บทที่ 17 : แช่น้ำยาสมุนไพรครั้งแรก
การทำไร่ไถนาถือเป็นวิชาบังคับพื้นฐานที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถทุกคนต้องเรียนรู้
ทว่าสำหรับบรรดาศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามา การจับจอบลงแปลงดินกลับกลายเป็นเรื่องยากลำบากแสนเข็ญ เพราะผู้ที่สอบผ่านเข้ามาเป็นศิษย์สายนอกได้ ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นเด็กที่ร่ำเรียนวิชาแพทย์มาตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างก็มีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณสะอาดสะอ้านสะสวยกันทั้งนั้น ปกติอย่างมากก็แค่บดยาสมุนไพร แล้วคนพวกนี้จะไปทำนาเป็นได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ นอกเหนือจากเด็กเพียงไม่กี่คนที่เติบโตมากับการวิ่งเก็บสมุนไพรในป่าเขาซึ่งยอมลงไปลุยโคลนแล้ว ศิษย์คนอื่นๆ ต่างก็พากันแบกจอบยืนทำหน้าเลิ่กลั่กอยู่ริมแปลงสมุนไพรอย่างทำอะไรไม่ถูก
อวี๋โย่วโย่วเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ยืนมองอยู่บนคันดินเช่นกัน อันที่จริงนางค่อนข้างถนัดเรื่องเพาะปลูกเสียด้วยซ้ำ ติดอยู่แค่อย่างเดียวคือนางมีหางปุกปุยซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้า หากขืนถกกระโปรงหรือพับขากางเกงขึ้นมาเมื่อไหร่ ความลับเรื่องหางก็ต้องแตกแน่!
ฉี่หนานเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อได้รับรู้ถึงความกังวลของนางก็กระซิบออกความเห็นทันที
"เอาหางพันไว้รอบเอวดีหรือไม่"
อวี๋โย่วโย่วหันขวับไปมองหน้าเขาด้วยสายตาเหมือนกำลังมองตัวประหลาด ในหัวของหมอนี่วันๆ เอาแต่คิดเรื่องอะไรกันแน่
แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากยืนชั่งใจอยู่พักหนึ่ง นางก็ตัดสินใจแอบเดินหลบมุมเข้าไปในกระท่อมหลังเล็กข้างแปลงสมุนไพรเพื่อจัดการพันหางของตัวเองอยู่ดี
เชือกที่เก็บมาจากอวี๋เนี่ยนโหรวนับว่าใช้งานได้ดีทีเดียว ถึงแม้อวี๋โย่วโย่วในตอนนี้จะยังไม่มีพลังวิญญาณและไม่รู้วิธีควบคุมมัน ทว่าสีของเชือกเส้นนี้กลับกลมกลืนไปกับสีหางของนาง ทั้งยังมีความเหนียวนุ่มยืดหยุ่น การนำมาใช้มัดหางจึงถือว่าเหมาะเจาะที่สุด
นับว่ายังโชคดีที่เอวของอวี๋โย่วโย่วนั้นทั้งเล็กและคอดกิ่ว ประกอบกับช่วงนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นจนนางเข้าสู่ช่วงผลัดขน หางที่ขนร่วงจนแหว่งไปครึ่งหนึ่งเมื่อนำมาพันรอบเอวไว้จึงไม่ทำให้ดูอ้วนเทอะทะจนผิดสังเกต
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จสรรพ นางก็เดินไปรับเมล็ดพันธุ์สมุนไพรวิญญาณจากศิษย์พี่ พอตั้งใจฟังวิธีการปลูกสมุนไพรวิญญาณจนเข้าใจถ่องแท้แล้ว ร่างเล็กก็ถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่าย่ำลงไปในแปลงสมุนไพรเพื่อเริ่มลงมือทำงานทันที
จอบเหล็กที่ทางสำนักแจกให้มีน้ำหนักเอาเรื่อง อวี๋โย่วโย่วถึงกับลอบคิดในใจว่า หากต้องทนขุดดินแบบนี้ทุกวัน ไม่ช้าก็เร็วนางคงได้มีกล้ามเนื้อแขนเป็นมัดๆ แน่
แต่สิ่งที่ชวนให้ประหลาดใจก็คือ ท่าทางการขุดดินของฉี่หนานเฟิงกลับทะมัดทะแมง รวดเร็วและประณีตเรียบร้อย ดูไม่ออกเลยสักนิดว่าหมอนี่เคยเป็นถึงคุณชายจากตระกูลร่ำรวยมาก่อน
พอมีคนเอ่ยปากถามเข้า เจ้าตัวก็หัวเราะร่วนอย่างภาคภูมิใจ
"เมื่อก่อนตอนที่บ้านข้ายังไม่รวย ข้าต้องตามท่านพ่อไปรับจ้างขุดหลุมศพทุกวันเชียว"
อวี๋โย่วโย่วที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานถึงกับต้องละมือจากจอบ แล้วยกนิ้วโป้งให้เขาอย่างยอมใจ
ช่วงเช้าถูกต้อนให้ไปขุดดินในแปลงสมุนไพร พอตกบ่ายก็ต้องปีนเขาขึ้นไปยังตำหนักใหญ่บนยอดเขาเพื่อฟังเหล่าผู้อาวุโสบรรยายเรื่องชนิดและสรรพคุณของสมุนไพรวิญญาณ วันเวลาของอวี๋โย่วโย่วในสำนักตานติ่งเรียกได้ว่าหมดไปอย่างคุ้มค่าทุกชั่วยาม ความเหน็ดเหนื่อยเหล่านี้ส่งผลให้นางกินข้าวได้มื้อละสามชามใหญ่ๆ ทีเดียว
และในขณะเดียวกัน นางก็เพิ่งจะได้ล่วงรู้ความจริงอันแสนโหดร้ายประการหนึ่ง
แท้จริงแล้วสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งคือสมุนไพรระดับต่ำที่สุด! นางอุตส่าห์หลงดีใจแทบตายตอนที่ได้ยินคำว่าระดับหนึ่ง เพราะคิดไปเองว่ามันคือของล้ำค่าระดับสูงสุด แถมยังแอบชื่นชมสำนักตานติ่งอยู่ในใจตั้งนานว่าช่างใจป้ำเสียจริง!
การแบ่งประเภทของสมุนไพรวิญญาณนั้นซับซ้อนและมีรายละเอียดจุกจิกกว่าสมุนไพรทั่วไปมากนัก แต่อวี๋โย่วโย่วกลับรู้สึกสนใจวิชานี้อย่างจริงจัง เมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่ต้องลงแปลงสมุนไพร นางก็มักจะไปขลุกตัวอยู่ที่หอตำราเพื่อเปิดอ่านคัมภีร์รวบรวมสมุนไพรวิญญาณเล่มหนาเตอะที่หนักพอจะเอาไปทุบหัวคนให้ตายได้ นางสามารถนั่งนิ่งๆ อ่านมันได้ทั้งวันโดยไม่รู้จักเบื่อ
วันนี้ตอนที่ฉี่หนานเฟิงตามมาเจออวี๋โย่วโย่วในหอตำรา นางก็กำลังนั่งแทะหมั่นโถวพร้อมกับกวาดสายตาอ่านตำราตรงหน้าอย่างออกรส
เด็กหนุ่มเดินตรงเข้าไปแย่งหมั่นโถวเย็นชืดในมือนางออก แล้วยัดซาลาเปาร้อนๆ ส่งให้แทน ก่อนจะเอ่ยถาม
"พรุ่งนี้มีสอบ คนอื่นเขาออกไปหาซื้อสมุนไพรมาซ้อมมือกันหมดแล้ว ทำไมเจ้ายังมานั่งอ่านตำราอยู่นี่อีก"
สำนักตานติ่งจะมีการจัดสอบย่อยเดือนละครั้ง สำหรับการทดสอบในรอบนี้คือการจับสัดส่วนของสมุนไพรวิญญาณ โดยผู้เข้าสอบจะต้องนำสมุนไพรที่ทางสำนักแจกให้ มาจัดแบ่งสัดส่วนให้ถูกต้องตรงตามสูตรโอสถมาตรฐาน
และเรื่องที่บังเอิญจนน่าปวดหัวก็คือ สูตรโอสถแรกที่พวกเขาทุกคนต้องเรียนรู้ก็คือโอสถอิ่มทิพย์!
การจับสัดส่วนสมุนไพรนั้นถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากใส่มากไปหรือน้อยไปเพียงนิดเดียวก็จะทำให้สูตรโอสถผิดเพี้ยนทันที แถมทางสำนักก็ช่างใจดำนักที่ไม่ยอมบอกสัดส่วนที่ชัดเจนของสมุนไพรแต่ละชนิดมาให้ ด้วยเหตุนี้ บรรดาศิษย์สายนอกจึงต้องดิ้นรนหาทางรอดกันเอาเอง บางคนก็วิ่งโร่ไปถามสูตรโอสถที่ถูกต้องจากศิษย์พี่ ส่วนคนอื่นๆ ก็เลือกที่จะไปกว้านซื้อสมุนไพรมากองไว้เพื่อใช้ฝึกซ้อมมือ
แต่เนื่องจากศิษย์พี่ของสำนักตานติ่งแต่ละคนล้วนปิดปากเงียบสนิท ไม่ยอมแพร่งพรายความลับใดๆ ออกมา ศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่จึงจำใจต้องเลือกใช้วิธีหลังกันแทบทั้งสิ้น
อวี๋โย่วโย่วกัดซาลาเปาเข้าปากคำโตแล้วตอบกลับไปตามตรง
"สมุนไพรวิญญาณมันแพง แล้วข้าก็จนมาก"
ฉี่หนานเฟิงถึงกับกลอกตาบน
"เบี้ยเลี้ยงศิษย์ที่สำนักแจกให้เดือนนี้ตั้งยี่สิบหินวิญญาณ ซื้อสมุนไพรมาซ้อมมือได้ตั้งสามชุด"
ตามปกติแล้วสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งทั่วไปไม่ได้มีราคาแพงมากมายนัก ใช้หินวิญญาณเพียงไม่กี่ก้อนก็สามารถหาซื้อได้แล้ว แน่นอนว่านั่นคือราคาในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร หากนำไปตีเป็นค่าเงินตำลึงของชาวบ้านธรรมดาล่ะก็ ราคาของมันคงสูงลิ่วจนแทบแตะไม่ถึงเลยทีเดียว
อวี๋โย่วโย่วลองคำนวณราคาในหัวคร่าวๆ ก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ
"ตั้งสามชุดหรือ ข้าไม่เห็นมีใครขายถูกขนาดนั้น"
กฎของสำนักตานติ่งมีอยู่ว่า หากศิษย์คนใดต้องการสมุนไพรวิญญาณนอกเหนือจากโควตาที่แจกให้ ก็จะต้องใช้แต้มผลงานมาแลกเท่านั้น ซึ่งจากการลงแรงทำแปลงเพาะปลูกอย่างหนักหน่วงของฉี่หนานเฟิงและอวี๋โย่วโย่ว ก็ทำให้พวกเขาทั้งสองคนกลายเป็นศิษย์ใหม่ที่มีแต้มผลงานสะสมสูงที่สุดในรุ่น แต่ถึงกระนั้น แต้มทั้งหมดที่หามาได้ก็พอจะนำไปแลกสมุนไพรวิญญาณได้แค่สองสามต้นเท่านั้น หากต้องการมากกว่านี้ก็มีแต่ต้องยอมควักกระเป๋าซื้อต่อจากพวกรุ่นพี่
ฉี่หนานเฟิงยิ้มกริ่มพร้อมกับทำหน้าตามีเลศนัย
"ข้ารู้จักที่ที่ซื้อสมุนไพรวิญญาณได้ถูกๆ เจ้าจะไปหรือไม่"
อวี๋โย่วโย่วยกมือขึ้นลูบคลำถุงเงินที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบจนเริ่มตุงขึ้นมานิดๆ ด้วยความเสียดาย นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
"ตกลง พวกเราไปกันเถอะ"
สถานที่ที่ฉี่หนานเฟิงพาอวี๋โย่วโย่วมานั้นไม่ได้อยู่ในพื้นที่ของสำนักตานติ่ง แต่เป็นย่านชุมชนภายในเมืองถงฮวา
ในความทรงจำของอวี๋โย่วโย่วนั้น ภาพของเมืองแห่งนี้มีเพียงความเสื่อมโทรมและวุ่นวายของถนนฝั่งตะวันตกและถนนฝั่งตะวันออกเท่านั้น นี่จึงเป็นครั้งแรกที่นางได้เปิดหูเปิดตาเห็นความเจริญรุ่งเรืองของเมืองถงฮวาอย่างแท้จริง สองข้างทางเต็มไปด้วยศาลาและตำหนักโอ่อ่างดงามเรียงรายอยู่ทุกหนทุกแห่ง ตลาดการค้าและท้องถนนเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาอย่างคึกคัก
ท่ามกลางฝูงชนที่เดินเบียดเสียดกันนั้น หากสังเกตให้ดีก็จะพบเห็นร่างของผู้บำเพ็ญเพียรปะปนอยู่เป็นระยะ ยิ่งไปกว่านั้น ตามริมถนนยังมีร้านรวงที่เปิดขายยันต์อาคมและโอสถวิญญาณตั้งอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ฉี่หนานเฟิงอธิบายพลางเดินนำอวี๋โย่วโย่วลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆ สายหนึ่ง
"ร้านพวกนั้นเป็นของผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรกับคนจากสำนักอื่นมาเปิดทั้งนั้น สำนักตานติ่งไม่ยอมให้ศิษย์สายนอกเอาโอสถออกมาขายหรอก เพราะกลัวว่าฝีมือยังไม่ถึงขั้นแล้วหลอมโอสถเสีย มันจะทำให้สำนักเสียหน้า"
"เจ้าสวมหน้ากากให้ดี แล้วตามข้ามา"
หน้ากากที่เขายื่นให้นางสวมก่อนหน้านี้ มีค่ายกลพรางตาสลักเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นใช้พลังแอบสอดแนมใบหน้าที่แท้จริงได้
เมื่อทั้งสองคนที่สวมชุดสีดำสนิทนำหน้ากากสีดำขึ้นมาสวมทับใบหน้า ร่างของพวกเขาก็แทบจะกลืนหายไปกับความมืดมิดของตรอกแคบๆ สายนี้อย่างสมบูรณ์
ฉี่หนานเฟิงหันมาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ที่นี่ข้ายอมจ่ายเงินไปตั้งเยอะกว่าจะหลอกถามมาจากศิษย์พี่ได้เชียว อวี๋โย่วโย่ว เจ้าคอยเปิดหูเปิดตาดูให้ดีก็แล้วกัน"
ทันทีที่พูดจบ เขาก็ออกแรงผลักร่างของอวี๋โย่วโย่วให้กระเด็นเข้าไปชนกับกำแพงเก่าผุพังที่อยู่ตรงหน้าอย่างแรงทันที!
[จบบท]