“คุณใจดีเกินไปแล้วค่ะ เรื่องนี้เป็นความผิดของฉันเอง”
เซียวหมิงเซิงช่วยพยุงเจียงซานขึ้นนั่งซ้อนท้ายจักรยาน ก่อนจะค่อย ๆ เข็นรถไปข้างหน้า วิธีนี้อย่างน้อยก็ดูเหมาะสมกว่าการให้ผู้หญิงนั่งซ้อนแล้วปั่นไปทันที
เจียงซานเหลือบมองเสื้อผ้าคุณภาพดีของเขา ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“พี่ชาย... หน้าคุณคุ้น ๆ เหมือนคนที่เพื่อนฉันรู้จักเลยค่ะ คุณชื่ออะไรเหรอคะ”
“เซียวหมิงเซิง”
เจียงซานขมวดคิ้วน้อย ๆ
เธอจำได้ว่าพี่ชายของเซียวซุ่ยเฉิงก็ใช้นามสกุลเซียว แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ชื่อหมิงเซิง
ระหว่างล้อจักรยานทิ้งรอยคดเคี้ยวบนพื้นถนน ความทรงจำก็ผุดขึ้นมา
เซียวเหวินเซิง...
ใช่แล้ว พี่ชายของเซียวซุ่ยเฉิงชื่อเซียวเหวินเซิง
เซียวเหวินเซิง... เซียวซุ่ยเฉิง... เซียวหมิงเซิง...
ชื่อคล้ายกันมากจนเธออดแปลกใจไม่ได้
“ฉันรู้จักคนชื่อเซียวซุ่ยเฉิงค่ะ คุณรู้จักเขาไหมคะ”
เซียวหมิงเซิงหัวเราะเบา ๆ พลางหยุดจักรยาน
“รู้จักสิ ซุ่ยเฉิงเป็นลูกพี่ลูกน้องของผม”
เขาหันมามองเธอด้วยแววตาสำรวจ
“หรือคุณจะเป็นผู้หญิงที่ซุ่ยเฉิงหลงรัก คนที่เขาเอาแต่พูดว่าอยากแต่งงานด้วยทุกวัน?”
ปกติเขาไม่ได้พบเซียวซุ่ยเฉิงบ่อยนัก จะเจอกันก็เฉพาะช่วงเทศกาลที่บ้านคุณปู่คุณย่า
ทุกครั้ง คุณย่าจะเร่งให้หลาน ๆ แต่งงานเสมอ เมื่อก่อนซุ่ยเฉิงก็ถูกเร่งไม่ต่างกัน
แต่ปีที่แล้ว อีกฝ่ายกลับบอกว่ากำลังคบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ และจะพาไปพบครอบครัวทันทีที่เธอยินยอม
เพียงแต่คุณป้าของเขาไม่ค่อยชอบผู้หญิงคนนั้น ถึงกับพยายามบังคับให้เลิกกันหลายครั้ง
ซุ่ยเฉิงกลับปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ถึงขั้นประกาศว่าหากยังบีบบังคับ เขาจะแยกบ้าน
สุดท้ายคุณป้าก็ทำได้เพียงยอมเงียบ
เซียวหมิงเซิงเองจึงอดสงสัยไม่ได้ ว่าผู้หญิงแบบไหนกันที่ทำให้ลูกพี่ลูกน้องของเขาหลงใหลถึงเพียงนั้น
เจียงซานกัดริมฝีปากเบา ๆ
เธอหวังเหลือเกินว่าคนคนนั้นจะเป็นตัวเอง
แต่สุดท้ายก็ต้องตอบว่า
“คุณเข้าใจผิดแล้วค่ะ ซุ่ยเฉิงเป็นว่าที่พี่เขยของฉัน”
“แฟนของเขาคือลูกพี่ลูกน้องของฉันค่ะ”
เช้าวันนั้น คนไข้ฉุกเฉินในโรงพยาบาลมีไม่มาก
เซียวหมิงเซิงจึงพาเจียงซานเข้าไปในห้องตรวจ ก่อนทำความสะอาดบาดแผลที่ข้อศอก ฝ่ามือ และข้อเท้าให้อย่างระมัดระวัง
มือของเขาเรียวยาว อบอุ่น ทุกครั้งที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวเธอโดยไม่ตั้งใจ ร่างของเจียงซานก็สั่นไหวเล็กน้อย
ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนดูแลเธออ่อนโยนแบบนี้มาก่อน
ขณะนั้นเอง แม่บ้านคนหนึ่งเดินเข้ามาเปลี่ยนถุงขยะ
“คุณหมอเซียว เรื่องที่ฉันเคยพูดไว้ คุณคิดว่ายังไงบ้างคะ”
เซียวหมิงเซิงยังคงทำแผลต่อ พลางตอบเรียบ ๆ
“ตอนนี้ผมยังไม่คิดจะแต่งงานใหม่ครับ”
แม่บ้านถอนหายใจ
“ทำไมล่ะคะ ลูกคนโตของคุณก็ห้าขวบแล้ว คนเล็กก็สามขวบ เลี้ยงลูกคนเดียวมันเหนื่อยนะ เด็ก ๆ ก็ต้องการแม่”
“หลานสาวฉันก็แต่งงานใหม่เหมือนกัน อายุใกล้ ๆ คุณ ลองคบกันดูไหม”
เจียงซานชะงัก ดึงเท้ากลับโดยไม่รู้ตัว
“คุณ... มีลูกแล้วเหรอคะ”
แม่บ้านรีบตอบแทน
“ไม่ได้หย่าหรอกจ้ะ ภรรยาของคุณหมอเสียชีวิตตอนคลอดลูก ตอนนี้เขาเลี้ยงลูกสองคนคนเดียว”
คำพูดนั้นเหมือนราดน้ำเย็นใส่ความหวังของเจียงซาน
เซียวหมิงเซิงทำแผลเสร็จพอดี
“เรียบร้อยแล้วครับ”
เมื่อครู่เธอยังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ได้แต่งเข้าตระกูลเซียว กลายเป็นพี่สะใภ้ของเจียงซวง
แต่ผู้ชายตรงหน้ากลับเป็นพ่อหม้ายลูกสองเสียแล้ว
ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังไม่ยอมถอดใจ
“พี่เซียวมีญาติผู้ชายที่ยังไม่ได้แต่งงานอีกไหมคะ”
เซียวหมิงเซิงหัวเราะ
“บ้านผมมีพี่น้องแค่สามคนเองครับ”
เจียงซานเงียบไป
หากอยากแต่งเข้าตระกูลเซียว เธอก็เหลือทางเดียว... แต่งกับเซียวหมิงเซิง และกลายเป็นแม่เลี้ยงของเด็กสองคน
ความคิดนั้นทำให้เธอลังเล
แต่เมื่อนึกถึงชีวิตสุขสบายของเจียงซวง ที่มีเซียวซุ่ยเฉิงคอยเอาใจ ซื้อของดี ๆ ให้ไม่ขาด
เธอก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ
เซียวหมิงเซิงเองก็เป็นหลานของตระกูลเซียว แต่งตัวดี ฐานะมั่นคง เป็นศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลอำเภอ รายได้ย่อมไม่น้อย
แม้จะต้องเลี้ยงลูกสองคน แต่เขายังดูภูมิฐานเช่นนี้ แสดงว่าฐานะไม่ธรรมดา
บางที... หากเขาไม่เคยแต่งงานมาก่อน เธออาจไม่มีโอกาสเข้าใกล้ด้วยซ้ำ
เจียงซานเผยรอยยิ้มอ่อนหวาน
“ไม่คิดเลยว่าพี่เซียวจะเก่งขนาดนี้ เลี้ยงลูกสองคนได้คนเดียว”
“น่าเสียดายนะคะ ทำไมฉันไม่โชคดีได้เจอผู้ชายดี ๆ แบบคุณบ้าง”
เซียวหมิงเซิงยิ้มสุภาพ
“ขอบคุณครับ”
เขาผ่านชีวิตแต่งงานมาแล้ว อีกทั้งยังเป็นแพทย์ จึงมีบุคลิกสุขุม นิ่ง และวางตัวเหมาะสมอยู่เสมอ
“พี่เซียว ขอบคุณที่ช่วยทำแผลนะคะ ฉันขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อก่อน”
เซียวหมิงเซิงลุกขึ้นไปส่งเธอ
หลังจากวันนั้น เจียงซานก็แวะไปหาเขาที่โรงพยาบาลแทบทุกวัน
อารมณ์ของเธอดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ตอนทำงานก็ยังมีรอยยิ้มติดใบหน้า
หลายวันต่อมา ฉางซานซีอดถามเจียงซวงไม่ได้
“ช่วงนี้ที่บ้านเจียงซานมีเรื่องน่ายินดีหรือเปล่า”
ตอนนั้นเจียงซวงกำลังฝึกขั้นตอนใหม่—การห่อซาลาเปา
เธอผสมแป้งกับน้ำ น้ำตาล และเกลือ นวดจนเข้ากัน ก่อนพักแป้ง ส่วนไส้เป็นหมูสามชั้นสับผสมแครอท
เมื่อห่อแป้งเสร็จ เธอก็เริ่มจับจีบอย่างคล่องแคล่ว
เพิ่งเรียนเมื่อวาน แต่วันนี้เธอทำได้ถึงสิบแปดจีบแล้ว
อาจารย์ซุนพยักหน้าอย่างพอใจ จึงให้เธอลองทำของจริง
เจียงซวงตอบไปพลางทำงาน
“ฉันไม่ได้ยินข่าวอะไรนะคะ มีอะไรหรือ”
ฉางซานซีหัวเราะ
“ช่วงนี้เจียงซานยิ้มทั้งวัน บางทีก็ยืนยิ้มคนเดียวใส่กำแพง เหมือนคนกำลังมีความรัก”
เจียงซวงยังคงจับจีบต่ออย่างสม่ำเสมอ
“เธอเก็บความลับไม่เก่งหรอก อีกไม่นานก็คงรู้เอง”
ปลายนิ้วของเธอเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
จีบที่หนึ่ง... ที่สอง... ที่สาม...
ไม่นาน ซาลาเปาลูกหนึ่งที่มีจีบเกือบยี่สิบจีบก็ปรากฏขึ้น แต่ละจีบเรียงตัวสม่ำเสมอ งดงามราวกับใช้ไม้บรรทัดวัด
เธอวางมันลงเบา ๆ
ฉางซานซีอุทานอย่างอดไม่ได้
“เธอเป็นอัจฉริยะด้านการทำอาหารจริง ๆ!”
เจียงซวงยิ้มบาง ๆ
“ก็แค่ฝึกเยอะกว่าคนอื่นค่ะ”
วันนั้นเธอฝึกจนหนึ่งทุ่มครึ่ง
หลังจากเธอกลับไป หวังเหมยหลี่ก้มมองซาลาเปาในมือตัวเอง
มันมีจีบเพียงสิบกว่าจีบ แถมยังบิดเบี้ยวไม่เท่ากัน
ด้วยความหงุดหงิด เธอบีบมันจนแบน ไส้ทะลักออกมา
“ฉันไม่เชื่อหรอก...”
“ว่าจะทำได้ไม่ดีกว่าเจียงซวง!”
ปกติหวังเหมยหลี่ฝึกถึงสองทุ่มครึ่ง แต่วันนั้นเธออยู่ต่อจนเกือบสามทุ่มครึ่ง
ขณะเดียวกัน เจียงซวงก็กลับถึงบ้านแล้ว
ลานบ้านตระกูลเจียงเต็มไปด้วยโต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งที่ยืมจากเพื่อนบ้าน กระดาษแดงถูกแปะไว้ทั่วประตูและหน้าต่าง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก
หลิวชุนฮัวนั่งเด็ดถั่วฝักยาวอยู่หน้าครัว
พอได้ยินเสียงฝีเท้า เธอก็เอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า
“เจียงซวง กลับมาแล้วเหรอ”
“พรุ่งนี้ตื่นเช้าหน่อยนะ งานแต่งพี่สาวเธอ”
เธอเงยหน้าขึ้นมองลูกสาว ก่อนพูดต่อ
“ช่วยนึ่งซาลาเปา แล้วก็ห่อเกี๊ยวโชว์ฝีมือให้เพื่อนบ้านดูหน่อย”