บทที่ 38 : คืนนี้ขอค้างด้วย
“คืนนี้ขอนอนด้วยคน”
น้ำเสียงใสแจ๋วเพิ่งจะขาดคำ ร่างเล็กของเด็กสาวก็ออกตัวกระโดดข้ามกำแพงจวนไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้เพื่อนสนิทอีกคนต้องยืนเบิกตากว้างอยู่ฝั่งนี้
“ดึกป่านนี้แล้วจะไปเรือนเขาทำไม!” ซูอี้จื้อตะโกนไล่หลังมาติดๆ
“ก็ไปนอน!”
เหตุผลที่อวี๋โย่วโย่วเลือกไปขลุกอยู่ที่เรือนของฉี่หนานเฟิงนั้นเรียบง่ายมาก นั่นก็เพราะข้าวของเครื่องใช้ฝั่งนั้นล้วนเป็นของชั้นเลิศ แค่ห้องนอนก็ตกแต่งได้ละลานตาแล้ว ไม่ต้องพูดถึงตั่งเตี้ยที่เอาไว้เอนหลังพักผ่อน บนนั้นปูทับด้วยผ้าไหมลายเมฆาที่นุ่มสบายผิว ผิดกับเรือนของซูอี้จื้อลิบลับ รายนั้นแทบจะคล้ายกับเรือนล้านของนางมาก เพราะลานกว้างโล่งเตียนราวกับเพิ่งโดนโจรปล้นมาอย่างไรอย่างนั้น
ห่างออกไปไม่ไกลนัก กลุ่มศิษย์พี่ศิษย์น้องที่รีบรุดมาดูเหตุการณ์หลังจากได้ยินเสียงเรือนถล่ม ต่างพากันยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา นำโดยชวีชิงเมี่ยวที่ได้แต่ยืนเงียบ
“พวกเขาสามคนดูแปลกๆ หรือไม่ขอรับ”
ชวีชิงเมี่ยวเงียบไปพักใหญ่ พยายามหาเหตุผลมาเข้าข้างเด็กๆ “อย่าเพิ่งเดาส่งเดช พวกเขาก็แค่เด็ก”
แต่ยังไม่ทันขาดคำ ภาพเหตุการณ์ต่อมาก็ทำเอาทุกคนถึงกับกุมขมับ เมื่อซูอี้จื้อที่ทนเห็นอวี๋โย่วโย่วปีนกำแพงหนีไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้ เกิดอาการร้อนรนจนยืนไม่ติดพื้น
“จะไปนอนด้วยกันทำไมไม่เรียกข้า! ข้าไปด้วย!”
พูดจบซูอี้จื้อก็กระโดดข้ามกำแพงสองชั้นติดๆ แล้ววิ่งหน้าตั้งตามไป ในใจเขาร้อนรุ่มไปหมดเพราะไม่กล้าปล่อยให้สองคนนั้นอยู่ด้วยกันตามลำพัง หากปล่อยให้แอบแลกเปลี่ยนเคล็ดลับการหลอมโอสถกันลับหลัง เขาจะไม่ถูกทิ้งห่างไปไกลกว่านี้รึ ถ้างั้นตำแหน่งซูรองของเขาก็ต้องตกกระป๋องกลายเป็นซูสาม
เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ยืนดูอยู่ไกลๆ ยิ่งมีสีหน้าซับซ้อนหนักกว่าเดิม
“ศิษย์พี่หญิงใหญ่ พวกเขาสามคนแปลกจริงๆ ขอรับ”
“อืม” ชวีชิงเมี่ยวได้แต่ครางรับในลำคอ
ณ เรือนพักของฉี่หนานเฟิง
บรรยากาศภายในลานกว้างดูผ่อนคลายลง อวี๋โย่วโย่วนอนเอนกายอยู่บนตั่งนุ่มหน้าห้องนอน นางยกขาไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์พลางเล่าประสบการณ์ที่เพิ่งตกผลึกมาได้ให้เพื่อนทั้งสองฟังอย่างออกรส
ส่วนเด็กหนุ่มอีกสองคนก็นั่งแหมะอยู่บนพื้นข้างตั่งเตี้ย ในมือถือขนมรสเลิศจากฝีมือพ่อครัวหลี่แห่งเหลาหวงเฮ่อเคี้ยวตุ้ยๆ พลางทำหน้ามึนตึ้บ ฟังเรื่องราวสุดพิสดารว่านางทำลายล้างเรือนทั้งหลังจนป่นปี้จากการหลอมโอสถได้อย่างไร
แต่ทฤษฎีก็ส่วนทฤษฎี ทักษะการต่อสู้เป็นสิ่งที่ต้องลงสนามจริงถึงจะรู้ผล
“นี่ พวกเรามาลองประลองกันสักตั้งดีหรือไม่” เด็กสาวเสนอขึ้นมาด้วยแววตาเป็นประกาย
“ข้ากลัวว่าจะเผลอลงมือหนักจนเจ้าต้องร้องไห้” ซูอี้จื้อที่เพิ่งเลื่อนขั้นทะลวงเข้าสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นสูงสุดพูดแหย่
“ช่างเถอะ ข้าใช้แค่มือเดียวก็จับเจ้าทุ่มลงพื้นได้แล้ว” ฉี่หนานเฟิงที่รูปร่างสูงใหญ่และกำยำที่สุดในกลุ่มพูดเสริมด้วยความมั่นใจ
เอาเข้าจริงแล้ว สองหนุ่มไม่ได้รังเกียจที่จะลงไม้ลงมือกับอวี๋โย่วโย่ว ในโลกของผู้บำเพ็ญเพียรไม่ได้มีกฎห้ามรังแกผู้หญิง ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงที่ดุดันยิ่งกว่าผู้ชายก็มีให้เห็นเกลื่อนตา การทุบตีกันถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสียยิ่งกว่าการด่าทอ
แต่เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาไม่กล้าแตะต้องนาง เป็นเพราะสภาพของนางดูเปราะบางเกินไปต่างหาก
ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ สีหน้าและแววตาของอวี๋โย่วโย่วดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก แก้มที่เคยตอบจนเหลือแต่กระดูกเริ่มมีเนื้อหนังขึ้นมาบ้าง พอประกอบเข้ากับดวงตาที่กลมโตและใสกระจ่าง ก็ยิ่งทำให้นางดูน่าเอ็นดูขึ้นเป็นกอง
ยามที่นางเงยหน้าขึ้นมาสบตา ใครต่อใครต่างก็พาลรู้สึกเหมือนกำลังโดนลูกหมาลูกแมวตัวน้อยจ้องมองด้วยความไร้เดียงสา จากเดิมที่ดูอมโรคจนน่ากลัว ตอนนี้กลับกลายเป็นความบอบบางที่ชวนให้ทะนุถนอมแทน
แต่ถึงอย่างนั้น ในสายตาพวกเขานางก็ยังดูเหมือนลูกไก่ในกำมือที่โดนชกเปรี้ยงเดียวก็คงปลิวไปไกลอยู่ดี
เมื่อเห็นว่าเพื่อนทั้งสองไม่ยอมสู้ด้วย อวี๋โย่วโย่วก็หมดสนุก นางทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนตั่งนุ่มตามเดิม
พอแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน นางก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ากระเบื้องบนหลังคาเรือนของฉี่หนานเฟิงถูกเปลี่ยนเป็นกระเบื้องเคลือบสีสันสวยงามราคาแพงไปเสียแล้ว นี่ยังไม่นับรวมข้าวของเครื่องใช้จุกจิกภายในห้องที่ดูแวววับราวกับจะตะโกนบอกว่าทำพังแล้วไม่มีปัญญาจ่ายแน่
ช่างเถอะ ขืนประลองกันที่นี่มีหวังล้มละลายกันพอดี
นางนอนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งขึ้นมา “ข้าว่าจะไปหาคนประลองฝีมือที่ตลาดมืดสักหน่อย”
“แน่ใจหรือว่าจะไม่โดนซ้อมจนตาย” สองหนุ่มที่นั่งอยู่บนพื้นหันขวับมามองนางเป็นตาเดียว
“ตลาดมืดเขามีกฎห้ามเอาถึงตาย” อีกอย่างนางก็มั่นใจเกินร้อยว่าพวกผีพนันพวกนั้นไม่มีทางกล้าทุบตีนางจนตายแน่
อวี๋โย่วโย่วเป็นคนคิดแล้วทำทันที พอตัดสินใจได้ก็รีบคว้าห่อผ้าใบเล็กที่อุตส่าห์คุ้ยหามาจากซากปรักหักพังขึ้นสะพายหลัง แล้ววิ่งสับขามุ่งหน้าออกไปนอกประตูสำนักทันที
สุดท้ายแล้วแก๊งสามสหายก็ต้องกระเตงกันไปที่ตลาดมืดจนได้
ตอนแรกซูอี้จื้อนึกว่าอวี๋โย่วโย่วจะมาตั้งแผงขายของเหมือนเคย เขาถึงขนาดพกโอสถวิญญาณที่เพิ่งหลอมเสร็จใหม่ๆ ติดตัวมาหวังจะร่วมด้วย แต่ใครจะไปคิดว่านางกลับเดินนำลิ่วๆ พุ่งตรงไปยังหอประลองฝีมือที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเสียอย่างนั้น
ภาพตรงหน้าชวนให้คนขวัญอ่อนเป็นลมล้มพับได้ง่ายๆ แขนขามนุษย์ขาดกระเด็นปลิวว่อนไปทั่ว บนโต๊ะไม้มีคราบเลือดฝังลึกเกรอะกรัง ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ทะลุแปดฉื่อแต่ละคนกล้ามเป็นมัดๆ ยิ่งทำให้เด็กกะโปโลสามคนดูตัวหดเล็กลงราวกับเด็กอมมือ นี่ยังไม่รวมถึงเสียงหัวเราะชวนขนลุกและเสียงคำรามที่ดังกึกก้องไม่ขาดสายอีก
เด็กหนุ่มผู้ไม่ประสีประสาโลกทั้งสองเพิ่งจะเคยก้าวเท้าเข้ามาในสถานที่อโคจรแบบนี้เป็นครั้งแรก พอโดนสายตาดุดันหลายสิบคู่ตวัดมองมาก็ถึงกับตัวแข็งทื่อ กล้ามเนื้อเกร็งไปหมดทั้งร่าง
ที่น่ากลัวไปกว่านั้นคือ มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งถือดาบเปื้อนเลือดเดินตรงดิ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยรังสีอำมหิตที่กดดันจนหายใจไม่ออก
ในขณะที่สองหนุ่มกำลังยืนขนหัวลุกซู่ อวี๋โย่วโย่วกลับขมวดคิ้วมุ่น นางก้าวออกไปขวางหน้าแล้วใช้มือผลักดาบเล่มโตที่ชุ่มไปด้วยเลือดของพวกนั้นออกไปให้พ้นทาง
“ไม่ต้องมาวัดแล้ว ข้าเอง”
ให้ตายเถอะ พวกผีพนันในลานประลองนี่ชักจะเอาใหญ่แล้วเชียว เดี๋ยวนี้พอเห็นใครตัวเตี้ยหน่อยเป็นไม่ได้ ต้องเอาอาวุธมาจ่อหัววัดส่วนสูงเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นนางหรือเปล่า
ทันทีที่ได้ยินเสียงคุ้นหู ท่าทีของพวกผีพนันก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที พวกเขารีบเก็บอาวุธแล้วฉีกยิ้มกว้างอย่างเอาใจ
“ท่านดูสง่างามขึ้นเป็นกองทีเดียวขอรับ เมื่อครู่พวกข้าเกือบจะคิดว่าไอ้เตี้ยนั่นเป็นท่าน!”
คนที่โดนหางเลขว่าเป็นไอ้เตี้ยอย่างซูอี้จื้อถึงกับพูดไม่ออก
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ อาการเจ็บจี๊ดที่หัวเข่าซึ่งห่างหายไปนานถึงได้กำเริบขึ้นมาอีกแล้ว
ทางด้านผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรในตลาดมืดนั้นต้อนรับขับสู้พวกเขากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่เพียงแต่จะจัดแจงที่นั่งทำเลทองให้ แต่ยังยกสุราอาหารชั้นเลิศมาประเคนให้ถึงโต๊ะ
หลังจากที่อวี๋โย่วโย่วรับจ้างต่อแขนขาที่ขาดกระจุยไปสิบกว่าข้าง แถมยังช่วยรักษาบาดแผลจากการโดนฟันอีกนับไม่ถ้วนด้วยราคามิตรภาพ ตอนนี้นางก็ได้เลื่อนขั้นกลายเป็นแขกคนสำคัญประจำลานประลองแห่งนี้ไปโดยปริยาย
อันที่จริง ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรพวกนี้หาตัวผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถมาช่วยรักษาบาดแผลได้ยากยิ่งนัก เพราะพวกเขามันพวกไร้สังกัด ไม่มีเบื้องหลังคอยหนุนหลัง ในขณะที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถส่วนใหญ่มักจะเกิดในตระกูลผู้ดีมีชาติตระกูล จึงไม่อยากจะลดตัวลงมาคลุกคลีกับพวกคนเถื่อนเยี่ยงพวกเขา
ทางออกเดียวที่มีก็คือต้องกัดฟันซื้อโอสถวิญญาณราคาแพงหูฉี่ตามท้องตลาดมาประทังชีวิต หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องทนเจ็บปล่อยให้แผลสมานไปเองตามยถากรรม
นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมปรมาจารย์เซินกุ่นที่ขูดรีดค่ารักษาเสียจนแทบหมดตัว ถึงยังได้รับความนิยมและเป็นที่ยกย่องบูชาจากพวกผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรในตลาดมืดแห่งนี้
พอมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่าปรมาจารย์อวี๋มาเยือน พวกผีพนันที่เมื่อครู่ยังฟาดฟันกันเลือดสาดก็พร้อมใจกันทิ้งอาวุธแล้วแห่กันมามุงดูจนแน่นขนัด บางคนก็เอาป้ายผ้าแพรแดงที่เขียนคำสรรเสริญมาประเคนให้ บางคนก็ตะโกนถามไถ่ว่ามีโอสถวิญญาณลอตใหม่มาขายหรือไม่
โดยเฉพาะลูกน้องของป้าเตานั้นดูจะกระตือรือร้นออกนอกหน้าเป็นพิเศษ ทว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการในครั้งนี้กลับไม่ใช่โอสถระงับปวด แต่เป็นโอสถอิ่มทิพย์ต่างหาก!
“ปรมาจารย์อวี๋ โอสถอิ่มทิพย์ลอตที่แล้วยังมีเหลืออีกหรือไม่ขอรับ รสอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่รสผักชี ข้าเหมาหมด!”
“ปรมาจารย์ ข้าขอโอสถอิ่มทิพย์กล่องหนึ่ง เอาแต่รสผักชีล้วนๆ ขอรับ!”
“ข้าอยากลองรสที่เรียกว่าไวน์แดงอะไรนั่น ว่าแต่ปรมาจารย์ขอรับ ไวน์แดงที่ว่ามันคือเหล้าอะไร เอาเลือดมาผสมให้มันแดงหรือเปล่าขอรับ”
ผู้บำเพ็ญเพียรทนความยากลำบากได้เก่งก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะพิศวาสโอสถอิ่มทิพย์รสแมลงสาบ และด้วยความที่โอสถชนิดนี้มีไว้สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างกินประทังหิว ส่วนระดับสูงเขาไม่หยิบมากลืนกันให้ระคายคอ จึงกลายเป็นเรื่องตลกร้ายที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่มีใครหน้าไหนคิดจะลงมือปรับปรุงสูตรโอสถชนิดนี้ให้มันดีขึ้นเลยสักคน
ท่ามกลางเสียงเอะอะโวยวายที่ดังระงม โอสถอิ่มทิพย์ที่อวี๋โย่วโย่วหอบหิ้วมาด้วยก็ถูกกว้านซื้อไปจนเกลี้ยงในพริบตา
ฉี่หนานเฟิงกับซูอี้จื้อที่ยืนดูเหตุการณ์แย่งชิงอันดุเดือดอยู่ด้านข้างได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
อวี๋โย่วโย่วหันหน้ากลับมาถาม “อร่อยจริงๆ พวกเจ้าจะไม่ลองชิมดูสักเม็ดหรือ”
สองหนุ่มสบตากันอย่างชั่งใจ ก่อนจะตัดสินใจหยิบโอสถเข้าปากไปคนละเม็ดเพื่อพิสูจน์รสชาติ
และผลลัพธ์ก็คือ
“แหวะ!”
“แหวะ!”
“อ๊ะ โทษที” อวี๋โย่วโย่วยกมือขึ้นเกาหัว ก่อนจะก้มลงไปอ่านตัวหนังสือที่สลักไว้ใต้กล่อง
“ข้าลืมไป กล่องนี้มันเป็นรสไส้หมูดิบที่ไม่มีใครยอมซื้อ”
[จบบท]