บทที่ 87 : ความหน้าหนาของจวงจื้อซี
ทันทีที่พูดจบ จวงจื้อซีก็รีบเอ่ยปากต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นกันเองอย่างที่สุด ราวกับว่าสนิทสนมกลมเกลียวกันมานานปี ทั้งที่ความจริงแล้วแทบจะไม่ได้คุยดีๆกันเลยสักครั้ง เขาฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวพลางพูดว่า
“พี่โจว ไม่ต้องเกรงใจผมหรอกน่า คนกันเองทั้งนั้น ถ้าพี่รู้สึกอัดอั้นตันใจหรือเครียดเรื่องที่บ้าน อยากจะหาที่ระบายความในใจออกมาบ้าง พวกเราก็ไปหาที่นั่งดื่มกันสักแก้วดีไหมล่ะ รับรองว่าผมจะนั่งเป็นเพื่อนพี่เอง แต่มีข้อแม้ข้อเดียวนะ คือพี่ต้องเป็นคนจ่ายตังค์ ถ้าพี่เลี้ยงนะ ต่อให้ต้องดื่มยันโลกแตกหรือฟ้าถล่มทลาย ผมก็จะนั่งดื่มเป็นเพื่อนพี่แบบไม่ลุกไปไหนเลยคอยดู”
โจวฉวินที่กำลังหงุดหงิดแทบคลั่ง พอได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้างมองหน้าจวงจื้อซีด้วยความเหลือเชื่อ เขาเกิดมาจนป่านนี้ยังไม่เคยเจอใครหน้าหนาหน้าทนเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต
นี่เขาแสดงออกชัดเจนขนาดนี้ว่ากำลังโมโหจนเลือดขึ้นหน้า แล้วหมอนี่ยังมีหน้ามาพูดจาเล่นลิ้นแบบนี้อยู่อีกเหรอ แถมยังกล้ามาขอให้เขาเลี้ยงเหล้าอีกต่างหาก ฝันกลางวันอยู่หรือไงกัน
คนอย่างโจวฉวินน่ะเหรอจะควักเนื้อเลี้ยงข้าวคนอื่น โดยเฉพาะกับคนในลานบ้านเดียวกันแบบนี้ เขาไม่เคยคิดจะเสียเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว ถ้าการเลี้ยงข้าวนั้นไม่ได้สร้างผลประโยชน์หรือช่วยเสริมบารมีอะไรให้กับเขา ก็อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอมจ่าย ให้ตายก็ไม่มีทาง
สำหรับคนที่ไม่สามารถเอื้อประโยชน์อะไรให้เขาได้ เขาไม่มีวันยอมเสียเปรียบเด็ดขาด
จวงจื้อซียังคงทำท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาว แสร้งทำเป็นกระซิบกระซาบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า
“พี่โจว แล้วทางโรงงานเขาจะจัดการกับเรื่องหวงซื่อเหรินที่บ้านพี่ยังไงบ้างล่ะ พี่เล่าให้ผมฟังหน่อยสิ คือไอ้ผมมันก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมากหรอก ได้ยินแต่เขาเล่าลือกันไปต่างๆนานา ข่าวลือน่ะมันเชื่อถือไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก
สู้ฟังจากปากคนวงในอย่างพี่ไม่ได้ ข่าวกรองชั้นหนึ่งมันต้องแม่นยำกว่าอยู่แล้ว แต่ก็นั่นแหละนะ ฟังเขาพูดต่อๆกันมา ผมก็จำได้แค่ว่าตอนนี้ใครๆเขาก็เรียกแม่ของพี่ว่าหวงซื่อเหรินกันทั้งนั้นแหละ”
คำว่า ‘หวงซื่อเหริน’ เหมือนเป็นน้ำมันราดลงบนกองไฟในใจของโจวฉวิน ความอดทนของเขาขาดผึงลงในวินาทีนั้น เขาตวาดกลับเสียงดังลั่นด้วยความโกรธจัด
“แกเลิกพูดคำว่าหวงซื่อเหรินสักทีได้ไหม! อะไรคือหวงซื่อเหริน มีหวงซื่อเหรินที่ไหนกัน หุบปากเน่าๆของแกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
จวงจื้อซีทำท่าตกใจจนสะดุ้งโหยง เขาขมวดคิ้วทำหน้ามุ่ยพลางบ่นอุบอิบด้วยความน้อยใจ
“โธ่ พี่โจว ทำไมต้องโมโหร้ายขนาดนั้นด้วยล่ะ ผมก็แค่พูดตามที่คนทั้งโรงงานเขาพูดกัน ก็รู้อยู่หรอกว่าพี่กำลังอารมณ์ไม่ดีเรื่องแม่ แต่พี่จะมาลงที่ผมแบบนี้ไม่ได้นะ มันไม่ยุติธรรมเลย อีกอย่างนะ ความโกรธมันทำลายสุขภาพ
พี่ดูสิ พวกเราก็อยู่ลานบ้านเดียวกัน ผมหวังดีนะถึงได้เตือน พี่อย่าเครียดจนป่วยไปซะก่อนล่ะ ผมเคยได้ยินพี่สาวที่ห้องพยาบาลบอกว่า คนเราถ้าโมโหมากๆ มันจะทำให้...”
“พอได้แล้ว! หุบปาก!”
โจวฉวินตะโกนขัดขึ้นมาอย่างสุดจะกลั้น หน้าตาของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจนดำคล้ำไปหมด ผู้ชายคนนี้ช่างใจแคบและไร้ซึ่งความอดทนจริงๆ พอถูกจี้จุดดำมืดเข้าหน่อยก็เก็บอาการไม่อยู่ เขาไม่สนใจจะรักษามาดผู้ดีอะไรอีกแล้ว สะบัดแขนเสื้ออย่างแรงแล้วเดินจัมพรวดๆหนีไปทันทีโดยไม่หันกลับมามอง
จวงจื้อซียืนนิ่งอยู่ที่เดิม มองตามแผ่นหลังที่เดินกระแทกกระทั้นจากไปของโจวฉวินแล้วก็ไหวไหล่เบาๆอย่างไม่ยี่หระ มุมปากยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ พลางคิดในใจว่าคนอะไรใจแคบชะมัด เขาแค่แหย่เล่นนิดหน่อยเอง ยังไม่ได้งัดไม้ตายออกมาใช้สักนิด ก็เต้นผางเป็นเจ้าเข้าทรงไปเสียแล้ว
แบบนี้มันน่าสนุกน้อยลงไปเยอะเลย
ในจังหวะนั้นเอง หยางลี่ซินที่เพิ่งเลิกงานและกลับมาถึงช้ากว่าปกติก็เดินเข้ามาพอดี พอเห็นจวงจื้อซียืนอยู่ก็เอ่ยทักด้วยความแปลกใจ
“อ้าว จื้อซี ทำไมวันนี้ถึงกลับค่ำนักล่ะ?”
“อ้าว พี่ลี่ซิน ทำไมวันนี้ถึงกลับค่ำนักล่ะ?”
ทั้งสองคนเอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จวงจื้อซีหลุดขำออกมาเบาๆ ก่อนจะชี้นิ้วไปทางทิศที่โจวฉวินเพิ่งเดินหายไปแล้วอธิบายว่า
“ก็เพราะถูกพี่โจวฉวินแกดักรอน่ะสิ เข้ามาหาเรื่องคุยกับผม พอคุยไปคุยมาแกก็ดันหงุดหงิดเดินหนีไปซะงั้น อารมณ์แปรปรวนจริงๆพ่อคนนี้”
หยางลี่ซินได้ยินชื่อโจวฉวินก็หูผึ่ง รีบขยับเข้ามาใกล้ด้วยความสนใจทันที
“เขามาหานายทำไม? หรือว่าเป็นเรื่องแม่ของเขา? เฮอะ! ยัยแก่โจวหลี่ซื่อคนนั้นสมควรโดนแล้วจริงๆชอบทำตัวกร่างไปทั่วลานบ้าน คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน ตอนนี้เป็นไงล่ะ กรรมตามทันแล้วสิ โบราณเขาว่าไว้ไม่มีผิด ไม่ใช่ไม่แก้แค้น แต่เวลายังมาไม่ถึงต่างหาก”
น้ำเสียงของหยางลี่ซินเต็มไปด้วยความสะใจอย่างปิดไม่มิด เขาเกลียดขี้หน้าโจวหลี่ซื่อเข้าไส้ สาเหตุก็เพราะหยางลี่ซินแต่งงานเข้ามาเป็นเขยแต่งเข้าบ้านสกุลหลี่ แม้แต่ลูกที่เกิดมาก็ต้องใช้นามสกุลหลี่ตามพ่อตาแม่ยาย แม้ภายนอกเขาจะทำเป็นไม่คิดอะไร แต่ลึกๆแล้วลูกผู้ชายคนหนึ่งก็ย่อมมีศักดิ์ศรี
ทว่าโจวหลี่ซื่อกลับชอบเอาเรื่องนี้มาค่อนแคะ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง เที่ยวป่าวประกาศว่าเขาเป็นผู้ชายเกาะผู้หญิงกิน เป็นแมงดาปีกทอง คำพูดพวกนั้นมันแทงใจดำเขามาตลอด ทำให้เขาเจ็บแค้นและรอวันที่ยายแก่ปากเสียคนนี้จะล้มมานานแล้ว
ยิ่งพูดยิ่งมันปาก หยางลี่ซินแค่นเสียงเหึอะในลำคอแล้วพูดต่อ
“คราวนี้ยายแก่หนังเหนียวนั่นคงต้องโดนถลกหนังออกมาสักชั้นสองชั้นแน่ๆ”
จวงจื้อซีทำท่าครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ แล้วแย้งขึ้นว่า
“ผมว่าไม่น่าจะถึงขนาดนั้นมั้งพี่”
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ทำท่าทางเหมือนกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างจริงจัง
“พี่โจวฉวินเขาก็พอจะมีเส้นสายอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ ผมได้ยินมาว่าบ่ายนี้เจียงหลูไม่ได้เข้าทำงาน สงสัยคงวิ่งเต้นหาคนช่วยสามีอยู่นั่นแหละ น่าจะพอผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง”
พูดจบเขาก็เปลี่ยนเรื่องถามกลับบ้าง
“แล้วพี่ล่ะ ทำไมวันนี้กลับดึกจัง ปกติงานในโรงอาหารช่วงบ่ายก็ซาแล้วไม่ใช่เหรอ”
หยางลี่ซินพยักหน้าพลางตอบว่า
“ก็พวกหัวหน้าโรงงานน่ะสิ มีงานเลี้ยงรับรองแขก ฉันเลยต้องอยู่ช่วยเตรียมวัตถุดิบ เตรียมผักเตรียมอาหารให้เขา”
“แล้วไม่ต้องรอพวกเขากินเสร็จก่อนเหรอพี่” จวงจื้อซีถามต่อ
หยางลี่ซินหัวเราะร่า
“โอ๊ย ไม่ต้องหรอก หน้าที่ปรุงเป็นของพ่อครัวใหญ่เขา พวกเราแค่ลูกมือช่วยหั่นช่วยล้าง เตรียมของเสร็จก็กลับได้แล้ว”
ดูท่าทางหยางลี่ซินจะไม่ได้สนใจเลยว่าโรงงานจัดเลี้ยงใคร เพราะเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยจนชินชาแล้วสำหรับคนทำงานในครัว แต่สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาขยับตัวเบียดเข้ามาใกล้จวงจื้อซีอีกนิด ลดเสียงลงเป็นกระซิบกระซาบ
“นี่น้องชาย นายเล่าให้พี่ฟังหน่อยสิ วันนี้มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
จวงจื้อซีผายมือออกสองข้าง ทำหน้าซื่อตาใสตอบกลับไปว่า
“ผมไม่รู้จริงๆ พี่”
เขาทำเสียงจริงจังเพื่อยืนยันคำพูด
“วันนี้ทั้งวันผมขลุกอยู่แต่ในแผนก ไม่ได้กลับมาที่บ้านเลย จะไปรู้เรื่องราวละเอียดได้ยังไง ก็ได้ยินเขาพูดกันปากต่อปากว่าป้าโจวไปแย่งบ้านคนอื่น แล้วยังไปด่ากราดท่านผู้จัดการโรงงานกับพวกคนของแผนกรักษาความปลอดภัย ก็เลยโดนจับตัวไปขังไว้ แค่นั้นแหละที่ผมรู้”
จวงจื้อซีไม่ได้โกหกแม้แต่คำเดียว ทุกอย่างที่พูดมาคือสิ่งที่ได้ยินเขาเล่าลือกันมาทั้งนั้น จะจริงเท็จแค่ไหนเขาไม่รับรอง
“แล้วเมื่อกี้ที่โจวฉวิน...” หยางลี่ซินยังคงติดใจสงสัย
จวงจื้อซีทำหน้าขึงขังตอบกลับ
“ใครจะไปรู้ว่าเขาเป็นบ้าอะไร พูดจาไม่รู้เรื่อง ท่าทางโมโหโกรธา สงสัยจะโดนแม่ตัวเองทำพิษใส่นั่นแหละ ก็คิดดูสิ เขาอุตส่าห์ไต่เต้าจนเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลในโรงงาน ดันมามีแม่ทำตัวงามหน้าแบบนี้ เป็นใครก็ต้องปวดหัวทั้งนั้น”
เขาหยุดคิดนิดหนึ่ง ก่อนจะแกล้งทำตาโตเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก แล้วพูดโพล่งขึ้นมาว่า
“เอ๊ะ... พี่ลี่ซิน หรือว่างานเลี้ยงที่โรงอาหารคืนนี้ เขาเลี้ยงปลอบใจโจวฉวินหรือเปล่า?”
หยางลี่ซินตาโตเท่าไข่ห่าน ร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ “เฮ้ย! จะเป็นไปได้ยังไง เป็นไปไม่ได้หรอก!”
จวงจื้อซีหัวเราะชอบใจในท่าทางตื่นตูมของอีกฝ่าย แล้วยุส่งต่อ
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะพี่ เมื่อกี้ผมเห็นเขาเดินย้อนกลับไปทางโรงงานนะ อย่าลืมสิว่าพี่โจวฉวินเขากับพวกเรามันคนละระดับกัน พ่อตาเขาเป็นใคร พี่ก็รู้ว่าเส้นใหญ่แค่ไหน ทำงานเก่ง กว้างขวางจะตาย ดีไม่ดีอาจจะนัดกินข้าวกันเพื่อเคลียร์ปัญหา กระชับความสัมพันธ์ ช่วยลูกเขยก็ได้ ใครจะไปรู้”
คำพูดของจวงจื้อซีทำเอาหยางลี่ซินเริ่มลังเล คิ้วขมวดมุ่นเข้าหากัน เขาคิดตามแล้วก็เริ่มคล้อยตามน้ำเสียงที่ดูมั่นอกมั่นใจของจวงจื้อซี ผ่านไปสักพักเขาก็พึมพำออกมาว่า
“หรือว่าฉันควรจะกลับไปดูที่โรงอาหารหน่อยดีไหมนะ?”
จวงจื้อซีรีบตัดบท
“แล้วแต่พี่เลย แต่ผมต้องรีบกลับบ้านแล้ว ขืนช้ากว่านี้เมียผมได้ออกมาตามแน่ๆ”
หยางลี่ซินทำปากยื่นอย่างใช้ความคิด ใจหนึ่งก็ไม่เชื่อ แต่อีกใจหนึ่งก็อดระแวงไม่ได้เพราะจวงจื้อซีพูดจาน่าเชื่อถือเหลือเกิน แต่สุดท้ายเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ช่างเถอะ กลับบ้านดีกว่า ขี้เกียจเดินย้อนไปแล้ว”
เมื่อตกลงกันได้ ทั้งสองคนก็เดินเข้าประตูเรือนสี่ประสานมาพร้อมกัน บรรยากาศภายในลานบ้านวันนี้ดูคึกคักผิดหูผิดตา ทั้งที่เป็นเวลาพลบค่ำที่คนควรจะแยกย้ายกันเข้าบ้านไปทำกับข้าวกับปลา แต่ทว่าทุกคนกลับจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ราวกับมีงานเทศกาลก็ไม่ปาน
เรื่องฉาวโฉ่ของโจวหลี่ซื่อทำให้ทุกคนตื่นเต้นจนลืมหิว ไม่มีใครรีบร้อนเข้าบ้านเลยสักคน พอเห็นจวงจื้อซีเดินเข้ามา ทุกสายตาก็หันมาจับจ้องเป็นจุดเดียว
จวงจื้อซียิ้มแห้งๆพลางทักทาย “นี่ทุกคนมารอรับผมเหรอครับเนี่ย?”
ดูเหมือนเขาจะหลงตัวเองไปหน่อย
หมิงเหม่ยภรรยาสาวของเขารีบวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา แล้วกระซิบเสียงเบาข้างหูว่า
“เบาๆหน่อยสิคะ จื้อซี ทุกคนเขากำลังรอรอดูโจวฉวินกับเจียงหลูต่างหาก แล้วก็รอลุ้นด้วยว่าป้าโจวจะได้กลับมาคืนนี้ไหม”
พอทุกคนเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นแค่จวงจื้อซีกับหยางลี่ซิน ความสนใจก็ลดฮวบลงทันที เพราะรู้ดีว่าสองคนนี้คงไม่มีข้อมูลเด็ดอะไรมากไปกว่าพวกตน จึงหันกลับไปจับกลุ่มเม้าท์มอยกันต่อเสียงดังจอแจ
จวงจื้อซีมองซ้ายมองขวาหาใครบางคน ก่อนจะหันมาถามภรรยาว่า
“แล้วคุณตาล่ะ? อยู่ไหน?”
หมิงเหม่ยทำหน้ามุ่ยตอบเสียงขุ่น
“คุณตากลับไปแล้วค่ะ บ้านใหม่ปูนยังไม่แห้งดี กลิ่นสีก็ยังเหม็นอยู่ วันนี้แกเลยยังย้ายเข้ามาไม่ได้”
พูดถึงเรื่องนี้แล้วหมิงเหม่ยก็อดโมโหไม่ได้ เธอเบะปากบ่นกระปอดกระแปดด้วยความไม่พอใจ
“คุณดูสิ ป้าโจวนี่แกเหลือเกินจริงๆนะ สร้างเรื่องวุ่นวายไม่หยุดหย่อน คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่มาจากไหน ถึงได้กล้ามารังแกคุณตาของฉันแบบนี้ เห็นพวกเราเป็นหัวหลักหัวตอหรือไง ฮึ! น่าโมโหชะมัด”
จวงจื้อซีหันไปปรับทุกข์กับภรรยาพลางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนคนปลงตกกับชีวิตเพื่อนบ้านรายนี้เต็มทน
“ป้าโจวแกก็เป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คุณเองก็แต่งงานเข้ามาอยู่ที่นี่ได้เกือบสองเดือนแล้วก็น่าจะพอรู้นิสัยแกดีว่าแกเป็นคนยังไง แกไม่เคยเปลี่ยนหรอก มีแต่จะหนักข้อขึ้นทุกวัน”
หมิงเหม่ยแค่นเสียงในลำคออย่างขัดใจ ใบหน้าสวยง้ำงอลงเล็กน้อยก่อนจะบ่นอุบอิบออกมา
“ฉันว่านะ เป็นเพราะทุกคนในลานบ้านมัวแต่เกรงใจแก ให้ท้ายแกมากเกินไปจนแกเคยตัวน่ะสิ พอเห็นว่าไม่มีใครกล้าหือ แกก็เลยทำตัวหน้าไม่อายขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้”
จวงจื้อซียิ้มขำด้วยความเอ็นดู เขาเอื้อมมือไปขยี้ผมภรรยาเบาๆเพื่อให้เธอคลายอารมณ์ขุ่นมัวลงพลางเอ่ยปลอบใจ
“เอาเถอะน่า อย่าโมโหไปเลย คุณดูสิ ขนาดคุณตาของคุณที่เป็นคนโดนกระทำแท้ๆ ท่านยังไม่เห็นจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนคุณเลย แล้วคุณจะไปโกรธแทนท่านทำไมให้เสียสุขภาพจิต”
หมิงเหม่ยหยุดคิดตามคำพูดของสามีครู่หนึ่ง พอลองตรองดูดีๆ ก็เห็นจริงตามนั้น เพราะตามที่แม่สามีเล่าให้ฟัง ดูเหมือนคุณตาของเธอจะไม่ได้เก็บเอาเรื่องป้าโจวมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
มิหนำซ้ำเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่านตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องการหาคู่เสียอย่างนั้น คิดแล้วก็อดทึ่งไม่ได้จริงๆว่าคุณตาของเธอช่างเป็นคนที่มีมุมมองโลกในแง่บวกและมีเป้าหมายชัดเจนเหลือเกิน
หมิงเหม่ยยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆด้วยความมึนงง ก่อนจะเงยหน้าถามสามีต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แล้วที่โรงงานล่ะ คุณได้ยินเขาพูดเรื่องนี้ว่ายังไงบ้าง?”
จวงจื้อซียักไหล่พลางตอบไปตามความจริง
“ก็มีแต่พวกขาเม้าท์จับกลุ่มนินทากันไปเรื่อยเปื่อยแหละคุณ ไม่มีใครรู้ตื้นลึกหนาบางจริงๆหรอกว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ ต่างคนต่างก็เดากันไปต่างๆนานา”
“จะไปมีอะไรซับซ้อนกันล่ะ ก็แค่มีคนวิ่งเต้นเส้นสาย หิ้วของไปกำนัลผู้ใหญ่น่ะสิ!”
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมากลางวงสนทนา เล่นเอาทั้งคู่หันขวับไปมอง ก็เห็นว่าเป็นไป๋เฟิ่นโต้วที่เพิ่งเดินอาดๆ เข้ามาในวงด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่อง เขาเบะปากเล็กน้อยอย่างหมั่นไส้ก่อนจะจีบปากจีบคอเล่าฉอดๆ
“พวกนายคิดว่าโจวฉวินเขาเป็นคนธรรมดาหรือไง? หมอนั่นน่ะใจป้ำจะตาย ถึงขนาดยอมควักกระเป๋าซื้อบุหรี่ยี่ห้อจงหัวไปเซ่นไหว้ผู้ใหญ่เชียวนะ ฉันฟันธงเลยว่าพรุ่งนี้ป้าโจวได้กลับมาลอยหน้าลอยตาในลานบ้านแน่ๆก็แหม คืนนี้พ่อตาของเขาลงทุนถ่อสังขารไปนั่งดื่มเหล้ากับพวกหัวหน้าถึงในโรงงานเลยนี่นา ตอนนี้ก็ยังดื่มกันอยู่เลยมั้ง”
ไป๋เฟิ่นโต้วทำงานอยู่แผนกรักษาความปลอดภัย ข่าวสารวงในแบบนี้ย่อมรู้ดีกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว อีกอย่างเรื่องคดีความพวกนี้ยังไงก็ต้องผ่านหูผ่านตาแผนกของเขาอยู่แล้ว
ถึงแม้เมื่อตอนกลางวันเขาจะไม่ได้เป็นคนลงพื้นที่ไปลากคอป้าโจวด้วยตัวเอง แต่เขาก็ตามสืบเรื่องนี้ยิบตา อย่าลืมสิว่าป้าโจวเคยรีดไถเงินเขาไปตั้งสิบห้าหยวน ความแค้นนี้ฝังหุ่น เขาจำได้แม่นไม่มีวันลืม
นานทีปีหนจะเห็นป้าโจวพลาดท่าเสียทีแบบนี้ ไป๋เฟิ่นโต้วรู้สึกเจ็บใจอยู่ลึกๆ ที่ไม่ได้ไปร่วมวงจับกุมด้วย ไม่อย่างนั้นเขาคงจะฉวยโอกาสตอนชุลมุนแอบเตะยายแก่หนังเหนียวนั่นสักป้าบสองป้าบให้หายแค้น โทษฐานที่ชอบทำตัวกร่างใส่เขาดีนัก
น่าเสียดายจริงๆ!
แต่คิดอีกทีก็ไม่น่าเสียดายเท่าไหร่ เพราะตอนนี้ยายแก่ตัวแสบก็คงกำลังนอนหนาวรับกรรมอยู่ในห้องขังของแผนกรักษาความปลอดภัย สิ่งที่น่าเจ็บใจจริงๆคือลูกชายตัวดีอย่างโจวฉวินต่างหาก ที่ดันพลิกวิกฤตเป็นโอกาส กลายเป็นแขกวีไอพีร่วมโต๊ะอาหารกับพวกผู้ใหญ่ไปเสียได้
พอสิ้นเสียงของไป๋เฟิ่นโต้ว เหล่าจีนมุงในลานบ้านก็ส่งเสียงฮือฮากันยกใหญ่
“หา! จริงดิ! โจวฉวินได้นั่งร่วมโต๊ะกับหัวหน้าเลยเรอะ?”
“บุหรี่จงหัวเชียวนะ! โจวฉวินลงทุนซื้อบุหรี่จงหัวเลยเหรอ? แล้วเอาไปให้ใครล่ะนั่น?”
“น้องเฟิ่นโต้ว นายช่วยเล่ารายละเอียดให้พวกเราฟังหน่อยสิ”
“ก็สมแล้วที่โจวฉวินตาถึงเลือกเมียถูกคน ดูสิ มีใครเทียบเจียงหลูได้บ้าง เป็นแม่บ้านแม่เรือนไม่พอ ยังเป็นคู่คิดช่วยผัวแก้ปัญหาได้อีก บ้านเดิมก็ฐานะดี แถมยังเต็มใจช่วยสามีทุกอย่าง”
“นั่นสิ ใครจะเถียงได้ เจียงหลูก็แค่มีลูกไม่ได้ นอกนั้นเธอก็ดีพร้อมทุกอย่างจริงๆ หาที่ติไม่ได้เลย”
จวงจื้อซีเห็นไป๋เฟิ่นโต้วกำลังได้หน้า ก็เลยแกล้งเยินยอผสมโรงไปด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง
“พี่เฟิ่นโต้วนี่สุดยอดไปเลยนะครับ รู้ลึกรู้จริงไปซะทุกเรื่อง ขนาดเรื่องบุหรี่จงหัวพี่ยังรู้เลย หูตาเป็นสับปะรดสมกับเป็นคนของแผนกรักษาความปลอดภัยจริงๆพวกพนักงานตาดำๆ อย่างผมเทียบไม่ติดเลย ได้ยินแต่เขาเล่าลือกันมั่วซั่วไปหมด ไม่รู้จะเชื่อใครดี”
ไป๋เฟิ่นโต้วพอยอเข้าหน่อยก็ตัวลอย ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจพลางหัวเราะร่า
“มันแน่อยู่แล้ว! ไม่งั้นฉันจะไปกินเงินเดือนแผนกรักษาความปลอดภัยได้ยังไง? ฉันรู้เยอะกว่าพวกนายแยะจะบอกให้ วันนี้ฉันจับตามองอยู่ตลอด เห็นกับตาเลยว่าผัวเมียคู่นั้นพกอะไรตุงๆเข้าไปหาผู้ใหญ่ พอออกมาปุ๊บ
หัวหน้าฉันก็นั่งสูบบุหรี่จงหัวสบายอารมณ์ ถ้าไม่ใช่สองคนนั้นเอาไปประเคนให้ แล้วจะเป็นใครหน้าไหนล่ะ? บุหรี่แพงหูฉี่ขนาดนั้นคนธรรมดาที่ไหนจะซื้อสูบได้ ฉันว่านะ ร้อยทั้งร้อยโจวฉวินมันก็ไปขอมาจากพ่อตานั่นแหละ ถึงมันจะหาเงินเก่ง แต่เรื่องเกาะผู้หญิงกินนี่มันก็ทำได้คล่องเหมือนกัน”
ไป๋เฟิ่นโต้วนั้นอิจฉาโจวฉวินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมีเรื่องให้ซ้ำเติมแบบนี้ เขาเลยใส่ไฟไม่ยั้งแบบไม่มีกั๊ก พูดจาเปิดเผยความในใจออกมาหมดเปลือก ทำเอาชาวบ้านที่ยืนฟังอยู่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ละคนก็มีความคิดในใจแตกต่างกันไป รวมทั้งจวงจื้อซีและหมิงเหม่ยด้วย
จวงจื้อซียิ้มมุมปาก เอ่ยขัดขึ้นมาลอยๆ ว่า
“แหม แต่พี่โจวฉวินนี่วาสนาดีจริงๆนะครับ ได้นั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกับระดับหัวหน้าแบบนี้ สงสัยอีกไม่นานคงได้เลื่อนตำแหน่งแน่ๆเลยมั้งเนี่ย?”
ประโยคนี้เหมือนโยนระเบิดลงกลางวง ชาวบ้านที่กำลังนินทาเรื่องบุหรี่หันขวับมาสนใจเรื่องตำแหน่งทันที
“เฮ้ย! จะบ้าเหรอ? ใช้เส้นสายส่วนตัวเพื่อเลื่อนตำแหน่งเนี่ยนะ? มันทำแบบนั้นไม่ได้นะเว้ย!”
“ใช่ๆ ถ้าจะมาใช้ของกำนัลแลกตำแหน่ง พวกเราไม่ยอมนะโว้ย”
“หัวหน้าดีๆเขาไม่ทำกันหรอก!”
ไป๋เฟิ่นโต้วหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่คอปูดโปนด้วยความเดือดดาล ตะโกนเสียงดังลั่น
“ไอ้หมอนั่นไม่มีทางได้เลื่อนขั้นหรอก! ถ้ามันใช้เส้นสายขึ้นไปจริงๆพวกเรานี่แหละจะรวมตัวกันไปร้องเรียน!”
“ใช่ๆ ต้องร้องเรียน! ยอมไม่ได้!”
บรรยากาศในลานบ้านเปลี่ยนจากเรื่องนินทาป้าโจว กลายเป็นเวทีปราศรัยต่อต้านการทุจริตไปเสียแล้ว แม้ว่าเรื่องเลื่อนขั้นจะเป็นแค่การคาดเดาแบบไม่มีมูลความจริงเลยสักนิด แต่ก็สามารถจุดไฟในใจของผู้คนให้ลุกโชนขึ้นมาได้
จวงจื้อซียืนยิ้มเผล่ดูผลงานตัวเองอยู่ข้างๆ อย่างสนุกสนาน สมกับคติประจำใจที่ว่า 'ดูไฟไหม้บ้านคนอื่นสนุกกว่าดูละคร'
หมิงเหม่ยเองก็ยืนฟังเพลินๆ แต่หางตาเจ้ากรรมดันเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่หน้าบ้านตระกูลโจว เธอเห็นเงาตะคุ่มๆของซูจินไหล ไอ้เด็กแสบประจำซอย กำลังชะเง้อชะแง้มองเข้าไปในบ้านตระกูลโจวด้วยท่าทางมีพิรุธ
หมิงเหม่ยขมวดคิ้วมุ่น ‘ไอ้เด็กนี่คิดจะทำอะไรอีก?’
เธอกระตุกชายเสื้อจวงจื้อซีเบาๆ แล้วพยักพเยิดหน้าไปทางนั้น จวงจื้อซีหันไปมองตามก็เห็นไอ้หนูซูจินไหลกำลังด้อมๆมองๆอยู่หน้าประตูบ้านคนอื่น ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงไม่ได้มาดีแน่ เขามองปราดเดียวก็เข้าใจสถานการณ์ แต่กลับเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หันหน้าหนีไปทางอื่นเสียอย่างนั้น
“จวงจื้อซี! กลับมาถึงแล้วก็เอาแต่มัวฝอยน้ำลายแตกฟอง งานการในบ้านไม่คิดจะช่วยหยิบจับเลยหรือไง!”
เสียงตวาดแว้ดดังมาจากประตูบ้าน จ้าวชุ่ยฮวายืนเท้าเอวหน้าถมึงทึงตะโกนเรียกผัวเมียจอมอู้
จวงจื้อซีสะดุ้งโหยง รีบยกมือป้องหัวทำท่าเหมือนหนูติดจั่น วิ่งจู๊ดกลับเข้าบ้านทันทีปากก็ละล่ำละลักตอบ
“ครับแม่! มาแล้วครับ! แม่จะให้ทำอะไรบอกมาได้เลย ผมพร้อมรับบัญชาครับ!”
จ้าวชุ่ยฮวาส่ายหน้าอย่างระอา
“จะให้ทำอะไรได้ล่ะเวลานี้! กลับมากินข้าวสิ เร็วเข้า!”
หมิงเหม่ยเดินตามหลังสามีมาติดๆ พอสบโอกาสก็รีบขยับเข้าไปกระซิบกระซาบกับแม่สามี
“แม่คะ เมื่อกี้ฉันเห็นเจ้าซูจินไหลด้อมๆมองๆอยู่หน้าบ้านโจว สงสัยกะจะเข้าไปขโมยของแหงๆ”
เธอไม่เข้าใจจริงๆว่าสะใภ้ใหญ่ตระกูลซูเลี้ยงลูกยังไง ถึงได้ปล่อยให้กลายเป็นเด็กมือไวใจเร็วแบบนี้ งานการดีๆไม่เคยเห็นหัว แต่พอเป็นเรื่องลักเล็กขโมยน้อยนี่ไวปานวอก
พอรู้ว่าเจ้าของบ้านไม่อยู่ปุ๊บ ก็รีบหาช่องทางจะงัดแงะทันที ช่างสรรหาโอกาสจริงๆ
หมิงเหม่ยเบะปากพูดต่อ
“ถ้าขโมยจริงนะ บ้านโจวรู้เข้าคงได้อาละวาดบ้านแตกแน่”
จวงจื้อซีที่กำลังตักข้าวใส่ปาก เงยหน้าขึ้นมองภรรยาแล้วพูดแทรกขึ้นมา
“ก็ไม่แน่หรอกคุณ”
หมิงเหม่ยเลิกคิ้วสูง “เอ๊ะ? ทำไมล่ะ?”
จวงจื้อซีเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ ก่อนจะกลืนลงคอแล้วอธิบาย
“บ้านโจวตอนนี้กำลังมีชนักติดหลัง สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดี ชาวบ้านเขาก็เหม็นขี้หน้ากันหมด แล้วเรื่องที่โจวฉวินไปกินข้าวกับหัวหน้าโรงงานวันนี้ก็ถูกเอามาป่าวประกาศซะโจ่งแจ้ง เขาคงอยากทำตัวให้เงียบที่สุด ถ้าเกิดของหายจริงๆ ผมว่าเขาคงยอมกัดฟันกลืนเลือด ไม่โวยวายให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้หรอก”
จ้าวชุ่ยฮวากระแทกชามข้าวลงบนโต๊ะดังปึง แล้วด่ากราดออกมา
“สุนัขย่อมไม่ทิ้งนิสัยเดิม!”
ไอ้เด็กซูจินไหลนี่ อนาคตข้างหน้าก็คงวนเวียนอยู่แต่กับคุกตะราง เข้าๆออกๆอยู่นั่นแหละ โบราณว่าขโมยเข็มแต่เด็ก โตขึ้นก็เป็นโจรขโมยทอง มันติดเป็นสันดานไปแล้ว แก้ยังไงก็ไม่หาย
จ้าวชุ่ยฮวาตักกับข้าวใส่ชามให้ลูกชายกับลูกสะใภ้ พลางบ่นสั่งสอนทิ้งท้าย
“พวกแกสองคนก็เหมือนกัน วันๆเอาแต่จ้องจับผิดบ้านคนอื่นอยู่นั่นแหละ ว่างงานนักหรือไงหะ? รู้จักเอาเวลาไปทำมาหากินสร้างเนื้อสร้างตัวให้มันเจริญๆบ้างสิ!”
[จบบท]