บทที่ 24 : ของวิเศษและเศรษฐีนีตัวน้อย
"ไม่!"
ชายขาด้วนปฏิเสธเสียงแข็ง
"กระบี่เล่มนี้สำคัญพอๆ กับเมียข้า ในเมื่อข้าไม่มีเมียก็เหลือแค่กระบี่นี่แหละ จะยกให้เจ้าไม่ได้เด็ดขาด!"
อวี๋โย่วโย่วรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องปฏิเสธ นางเดาะลิ้นเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะเบือนหน้าไปมองแหวนหยกสวมนิ้วโป้งบนมือของเขา แล้วแกล้งทำน้ำเสียงอิดออดเหมือนจำใจยอมรับ
"ถ้าอย่างนั้นเอาเจ้านี่แทนก็แล้วกัน"
ชายขาด้วนมีท่าทีลังเล
"แต่นี่เป็นของวิเศษระดับกลางเลยนะ..."
อวี๋โย่วโย่วไม่เคยหลอกลวงใคร นางเป็นคนมีเหตุผลเสมอ และในเวลานี้ เด็กสาวก็เริ่มงัดเอาเหตุผลร้อยแปดประการขึ้นมาหว่านล้อมเขาอีกครั้ง
"มันก็แค่ถุงมิติที่ดูแปลกตาไปสักหน่อยเท่านั้นแหละ เอาไว้เก็บรักษาความสดของขาได้ก็ถือว่าดีอยู่หรอก แต่ลุงคิดว่าตัวเองจะโดนใครที่ไหนฟันขาขาดซ้ำสองอีกหรือยังไง"
"ไม่มีทาง! คราวก่อนเจ้านั่นมันแค่ดวงดีเท่านั้นแหละ!"
ชายขาด้วนตอบกลับด้วยความโมโห
"ก็ใช่น่ะสิ ของชิ้นนี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังให้ลุง แถมยังรักษาชีวิตไว้ไม่ได้ สำหรับลุงแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด แต่ถ้าได้ขากลับคืนมามันต่างกันนะ ลุงอาจจะชนะรวดบนลานประลองสักสิบตา... ไม่สิ ยี่สิบตาเลยก็ได้"
คำพูดประโยคสุดท้ายราวกับยาวิเศษที่เปิดจุดรอยต่อในสมอง ชายขาด้วนเบิกตากว้างเหมือนเพิ่งตระหนักรู้ถึงสัจธรรม เขาเลิกอิดออดลังเล แล้วรีบถอดแหวนวงนั้นออกจากนิ้วอย่างรวดเร็ว
"ปรมาจารย์พูดถูก ข้านี่มันหน้ามืดตามัวไปเอง!"
เขาเอ่ยขอบคุณจากใจจริง
"ท่านเป็นคนดีมีเมตตาจริงๆ ด้วย!"
อวี๋โย่วโย่วไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านหรือเขินอายกับคำชมนั้นเลยสักนิด นางเพียงแต่ทอดถอนใจอยู่เงียบๆ ว่าชาวบ้านในโลกผู้บำเพ็ญเพียรช่างใสซื่อบริสุทธิ์เสียจริง ขนาดคนในตลาดมืดยังเหลี่ยมจัดสู้เด็กน้อยในยุควันสิ้นโลกไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ถึงอย่างนั้นเด็กสาวก็ไม่ได้ใจดำจนเกินไปนัก ตอนที่ช่วยต่อขาให้เสร็จเรียบร้อย นางยังใจดีแถมยาแก้ปวดให้เขาไปกินฟรีๆ อีกหนึ่งเม็ด
"โอสถเม็ดนี้วิเศษขนาดนี้เชียว! ตอนที่ท่านแล่เนื้อข้า ข้าไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด!"
ชายขาด้วนร้องออกมาด้วยความตกตะลึง
สรรพคุณของยาลูกกลอนเม็ดนี้รุนแรงและเห็นผลชะงัดนัก มันยอดเยี่ยมเสียยิ่งกว่าโอสถที่เซินกุ่นนำมาเร่ขายในราคาเม็ดละสองร้อยหินวิญญาณเสียอีก ของล้ำค่าขนาดนี้ ปรมาจารย์ท่านนี้กลับมอบให้เขาเปล่าๆ... พอเอามาเทียบกันแล้วก็เห็นความแตกต่างของน้ำใจได้อย่างชัดเจน
"ปรมาจารย์!"
คราวนี้ชายขาด้วนเรียกขานอีกฝ่ายด้วยความเคารพเลื่อมใสจากก้นบึ้งของหัวใจ เขาตบหน้าอกตัวเองเสียงดังฉาดเพื่อเป็นการให้คำมั่นสัญญา
"วันข้างหน้าถ้าท่านเจอเรื่องยุ่งยากอะไรในตลาดมืด ให้มาหาป้าเตาคนนี้ได้เลย! ไม่ว่าจะฆ่าคนหรือเผาบ้าน ข้าจัดการให้ท่านได้หมด ขอแค่จ่ายเงินมาให้ถึงก็พอ!"
อวี๋โย่วโย่วคิดในใจว่า หากเขาไม่พูดประโยคสุดท้ายออกมา นางคงเอ่ยปากชมไปแล้วว่าเขาเป็นลูกผู้ชายตัวจริง
หลังจากจัดการเรื่องต่อขาเสร็จสิ้น เด็กสาวตั้งใจว่าจะเดินกลับไปหาลูกค้าแถวลานประลองต่อ ทว่ายังไม่ทันขยับตัวไปไหน ลูกน้องของป้าเตาก็พากันเดินเข้ามาตีวงล้อมนางเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ
นางลอบระแวดระวังขึ้นมาทันที หรือว่าคนพวกนี้คิดจะมาทวงแหวนคืนกัน
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งในลูกน้องก็เป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาเสียก่อน
"ปรมาจารย์ ยาแบบที่ท่านให้ลูกพี่ป้าเตากินเมื่อกี้... ขายให้ข้าสักสองเม็ดได้ไหม"
ที่แท้ก็เล็งยาแก้ปวดเอานี่เอง
อวี๋โย่วโย่วไม่อยากขายเท่าไรนัก ช่วงก่อนหน้านี้นางเพิ่งปรับปรุงสูตรยาแก้ปวดใหม่ สมุนไพรวิญญาณสองชนิดที่ผสมลงไปมีราคาแพงเอาเรื่อง แค่สองอย่างนั้นก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่าหินวิญญาณแล้ว พอมาคำนวณดู ต้นทุนต่อยาหนึ่งเม็ดก็ตกอยู่ที่สองหินวิญญาณ ของดีแบบนี้นางย่อมอยากเก็บไว้ใช้เองมากกว่า
"ของชิ้นนี้หายากนัก..."
ทว่ายังไม่ทันที่เด็กสาวจะพูดจบประโยค ลูกน้องคนนั้นก็รีบยัดถุงหินวิญญาณใส่มือนางอย่างรวดเร็ว
"ข้าเข้าใจน่าปรมาจารย์! คราวก่อนข้าได้ยินมาจากลานประลองแล้ว ในนี้มีหินวิญญาณร้อยก้อนพอดี!"
พอเห็นดังนั้น คนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็พากันแห่กรูกันเข้ามายัดเงินให้บ้าง ชั่วพริบตาเดียวอวี๋โย่วโย่วก็ถูกกองทัพหินวิญญาณทับถมจนแทบจะล้นอ้อมแขน นางก้มมองหินมีค่าเหล่านั้นด้วยความพูดไม่ออก
นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าตัวเองขูดรีดชาวบ้านโหดเกินไปหน่อย เด็กสาวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
"ของแพงขนาดนี้ พวกเจ้าก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไร แล้วจะเอายานี่ไปทำไม"
"ก็เอาไปสู้บนลานประลองหาเงินไง!"
พวกเขารีบตอบกลับมาเป็นเสียงเดียวกัน
"กินยานี่เข้าไปแล้วก็ไม่กลัวเจ็บ ทีนี้ข้าก็จะเก่งกว่าคู่ต่อสู้ รับรองว่าต้องชนะได้หินวิญญาณกลับมาเป็นพันเป็นหมื่นก้อนแน่ จ่ายแค่นี้คุ้มจะตายไป!"
เอาเถอะ ที่แท้พวกที่ลงประลองในตลาดมืดก็มีแต่ผีพนันเข้าสิงกันทั้งนั้น!
หลังจากมองดูพวกผีพนันได้ยาไปแล้วก็ดีอกดีใจ พากันหามร่างของป้าเตาออกไปจากบริเวณนั้น อวี๋โย่วโย่วก็หลบฉากไปหามุมเงียบๆ เพื่อพิจารณาของวิเศษที่นางเพิ่งต้มตุ๋น... ไม่สิ ที่ได้มาด้วยความสามารถของตัวเอง
สำหรับนักสู้สายใช้กำลังอย่างป้าเตา ของชิ้นนี้ไม่มีประโยชน์อะไรจริงๆ นั่นแหละ มันแทบจะไม่ต่างอะไรกับถุงมิติระดับต่ำที่หาซื้อได้ในราคาร้อยหินวิญญาณเลยด้วยซ้ำ ทว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถแล้ว ของสิ่งนี้มันคือสุดยอดของวิเศษชัดๆ
สมุนไพรหลายชนิดจำเป็นต้องเก็บรักษาความสดเอาไว้ อย่างเช่นหญ้ารอยเงินก่อนหน้านี้ โชคดีที่อวี๋โย่วโย่วอาศัยอยู่ในสำนักตานติ่งพอดี จึงสามารถนำมันไปปลูกไว้ในลานบ้านอันแห้งแล้งเพื่อรักษาความสดได้ หากไม่มีดินที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณของสำนักคอยหล่อเลี้ยง สมุนไพรก็จะเหี่ยวเฉาและสูญเสียสรรพคุณทางยาไปเกินครึ่ง
หากไม่มีพลังวิญญาณก็ย่อมใช้งานของวิเศษไม่ได้ แต่นางใช้วิธีหยดเลือดเพื่อผูกจิตเป็นเจ้าของแทน ตอนนี้แหวนหยกวงนั้นได้ปรับเปลี่ยนขนาดจนพอดีกับนิ้วก้อยของนางแล้ว เด็กสาวยกมือขึ้นส่องดูกับแสงไฟ
นิ้วก้อยที่เคยดูซีดเซียวและบอบบาง บัดนี้ถูกประดับด้วยสีหยกอ่อนละมุนตา ทำให้มือทั้งข้างดูงดงามน่ามองขึ้นมาทันตาเห็น นี่เป็นครั้งแรกเลยกระมังที่นางสัมผัสได้ถึงคำว่า 'สวยงาม' บนร่างกายนี้
อวี๋โย่วโย่วอารมณ์ดีขึ้นมาก ตอนนี้นางมีหินวิญญาณตั้งแปดร้อยก้อนแบกอยู่บนหลัง! ปริมาณความสุขมันเพิ่มขึ้นแปรผันตรงกับน้ำหนักที่กดทับลงมาจริงๆ บัดนี้นางกลายเป็นเศรษฐีนีตัวน้อยแล้ว ไม่คิดจะเอาเงินไปผลาญเล่นสักหน่อยหรือ
เมื่อหันไปมองทางซ้ายมือคือตรอกเริงรมย์ของตลาดมืด แค่ยืนอยู่ไกลๆ ก็ยังได้กลิ่นแป้งหอมปะปนกับกลิ่นสุราลอยคลุ้งมาเตะจมูก หากมองไม่ผิดล่ะก็ ท่ามกลางเหล่าสตรีผู้ฝึกตนหน้าตาสวยงาม ยังมีเด็กหนุ่มเผ่าปีศาจในชุดคลุมสีขาวหลวมโพรกปะปนอยู่ด้วย ปลายหางปุกปุยของพวกเขากวัดแกว่งไปมาบนพื้น ใบหูที่เจือสีชมพูระเรื่อกระตุกเบาๆ หางตาชี้ขึ้นและริมฝีปากที่เม้มเข้าหากัน ช่างดูเย้ายวนใจมาก
ส่วนทางขวามือคือตรอกของวิเศษ แสงสว่างจากเครื่องรางและอาวุธนานาชนิดส่องแสงประกายระยิบระยับแข่งขันกัน นอกจากนี้ยังมีชุดกระโปรงและเครื่องประดับสวยงามมากมายที่ทอประกายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
อวี๋โย่วโย่วไม่ได้หยุดคิดให้เสียเวลา นางหมุนตัวเดินไปทางซ้ายอย่างไม่ลังเล จากนั้นก็... เดินอ้อมตรอกเริงรมย์ทะลุไปยังโซนขายสมุนไพรที่อยู่ติดกันแทน
แน่นอนว่าการซื้อยารักษาชีวิตตัวเองย่อมสำคัญที่สุด อีกอย่าง ตอนนี้นางก็เป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ จะไปมัวคิดเรื่องเด็กหนุ่มเผ่าปีศาจอะไรกัน!
[จบบท]