บทที่ 51 : ปลาหลีฮื้อวิญญาณ
ผู้อาวุโสหม่าหยิบเอาอุปกรณ์ย่างเนื้อแบบครบชุดออกมาจากที่ไหนก็สุดจะรู้ได้ เขานั่งท่าทางสบายใจเฉิบ เริ่มต้นย่างปลาอยู่บนเรือเมฆาอย่างหน้าตาเฉยโดยไม่สนใจสายตาใคร
ผู้อาวุโสสวีแห่งสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาเห็นภาพนั้นแล้วถึงกับหนังตากระตุก เขามองด้วยสายตาเดียดฉันท์เต็มทน
"อายุตั้งสองร้อยกว่าปีแล้ว ยังทำตัวไม่เข้าท่าอยู่อีก!"
ผู้อาวุโสหม่าย่นจมูกใส่ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"ถ้าไม่ใช่เพราะบางคนทำตัวจนกรอบถึงขั้นมาแย่งถุงมิติของข้าไป ข้าก็คงได้กินอาหารวิญญาณดีๆ ไปแล้ว ต้องมานั่งย่างเนื้อกินเองแบบนี้หรือ"
"ระดับหยวนอิงแล้วยังต้องกินข้าวอีกหรือไง!" ผู้อาวุโสสวีโกรธจนหนวดสั่น "อีกอย่างข้าไม่ได้จน แล้วก็ไม่ได้แย่งด้วย นั่นมันของที่เจ้าติดหนี้ข้าต่างหาก!"
ผู้อาวุโสหม่าเบ้ปากไม่สนใจจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาหันไปส่งปลาย่างกลิ่นหอมฉุยให้ผู้อาวุโสขวงจากสำนักเทียนตุ้นที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยท่าทีใจกว้าง
"มา ผู้อาวุโสขวง กินซะ"
"ฮ่าๆ งั้นข้าไม่เกรงใจละนะ!"
ผู้อาวุโสสวีที่ถูกทิ้งให้อยู่นอกวงสนทนาได้แต่นั่งเงียบ
ทว่าด้วยความหยิ่งทะนงในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ เขาไม่มีทางลดตัวลงไปกินของพวกนั้นเด็ดขาด เขาเพียงแค่ปรายตามองปลาย่างในมืออีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ท้ายที่สุดผู้อาวุโสสวีก็ทนไม่ไหว ชักกระบี่ออกมาลุกขึ้นยืนชี้หน้าด่าลั่น
"แซ่หม่า! นี่เจ้าแอบจับปลาหลีฮื้อวิญญาณของสำนักกระบี่อวิ๋นฮวามาเสียบไม้ย่างใช่ไหม!"
...
เรื่องวุ่นวายบนเรือเมฆาไม่มีทางส่งไปถึงหูเหล่าศิษย์ที่กำลังอยู่ข้างล่างในป่าหมื่นบรรพกาลได้เลย
ทว่ากลิ่นหอมของปลาย่างที่ลอยโชยลงมาจางๆ กลับทำให้ทุกคนเริ่มนั่งกันไม่ติด
บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ที่ตอนแรกกำลังฝึกเพลงกระบี่กันอยู่ถึงกับเปลี่ยนเป้าหมาย พวกเขาพากันเดินไปที่ลำธารแล้วพยายามใช้กระบี่แทงปลาขึ้นมา
ฝีมือเพลงกระบี่ของพวกเขานั้นยอดเยี่ยมไม่มีที่ติ ปลายกระบี่ของแทบทุกคนมีปลาเสียบติดขึ้นมาคนละตัวอย่างง่ายดาย
แต่เลือดปลาที่หยดลงจากใบกระบี่สู่ผิวน้ำใสแจ๋วนั้นกลับไม่ใช่สีแดง มันเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึก
เจียงยวนใจหล่นวูบ น้ำเสียงของเขาเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"นี่ก็เป็นสัตว์อสูรเหมือนกัน"
ฉี่หนานเฟิงที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบอ้าปากช่วยแก้คำพูดให้อย่างหวังดี
"ไม่ถูก นี่ต้องเรียกว่าปลาอสูรต่างหาก"
"..."
เจียงยวนได้แต่คิดในใจว่าคนของสำนักตานติ่งนี่ทำไมถึงปากเสียกันนัก
เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์วิญญาณในป่าหมื่นบรรพกาลแห่งนี้ ล้วนกลายพันธุ์เป็นสัตว์อสูรไปหมดแล้ว พวกมันไม่สามารถนำมาใช้เป็นเสบียงอาหารได้เลย แถมตลอดทางที่ผ่านมาก็ไม่เห็นวี่แววของผลไม้สักลูก
หรือว่าเวลาสามวันนี้ พวกเขาจะต้องทนหิวกันจริงๆ
จังหวะนั้นเอง อวี๋โย่วโย่วก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันไปมองเจียงยวน
"ไปกันเถอะ ไปเก็บสมุนไพรกับพวกเรา"
เจียงยวนตอกกลับเสียงห้วน
"ไม่มีใครบาดเจ็บสักหน่อย จะไปเก็บสมุนไพรทำไม"
อวี๋โย่วโย่วจิ๊ปากส่งเสียง ก่อนจะแสร้งทำน้ำเสียงกระตือรือร้นแบบแปลกๆ
"สหาย ไม่ทราบว่าเคยได้ยินชื่อโอสถอิ่มทิพย์ไหม ข้าได้ยินมาตลอดว่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่นั้นหยิ่งทะนง รักความยุติธรรม พวกท่านคงไม่หน้าด้านรออยู่ริมลำธารแล้วรอกินของคนอื่นฟรีๆ หรอกใช่ไหม"
ในเมื่อมีองครักษ์ฝีมือดีอยู่ใกล้ตัว แล้วเรื่องอะไรนางจะต้องปล่อยให้ผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถสามคนออกไปเสี่ยงอันตรายกันเอง เรื่องหาผลประโยชน์แบบนี้อวี๋โย่วโย่วนั้นฉลาดกว่าใคร
ซูอี้จื้อที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบใช้น้ำเสียงแปลกๆ สมทบตามทันที
"ข้าเชื่อมั่นในตัวผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่มาก โดยเฉพาะศิษย์พี่เจียง! ข้าคิดว่าเขาไม่ใช่คนเลือดเย็นแบบนั้นหรอก!"
ฉี่หนานเฟิงรีบรับมุกต่ออย่างรวดเร็ว
"ข้าก็เชื่อแบบนั้น ต่อให้ต้องเจอกับสัตว์อสูรระดับจินตัน ศิษย์พี่เจียงก็ต้องเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องพวกเราแน่ๆ เพราะนี่คือศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่ที่ทุกคนยกย่องยังไงล่ะ!"
"..." เจียงยวนฟังแล้วถึงกับพูดไม่ออก
ฟังเผินๆ เหมือนคำชม แต่ทำไมยิ่งฟังเขากลับยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ
อวี๋ฉางอันกับศิษย์สายกระบี่อีกสองสามคนก้าวออกมารวมกลุ่ม
"ศิษย์พี่เจียง ให้ข้าไปกับพวกเขาก็ได้..."
"ไม่ต้อง" เจียงยวนยกมือขึ้นห้ามด้วยสีหน้าเย็นชา "เจ้าเพิ่งทะลวงผ่านระดับจู้จี พลังยังไม่เสถียร ถ้าเจอสัตว์อสูรเก่งๆ เข้าจะรับมือลำบาก ข้าตามพวกนั้นไปเองดีกว่า"
เขาถือกระบี่เดินตามหลังกลุ่มคนทั้งสามไปโดยไม่ปริปากพูดอะไรอีก
ส่วนพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่นั้นกระตือรือร้นกว่ามาก พวกเขาพากันตบหน้าอกรับคำเสียงดังลั่น
"พวกเราก็จะไปด้วย!"
ท้ายที่สุดเจียงยวนกับขวงล่างเซิงซึ่งเป็นผู้ที่มีพลังระดับจู้จีขั้นสูงสุดและแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ก็ต้องมารับหน้าที่เป็นองครักษ์คุ้มกันจนได้
โอสถอิ่มทิพย์ถือเป็นเม็ดยาที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกผู้บำเพ็ญเพียร และเป็นที่ต้องการของนักพรตระดับล่างมากที่สุด สมุนไพรที่ต้องใช้หลอมก็มีไม่กี่ชนิดแถมยังหาได้ง่าย
ตอนที่เดินรั้งท้ายขบวนมา อวี๋โย่วโย่วกับเพื่อนทั้งสองคนก็แอบเก็บสมุนไพรตามทางมาได้พอสมควรแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้มีคนร่วมทีมเยอะขึ้น ความต้องการโอสถอิ่มทิพย์ก็เลยมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้พวกเขาต้องหาเก็บเพิ่มอีกสักหน่อย
ฉี่หนานเฟิงดึงพลังวิญญาณธาตุไม้ของตัวเองออกมาใช้เพื่อตรวจสอบดูว่ามีสมุนไพรซ่อนอยู่ใต้กอหญ้าหรือเถาวัลย์แถวนี้บ้างหรือไม่
อวี๋โย่วโย่วเองก็คอยสูดดมกลิ่นสมุนไพรอย่างตั้งใจ
ปล่อยให้ซูอี้จื้อรับหน้าที่คอยชี้นิ้วสั่งพวกศิษย์สายกระบี่กับสายโล่ให้มุดเข้าไปเก็บสมุนไพรในดงหนามแทน
แต่ในจังหวะที่อวี๋โย่วโย่วกำลังจะอ้าปากบอกให้ทุกคนเลิกงานแล้วพากันกลับไปนั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ขวงล่างเซิงที่เมื่อครู่ยังหัวเราะร่าเริง จู่ๆ ก็ร้องครางออกมาเสียงหลง ก่อนที่ร่างของเขากับโล่ยักษ์จะล้มตึงกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
"ขวงล่างเซิง!"
เจียงยวนรีบพุ่งเข้าไปพยุงตัวเขาไว้ทันที
แต่สภาพของขวงล่างเซิงตอนนี้กลับดูน่ากลัว ดวงตาของเขาเบิกโพลง อ้าปากหอบหายใจอย่างรุนแรงแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่คำเดียว เส้นเลือดดำบนท่อนแขนปูดโปนจนแทบจะปริแตกออกเพราะออกแรงเกร็งมากเกินไป
ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ ใบหน้าของเขาแดงก่ำขึ้นมาในพริบตา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีส้ม ร่างกายสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง พลังวิญญาณในร่างปั่นป่วนจนควบคุมไม่อยู่
จนกระทั่งใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ คอพับและหมดสติไปในที่สุด
เจียงยวนหน้าถอดสี เขารีบใช้นิ้วจิกกดลงตรงจุดเหรินจงใต้จมูกของขวงล่างเซิงอย่างแรงเพื่อเรียกสติ ทว่าต่อให้จิกจนเลือดออก อีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมฟื้น
ตัดภาพมาที่อีกฝั่ง...
"เก่งมาก ขวงล่างเซิงไม่ได้โม้จริงๆ ด้วย ฝีมือการแสดงระดับนี้ขอให้คำเดียวเลยว่า..." ซูอี้จื้อสูดปาก ชูนิ้วโป้งให้อย่างเลื่อมใส "เด็ดขาด!"
ฉี่หนานเฟิงเองก็อดไม่ได้ที่จะปรบมือให้ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
"ตอนแรกข้านึกว่าเขาแค่คุยโม้ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นตัวจริงสายฝีมือ แต่เสี่ยวอวี๋ขี้เหนียวจะตาย นางไม่มีทางยอมจ่ายหินวิญญาณให้เขาหรอก พวกเราไปเกลี้ยกล่อมให้เขาเลิกแกล้งทำเถอะ"
"..."
อวี๋โย่วโย่วมองหน้าเพื่อนร่วมทีมทั้งสองคนด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนจะยกมือขึ้นกุมขมับแล้วถอนหายใจยาวพรืด
"พวกเจ้าอย่าบอกนะ ว่าที่พูดมาเมื่อกี้ไม่ได้กำลังประชด แต่กำลังชมว่าเขาแสดงเก่งจริงๆ"
"เขาไม่ได้แกล้งทำ เขาโดนสัตว์อสูรกัดเข้าแล้วจริงๆ"
[จบบท]