บทที่ 12 : เผชิญหน้า
"ดี ถ้าอย่างนั้นข้าจะรออีกหนึ่งวัน" น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้อารมณ์
ดวงดาวบนท้องฟ้าค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับแสงรุ่งอรุณที่สาดส่องเข้ามาแทนที่ ค่ำคืนผ่านพ้นไปอีกครา
การทดสอบดำเนินมาถึงวันที่เจ็ดแล้ว
เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวเริ่มทยอยก้าวออกมาจากห้องหินทีละคน สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ทั้งดีใจและผิดหวังปะปนกันไป ทุกคนต่างมารวมตัวกันที่ลานทดสอบเพื่อรอคอยเสียงระฆังประกาศผล
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเมื่อยามเย็นใกล้เข้ามา อวี๋เนี่ยนโหรวที่ยืนรอมาทั้งวันเริ่มหมดความอดทน บาดแผลบนใบหน้าของนางปวดหนึบขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ความเจ็บปวดนั้นยิ่งทำให้นางร้อนใจอยากได้หญ้ารอยเงินมาครอบครองให้เร็วที่สุด
"คนก็ออกมากันหมดแล้ว ทำไมยังไม่จบการทดสอบอีก" นางตะโกนถามเสียงแข็ง
ผู้อาวุโสวั่นขมวดคิ้วมุ่น ชายชรารู้สึกรำคาญเด็กสาวคนนี้มาพักใหญ่แล้ว แต่เพราะเบื้องหลังของนางคือยอดฝีมือระดับฮว่าเสินที่ไม่อาจล่วงเกินได้ จึงได้แต่ทนเก็บความไม่พอใจเอาไว้
"ยังมีอีกคนยังไม่ออกมา" เขายกมือชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง
อวี๋เนี่ยนโหรวหันมองตามปลายนิ้วนั้น จึงเพิ่งสังเกตเห็นว่ายังมีบานประตูหินอีกบานที่ยังคงปิดสนิทอยู่ อาจเป็นเพราะห้องนั้นเงียบเชียบไร้ความเคลื่อนไหวมาตั้งแต่ต้น ผู้คนก็เลยพากันลืมเลือนไปเสียสนิท
"ป่านนี้ยังไม่ออกมา คงเป็นพวกไร้ความสามารถที่สอบไม่ผ่านนั่นแหละ"
น้ำเสียงของเด็กสาวเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม "จะไปเสียเวลารอคนคนเดียวทำไม"
นี่คือสิ่งที่นางได้รับการสั่งสอนมาจากอวี๋ปู้เมี่ยตั้งแต่ยังเล็ก กฎเกณฑ์ที่ว่าไม่จำเป็นต้องมีความเห็นใจให้กับผู้อ่อนแอ
"ทำตัวเก่งกาจเที่ยวสั่งนู่นสั่งนี่ไปทั่ว คนไม่รู้คงนึกว่าเป็นเจ้าสำนักตานติ่งเชียว"
ฉี่หนานเฟิงที่ยืนฟังอยู่อดรนทนไม่ไหวต้องสวนกลับไปทันควัน ตั้งแต่ก้าวออกมาเขาก็ยังไม่เห็นอวี๋โย่วโย่วเลย จึงเดาได้ไม่ยากว่าคนที่อยู่ในห้องหินบานนั้นต้องเป็นนางแน่
ผู้อาวุโสวั่นลอบยิ้มกริ่มอยู่ในใจ เด็กคนนี้ใช้ได้ทีเดียว ขนาดยังไม่ได้เข้าสำนักก็รู้จักออกหน้าปกป้องเกียรติของสำนักตานติ่งแล้ว
อวี๋เนี่ยนโหรวปรายตามอง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคือใคร
"ที่แท้ก็เจ้า คนข้างในนั่น... คือนังขอทานที่เจ้าแบกขึ้นเขามาใช่หรือไม่"
นางเอียงคอเล็กน้อย เผยอยิ้มหวานซ่อนความเย้ยหยันเอาไว้ หากมองเพียงรูปโฉมภายนอก ใครต่อใครก็คงคิดว่านางเป็นเพียงเด็กสาวไร้เดียงสาที่น่าเอ็นดู
ทว่าคำพูดที่หลุดออกจากปากกลับไม่น่าฟังเอาเสียเลย
"เวลาผ่านไปตั้งเจ็ดวันแล้วยังเงียบอยู่ นางไม่ตายอยู่ข้างในนั้นแล้วหรือ"
ความโกรธเกรี้ยวพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองฉี่หนานเฟิงทันที
เขาผุดลุกขึ้นหมายจะเข้าไปเอาเรื่อง ทว่าเจียงยวนที่คอยยืนคุมเชิงอยู่ข้างอวี๋เนี่ยนโหรวกลับตวัดสายตาดุดันมองมา แรงกดดันวิญญาณระดับจู้จีถูกแผ่ออกมากระแทกใส่ร่างของเด็กหนุ่มเข้าอย่างแรง
ฉี่หนานเฟิงส่งเสียงร้องอึกอยู่ลำคอ ก่อนจะล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น
นี่คือช่องว่างที่ไม่อาจข้ามผ่านระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรกับคนธรรมดา
เด็กหนุ่มพยุงตัวขึ้นมาจากพื้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยายามฝืนยิ้มออกมา
"เที่ยวชี้หน้าด่าคนอื่นว่าเป็นขอทาน ข้าว่าพวกสวะอย่างพวกเจ้านี่มันเป่าพ่ายหลงจริงๆ"
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประชดประชัน คำพูดที่หลุดออกมาเป็นภาษาถิ่นของเมืองถงฮวา ทำให้พวกคนต่างถิ่นจากสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาไม่มีใครฟังเข้าใจเลยสักคน
ถึงจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่เจียงยวนก็รู้สึกได้สัญชาตญาณว่านั่นไม่ใช่คำชมแน่ เขาหันไปจ้องหน้าผู้อาวุโสวั่น
"เมื่อกี้มันพูดหมายความว่ายังไง"
ผู้อาวุโสวั่นถึงกับเหงื่อตก เขาเป็นแค่ผู้อาวุโสฝ่ายนอก จะเอาอะไรไปงัดข้อกับคนของสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาได้ แต่เด็กหนุ่มตรงหน้าก็เป็นผู้มีพรสวรรค์ที่เขาหมายตาเอาไว้ จะปล่อยให้โดนพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ฟันตายตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ชายชราจึงจำใจต้องปั้นน้ำเป็นตัว "เอ่อ... เขาบอกว่าพวกท่านเปรียบดั่งยอดมังกรในหมู่มนุษย์ น่านับถือยิ่ง เขาตระหนักถึงความผิดแล้วและจะไม่ล่วงเกินพวกท่านอีก"
เป่าพ่ายหลง กลายเป็น ยอดมังกรในหมู่มนุษย์?
ฟังดูเข้าทีอยู่เหมือนกัน
เจียงยวนกำลังจะอ้าปากถามต่อ แต่อวี๋เนี่ยนโหรวก็ชักกระบี่ออกมาเสียก่อน
"ถ้าระฆังดังก็ถือว่าจบใช่หรือไม่"
นางโยนกระบี่ขึ้นไปในอากาศ ท่ามกลางสายตาเบิกกว้างด้วยความโกรธของผู้อาวุโสวั่น นิ้วเรียวสวยกรีดกรายร่ายเคล็ดวิชาควบคุมกระบี่ออกมาอย่างรวดเร็ว
"ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำให้มันดังเดี๋ยวนี้แหละ"
กระบี่บินที่เปล่งประกายเจิดจ้าพุ่งทะยานเข้าชนระฆังโบราณอย่างแรง พริบตาต่อมา เสียงระฆังก็ดังกังวานกึกก้องไปทั่วทั้งยอดเขาทดสอบ
อวี๋เนี่ยนโหรวกระตุกยิ้มมุมปาก
ทว่าในจังหวะเดียวกับที่เสียงระฆังดังขึ้นนั้นเอง บานประตูหินที่ปิดตายมาตลอดก็พลันสาดแสงสว่างวาบออกมา
ไม่สิ นั่นไม่ใช่แสงเดียว แต่เป็นแสงถึงสิบสายที่ผสานรวมกันต่างหาก!
ก่อนที่เสียงระฆังจะจางหายไป ประตูหินที่ปิดเงียบมาตลอดเจ็ดวันเต็มก็ค่อยๆ เปิดออก
ร่างเล็กจ้อยของใครบางคนเดินโซเซออกมาจากด้านใน
สิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตาของทุกคนคือสองเท้าเปล่าเปลือยที่เต็มไปด้วยรอยแผลและรอยหิมะกัด ไล่สายตาขึ้นไปก็พบกับเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อที่ยาวกรอมเท้า ชูดันให้ดวงหน้าเล็กๆ ที่ซีดเผือดไร้สีเลือดดูผอมตอบลงไปอีก
สิ่งเดียวที่โดดเด่นบนใบหน้านั้นคือดวงตากลมโตดำขลับดั่งแมวป่า มันนิ่งสงบลึกซึ้งราวกับบ่อน้ำนิ่งสนิท
มองยังไงก็คือสภาพของเด็กกำพร้า
อวี๋เนี่ยนโหรวปรายตามองอีกฝ่ายตั้งแต่หัวจรดเท้า นางเดาไม่ผิดจริงๆ ด้วย นังขอทานตัวเกะกะนี่เอง
"อุตส่าห์ดิ้นรนออกมาก่อนระฆังจะหยุดดังจนได้"
นางเรียกกระบี่กลับคืนมาพร้อมกับแค่นหัวเราะเยาะ "กลัวไขสูตรโอสถไม่ได้แล้วจะเสียหน้าหรือไง ถึงได้หลับหูหลับตาจับสมุนไพรยัดใส่กล่องไปตั้งสิบชนิดแบบนั้น"
พอได้ยินประโยคนี้ ฉี่หนานเฟิงถึงกับสะดุ้งโหยง เขาแสร้งทำเป็นหันซ้ายหันขวา ทำทีเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น
อวี๋โย่วโย่วรู้สึกรำคาญเสียงแหลมๆ นี้นัก นางถูกขังอยู่ในนั้นตั้งเจ็ดวันกว่าจะงมทางออกมาได้ ตอนนี้อารมณ์ไม่ค่อยจะดีเท่าไร
เด็กสาวปรือตาขึ้นมองอย่างเกียจคร้าน
"พวกฝึกกระบี่อย่างเจ้า อย่ามาสอนคนหลอมโอสถทำงาน"
ไม่ต้องรอให้อวี๋เนี่ยนโหรวอ้าปาก เจียงยวนก็ชักกระบี่ออกมาด้วยใบหน้าถมึงทึง หมายจะสั่งสอนเด็กอวดดีคนนี้ให้รู้สำนึก
เรื่องแบบนี้เขาทำมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ยามที่อวี๋ปู้เมี่ยไม่อยู่ เขาก็ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอาจารย์คอยปกป้องศิษย์น้องมาโดยตลอด
ชวีชิงเมี่ยวที่ยืนเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างเงียบๆ มาพักใหญ่ พลันทะยานร่างเข้ามาขวาง นางหิ้วคอเสื้ออวี๋โย่วโย่วแล้วโยนเข้าไปในกลุ่มเด็กๆ ส่วนตัวเองก็ก้าวมายืนบังหน้าพวกเด็กใหม่เอาไว้
"สหายนักพรต" น้ำเสียงของนางเฉียบขาด "ต่อให้สองสำนักของเราจะเป็นมิตรกัน แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่ท่านจะเข้ามาก้าวก่ายการทดสอบของสำนักข้า"
"ดี"
เจียงยวนเก็บกระบี่เข้าฝัก สายตาเย็นชาจับจ้องไปที่อวี๋โย่วโย่ว "ถ้าอย่างนั้นข้าจะรอจนกว่าการทดสอบของนางจะจบลง"
หัวใจของชวีชิงเมี่ยวหล่นวูบ
ใครๆ ในโลกผู้บำเพ็ญเพียรต่างก็รู้ดีว่าสายของอวี๋ปู้เมี่ยนั้นปกป้องพวกพ้องตัวเองมากเพียงใด ตราบใดที่อวี๋โย่วโย่วยังอยู่ในพื้นที่ของสำนักตานติ่ง คนของสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาย่อมไม่กล้าลงมือ
แต่ถ้านางสอบไม่ผ่านก็ต้องถูกไล่ลงจากเขาไป
เจียงยวนอาจจะเกรงใจสำนักตานติ่ง ทว่าเขาไม่มีทางเห็นหัวคนธรรมดาแน่ ชีวิตของมนุษย์เดินดินนั้นไร้ค่า เป็นตายขึ้นอยู่กับแค่เสี้ยวความคิดของผู้บำเพ็ญเพียรเท่านั้น
ชวีชิงเมี่ยวไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากภาวนาให้เด็กคนนี้ฮึดสู้จนสอบผ่านไปให้ได้
ถึงแม้ว่า... ความเป็นไปได้แทบจะริบหรี่จนมองไม่เห็นก็ตาม
[จบบท]