บทที่ 100 : หมาป่ากับเด็กสาว
สีหน้าของผู้อาวุโสหนิวและผู้อาวุโสหม่าเคร่งเครียดถึงขีดสุด ทั้งสองเอาแต่จ้องมองภาพเบื้องหน้าโดยไม่สนใจเสียงรอบข้างแม้แต่น้อย
หัวคิ้วของผู้อาวุโสทั้งสองขมวดเข้าหากันแน่นราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจที่รับมือได้ยากยิ่ง
น่าเสียดายที่เวลานี้พวกเขาสามารถมองเห็นสถานการณ์ได้จากเพียงภาพที่ฉายผ่านหินฉายภาพเท่านั้น เมื่อไม่สามารถสัมผัสถึงไอพลังหรือสรรพคุณของโอสถได้ด้วยตัวเอง การจะตัดสินว่าการหลอมโอสถเตานี้สำเร็จหรือล้มเหลวก็ดูจะเป็นเรื่องยากเกินไป
ผู้อาวุโสหนิวถอนหายใจยาวพลางบ่นอุบ
"ถ้าเป็นคนอื่นหลอม สภาพออกมาแบบนี้ร้อยทั้งร้อยก็คือพังไม่เป็นท่า"
ผู้อาวุโสหม่าได้ยินดังนั้นก็แค่นหัวเราะ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะยิ้มทว่าแววตาไม่ได้ยิ้มตาม
"แต่เจ้านี่คือผลงานของเด็กแสบอวี๋โย่วโย่วนะ"
"อืม... นั่นสิ โอสถทุกเม็ดที่เด็กคนนั้นหลอมออกมา หน้าตาก็ดูเหมือนของเสียทั้งหมดนั่นแหละ"
เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ได้ ผู้อาวุโสทั้งสองก็พากันเงียบกริบไปในทันที
อวี๋โย่วโย่วค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นจากความมืดมิด สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือไอเย็นยะเยือกที่พัดมาปะทะผิวหน้า แสงสีฟ้าอมน้ำเงินสลัวลางสาดส่องไปทั่วบริเวณ
ขวงล่างเซิงยกโล่ยักษ์ของตนขึ้นมาแทนคบเพลิง โดยอาศัยแสงสว่างจากผลึกศิลาเหมันต์ที่ฝังอยู่บนนั้นส่องลงมาใกล้ใบหน้าของเด็กสาว
"อ้าว ศิษย์น้องอวี๋ตื่นแล้วรึ!"
เวลานี้ศีรษะของเธอยังคงปวดหนึบราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งนั่นเป็นผลกระทบโดยตรงจากการดึงพลังวิญญาณออกมาใช้จนเกินขีดจำกัด
เด็กสาวครางรับในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอียงคอมองไปรอบตัว ถึงได้เห็นว่าทุกคนกำลังพากันไปรวมตัวกันอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถ้ำดินแห่งนี้
ดูเหมือนพวกเขาจะกลัวว่าเสียงคุยจะรบกวนการพักผ่อนของเธอ แต่ละคนจึงพยายามกดเสียงให้เบาลงกว่าปกติ
ฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อเองก็นั่งรวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ทั้งสองคนสลบไปก่อนเธอ จึงไม่แปลกที่จะฟื้นขึ้นมาเร็วกว่า เวลานี้พวกเขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาสุมหัวศึกษาบางสิ่งบางอย่างกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทางฝั่งของผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่และสายโล่ก็กำลังถกเถียงกันอย่างออกรส ว่าควรจะใช้วิธีไหนในการจัดการกับสัตว์อสูรระดับจินตันดี
"ข้าว่าพวกเราน่าจะขุดหลุมพรางให้เยอะหน่อย เอาให้ลึกเหมือนหลุมศพที่พวกเราซ่อนตัวกันอยู่ตอนนี้เลยยิ่งดี"
ศิษย์พี่จ้าวแห่งสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาชักกระบี่ออกมาแกว่งไกวทำท่าทางประกอบ สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
"จากนั้นก็ล่อให้สัตว์อสูรตกลงไปในหลุม แล้วพวกเราก็ยืนอยู่ปากหลุมคอยตอดโจมตีไปเรื่อยๆ จนกว่ามันจะตาย แผนปิดประตูตีแมวแบบนี้ยังไงก็จัดการได้ง่ายๆ อยู่แล้ว"
ศิษย์พี่เฉียนส่ายหน้าปฏิเสธทันที
"สัตว์อสูรระดับจินตันตัวใหญ่แถมยังมีพละกำลังมหาศาลเกินกว่าที่พวกเราจะจินตนาการได้นะ กรงเล็บของพวกมันแหลมคมขนาดเจาะหน้าผาหินปีนขึ้นมาได้สบายๆ แล้วนับประสาอะไรกับอีแค่หลุมดินแค่นี้ ข้าว่าพวกเราใช้ปราณกระบี่โจมตีจากระยะไกลดีกว่า"
ศิษย์พี่ซุนแห่งสำนักเทียนตุ้นแค่นเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะยกมือตบหน้าอกตัวเองดังป้าบ
"เผลอๆ พลังวิญญาณของพวกเจ้าแห้งเหือดไปหมดแล้ว ไอ้สัตว์อสูรนั่นยังไม่ทันรู้สึกเจ็บเลยด้วยซ้ำ ให้พวกศิษย์สายโล่อย่างพวกข้าถือโล่เข้าไปล้อมมันไว้ แล้วพวกเจ้าก็คอยโจมตีจากบนฟ้า เอาให้กระบี่แทงทะลุหัวใจตายรวดเดียวไปเลยดีกว่า"
"ถ้าข้าบรรลุระดับจินตันนะ ข้าจะฟาดปราณกระบี่สักร้อยครั้ง สับมันให้แหลกไปเลย"
"ส่วนข้าถ้าถึงระดับหยวนอิงเมื่อไหร่ ข้าจะใช้แค่พลังวิญญาณบิดหัวมันให้หลุดกระเด็นเลยคอยดู"
"ถ้าข้าไปถึงระดับฮว่าเสินล่ะก็..."
อวี๋โย่วโย่วนั่งฟังเงียบๆ อยู่ครู่ใหญ่ นึกว่าพวกเขากำลังวางแผนการรบกันอย่างจริงจังเสียอีก
"นี่ตกลงว่ากำลังปรึกษาแผนการรบ หรือว่ากำลังยืนฝันกลางวันกันอยู่"
ศิษย์พี่หญิงจางถอนหายใจยาว ส่ายหน้าด้วยความอ่อนใจ
"พูดไปพูดมา ปัญหามันก็อยู่ที่พลังวิญญาณไม่พอนั่นแหละ ถ้าพวกเรามีพลังวิญญาณให้ใช้ได้เรื่อยๆ ไม่มีวันหมด ต่อให้ต้องร่วมมือกันฆ่าสัตว์อสูรระดับจินตันสักตัว มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย"
อวี๋โย่วโย่วเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพูดสวนขึ้นมาทันที
"พวกเราก็มีพลังวิญญาณไม่ใช่หรือ"
เด็กสาวยกมือชี้ไปยังกล่องไม้ใส่สมุนไพรในมือของศิษย์พี่หญิงจางพลางอธิบายอย่างจริงจัง
"นั่นน่ะคือโอสถซวีหลิงระดับสี่ แค่กินเข้าไปก็ฟื้นฟูพลังวิญญาณได้เต็มเปี่ยมในพริบตา ถ้าไม่เชื่อก็ลองชิมดูสิ"
ศิษย์พี่หญิงจางยื่นมือมาลูบศีรษะอวี๋โย่วโย่วอย่างเบามือ น้ำเสียงที่ใช้ก็อ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเด็กตัวเล็กๆ
"ศิษย์น้องอวี๋ เจ้าใช้พลังวิญญาณจนหมดตัวก็เลยมึนเบลอไปหมดแล้ว นอนพักต่ออีกหน่อยเถอะนะ"
ในสายตาของศิษย์พี่หญิงจาง คนที่สติสัมปชัญญะยังดีอยู่ ไม่มีทางชี้ไปที่ก้อนอะไรก็ไม่รู้ที่ดูเละเทะกึ่งแข็งกึ่งเหลว แล้วบอกว่านี่คือโอสถซวีหลิงอย่างแน่นอน
อวี๋โย่วโย่วได้แต่ลอบถอนหายใจ
ถ้าจะบอกว่ามันไม่ใช่โอสถซวีหลิงก็คงไม่ผิดนัก เพราะตอนที่หลอมอยู่นั้น พลังวิญญาณของพวกเธอทั้งสามคนเกิดหมดลงเสียก่อน จึงไม่สามารถควบแน่นน้ำยาให้จับตัวเป็นเม็ดโอสถที่สมบูรณ์ได้
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องสรรพคุณล่ะก็ เธอรับรองได้เลยว่าไม่มีปัญหาแน่นอน
เด็กสาวหยิบเข็มขึ้นมาตักของเหลวเหนียวหนืดก้อนเล็กๆ ออกมาหย่อมหนึ่ง แล้วยื่นส่งไปตรงหน้าทุกคน
"ไม่เชื่อก็ลองชิมดูสิ"
บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่และสายโล่ต่างทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก สายตาที่มองก้อนโอสถนั้นเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจและรังเกียจอย่างมาก
ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่รู้ว่าโอสถที่อวี๋โย่วโย่วหลอมออกมามักจะมีหน้าตาอัปลักษณ์ แต่ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะดูแย่แค่ไหน อย่างน้อยมันก็ยังจับตัวเป็นก้อนกลมๆ ให้พอมองออกว่าเป็นเม็ดโอสถอยู่บ้าง ถึงแม้ผิวจะขรุขระไปสักหน่อยก็เถอะ
แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้านี่มันดูเหมือนน้ำมูกข้นๆ ชัดๆ พอเธอยื่นส่งมาให้ ทุกคนก็พร้อมใจกันก้าวถอยหลังหนีไปครึ่งก้าวโดยไม่ได้นัดหมาย
ศิษย์พี่หญิงจางยังคงใช้น้ำเสียงนุ่มนวลปลอบประโลมต่อไป
"ไม่เป็นไรนะ ล้มเหลวครั้งนี้ก็ถือเป็นบทเรียน เอาไว้คราวหน้าค่อยลองใหม่ก็ได้ รีบนอนเถอะ เลิกฝันกลางวันได้แล้ว"
อวี๋โย่วโย่วถึงกับพูดไม่ออก
เมื่อไม่มีใครยอมเชื่อ เธอจึงทำหน้าตายก่อนจะจัดการตักโอสถซวีหลิงก้อนนั้นเข้าปากตัวเองไปหน้าตาเฉย
ตอนที่โอสถสัมผัสปลายลิ้น ขุมพลังวิญญาณอันมหาศาลก็ไหลทะลักหล่อเลี้ยงไปทั่วทุกอณูในร่างกาย ความอ่อนล้าหนักอึ้งที่เคยกดทับอยู่ก็มลายหายไป อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงเมื่อครู่ก็ทุเลาลงจนกลับมาปลอดโปร่งอีกครั้ง
ตามปกติแล้วโอสถซวีหลิงถือเป็นของล้ำค่าที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงถึงจะยอมตัดใจควักออกมาใช้ เพียงแค่เม็ดเดียวก็สามารถฟื้นฟูพลังวิญญาณของระดับหยวนอิงให้กลับมาเต็มเปี่ยมได้ในพริบตา
ในเมื่อตอนนี้เธอเพิ่งจะอยู่แค่ระดับเลี่ยนชี่ เพียงแค่โอสถปริมาณหยิบมือเดียวก็มากพอที่จะทำให้พลังวิญญาณของเธอฟื้นกลับมาจนล้นปรี่แล้ว
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของอวี๋โย่วโย่วนั้นชัดเจนเสียจนทุกคนสัมผัสได้ บรรดาศิษย์สายกระบี่และสายโล่ต่างเบิกตากว้างมองค้างด้วยความตื่นตะลึง ก่อนที่สายตาทุกคู่จะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่กล่องไม้ใส่โอสถในมือของศิษย์พี่หญิงจางโดยอัตโนมัติ
แปลกประหลาดแท้ๆ เมื่อครู่นี้พวกเขายังเห็นว่ามันหน้าตาเหมือนก้อนน้ำมูกสีดำสนิทอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงรู้สึกว่ามันกำลังเปล่งประกายระยิบระยับล่อตาล่อใจอยู่ก็ไม่รู้
"ศิษย์น้องอวี๋... ข้าชักอยากจะขอลองชิมดูสักหน่อยแล้วสิ"
"ข้าก็เหมือนกัน..."
คนที่เพิ่งถูกรังเกียจไปหมาดๆ แค่นเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
"ไม่ต้องเลย พวกเจ้าไม่อยากกินหรอก"
ทุกคนถึงกับโอดครวญด้วยความเสียดาย รู้อย่างนี้ตอนที่เธอยื่นมาให้ ถ้าฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อยอมกินเข้าไปก่อน พวกเขาก็คงได้เห็นสรรพคุณแล้วแย่งกันกินตามไปตั้งนานแล้ว! จะต้องมานั่งเสียเวลารอให้พลังวิญญาณค่อยๆ ฟื้นฟูเองอยู่ทำไมกัน
ฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อต่างพากันคิดในใจ
'ขอโทษทีเถอะ เมื่อกี้พวกข้าเองก็ไม่กล้าเอาเข้าปากเหมือนกันนั่นแหละ'
อวี๋โย่วโย่วหันไปขอขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวจากซูอี้จื้อมาได้ราวยี่สิบกว่าใบ
ซูอี้จื้อหยิบขวดออกมาส่งให้ด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกเฉือนเนื้อ พร้อมกับบ่นกระปอดกระแปด
"ขวดพวกนี้ใบหนึ่งราคาตั้งหนึ่งหินวิญญาณระดับล่างเชียวนะ ทำไมเอะอะอะไรก็ต้องให้ข้าเป็นคนออกของอยู่เรื่อยเลย"
อวี๋โย่วโย่วเชิดหน้าขึ้น ตอบกลับไปอย่างหน้าตาเฉย
"ก็ข้าเสียดายเงิน เลยไม่ได้ซื้อเก็บไว้"
ซูอี้จื้อถูกเถียงจนเถียงไม่ออก จึงหันไปเอาเรื่องกับฉี่หนานเฟิงแทน
"แล้วเจ้าล่ะ ไม่คิดจะควักอะไรออกมาบ้างหรือ"
ฉี่หนานเฟิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในถุงมิติแล้วหยิบขวดหยกใบจิ๋วเนื้อใสแจ๋วออกมาสองสามใบพลางอธิบาย
"ของข้าสลักมาจากหินวิญญาณระดับสูงแบบเต็มก้อน ราคาตกอยู่ใบละประมาณหนึ่งร้อยหินวิญญาณระดับสูงได้"
[จบบท]