที่สุด โจวฉวินก็ทนไม่ไหว ต้องเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเข้าเรื่องเอง
"เสี่ยวจวง เรื่องระหว่างแม่ของพี่กับตาของเมียนายน่ะ มันน่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันมากกว่า แต่โบราณว่าไว้ ผูกมิตรดีกว่าสร้างศัตรู พวกเราต่างก็พักอาศัยอยู่ในลานบ้านเดียวกัน เห็นหน้าค่าตากันทุกวัน ฉันว่าเรื่องแค่นี้เราไม่จำเป็นต้องไปถือสาหาความให้มันวุ่นวายหรอกมั้ง จริงไหม?"
จวงจื้อซียิ้มรับ พลางพยักหน้าเห็นด้วย
"พี่พูดถูกครับ"
พี่จะพูดอะไรก็เชิญพูดไปเถอะ ส่วนผมจะทำยังไงมันก็เรื่องของผม
พอโจวฉวินได้ยินคำตอบรับ เขาก็ลิงโลดใจ คิดว่าจวงจื้อซียอมโอนอ่อนผ่อนตามแล้ว จึงรีบพูดต่อทันที
"นายน่ะคิดได้แบบนี้ก็ถูกต้องแล้ว อันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย ไม่มีความจำเป็นต้องไปรบกวนทางโรงงานให้วุ่นวาย นายว่าจริงไหม? เอาอย่างนี้ดีกว่า นายลองไปเกลี้ยกล่อมตาแก่คนนั้นดูหน่อย ให้เขาไปบอกทางโรงงานว่าเป็นคนตีโพยตีพายไปเอง เข้าใจเจตนาแม่ของฉันผิดไป..."
ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะ ยิ่งพูดยิ่งแสดงความหน้าด้านไร้ยางอายออกมา
จวงจื้อซียังคงรักษารอยยิ้มไว้บนใบหน้า แต่แววตากลับพราวระยับด้วยความขบขัน
"อ๋อ... ที่แท้พี่โจวก็คิดแบบนี้นี่เอง!"
เขาเลิกคิ้วทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์
"พี่โจวครับ พี่ลองมองดูความเป็นจริงนะ พวกเราอยู่ลานบ้านเดียวกันมาเกือบยี่สิบปี เป็นเพื่อนบ้านกันมานานขนาดนี้ ใครเป็นยังไงก็รู้ไส้รู้พุงกันหมด ป้าโจวแกวันๆ เอาแต่วางอำนาจบาตรใหญ่ ทำตัวยิ่งกว่าพวกเจ้าที่ดินหน้าเลือดเสียอีก พวกเราคนในลานบ้านต่างก็พยายามไม่ถือสาหาความแกแล้ว แต่จะให้ผมหลับหูหลับตาพูดโกหกหน้าด้านๆ มันก็คงไม่ได้หรอกครับ
ผมมันเป็นคนซื่อสัตย์ ถ้าพี่จะให้ผมไปพูดกลับดำเป็นขาวแบบนั้น ผมทำไม่ได้จริงๆ อีกอย่างพวกเราเป็นแค่เด็กรุ่นลูกรุ่นหลาน จะไปขัดใจผู้หลักผู้ใหญ่ได้ยังไงกัน? แถมเรื่องนี้ทางโรงงานเขาก็มีมติออกมาแล้ว พี่มาพูดแบบนี้เท่ากับกำลังกังขาในการตัดสินใจของโรงงานนะครับ
พี่โจว... อย่าหาว่าน้องชายคนนี้สอนพี่เลยนะ แต่ช่วงนี้พี่ทำตัวกร่างเกินไปแล้วนะเนี่ย ขนาดคำสั่งผู้บริหารโรงงานพี่ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา ผมรู้นะครับว่าพี่เป็นช่างฝีมือเทคนิคยอดเยี่ยม และป้าโจวก็เป็นขาใหญ่ประจำย่านนี้ แต่เราทุกคนต่างก็เป็นชนชั้นแรงงาน ทำตัวแบบนี้มันไม่เหมาะไม่ควรเลยนะครับ"
"นี่แก!" โจวฉวินคาดไม่ถึงเลยว่าจวงจื้อซีจะไม่ไว้หน้าเขาขนาดนี้ แถมยังฉลาดเป็นกรด เข้าใจความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเขาจนหมดเปลือก และในฐานะคนที่ชอบยกตนข่มท่าน เขารู้ดีว่าคำพูดของจวงจื้อซีมันรุนแรงแค่ไหน ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างเขียวคล้ำกับซีดเผือด
"แกอย่ามาพูดพล่อยๆนะ! อะไรคือเจ้าที่ดิน? อะไรคือขาใหญ่ประจำย่าน? คำพูดพวกนี้เอามาพูดซี้ซั้วไม่ได้นะโว้ย!"
จวงจื้อซีพยักหน้าหงึกหงัก
"ใช่ครับ พูดซี้ซั้วไม่ได้ แต่ป้าโจวแกก็ไม่ควรทำพฤติกรรมแบบนั้นจริงๆนี่ครับ ไอ้วีรกรรมแย่งบ้านคนอื่นเนี่ย มันไม่ใช่สิ่งที่หวงซื่อเหรินในละครนางพญาผมขาวเขาทำกันหรอกเหรอครับ?"
โจวฉวินโกรธจนตัวสั่น เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับอารมณ์
"แม่ฉันแกแค่ไม่รู้ความ อีกอย่างบ้านหลังนั้นมันก็ถูกทิ้งร้างมาตั้งหลายปี แม่ฉันแกก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของบ้านเรา..."
"ผมยังคิดว่าโรงงานเครื่องจักรเป็นของผมเลย แล้วเขายกให้ผมไหมล่ะครับ?" จวงจื้อซีสวนกลับทันควัน
จวงจื้อซีเป็นคนประเภทนี้แหละ สามารถด่าคนได้เจ็บแสบโดยไม่ต้องใช้น้ำเสียงเกรี้ยวกราด แถมยังยิ้มแย้มแจ่มใสได้ตลอดเวลา เขาพูดต่อด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"พี่โจว พี่ลองตรองดูนะ เรื่องนี้ใครทำคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ แม่พี่ทำตัวไม่น่าเคารพ พวกเราก็ไม่ได้ไปโกรธเคืองพาลใส่พี่หรอก เรารู้ดีว่าพี่ก็คุมแม่ตัวเองไม่ได้ เพราะพี่เป็นลูก แต่การตัดสินใจของผู้ใหญ่จะทำอะไรยังไง เราก็ไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายให้มากความ มันดูไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง อีกอย่างนะ
ขนาดผมยังไม่ทันได้กลับถึงบ้าน แค่ได้ยินข่าวลือแว่วๆ มา ผมยังรู้สึกเลยว่าแม่พี่นี่ไม่ธรรมดาจริงๆ หวงซื่อเหรินแย่งชิงแม่นางสี่เอ๋อร์ ส่วนแม่พี่แย่งชิงบ้าน สงสัยแกคงจะดูละครนางพญาผมขาวมากเกินไปจนซึมซับพฤติกรรมมาแน่ๆร้ายกาจจริงๆร้ายกาจหาตัวจับยาก"
ท่าทีที่ดูเหมือนไม่โกรธเคืองแต่ปากคอเราะร้ายของจวงจื้อซี ทำให้โจวฉวินยิ่งเดือดดาลจนแทบระเบิด
การทะเลาะกับคนที่ยิ้มระรื่นใส่เรานี่แหละที่น่าโมโหที่สุด ตัวเองโกรธจนแทบกระอักเลือด แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่มีทีท่าสะทกสะท้าน ยิ่งทำให้ไฟแค้นในใจลุกโชน
โจวฉวินกดเสียงต่ำถามอย่างเย็นชา "สรุปว่าแกจะไม่ช่วยใช่ไหม?"
จวงจื้อซีทำหน้าฉงนสงสัย
"ช่วย? พี่โจว พี่พูดเรื่องอะไรครับ? พี่ไม่ได้เอ่ยปากขอให้ผมช่วยอะไรเลยนี่นา? อยู่ดีๆ ทำไมถึงวกมาเรื่องให้ช่วยได้ล่ะ? อ๋อ... หรือพี่หมายถึงจะให้ผมไปเกลี้ยกล่อมให้ผู้เสียหายยอมรับผิดแทนงั้นเหรอ ไม่มั้ง... ไม่น่าใช่มั้ง พี่โจวคงไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดที่จะให้ผมไปช่วยกลับผิดเป็นถูกแบบนั้นหรอกใช่ไหมครับ?"
โจวฉวินยืนหน้าบึ้งตึง ไม่พูดอะไรสักคำ จวงจื้อซีจึงเอื้อมมือไปตบไหล่เขาเบาๆ เชิงปลอบใจ
"ผมรู้นะครับว่าสิ่งที่ป้าโจวทำลงไปมันทำให้พี่ขายขี้หน้าประชาชี แต่พี่ก็อย่าเสียใจไปเลยครับ"
บรรยากาศรอบตัวโจวฉวินเริ่มมาคุและกดดันยิ่งขึ้น
จวงจื้อซีมองโจวฉวินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นอกเห็นใจแล้วเอ่ยว่า
"พี่โจว ถ้าพี่รู้สึกอัดอั้นตันใจก็ระบายออกมาให้ผมฟังเถอะ อย่าเก็บกดไว้คนเดียวเลย คนเราถ้าเก็บความทุกข์ไว้ในใจนานๆ มันจะพาลป่วยเอาได้ง่ายๆนะครับ อายุยังน้อยแค่นี้ อย่าให้เรื่องพรรค์นี้มาบั่นทอนสุขภาพจนล้มหมอนนอนเสื่อไปเลย"
โจวฉวินกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น
"ฉันไม่ต้องให้แกมาสะเออะเป็นห่วงหรอก เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ"
จวงจื้อซียิ้มหวานตอบกลับ
"ขอบคุณครับพี่โจวที่เป็นห่วง"
[จบบท]