บทที่ 92: ค่ำคืนแห่งความวุ่นวาย
หมิงเหม่ยนอนลืมตาโพลงในความมืด พลางหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ชุลมุนเมื่อครู่ ความคิดของเธอไหลย้อนกลับไปถึงคุณตาผู้แก่ชรา ร่างกายของคุณตาผอมบางจนแทบจะปลิวลมตามแรงพายุ
เส้นผมสีดอกเลาที่หลุดร่วงไปตามกาลเวลาบ่งบอกถึงความร่วงโรยของสังขาร ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับการด่าทอสาปแช่งอย่างไร้เหตุผลของแม่โจวฉวิน ชายชราผู้นั้นจะรู้สึกไร้ที่พึ่งพิงและโดดเดี่ยวสักเพียงใด
ในฐานะหลานสาว การที่เธอจะเรียกเก็บดอกเบี้ยคืนจากคนบ้านตระกูลโจวบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เธอพยามยามระงับอารมณ์แล้วฝากฝังรอยเท้าเอาไว้เพียงแค่คนละทีสองทีเท่านั้น นับว่าเธอมีเมตตาธรรมและจิตใจประเสริฐมากแล้วที่ยั้งมือไว้เพียงเท่านี้ หากเป็นคนอื่นคงไม่จบแค่การเจ็บตัวเล็กน้อยเป็นแน่
ส่วนทางด้านจวงจื้อซีนั้น เขาก็ร้ายกาจไม่เบาเลยทีเดียว การที่เขาแสร้งทำเป็น "ไม่ระวัง" จนเซไปชนคนพวกนั้น แท้จริงแล้วเป็นแผนการที่แยบยลเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์อันเสียเปรียบของโจวฉวินและเจียงหลูให้พลิกกลับมามีความหวัง
อีกทั้งยังเป็นการเติมเชื้อไฟแห่งความโกรธแค้นให้ทั้งสองฝ่ายปะทะกันดุเดือดขึ้น สามีของเธอคนนี้ช่างเจ้าเล่ห์นัก เขาไม่ยอมเอาตัวเข้าไปแปดเปื้อนด้วยการลงมือเอง แต่กลับยืนมองดูเสือสองตัวกัดกันอย่างเพลิดเพลินใจ
ทว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดที่สุดในค่ำคืนนี้เห็นจะเป็นเจียงหลู ผู้หญิงที่ดูเงียบขรึมคนนั้นกลับแฝงไปด้วยความดุดันเลือดพล่านได้ถึงเพียงนี้ พอถึงคราวระเบิดอารมณ์ออกมา ผู้ชายอกสามศอกก็ยังต้องถอยกรูด นี่แหละนะที่เขาว่ากันว่า เวลาผู้หญิงหมดความอดทนขึ้นมา ผู้ชายหน้าไหนก็ไร้ความหมาย
ค่ำคืนนี้บรรยากาศภายในลานบ้านเรือนสี่ประสานช่างคึกคักและเต็มไปด้วยสีสันเสียเหลือเกิน เชื่อว่าเพื่อนบ้านหลายคนคงข่มตานอนไม่หลับเพราะฤทธิ์เดชของมหากาพย์ละครฉากใหญ่เมื่อครู่
จวงจื้อซีและหมิงเหม่ยเองก็เช่นกัน ทั้งสองนอนเบียดกระแซะอิงแอบกันอยู่บนเตียงเตาที่อุ่นสบาย โดยมีหลานสาวตัวน้อยอย่างเสี่ยวเยี่ยนจื่อนอนหลับปุ๋ยชิดผนังด้านใน
หมิงเหม่ยซุกตัวเข้าหาไออุ่นจากสามี พลางบ่นพึมพำเสียงอู้อี้
"คุณคะ ถ้าคนในลานบ้านเรายังขยันสร้างเรื่องวุ่นวายกันแบบนี้อีก อีกหน่อยบ้านเราคงไม่ต้องเสียเงินซื้อวิทยุแล้วล่ะ แค่เปิดหน้าต่างนั่งดูพวกเขาทะเลาะกันทุกวันก็ได้อรรถรสยิ่งกว่าฟังละครวิทยุเสียอีก"
จวงจื้อซีหัวเราะในลำคอพลางลูบผมภรรยาอย่างเอ็นดู
"ทำใจให้ชินเถอะ แต่อย่างว่าแหละนะ ช่วงนี้พวกเขาก็ดูจะมีเรื่องมีราวกันถี่เกินไปหน่อย"
เขาหยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะวิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมา
"เมื่อก่อนไป๋เฟิ่นโต้วก็ไม่ได้บ้าบอคอแตกขนาดนี้นะ แต่พักหลังมานี้ดูเหมือนอาการประสาทกินจะกำเริบหนักขึ้นเรื่อยๆ แถมผมยังรู้สึกได้ลางๆว่าเขาตั้งแง่เป็นศัตรูกับผมแปลกๆ น่าจะเป็นเพราะผมแต่งงานมีเมียแล้ว แต่เขายังไม่มีใครนั่นแหละ ตอนนี้ในลานบ้านเรา นอกจากเด็กวัยรุ่นอายุสิบหกสิบเจ็ดที่ยังไม่โตเต็มวัย ก็เหลือแค่เขาคนเดียวที่เป็นหนุ่มโสดหัวเน่า ผมเดาว่าเขาคงทั้งร้อนรนทั้งอิจฉาตาร้อนจนแทบคลั่งแล้วล่ะ"
หากไม่ร้อนรน ไป๋เฟิ่นโต้วก็คงไม่แสดงอาการหวงก้างหวังเซียงซิ่วออกนอกหน้าขนาดนั้น เมื่อก่อนเขายังรู้จักรักษาท่าที เกรงอกเกรงใจสายตาชาวบ้านบ้าง แต่ดูสิ่งที่ทำในวันนี้สิ
เขาออกโรงปกป้องซูจินไหลแบบไม่ถามไถ่ต้นสายปลายเหตุ ราวกับคนขาดสติที่พร้อมจะพุ่งชนทุกอย่าง เป็นสัญญาณชัดเจนว่าผู้ชายคนนี้อยากมีเมียจนตัวสั่น
แม้จะวิเคราะห์อย่างเป็นกลาง แต่จวงจื้อซีก็ไม่ใช่พ่อพระผู้แสนดีมาจากไหน ใครที่กล้ามาทำให้เขาขุ่นข้องหมองใจ เขาก็พร้อมจะสนองคืนให้อย่างสาสมเช่นกัน
หมิงเหม่ยเบ้ปากเมื่อได้ยินชื่อนั้น
"ช่างหัวเขาเถอะ จะเป็นตายร้ายดียังไงฉันไม่สนหรอก แต่ฉันจำได้แม่นเลยว่าหมอนั่นเคยคิดจะดักทำร้ายคุณในห้องส้วม ถึงจะทำไม่สำเร็จ แต่มันก็แสดงให้เห็นว่าจิตใจสกปรกแค่ไหน ท่านอาจารย์ของฉันเคยสอนไว้ว่า การเป็นคนจริงต้องรู้จักบุญคุณความแค้น มีแค้นต้องชำระให้สาสมและรวดเร็ว"
จวงจื้อซียิ้มขำกับท่าทางนักเลงโตของภรรยาตัวน้อย
"เห็นคุณพูดถึงท่านอาจารย์บ่อยๆ เมื่อไหร่จะพาผมไปกราบท่านบ้างล่ะ จะได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นศิษย์เขย"
หมิงเหม่ยส่ายหน้าเบาๆ
"ท่านอาจารย์ของฉันไม่ค่อยชอบสุงสิงกับคนแปลกหน้าหรอกจ้ะ"
จวงจื้อซีเลิกคิ้วสูง แกล้งทำเสียงน้อยใจ
"นี่ผมกลายเป็นคนอื่นคนไกลไปแล้วเหรอ"
หมิงเหม่ยรีบแก้ตัวพัลวัน
"โธ่ ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกจ้ะ! คือท่านอาจารย์ของฉันน่ะ... สถานะท่านค่อนข้างพิเศษ คือตอนนี้ท่านทำงานอยู่ที่เมรุเผาศพในโรงประกอบพิธีฌาปนกิจน่ะ"
จวงจื้อซีถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง "..."
หมิงเหม่ยรีบอธิบายต่อเพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบงัน
"เพราะงานที่ทำ ท่านเลยชอบเก็บตัวเงียบๆ ไม่ค่อยอยากพบปะผู้คนเท่าไหร่ อีกอย่างนะ ตอนนี้ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย ท่านอยู่ที่จินหลิงนู่น"
จวงจื้อซีถามด้วยความสงสัย "อ้าว แล้วท่านไม่ได้สอนวิชาคุณอยู่ที่นี่หรอกเหรอ"
"ก็ใช่อยู่ เมื่อก่อนท่านเคยอยู่ที่เมืองหลวง แต่เมื่อสามปีก่อนท่านย้ายไปอยู่ที่จินหลิง แล้วก็ไปทำงานที่โรงประกอบพิธีฌาปนกิจ ตั้งแต่นั้นก็เก็บเนื้อเก็บตัวลึกลับ ท่านอาจารย์เป็นเพื่อนเก่าแก่ของคุณตากับคุณพ่อของฉันด้วยนะ ไม่อย่างนั้นพ่อฉันคงไม่ได้เจอกับแม่หรอก"
จวงจื้อซีพยักหน้าเข้าใจ พอมาลองคิดดูแล้ว เรื่องราวก็ดูสมเหตุสมผล คนหนึ่งอยู่เมืองหลวง อีกคนอยู่จินหลิง การที่คนสองคนจากต่างถิ่นจะมาลงเอยกันได้ ต้องมีคนกลางชักนำหรือมีวาสนาต่อกันจริงๆ
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น "งั้นถ้าวันหน้าเรามีโอกาสไปจินหลิง เราต้องหาเวลาไปเยี่ยมคารวะท่านสักหน่อยนะ"
หมิงเหม่ยพยักหน้าเห็นด้วย "ได้สิ" ท่านอาจารย์เปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งของเธอ การไปเยี่ยมเยียนย่อมเป็นสิ่งที่สมควรทำ
หญิงสาวขยับตัวซุกเข้าไปในอ้อมกอดของสามีมากยิ่งขึ้น ราวกับลูกแมวขี้อ้อนที่ต้องการความอบอุ่น "คุณว่าเรื่องวันนี้จะจบลงยังไง ดูท่าทางจะไม่จบง่ายๆ แน่เลย"
จวงจื้อซีถอนหายใจเบาๆ "ก็คงต้องไกล่เกลี่ยเจรจากันนั่นแหละ แต่ผมเองก็ไม่กล้าฟันธงอะไรแล้ว พูดทีไรผิดคาดทุกที เดาใจคนพวกนี้ยากยิ่งกว่าเดาอากาศเสียอีก"
หมิงเหม่ยคิดตามแล้วก็อดขำไม่ได้ เธอตีแขนเขาเบาๆ "เห็นไหมล่ะ อยู่บ้านเดียวกันมาตั้งนานคุณยังไม่รู้นิสัยใจคอพวกเขาเลย"
จวงจื้อซียิ้มเจ้าเล่ห์ "โธ่ ใครจะไปรู้ใจใครได้ทุกลมหายใจล่ะ ผมขอแค่รู้ใจเมียผมคนเดียวก็พอแล้ว"
หมิงเหม่ยหน้าแดงระเรื่อ รีบยกมือห้ามทัพ "หยุดเลยนะ วันนี้ฉัน... เป็นวันนั้นของเดือน"
จวงจื้อซีตีหน้าขรึมแกล้งทำเสียงดุ "เดี๋ยวๆ คุณคิดไปถึงไหนแล้วเนี่ย ผมไม่ได้จะทำอะไรสักหน่อย แค่บอกว่ารู้ใจเฉยๆ คุณนี่นะ จ้องแต่จะคิดลึกอยู่เรื่อยเลย"
คำพูดหยอกเย้านั้นทำให้หมิงเหม่ยเขินจนทำตัวไม่ถูก เธอฟาดฝ่ามือลงบนอกเขาดังป้าบด้วยความหมั่นไส้ จวงจื้อซีร้องโอดโอยเกินจริงแล้วหัวเราะร่า
"โอ๊ย! นี่กะจะฆาตกรรมสามีเลยหรือไงแม่คุณ"
"สมน้ำหน้า! นอนได้แล้ว" หมิงเหม่ยแว้ดใส่แก้เขิน
ทั้งสองหยอกล้อกันไปมาอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งความเหนื่อยล้าจากเรื่องราววุ่นวายตลอดทั้งวันเริ่มเข้าครอบงำ โดยเฉพาะหมิงเหม่ยที่ร่างกายอ่อนเพลียจากการมีประจำเดือน เธอจึงเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว
"ง่วงแล้วล่ะ ไม่ไหวแล้ว"
จวงจื้อซีดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมไหล่ให้ภรรยา "นอนเถอะ พรุ่งนี้ไม่ต้องรีบตื่นนะ เดี๋ยวผมตื่นมาทำกับข้าวเอง"
แม้จะไม่รู้ว่าแม่ของเขาจะกลับมาจากโรงพยาบาลกี่โมง แต่จวงจื้อซีก็วางแผนไว้แล้วว่าถ้าแม่ยังไม่กลับ เขาจะเป็นคนเอาอาหารเช้าไปส่งที่โรงพยาบาลเอง จะไปทำงานสายหน่อยก็คงไม่เป็นไร เพราะดูจากรูปการณ์แล้ว พรุ่งนี้ทั้งโจวฉวินและไป๋เฟิ่นโต้วคงลุกไปทำงานไม่ไหวแน่ๆ คืนนี้เลือดตกยางออกขนาดนี้ กว่าเรื่องจะเคลียร์จบ คงต้องวุ่นวายกันอีกพักใหญ่
เขานอนคิดอะไรเพลินๆไปสักพัก ความง่วงก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามาจนเปลือกตาหนักอึ้ง และหลับตามภรรยาไปในที่สุด
...
ในขณะเดียวกัน ณ โรงพยาบาลประจำเขต บรรยากาศยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ลอยอวลอยู่ในอากาศ จ้าวชุ่ยฮวาที่พาเจ้าหลานชายตัวแสบอย่างหู่โถวมาหาหมอ กำลังยืนตะลึงงันอยู่กลางโถงทางเดิน
จ้าวชุ่ยฮวาเพิ่งจะจัดการเรื่องแอดมิดให้หู่โถวเสร็จเรียบร้อยและลงมาจ่ายเงินค่ารักษาที่ชั้นล่าง แต่จู่ๆสายตาก็เหลือบไปเห็นกลุ่มคนคุ้นหน้าคุ้นตาที่เดินโขยกเขยกกันเข้ามาในสภาพดูไม่จืด
เธอรีบปรี่เข้าไปทักทายทันที "ป้าหวัง! นั่นมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ล่ะ"
เมื่อเพ่งมองดูดีๆ จ้าวชุ่ยฮวาถึงกับต้องสูดปากด้วยความสยดสยอง โอ้โห! ช่างดุเดือดเลือดพล่านอะไรขนาดนี้ แต่ละคนยับเยินจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้
นี่มันเรื่องอะไรกัน? โจวฉวินกับไป๋เฟิ่นโต้ว... อย่าบอกนะว่าตีกันเองอีกแล้ว?
"พวกแกนี่มัน..."
ป้าหวังหรือหลี่หวังซื่อ ที่ปกติมักจะวางมาดเป็นผู้คุมกฎของลานบ้าน ตอนนี้มีสีหน้าอิดโรยและผมเผ้ายุ่งเหยิง ยิ่งกว่าคนแก่ที่หมดอาลัยตายอยาก การเป็นคนดูแลความเรียบร้อยในลานบ้านไม่เคยทำให้เธอปวดหัวเท่าคืนนี้มาก่อน ผมขาวบนหัวแทบจะงอกเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นกำมือ เธอโบกมืออย่างอ่อนอกอ่อนใจ
"อย่าให้พูดเลยจ้าวชุ่ยฮวาเอ๊ย ตีกันยับอีกแล้วน่ะสิ ดูสิเนี่ย เจ้าไป๋เฟิ่นโต้วเล่นงานจนเอวของโจวฉวินแทบหัก ส่วนเมียของโจวฉวินก็ไม่ยอมน้อยหน้า คว้าของแข็งฟาดหัวเจ้าไป๋เฟิ่นโต้วจนเลือดอาบ หัวแบะเป็นแผลเหวอะเลย"
ป้าหวังเล่าอาการบาดเจ็บของทั้งสองฝ่ายอย่างรวบรัดตัดความ ขืนให้เล่าตั้งแต่ต้นจนจบ คงต้องยืนคุยกันตรงนี้ไปอีกครึ่งค่อนคืนแน่ๆ เรื่องราวมันซับซ้อนและยาวเหยียดจนเธอคร้านจะสาธยาย
ทว่าเพียงแค่ประโยคบอกเล่าสั้นๆสองสามประโยคนั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้จ้าวชุ่ยฮวาตาโตเท่าไข่ห่าน เธออุทานออกมาด้วยความทึ่งแกมชื่นชมในความบ้าระห่ำของเพื่อนบ้าน
"คุณพระช่วย! พวกนี้มันร้ายกาจนักนะ เก่งกันฉิบหายเลย!"
สำหรับอาการของหู่โถวนั้นไม่ได้มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก...
แม้ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาว่าเป็นเพียงอาการอาหารเป็นพิษเล็กน้อย แต่กว่าหมอจะสรุปสาเหตุที่แท้จริงได้ก็ต้องซักไซ้ไล่เลียงกันอยู่นาน จนได้ความว่าเจ้าเด็กแสบคนนี้หลังเลิกเรียนก็พากันไปเที่ยวซุกซนกับกลุ่มเพื่อนตามประสาเด็กผู้ชาย
นึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรไม่ทราบดันไปเด็ดผลไม้ป่าริมทางเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆซึ่งเคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่ผลไม้ชนิดนั้นดันมีพิษอ่อนๆแฝงอยู่
สำหรับผู้ใหญ่ที่ร่างกายแข็งแรงกำยำ หากเผลอกินเข้าไปอาจจะรู้สึกแค่พะอืดพะอมหรือไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวเพียงเล็กน้อย ทว่ากับเด็กตัวเล็กๆนั้นหนังคนละม้วนกันเลยทีเดียว
หู่โถวตัวแค่นี้ ภูมิต้านทานยังไม่เท่าผู้ใหญ่ อาการจึงแสดงออกมาอย่างชัดเจนจนน่าสงสาร เด็กน้อยนอนซมอยู่บนเตียงคนไข้ ใบหน้าเล็กๆ ที่เคยสดใสบัดนี้กลับซีดเผือดไร้สีเลือด น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาก็แผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
"พ่อครับ... ผมจะไม่เด็ดผลไม้ป่ากินอีกแล้วครับ"
เจ้าผลไม้บ้านั่น นอกจากรสชาติจะแย่บรมแล้ว ยังทำเขาป่วยหนักขนาดนี้ หู่โถวแค้นใจนัก สาบานเลยว่าจะเกลียดเจ้าผลไม้นั่นไปจนวันตาย
จวงจื้อหย่วนผู้เป็นพ่อนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง มือหนาค่อยๆลูบหน้าท้องของลูกชายเบาๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดพลางบ่นพึมพำด้วยความเป็นห่วงระคนโมโห
"เจ้าตัวแสบเอ๊ย คราวนี้เข็ดหรือยังล่ะว่าอย่าเห็นแก่กิน"
ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นสภาพลูกชายที่นอนหน้าซีดตัวสั่นเหมือนลูกนกตกน้ำ ดูอ่อนระโหยโรยแรงจนน่าเวทนา เขาคงจะจับเจ้าลูกตัวดีมาตีก้นสั่งสอนสักป้าบสองป้าบให้หายซ่า มีอย่างที่ไหน ของที่ไม่เคยเห็น ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ดันกล้าหยิบเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย ช่างใจกล้าบ้าบิ่นเกินเด็กจริงๆ
"จำใส่กะโหลกไว้เลยนะ ต่อไปถ้าไปเจออะไรที่ไม่รู้จัก ห้ามหยิบใส่ปากสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด!"
หู่โถวทำหน้าเบะเหมือนจะร้องไห้ รีบแก้ตัวเสียงอ่อยด้วยความน้อยใจ
"ผมกินไปแค่คำเดียวเองนะพ่อ รสชาติมันฝาดๆเฝื่อนๆทำให้ลิ้นชาไปหมด พอมันไม่อร่อยผมก็คายทิ้งเลยนะ ไม่ได้กลืนด้วยซ้ำ แล้วผมก็ทิ้งไปหมดเลย ไม่ได้แบ่งให้น้องกินด้วย!"
เพราะเหตุนี้เองเสี่ยวเยี่ยนจื่อถึงรอดตัวไป ไม่ต้องมานอนหยอดน้ำเกลือเหมือนพี่ชาย จวงจื้อหย่วนเห็นลูกชายพยายามแก้ต่างให้ตัวเองทั้งที่ยังนอนซมก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"เอาเถอะๆ รู้แล้ว แล้วตอนนี้ยังปวดท้องอยู่ไหม?"
เด็กน้อยโกหกไม่เป็น ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก
"ยังปวดอยู่ครับ... แต่ไม่ปวดจี๊ดเหมือนเมื่อกี้แล้ว"
พูดจบก็สะอึกเบาๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะซุกหน้าลงกับหมอนนุ่มด้วยความอ่อนล้า แล้วเงยหน้าถามพ่อด้วยความหวัง
"พ่อครับ พรุ่งนี้ผมกลับบ้านได้เลยไหม?"
จวงจื้อหย่วนส่ายหน้าทันที "ไม่ได้หรอกลูก ย่าเขาไปจ่ายเงินค่ารักษาแล้ว หมอบอกว่าต้องนอนดูอาการที่นี่สักสามวันเพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยจริงๆ"
พอยืนยันว่าต้องนอนโรงพยาบาล ดวงตาคู่โตของหู่โถวก็หม่นแสงลงทันตาเห็น ไหล่เล็กๆลู่ลงด้วยความผิดหวัง
"หา... ผมต้องนอนที่นี่ตั้งสามวันเลยเหรอครับ..."
"ใช่ ต้องอยู่ให้ครบกำหนด"
จวงจื้อหย่วนมองออกทะลุปรุโปร่งว่าลูกชายไม่อยากนอนอยู่ที่นี่แม้แต่นาทีเดียว บรรยากาศโรงพยาบาลมันน่าอภิรมย์เสียที่ไหน แต่ในเมื่อพวกเขาไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์
คำสั่งของหมอจึงถือเป็นประกาศิตที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด อีกอย่างหมอพูดก็มีเหตุผล เด็กยังเล็กขนาดนี้ นอนดูอาการใกล้ชิดย่อมดีกว่ากลับไปแล้วเกิดอาการกำเริบทีหลัง อย่างน้อยอยู่ใกล้หมอก็ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อุ่นใจกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น การได้นอนให้น้ำเกลือต่ออีกสักสองวัน ร่างกายคงฟื้นตัวได้เร็วกว่ากลับไปนอนซมที่บ้านแน่ๆ
"ไม่ต้องมาทำหน้าเศร้ากังวลอะไรทั้งนั้น หน้าที่ของลูกคือนอนพักผ่อนให้หายไวๆ เดี๋ยวแม่ลูกจะคอยเฝ้าอยู่ดูแลลูกที่นี่เอง"
"ผมไม่เอา... ผมจะเอาย่า!"
หู่โถวเริ่มงอแงตามประสาคนป่วย เขาอยากได้ความอบอุ่นจากคนที่ตามใจเขาที่สุด ซึ่งก็คือย่านั่นเอง
เหลียงเหม่ยเฟินที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเข้าก็อดบ่นอุบอิบไม่ได้ "เจ้าเด็กคนนี้นี่ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ ไม่มีหัวใจเอาซะเลย"
หู่โถวไม่สนคำบ่นของแม่ พยายามฝืนยิ้มอ้อนวอนทั้งที่ตายังปรือ
"ผมอยากอยู่กับย่า... จะเอาย่า..." เด็กไม่สบายมักจะเอาแต่ใจตัวเองเป็นพิเศษแบบนี้แหละ
"ย่าแกไปจ่ายเงิน เดี๋ยวก็มา"
สิ้นเสียงจวงจื้อหย่วน ประตูห้องพักก็ถูกผลักเปิดออก จ้าวชุ่ยฮวาก้าวฉับๆเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แววตาเต็มไปด้วยความตกใจเหมือนเพิ่งไปเจอเรื่องราวสุดระทึกมา เฒ่าจวงที่สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของภรรยาจึงรีบถามขึ้นทันควัน
"เป็นอะไรไป? ทำไมทำหน้าแบบนั้น"
จ้าวชุ่ยฮวารีบเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น "พวกคุณเดากันไม่ถูกแน่ว่าเมื่อกี้ฉันลงไปข้างล่างแล้วเจอใคร ฉันเจอคนในลานบ้านเราน่ะสิ! ไป๋เฟิ่นโต้วกับโจวฉวินตีกันอีท่าไหนไม่รู้ หามกันเข้ามาโรงพยาบาลทั้งคู่เลย!"
"หา?!!"
จวงจื้อหย่วนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงัน เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าลุงสองคนนั้นแก่อายุมากกว่าเขาตั้งเยอะ ทำไมถึงยังใจร้อนวู่วาม ลงไม้ลงมือกันเหมือนวัยรุ่นเลือดร้อนไปได้
"แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ไหนล่ะแม่?"
"โน่น... อยู่ห้องฉุกเฉินชั้นสอง หมอกำลังทำแผลกันวุ่นวาย ฉันไม่ได้เข้าไปถามรายละเอียดหรอกนะ เห็นไป๋เฟิ่นโต้วเลือดอาบตัวแดงฉานไปหมด คนอื่นๆที่มาด้วยก็สะบักสะบอมกันเป็นแถว ใครจะกล้าเข้าไปเกะกะหมอเขาล่ะ"
จ้าวชุ่ยฮวาจำได้แม่นว่าในชีวิตที่แล้วไม่มีเหตุการณ์นองเลือดนี้เกิดขึ้น แต่เธอก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากนัก
ก็ลานบ้านของพวกเธอน่ะ ขึ้นชื่อเรื่องความวุ่นวายอยู่แล้ว
สามวันดีสี่วันไข้ ทะเลาะกันได้ไม่เว้นแต่ละวัน เดี๋ยวบ้านนี้ตีกัน เดี๋ยวบ้านนั้นด่ากัน เป็นเรื่องปกติวิสัย
"เดี๋ยวผมไปดูหน่อยดีกว่า" เรื่องชาวบ้านคืองานของเรา จวงจื้อหย่วนเองก็มีความอยากรู้อยากเห็นไม่แพ้ใคร
"ไปสิ คนในลานบ้านเราแห่กันมาเพียบเลย คงมาช่วยกันพาสองคนนั้นมาส่งโรงพยาบาลนั่นแหละ" จ้าวชุ่ยฮวาอนุญาต
จวงจื้อหย่วนรีบพุ่งตัวออกจากห้องไปอย่างไว เหลียงเหม่ยเฟินเห็นสามีไปก็เกิดอาการลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพูดขึ้นว่า
"งั้น... ฉันขอตามไปดูด้วยคนนะจ๊ะแม่"
จ้าวชุ่ยฮวาไม่ได้ห้ามปรามลูกสะใภ้ กลับหันไปยักคิ้วให้เฒ่าจวง "คุณล่ะ อยากไปดูเรื่องสนุกๆกับเขาไหม?"
เฒ่าจวงหัวเราะหึๆ "ผมจะไปทำไม เดี๋ยวพวกนั้นกลับมาก็คงแย่งกันเล่าให้ฟังจนหูชาอยู่ดี"
ในห้องพักผู้ป่วยรวมแห่งนี้ไม่ได้มีแค่ครอบครัวพวกเขา แต่จ้าวชุ่ยฮวามองดูเวลาแล้วเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงหันไปบอกสามี
"งั้นคุณกลับไปนอนที่บ้านเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องตื่นไปทำงานอีก พวกฉันอยู่ทางนี้ไม่มีปัญหาอะไรหรอก คุณกลับไปพักผ่อนเอาแรงดีกว่า ขืนอดนอนพรุ่งนี้จะไม่มีแรงทำงานเอา"
"โธ่ แค่คืนเดียวผมทนไหวหน่า" เฒ่าจวงพยายามทำเก่ง
จ้าวชุ่ยฮวาขมวดคิ้วฉับ ดุเสียงเขียว "ทนไหวอะไรกัน คุณนึกว่าตัวเองยังหนุ่มยังแน่นหรือไง! รีบกลับไปเดี๋ยวนี้ อย่าให้ฉันต้องพูดซ้ำสอง ทำไมเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้นะ"
พอโดนภรรยาเอ็ดเข้าหน่อย เฒ่าจวงก็หงอลงทันที เขาลุกขึ้นยืนอย่างเก้ๆกังๆลังเลอยู่สักพักก่อนจะต่อรองเสียงอ่อย
"เอ่อ... งั้นผมนอนเฝ้าที่นี่ก็ได้มั้ง กลับไปตอนนี้กว่าจะถึงบ้านก็ได้นอนแป๊บเดียว สู้ของีบที่นี่ดีกว่า"
เตียงในห้องนี้ยังว่างอยู่อีกตั้งสองเตียง ไม่มีคนไข้มานอน
จ้าวชุ่ยฮวาไตร่ตรองดูแล้วก็เห็นจริงตามนั้น
การเดินทางกลับบ้านตอนนี้เสียเวลาโดยใช่เหตุ สู้ให้เขานอนพักที่นี่ พอเช้าก็ตรงไปโรงงานได้เลย สะดวกกว่าเยอะ เธอจึงพยักหน้าอนุญาต
"เอางั้นก็ได้"
"งั้นผมนอนเลยนะ"
หู่โถวเองก็เริ่มตาปรือเต็มที ฤทธิ์ยาบวกกับความเพลียทำให้หนังตาหนักอึ้ง แต่ที่ยังไม่หลับเพราะอาการปวดท้องยังกวนใจอยู่ จ้าวชุ่ยฮวาจ้องมองหยดน้ำเกลือพลางบอกหลานชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ย่าจะนั่งเฝ้าน้ำเกลือให้เอง หลานหลับเถอะลูก ไม่ต้องห่วงนะ"
หู่โถวครางรับในลำคอเบาๆ "ครับ..."
จ้าวชุ่ยฮวาดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมถึงอกให้หลานชาย มือเหี่ยวย่นตบก้นเด็กน้อยเบาๆ เป็นจังหวะกล่อม ไม่นานเสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้น หู่โถวหลับสนิทไปแล้ว ตอนนี้ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงดึกสงัด
ทุกคนต่างพากันหลับใหล บรรยากาศในห้องเงียบสงบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดิน แต่จ้าวชุ่ยฮวากลับตาสว่าง เธอนั่งเฝ้าข้างเตียง สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของหลานชายคนโต
ในบรรดาลูกหลานเหลนโหลนทั้งหมด หู่โถวคือเด็กที่ซื่อสัตย์และจิตใจดีที่สุด โบราณว่า 'ดูกันที่สามขวบก็รู้ยันแก่' คำนี้ใช้ได้จริงเสมอ หู่โถวตอนเด็กเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและซื่อๆอย่างไร โตขึ้นมาเขาก็ยังคงความเป็นคนซื่อและใจกว้างอย่างนั้น
ในชีวิตที่แล้ว เขาเป็นหลานที่คอยอยู่เคียงข้างดูแลเธอมากที่สุด ยามแก่เฒ่าก็ได้พึ่งพาอาศัยเขาคนนี้
ไม่ใช่ว่าลูกหลานคนอื่นจะไม่กตัญญู พวกเขาก็ดีในแบบของเขา แต่คนที่คอยปรนนิบัติพัดวี ใส่ใจทุกรายละเอียดในชีวิตเธอจริงๆ ก็คือเจ้าหลานชายคนโตคนนี้ จ้าวชุ่ยฮวามองใบหน้าซีดเซียวของหลานรักด้วยความปวดใจ
เด็กหนอเด็ก... เขาจะไปมีความผิดอะไร
เด็กสมัยนี้ที่ไหนมันจะไม่ตะกละบ้าง ในเมื่ออาหารการกินมันฝืดเคืองไปเสียทุกอย่าง อะไรพอจะยัดเข้าปากประทังความอยากได้ก็คว้าไว้ก่อน
จ้าวชุ่ยฮวานั่งครุ่นคิดอย่างหนัก สมองแล่นเร็วรี่ว่าจะทำอย่างไรดีนะ ถึงจะหาช่องทางให้ครอบครัวได้กินดีอยู่ดีกว่านี้ ถ้าได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตใหม่ทั้งที แต่ยังต้องมาทนเห็นลูกหลานอดๆอยากๆ จนต้องไปกินผลไม้พิษแบบนี้ มันจะเสียชาติเกิดเกินไปหน่อยกระมัง เป็นคนทั้งทีต้องทำให้ได้ดีกว่าเดิมสิ จะมามัวทำตัวไร้ประโยชน์ไม่ได้เด็ดขาด
[จบบท]