บทที่ 10 : หญ้ารอยเงินและโอสถอิ่มทิพย์
ผู้อาวุโสวั่นทำได้เพียงยกชานมขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนใจ
คำพูดเมื่อครู่ช่างแทงใจดำเขาเสียเหลือเกิน
ในยามที่เรือนรับรองแขกเงียบเหงาไร้เรื่องราวให้ทำ อวี๋เนี่ยนโหรวและคนอื่นๆ จึงพากันเดินออกมาดูลาดเลาด้านนอก
รอยแผลบนใบหน้าของนางหายดีเกือบหมดแล้ว ทว่ากลับยังทิ้งรอยแผลเป็นจางๆ เอาไว้บนพวงแก้ม รอยตำหนิเล็กๆ เพียงจุดเดียวนี้ทำลายความงดงามหมดจดบนใบหน้าไปจนสิ้น
นางเป็นคนรักสวยรักงามยิ่งนัก เมื่อเห็นสายตาของผู้คนที่มองมาก็ให้รู้สึกอึดอัด คอยแต่จะระแวงว่าคนพวกนั้นกำลังจ้องมองรอยแผลเป็นของตนอยู่
เจียงยวนเห็นท่าทีหงุดหงิดของนางจึงก้มลงกระซิบปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ไม่ต้องกังวลไปนะ พี่รับรองว่าอีกเจ็ดวันหน้าของเจ้าจะกลับมาสวยเหมือนเดิมแน่"
อวี๋เนี่ยนโหรวสะบัดหน้าหนีพลางแค่นเสียงขึ้นจมูก
"พี่ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถสักหน่อย รับปากไปจะทำอะไรได้ พี่ก็เหมือนคนพวกนั้นนั่นแหละ ไม่เห็นจะได้เรื่องสักคน!"
หญิงสาวนึกเคืองขุ่นอยู่ในใจ ผู้อาวุโสของสำนักตานติ่งแต่ละคนถ้าไม่เก็บตัวหลอมโอสถ ก็อ้างว่าออกเดินทางไปรักษาคนเจ็บที่อื่น
กว่าจะหาคนที่อยู่ประจำสำนักได้สักคนก็ไม่มีใครยอมเสียสละเวลามาช่วยรักษารอยแผลให้ คุณหนูผู้เคยถูกรายล้อมและเอาอกเอาใจมาตลอดอย่างอวี๋เนี่ยนโหรวตอนอยู่ที่สำนักกระบี่อวิ๋นฮวาจึงรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
เจียงยวนที่ถูกต่อว่าทำหน้าเฝื่อน รอยยิ้มบนใบหน้าเจื่อนลงไปถนัดตา
อวี๋ฉางอันที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงกระตุกแขนเสื้อพี่สาวฝาแฝดเบาๆ เพื่อเตือนสติ
"พี่ ช่วงนี้สัตว์อสูรอาละวาดทำร้ายคนบ่อย พวกผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถก็เลยยุ่งกับการรักษาคนเจ็บ เขาไม่ได้ตั้งใจจะเมินพี่หรอก"
อวี๋เนี่ยนโหรวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สีหน้าดูผ่อนคลายลงกว่าเมื่อครู่ นางหันกลับไปมองเจียงยวนอีกครั้ง
"เมื่อกี้พี่จะบอกอะไรรึ"
ชายหนุ่มยิ้มรับอย่างอ่อนใจ ก่อนจะโน้มตัวลงมาลดเสียงเบา
"เมื่อวานพี่ได้ยินคนพูดกันว่า ในแปลงสมุนไพรของสำนักตานติ่งมีหญ้ารอยเงินงอกขึ้นมาต้นหนึ่ง อีกเจ็ดวันก็น่าจะโตเต็มที่แล้ว"
หญ้ารอยเงินนั้นขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณช่วยสมานแผลและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต จัดเป็นยาสมานแผลชั้นยอด หากนำมารักษารอยแผลเป็นย่อมได้ผลชะงัด
ทว่าอวี๋เนี่ยนโหรวที่คุ้นเคยกับของล้ำค่ามาตั้งแต่เด็กกลับไม่เห็นหน้าตา
"ก็แค่สมุนไพรธรรมดาที่ไม่มีพลังวิญญาณ เอามาแล้วจะได้ประโยชน์อะไร"
"แต่หญ้ารอยเงินต้นนั้นมันดันไปงอกอยู่ในแปลงสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งน่ะสิ"
ประกายตาของหญิงสาวเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
โดยปกติแล้วหากพืชพรรณธรรมดาสามารถดูดซับพลังวิญญาณเข้าไปได้ก็จะกลายเป็นสมุนไพรวิญญาณ ทว่าในบรรดาพืชพรรณนับหมื่นนับแสนต้น จะมีสักต้นที่ทำเช่นนั้นได้ก็ยากยิ่งนัก
ในเมื่อหญ้ารอยเงินต้นนั้นสามารถเติบโตอยู่ในแปลงสมุนไพรวิญญาณได้ ย่อมหมายความว่ามันซึมซับพลังวิญญาณจนกลายสภาพเป็นสมุนไพรวิญญาณไปแล้วเป็นแน่ มูลค่าของมันย่อมสูงล้ำกว่าสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งทั่วไปหลายเท่านัก
อวี๋เนี่ยนโหรวทอดสายตามองแผ่นหลังของชวีชิงเมี่ยวที่อยู่ไกลออกไป นางย่นจมูกเล็กน้อยอย่างนึกรำคาญใจ
"คนของสำนักตานติ่งขี้งกจะตายไป เมื่อวานข้าแค่หยิบยามานิดหน่อยก็ทำหน้าเหมือนเจ็บปวดเสียเต็มประดา คราวนี้ไปขอสมุนไพร พวกเขาคงไม่ยอมให้ง่ายๆ หรอก"
เป็นที่รู้กันดีว่าผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถรักถนอมสมุนไพรยิ่งกว่าชีวิตของตน หากพบเจอของหายากเมื่อใดเป็นต้องเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด
แม้หญ้ารอยเงินต้นนั้นจะเป็นเพียงสมุนไพรวิญญาณระดับล่างสุด แต่ด้วยความที่หาได้ยากยิ่ง ใครจะรู้ว่าพวกนักหลอมโอสถที่วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่กับเตาหลอมจะยอมขายให้หรือไม่
เจียงยวนกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความมั่นใจ
"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงไปหรอก ในบรรดาคนที่เข้าทดสอบของสำนักตานติ่งคราวนี้ คนที่จะได้ที่หนึ่งต้องเป็นเด็กตระกูลซูคนนั้นแน่"
ชายหนุ่มหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
"เมื่อคืนพี่ไปหาเขามาแล้ว วางมัดจำไปตั้งร้อยหินวิญญาณ อีกเจ็ดวันเขาจะเอาหญ้ารอยเงินมาให้เอง"
การทดสอบดำเนินล่วงเลยมาจนถึงวันที่สอง ผู้เข้าร่วมทดสอบหลายคนเริ่มไขปริศนาสูตรโอสถกันได้บ้างแล้ว
ทุกครั้งที่พวกเขานำสมุนไพรใส่ลงในกล่องยา บานประตูหินที่เชื่อมต่อกันอยู่ก็จะเปล่งแสงสว่างวาบขึ้นมาหนึ่งครั้ง
ที่หน้าประตูหินของซูอี้จื้อมีแสงสว่างวาบขึ้นมาถึงสามครั้งแล้ว
ชวีชิงเมี่ยวกวาดสายตามองผู้ทดสอบแต่ละคนอย่างตั้งใจ ก่อนที่สายตาของนางจะไปหยุดนิ่งอยู่ที่ห้องหินของอวี๋โย่วโย่ว
ภายในห้องนั้นเงียบสงัดราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ไม่มีแม้แต่ความเคลื่อนไหวใดๆ เล็ดลอดออกมาให้เห็น
นางยังจำแม่หนูน้อยคนนั้นได้ดี หากเดาไม่ผิด เด็กคนนั้นคงเติบโตมาในครอบครัวที่ยากไร้ โอกาสที่จะได้เรียนรู้วิธีแยกแยะสมุนไพรคงไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถอดรหัสสูตรโอสถที่ซับซ้อนเลย
ช่างน่าเสียดายนัก เด็กที่ทั้งมีน้ำใจและเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนั้น คงไม่มีทางผ่านการทดสอบและได้อยู่เป็นศิษย์ของสำนักตานติ่งเป็นแน่
ชวีชิงเมี่ยวได้แต่วางแผนไว้ในใจว่า ตอนที่ต้องพานางไปส่งลงเขา จะขอตรวจดูอาการป่วยของเด็กคนนั้นให้ละเอียดอีกสักครั้ง
เมื่อนึกถึงดวงตากลมโตที่ใสกระจ่างราวกับลูกแมวน้อย ชวีชิงเมี่ยวก็เผลอทอดถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบา โชคชะตามักจะโหดร้ายกับผู้อ่อนแอเสมอ
"สวรรค์มีตาแท้ๆ!"
ภายในห้องหินปิดตาย อวี๋โย่วโย่วกำลังตื่นเต้นดีใจราวกับหนูที่ตกลงไปในถังข้าวสาร
สมุนไพรล้ำค่าที่เคยสูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น และมีบันทึกหลงเหลืออยู่แค่ในฐานข้อมูล บัดนี้มันกลับมากองอยู่ตรงหน้านางแล้ว!
กลิ่นหอมกรุ่นของพืชพรรณนานาชนิดทำให้นางเคลิบเคลิ้มจนลืมตัว หญิงสาวดำดิ่งเข้าสู่โหมดการทำงานอย่างบ้าคลั่งในพริบตา
นางดึงข้อมูลจากความทรงจำออกมาเทียบเคียงอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ คัดแยกและจัดหมวดหมู่สมุนไพรทั้งหมดใหม่ตามสรรพคุณอย่างเป็นระบบ
การคัดแยกสมุนไพรต้องใช้ความอดทนและเวลาอย่างมาก เพราะเพียงแค่พลาดไปนิดเดียวก็อาจทำให้สรรพคุณเปลี่ยนไปจนเกิดอันตรายได้
หลังจากที่จดจำลักษณะของสมุนไพรทุกชนิดจนขึ้นใจแล้ว เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดก็ผ่อนคลายลง ร่างกายที่แบกรับภาระอย่างหนักหน่วงมาเนิ่นนานก็ทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในทันที
ก่อนหน้านี้นางมัวแต่จดจ่ออยู่กับงานจนลืมสนใจสิ่งรอบข้าง มาตอนนี้ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าหิวจนไส้กิ่วแล้ว
อวี๋โย่วโย่วนอนแผ่หลาพักเหนื่อยอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
หากจำไม่ผิด บนโต๊ะน่าจะมีโอสถอิ่มทิพย์ที่สำนักตานติ่งเตรียมไว้ให้เจ็ดเม็ด ยาชนิดนี้กินเพียงเม็ดเดียวก็อิ่มท้องไปได้ทั้งวัน ซ้ำยังไม่ต้องลำบากหาที่ขับถ่ายให้วุ่นวาย นับเป็นของจำเป็นที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างมักจะพกติดตัวไว้เวลาเดินทาง
และแล้วนางก็คลำเจอขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวใบเล็กบนโต๊ะจนได้
คนใกล้จะหิวตายอยู่รอมร่ออย่างอวี๋โย่วโย่วรีบเทโอสถอิ่มทิพย์เข้าปากไปหนึ่งเม็ด ทว่าทันทีที่ยาแตะลิ้น ใบหน้าที่ซีดเซียวอยู่แล้วกลับเปลี่ยนสีจนดูไม่ได้
นางเคยได้ยินกิตติศัพท์ความไม่อร่อยของโอสถอิ่มทิพย์มาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก
ในเมื่อชาติที่แล้วนางต้องทนกลืนสารอาหารเหลวจืดชืดลงท้องทุกวัน พอมาชาตินี้ก็ยังต้องทนกินหมั่นโถวแห้งๆ ประทังชีวิตอีก ต่อให้รสชาติมันจะแย่แค่ไหนก็คงไม่เกินรับไหวหรอกกระมัง
แต่ทว่า ทันทีที่โอสถอิ่มทิพย์ละลายในปาก...
อวี๋โย่วโย่วไม่เคยลิ้มรสแมลงสาบมาก่อนในชีวิต แต่จังหวะที่รสชาติประหลาดนั้นแตกซ่านกระจายไปทั่วลิ้น จู่ๆ ภาพของซอมบี้แมลงสาบมีปีกตัวเขื่องก็ผุดขึ้นมาในหัวของนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
แหวะ!
พอได้มาเจอกับรสชาติบัดซบของยาเม็ดนี้ สารอาหารเหลวในยุควันสิ้นโลกก็กลายเป็นน้ำทิพย์รสเลิศไปเลย
นับตั้งแต่ทะลุมิติมาเกิดใหม่ นี่เป็นครั้งแรกเลยที่อวี๋โย่วโย่วคิดถึงรสชาติของสารอาหารเหลวขึ้นมาจับใจ
[จบบท]