บทที่ 41 : พวกเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า?
ความคิดมากมายไหลเวียนอยู่ในหัวของอวี๋โย่วโย่ว นางนึกไม่ถึงเลยว่าการเดินทางครั้งนี้ พวกนางจะต้องแวะไปที่สำนักกระบี่อวิ๋นฮวาก่อนเป็นอันดับแรก
นั่นหมายความว่านางอาจจะต้องเผชิญหน้ากับบิดาบังเกิดเกล้าผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทว่าเมื่อลองทบทวนดูดีๆ นางก็ไม่ได้รู้สึกกังวลเลยสักนิดว่าอวี๋ปู้เมี่ยจะจำใบหน้าของบุตรสาวคนนี้ได้
เพราะหากอิงตามความเป็นจริงในตอนนี้ ตาแก่บ้ากามผู้นั้นคงกำลังหลงใหลได้ปลื้มอยู่กับสตรีคนใหม่ที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นมา หัวใจของเขาคงกลับมาเป็นหนุ่มกระชุ่มกระชวยอีกครั้ง จนลืมเลือนไปจนหมดสิ้นแล้วว่าตนเองยังมีบุตรสาวสายเลือดเดียวกันหลงเหลืออยู่อีกคน
ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีสตรีงดงามรายล้อมเต็มจวน คงไม่มีเวลาว่างมาใส่ใจเรื่องพรรค์นี้หรอก
เรื่องที่น่าขันยิ่งกว่านั้นก็คือ ต่อให้มีใครเผลอหลุดปากเรียกชื่ออวี๋โย่วโย่วให้เขาได้ยิน บิดาผู้นั้นก็คงนึกไม่ออกอยู่ดีว่านางเป็นใคร
เพราะชื่อนี้เป็นชื่อที่มารดาผู้ล่วงลับตั้งให้นางเพียงคนเดียว ในขณะที่อวี๋ปู้เมี่ยและคนอื่นๆ ในตระกูลไม่เคยใส่ใจที่จะตั้งชื่อเรียกขานให้นางอย่างเป็นทางการเลยด้วยซ้ำ
แม้แต่ท่านป้าฮวาที่มักจะเรียกนางว่า 'แม่หนูอวี๋' ด้วยความเอ็นดู ก็เป็นเพราะบังเอิญได้ยินยายเฒ่าจางบ่นพึมพำถึงเรื่องในอดีต จึงพอจะเดาออกว่าเด็กสาวคนนี้ควรจะใช้แซ่อวี๋ตามผู้เป็นบิดา
เพราะก่อนหน้านั้น สรรพนามเดียวที่ทุกคนใช้เรียกขานนางมาตลอดก็คือ...
'นังเด็กสารเลว'
...
ท้องฟ้ายังไม่ทันสาง แสงจันทร์ยังคงสาดส่องลงมาเลือนราง เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสามคนก็อาศัยความมืดลอบเร้นกายกลับเข้ามาในอาณาเขตของสำนัก
ทว่าโชคชะตากลับไม่เข้าข้าง เมื่อพวกเขาย่างเท้าก้าวขึ้นมาบนยอดเขาลอยฟ้า ก็บังเอิญประจันหน้าเข้ากับกลุ่มศิษย์พี่สายในที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทางพอดี
อวี๋โย่วโย่วหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที นางรีบประสานมือโค้งคำนับทักทายบรรดาศิษย์อาวุโสด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน
ชวีชิงเมี่ยวที่ยืนนำหน้ากลุ่มพยักหน้ารับการทักทาย หญิงสาวมีท่าทีอึกอักเล็กน้อยเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"สงสัยเรือนพักของเจ้าคงจะเก่าเกินไป อยู่ๆ มันก็เลยถล่มลงมา ข้าจัดการหาเรือนหลังใหม่ให้เจ้าแล้ว อยู่ติดกับเรือนของข้าเอง"
อวี๋โย่วโย่วเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ นางไม่คิดเลยว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่จะไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากเรื่องนี้
เพราะก่อนหน้านี้พอนึกขึ้นได้ว่าเรือนพักพังทลายลงมา ภาพหนี้สินก้อนโตของผู้อาวุโสหม่าก็ลอยเข้ามาในหัว จนนางแอบรู้สึกเสียใจอยู่พักใหญ่ที่ก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น
ความซาบซึ้งใจเอ่อล้นขึ้นมาในอก เด็กสาวยิ้มกว้างก่อนจะรีบตอบกลับไป
"ขอบคุณมากเจ้าค่ะศิษย์พี่ แต่ไม่ต้องลำบากหาเรือนใหม่ให้ข้าหรอก ข้าไปนอนเบียดกับฉี่หนานเฟิงที่เรือนของเขาก็ได้"
สำหรับนางแล้ว การมีเรือนพักส่วนตัวไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก เพราะปกติช่วงเวลากลางวันนางก็มักจะขลุกตัวอยู่ที่หอตำราเพื่ออ่านหยกเคล็ดวิชา พอตกดึกง่วงนอนก็นอนฟุบหลับไปบนพื้นตรงนั้นเลย แทบจะไม่ได้กลับไปหลับนอนที่เรือนเป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้ว
ทางด้านฉี่หนานเฟิงที่ได้ยินเพื่อนสนิทเอ่ยเช่นนั้น ก็รีบพยักหน้าสนับสนุนคำพูดของนางทันทีเพื่อแสดงความมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมสำนัก
"ใช่ขอรับศิษย์พี่ ให้เสี่ยวอวี๋ไปนอนที่เรือนข้าก็ดีเหมือนกัน"
เด็กหนุ่มคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว เรือนพักของเขามีห้องหับว่างอยู่หลายห้อง เฟอร์นิเจอร์ข้าวของเครื่องใช้ก็มีครบครัน
ที่สำคัญไปกว่านั้น อวี๋โย่วโย่วยังเป็นที่โปรดปรานของพวกยุงกวนใจ หากมีนางอยู่ในเรือน ต่อให้เขาจะทายากันยุงเอาไว้ พวกมันก็จะบินฝ่ากลิ่นยาไปรุมกัดนางแทน นี่มันเพื่อนร่วมห้องชั้นเลิศชัดๆ!
ซูอี้จื้อที่ยืนฟังอยู่เงียบๆ ก็รีบผสมโรงด้วยอีกคน
"ใช่ขอรับศิษย์พี่ พวกเราสามคนนอนรวมกันก็ไม่มีปัญหา ประหยัดหินวิญญาณค่าบำรุงเรือนไปได้ตั้งสองหลังเชียว"
ทว่าคำพูดที่แฝงไปด้วยความหวังดีและซื่อตรงของเด็กหนุ่มทั้งสอง กลับทำให้สีหน้าของบรรดาศิษย์พี่สายในเริ่มดูบิดเบี้ยวแปลกๆ
พวกเขาต่างพากันส่งสายตาตำหนิติเตียน จ้องมองมาที่เด็กหนุ่มทั้งสองราวกับกำลังมองดูคนไร้สามัญสำนึก
ฉี่หนานเฟิงเริ่มรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว เขาแอบขยับเข้าไปใกล้ซูอี้จื้อ แล้วใช้ข้อศอกสะกิดเบาๆ
"ข้าว่าสายตาที่ศิษย์พี่มองมามันดูแปลกๆ อยู่นะ"
"สงสัยพวกเขากำลังซาบซึ้งในมิตรภาพของพวกเราอยู่กระมัง" ซูอี้จื้อยืดอกขึ้นเล็กน้อย รู้สึกภูมิใจลึกๆ ที่ได้แสดงน้ำใจอันดีงามให้ศิษย์พี่หญิงได้เห็น
หลังจากโค้งคำนับอำลาบรรดาศิษย์พี่เรียบร้อยแล้ว สหายทั้งสามก็ถึงคราวต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง
ซูอี้จื้อผู้หลงใหลในการสกัดยา มุ่งหน้าตรงไปยังห้องหลอมโอสถด้วยความกระตือรือร้น
ส่วนฉี่หนานเฟิง แม้จะไม่ค่อยชอบการอ่านหนังสือท่องตำราเท่าไหร่นัก แต่เขากลับให้ความสนใจกับหยกเคล็ดวิชาในหอตำราเป็นพิเศษ จึงตัดสินใจไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรวิญญาณเฉพาะถิ่นของป่าหมื่นบรรพกาลเพิ่มเติม
เหลือเพียงอวี๋โย่วโย่วที่เดินแยกตัวออกไปอีกทาง นางตั้งใจจะไปหาผู้อาวุโสหม่าตามที่ได้นัดแนะกันไว้เมื่อวาน
แต่ทันทีที่สองเท้าก้าวมาถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้าสำนัก ยังไม่ทันที่นางจะได้อ้าปากส่งเสียงเรียกใคร นกกระเรียนเซียนตัวหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า พุ่งหลาวผ่านหน้านางไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่ร่างของมันกำลังร่วงหล่น ขนนกสีขาวบริสุทธิ์ก็ค่อยๆ หลุดร่วงหายไปกลางอากาศทีละเส้น จนกระทั่งร่างนั้นตกลงมากระแทกพื้น มันก็กลายสภาพเป็นนกกระเรียนไร้ขนไปเสียแล้ว
"นังหนู ไปเก็บมาให้ข้าที"
เสียงทุ้มแหบพร่าดังแว่วมาจากด้านในประตูสำนัก อวี๋โย่วโย่วชะโงกหน้าเข้าไปดูก็พบว่าผู้อาวุโสหม่ากำลังนั่งยองๆ อยู่หน้ากองไฟที่เพิ่งจุดติด ข้างกายมีเครื่องเทศและซอสหมักวางเรียงรายเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ดูเหมือนเขาจะรอคอยเวลาที่จะนำนกกระเรียนตัวนี้มาสับเปลี่ยนเป็นมื้ออาหารอยู่ก่อนแล้ว
อวี๋โย่วโย่วก้มลงหิ้วปีกนกกระเรียนที่ไร้ขนขึ้นมา สัญชาตญาณความตระหนี่ถี่เหนียวในสายเลือดทำให้นางอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนชายชรา
"ผู้อาวุโส นกกระเรียนเซียนตัวนี้ราคาตั้งร้อยหินวิญญาณเชียวนะเจ้าคะ แถมยังจัดว่าเป็นสัตว์พาหนะชั้นยอดอีกด้วย"
ผู้อาวุโสหม่าตวัดสายตาขวางๆ มองนางอย่างไม่สบอารมณ์
"เหอะ คิดเล็กคิดน้อยไปได้"
เขายื่นมือไปรับนกกระเรียนมาจากเด็กสาว จัดการชำแหละทำความสะอาดส่วนที่เหลืออย่างชำนาญ ก่อนจะเริ่มใช้แปรงจุ่มซอสทาลงบนเนื้อนกอย่างพิถีพิถัน
"ยังไงซะข้าก็เป็นหนี้สำนักอยู่เป็นล้านหินวิญญาณแล้ว จะเพิ่มมาอีกสักร้อยมันจะเป็นอะไรไป ถ้าใครหน้าไหนมีปัญหาก็ให้มันมาเคลียร์กับข้าได้เลย ทั้งสำนักตานติ่งนี่ คนที่พอจะสู้ข้าได้ก็เห็นจะมีแค่ท่านเจ้าสำนักกับท่านผู้อาวุโสสูงสุดเท่านั้นแหละ ตอนนี้พวกเขาก็พากันปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่ ใครจะกล้ามาทำอะไรข้า"
น้ำเสียงของชายชราเต็มไปด้วยความโอหังและมั่นใจในตัวเองอย่างเปี่ยมล้น จนทำเอาอวี๋โย่วโย่วที่เคยคิดว่าตนเองเป็นคนหน้าหนาพอตัวแล้ว ถึงกับต้องยอมถอยให้
"สรุปว่าวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่ของท่าน ก็คือการปล่อยปละละเลยเพราะเห็นว่าหนี้มันเยอะจนล้นพ้นตัวแล้วใช่ไหมเจ้าคะ"
"ถุย! ถ้าข้าไม่ต้องแสดงวิชาให้พวกเจ้าสามคนดูเป็นขวัญตา มีหรือที่ข้าจะต้องไปสร้างหนี้เพิ่มอีกตั้งสองแสนกว่าหินวิญญาณ เพราะฉะนั้นหนี้ก้อนนี้เจ้าต้องเป็นคนชดใช้"
ผู้อาวุโสหม่าโยนความผิดหน้าตาเฉย ราวกับลืมเลือนไปจนหมดสิ้นว่าเรื่องราวเมื่อวาน เกิดจากความอยากโอ้อวดพลังของตนเองล้วนๆ จนเป็นเหตุให้ยอดเขาลอยฟ้าต้องพังทลายลงมา
อวี๋โย่วโย่วล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ หยิบถุงมิติที่ว่างเปล่าออกมาสะบัดให้ชายชราดูเป็นหลักฐาน
ชายชรามองถุงผ้าที่แฟบแบนแล้วก็ต้องลอบถอนหายใจ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าแม่หนูตรงหน้าก็มีสภาพกรอบเป็นข้าวเกรียบไม่ต่างอะไรกับตนเอง เขาส่ายหน้าด้วยความระอาใจ
"เป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถแท้ๆ แต่ดันยากจนข้นแค้นขนาดนี้ น่าขายหน้าชะมัด!"
อวี๋โย่วโย่วยังคงรักษาความเยือกเย็น เอาไว้ ก่อนจะเอ่ยเตือนความจำอีกฝ่าย
"ผู้อาวุโส ข้าไม่ได้มีหนี้สินติดตัวเหมือนท่านนะเจ้าคะ"
คำพูดเรียบง่ายแต่มันกลับแทงทะลุกลางใจผู้อาวุโสหม่าเข้าอย่างจัง
ชายชราเบือนหน้าหนี เลิกโต้เถียงกับเด็กสาวเรื่องฐานะทางการเงิน เขาตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับนกกระเรียนย่างหอมกรุ่นตรงหน้าจนหมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว
เมื่อจัดการมื้ออาหารเสร็จสิ้น เขาก็โยนซากกระดูกนกกระเรียนกองใหญ่ไปกองแหมะอยู่แทบเท้าของอวี๋โย่วโย่ว ก่อนจะหรี่ตามองนางด้วยสายตาประเมิน
อวี๋โย่วโย่วเข้าใจความหมายแฝงในแววตานั้นได้ทันที ผู้อาวุโสหม่ากำลังทดสอบความสามารถของนางอยู่
เด็กสาวไม่รอช้า นางรวบรวมสมาธิ โคจรพลังวิญญาณในร่างให้แผ่ซ่านออกไปครอบคลุมกองกระดูกนกกระเรียนตรงหน้า เริ่มต้นกระบวนการหลอมละลายอย่างตั้งใจ
เพียงชั่วจิบชาผ่านไป กองกระดูกที่เคยแข็งกระด้างก็ค่อยๆ สลายกลายเป็นเพียงกองเถ้าถ่านสีดำสนิท
ผลลัพธ์ที่รวดเร็วเกินคาดทำเอาชายชราถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"เข้าใจหลักการได้เร็วขนาดนี้เชียวหรือ"
ในบรรดาผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถ แทบจะไม่มีใครนำวิชาหลอมโอสถมาพลิกแพลงใช้งานในรูปแบบนี้เลยสักคน ส่วนใหญ่มักจะมองว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระนอกคอก หน้าที่หลักของพวกเขาก็คือการหลอมโอสถวิญญาณให้ดีที่สุด จะเอาเวลาไปมัวหลอมสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่ออะไร
ผู้อาวุโสหม่ามักจะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาดในสายตาคนอื่นมาโดยตลอด ยิ่งหลังจากที่เขาสอนวิชาให้ศิษย์พี่จูจนอีกฝ่ายนำไปใช้ซ้อมเพื่อนร่วมสำนักจนบาดเจ็บไปหลายสิบคน บรรดาผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็ยิ่งแสดงท่าทีรังเกียจแนวทางการสอนของเขามากขึ้นไปอีก
แต่นอกจากแม่หนูคนนี้จะกระตือรือร้นมาขอเรียนวิชากับเขาด้วยตัวเองแล้ว เพียงแค่เขาชี้แนะไปเล็กน้อย นางกลับสามารถทำความเข้าใจและดัดแปลงวิชาได้ด้วยตัวเองเสียอีก!
ความสนใจของผู้อาวุโสหม่าถูกจุดประกายขึ้นมาทันที เขาเป่ามนตร์ให้กองขี้เถ้าสีดำปลิวหายไปในอากาศ ก่อนจะชี้นิ้วไปยังก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นที่วางอยู่ไม่ไกล
"ลองหลอมเจ้านั่นดูซิ"
อวี๋โย่วโย่วทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย คราวนี้ขยับมาเป็นวัตถุที่มีความแข็งมากขึ้น นางจึงต้องใช้เวลาในการหลอมละลายให้นานขึ้นอีกหน่อย
เมื่อเห็นว่านางทำสำเร็จ ผู้อาวุโสหม่าก็ไม่เอ่ยชมคำใด เพียงแต่ชี้นิ้วไปยังก้อนหินที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม
การทดสอบดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ขนาดของก้อนหินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ก้อนหินยักษ์ขนาดความสูงเท่าตัวคน
ด้วยระดับพลังของนางที่ยังอยู่ในขั้นเลี่ยนชี่ นางจึงทำได้เพียงแค่ใช้พลังวิญญาณบีบอัดจนก้อนหินเกิดรอยร้าวและแตกหักออกเป็นชิ้นๆ ไม่สามารถหลอมให้กลายเป็นผุยผงได้เหมือนก่อนหน้านี้
ถึงกระนั้นผลงานที่แสดงออกมาก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้อาวุโสหม่ารู้สึกพึงพอใจอย่างมาก เขายื่นมือที่ยังคงมันแผล็บไปด้วยคราบน้ำมันนกย่างไปตบไหล่เด็กสาวดังป้าบๆ
"ดีมาก! ดีเยี่ยม! ฝีมือของเจ้าเหนือกว่าเจ้าเด็กแซ่จูนั่นเสียอีก!"
อวี๋โย่วโย่วลอบขยับตัวถอยห่างออกมาเล็กน้อย เพื่อหลบเลี่ยงคราบน้ำมันที่เปรอะเปื้อนเสื้อผ้า นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถาม
"ผู้อาวุโสหม่า หากสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องต่อสู้กับผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ ข้าเกรงว่าจะร่ายมนตร์หลอมอาวุธของพวกเขาไม่ทันน่ะสิเจ้าคะ"
"ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ระดับเลี่ยนชี่ที่ฝีมือพอๆ กับเจ้าน่ะ แค่วิชาควบคุมกระบี่ก็ยังใช้ได้แบบงูๆ ปลาๆ บินโซซัดโซเซอยู่เลย พอระดับพลังของพวกนั้นเพิ่มสูงขึ้น ถึงตอนนั้นความเร็วในการหลอมของเจ้าก็ย่อมต้องพัฒนาตามไปด้วย จะไปหวาดกลัวอะไร"
ชายชราเริ่มถ่ายทอดเคล็ดวิชาการต่อสู้ฉบับชาวบ้านให้ฟังอย่างจริงจัง
"อีกอย่าง พวกที่ใช้กระบี่เป็นอาวุธน่ะ รักและหวงแหนกระบี่ยิ่งกว่าเมียตัวเองเสียอีก ถ้าเจ้าสบโอกาสหลอมกระบี่ของพวกมันได้ ต่อให้หลอมทำลายไปได้เพียงแค่เสี้ยวเดียว พวกมันก็คงทรุดตัวลงไปกอดกระบี่ร้องไห้โฮราวกับโลกแตกแล้ว จะเอาสมาธิที่ไหนมาสู้กับเจ้าได้อีก"
"แต่กระบี่วิญญาณไม่ได้ตีขึ้นมาจากเหล็กธรรมดานี่เจ้าคะ..."
"ถุย! ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถอย่างพวกเรายังต้องใช้กระดูกของสัตว์อสูรมาเป็นส่วนผสมในการหลอมโอสถเลย กระดูกพวกนั้นจัดการยากกว่าของวิเศษพวกนี้ตั้งเยอะ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ระดับเลี่ยนชี่ธรรมดาๆ จะไปมีปัญญาหากระบี่ชั้นเลิศมาจากไหน"
ผู้อาวุโสหม่าสั่งสอนนางด้วยความหวังดี
"แต่ถ้าบังเอิญพวกมันมีกระบี่ดีๆ ไว้ในครอบครองจริงๆ เจ้าก็เปลี่ยนเป้าหมายไปหลอมเสื้อผ้าของพวกมันแทนสิ พวกที่บำเพ็ญเพียรสายกระบี่น่ะชอบวางมาดรักษากิริยากันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าแก้ผ้าล่อนจ้อนต่อสู้กับเจ้าหรอก"
อวี๋โย่วโย่วนึกภาพตามแล้วก็อดสงสัยไม่ได้
"ข้าก็ไม่กล้าทำแบบนั้นเหมือนกันเจ้าค่ะ แล้วผู้อาวุโสล่ะกล้าหรือเปล่า"
"..."
ชายชราเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนที่ความเกรี้ยวกราดจะพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนหน้าดำหน้าแดง เขาตะคอกใส่เด็กสาวเสียงดังลั่น
"ไปๆๆ! จะไปฝึกหลอมหินที่ไหนก็ไป อย่ามาเดินเกะกะขวางหูขวางตาข้า!"
ดูจากปฏิกิริยาของชายชรา อวี๋โย่วโย่วก็พอจะเดาออกว่านางคงเผลอพูดจี้ใจดำเข้าให้เสียแล้ว
...
ช่วงเวลาหนึ่งเดือนหลังจากนั้น เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานอย่างแท้จริง
เนื่องจากมีศิษย์ใหม่ที่อายุเข้าเกณฑ์สามารถเข้าร่วมงานประลองได้เพียงไม่กี่คน แถมส่วนใหญ่ยังเพิ่งเลื่อนขั้นมาจากศิษย์สายนอก พื้นฐานความรู้ต่างๆ จึงยังไม่ค่อยแน่นหนานัก
ดังนั้นนอกจากบรรดาผู้อาวุโสที่กำลังปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่ ผู้อาวุโสสายในแทบทุกคนจึงต้องออกโรงมาลงมือเคี่ยวเข็ญสั่งสอนศิษย์เหล่านี้ด้วยตัวเอง
ทุกๆ วัน ตามยอดเขาต่างๆ ในอาณาเขตสายใน จะมีเสียงตะโกนถกเถียงกันดังลั่นข้ามยอดเขา บรรดาผู้อาวุโสต่างก็พยายามแย่งชิงตัวลูกศิษย์ให้มาเรียนวิชาที่เรือนของตนเอง
กลุ่มเด็กหนุ่มเด็กสาวพากันยืนตัวแข็งทื่ออยู่บนสะพานลอยฟ้าที่เชื่อมระหว่างยอดเขา พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะก้าวเดินไปทางไหนดี เพราะเสียงเรียกจากยอดเขาแต่ละลูกล้วนดังกระหึ่มแข่งกันไม่มีใครยอมใคร
ผู้อาวุโสหนิวผู้มีนิสัยโอบอ้อมอารี ถลกแขนเสื้อขึ้นสูง ยืนตวาดเสียงดังลั่นอยู่หน้าประตูทางเข้าหอตำรา
"ถ้ายังจำหน้าตาสมุนไพรวิญญาณไม่ได้ จำสูตรโอสถไม่หมด แล้วพวกเจ้าจะไปหลอมโอสถได้อย่างไร! วันนี้ทุกคนต้องอยู่ที่หอตำราเพื่อท่องจำคัมภีร์ให้หมด!"
ทางด้านผู้อาวุโสหยางผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องการหลอมโอสถ ก็ตอบโต้กลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"แหม ตาเฒ่าผู้นี้ยังรู้ด้วยหรือว่าเด็กพวกนี้ต้องเรียนหลอมโอสถ ข้าก็นึกว่าแค่หลับตาท่องตำราแล้วโอสถวิญญาณมันจะกระโดดออกมาจากเตาได้เองเสียอีก! พวกเจ้าทุกคนตามข้ามาที่ห้องหลอมโอสถเดี๋ยวนี้ ห้ามขาดแม้แต่คนเดียว!"
ผู้อาวุโสจีกระแอมไอขัดจังหวะการโต้เถียงของทั้งสองคน
"พวกท่านอย่าลืมสิว่าสถานที่ที่เรากำลังจะส่งพวกเขาไป คือป่าหมื่นบรรพกาลที่เต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน ที่นั่นมีสัตว์อสูรดุร้ายเพ่นพ่านเต็มไปหมด ข้าว่าให้พวกเขามาเรียนรู้วิธีรับมือและแยกแยะสายพันธุ์ของสัตว์อสูรที่เรือนของข้าก่อนจะดีกว่า"
เสียงโต้เถียงไปมาเริ่มดุเดือดและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บรรดาศิษย์ที่ยืนอยู่บนสะพานลอยฟ้าต่างก้าวขาไม่ออก ไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว
"สรุปพวกเราจะไปเรียนที่ไหนกันดี" ฉี่หนานเฟิงหันมาถามความเห็นจากเพื่อนสนิททั้งสอง
ซูอี้จื้อครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะชี้นิ้วไปทางยอดเขาของผู้อาวุโสหยาง
"ข้าตั้งใจว่าจะไปฝึกที่ห้องหลอมโอสถ แล้วพวกเจ้าล่ะ"
ฉี่หนานเฟิงปรายตามองผู้อาวุโสหนิวที่กำลังกวักมือเรียกเขาหยอยๆ เขาแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นแล้วหันหน้าหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตัดสินใจได้ในทันที
"ข้าอ่านหยกเคล็ดวิชาพวกนั้นจนจบหมดแล้ว งั้นข้าไปศึกษาเรื่องสัตว์อสูรก็แล้วกัน"
ซูอี้จื้อเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะตัวเขาเองยังท่องจำเนื้อหาในตำราได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ
"นี่เจ้าท่องจำเนื้อหาพวกนั้นได้หมดแล้วหรือ"
"ใช่แล้วล่ะ ทำไมหรือ" ฉี่หนานเฟิงพยักหน้ารับ สีหน้าของเขาเรียบเฉยราวกับกำลังบอกใบ้ว่า 'ก็แค่สมุนไพรวิญญาณไม่กี่หมื่นชนิด มันจะไปยากอะไรหนักหนา'
[จบบท]