บทที่ 55 : เรื่องน่าละอายและคำปลอบใจ
ผู้อาวุโสทั้งหลายต่างทอดถอนใจเมื่อเห็นสภาพของศิษย์รุ่นเยาว์ ถึงอย่างไรเมื่อปีก่อนพวกเขาก็เคยผ่านความยากลำบากเช่นนี้มาแล้วทั้งนั้น ใครบ้างที่ได้เข้าร่วมงานประลองสี่ดินแดนแล้วไม่ใช่ยอดอัจฉริยะประจำสำนัก ทว่าเมื่อต้องก้าวเท้าเข้าไปในป่าหมื่นบรรพกาลเป็นครั้งแรก ก็ล้วนต้องถูกสถานที่แห่งนั้นสั่งสอนจนสะบักสะบอมกลับมากันแทบทุกคน
ทันทีที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่เดินออกมา ผู้อาวุโสขวงก็ถลึงตาใส่ลูกชายตัวเองอย่างเอาเรื่อง พร้อมกับด่าทอเสียงดัง
"ขายหน้าจริง!"
ขวงล่างเซิงอับอายจนไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่าทำไมตัวเองถึงถูกมดตัวเล็กๆ เล่นงานจนล้มพับไปได้ ชายหนุ่มทำได้เพียงพยายามแก้ตัวเสียงอ่อย
"เรื่องนี้มันมีสาเหตุนะท่านพ่อ เอาไว้กลับไปแล้วข้าจะอธิบายให้ฟัง"
ผู้อาวุโสขวงชี้หน้ากลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่ที่กำลังยืนเปลือยท่อนบนท้าแสงแดดจัดจ้าอยู่ แล้วสับแหลกไม่ยั้ง
"สาเหตุอะไรกัน! ก็เป็นเพราะพวกเจ้าชอบคิดว่ารูปร่างตัวเองดีนักหนา เลยอยากจะอวดอ้างบารมีจนไม่ยอมใส่เสื้อผ้าให้มันมิดชิดไม่ใช่หรือไง ถ้าพวกเจ้าใส่เสื้อผ้าให้ดีๆ จะโดนแมลงกัดเอาได้หรือเปล่าเล่า!"
ขวงล่างเซิงเถียงเสียงอ้อมแอ้ม
"แต่ข้าโดนกัดที่หูนะขอรับ"
บิดาได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโมโหจัด ชี้มือไปยังกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสายกระบี่และอวี๋โย่วโย่วที่ยืนอยู่ไม่ไกล
"แล้วเจ้าไม่รู้จักหาที่ปิดหูมาใส่หรือไง! ดูนู่นสิ ตรงนั้นมีผู้หญิงอยู่นะ พวกเจ้าไม่อายบ้างหรือ คิดว่าที่นี่เป็นสำนักเทียนตุ้นที่ไม่มีผู้หญิงเลยสักคนหรือยังไง!"
อวี๋โย่วโย่วที่ถูกพาดพิงถึงกลับยืนกอดอก ทอดสายตาชื่นชมกล้ามหน้าท้องของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่อย่างเปิดเผย ไม่มีทีท่าเหนียมอายเลยแม้แต่น้อย
ส่วนศิษย์น้องหญิงสายกระบี่อีกหลายคน แม้จะไม่ได้แสดงออกชัดเจนเท่า ทว่าก็ไม่ได้ดูมีท่าทีขวยเขินเช่นกัน
ขวงล่างเซิงอดแย้งไม่ได้
"เดี๋ยวนะท่านพ่อ ท่านเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่าการไม่ใส่เสื้อผ้าจะช่วยให้ฝึกฝนร่างกายได้ดีขึ้น"
ผู้อาวุโสขวงไม่สนใจคำแก้ตัวนั้น ท้ายที่สุดแล้วกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่จึงต้องจำใจยกมือขึ้นมาปิดหน้าอกตัวเองไว้อย่างน่าเวทนา ก่อนจะก้าวขึ้นเรือเมฆาเพื่อเดินทางกลับด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า
ผู้อาวุโสสวีละสายตาจากภาพเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้า เขามักจะแสดงท่าทีเป็นมิตรและใจดีต่อหน้าลูกศิษย์เสมอ ชายชรายิ้มบางๆ ให้กับเหล่าศิษย์สำนักกระบี่อวิ๋นฮวา ก่อนจะพูดปลอบโยนด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
"พวกเจ้าเพิ่งเคยเข้าไปในป่าหมื่นบรรพกาลเป็นครั้งแรก ถึงจะยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ข้าคิดว่าพอได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในครั้งนี้แล้ว ตอนงานประลองสี่ดินแดน พวกเจ้าคงจะไม่ทำพลาดซ้ำสองอีก"
เจียงยวนก้มหน้าประสานมือคารวะรับคำ โดยไม่ได้โต้ตอบสิ่งใด
ชายหนุ่มรู้สึกคับข้องใจอยู่ลึกๆ เดิมทีเขาตั้งใจจะสังหารสัตว์อสูรสักตัวเพื่อกู้หน้าให้ผู้เป็นอาจารย์ ทว่าระยะเวลาสามวันนั้นสั้นเกินไป ซ้ำร้ายจุดที่พวกเขาอยู่ยังเป็นเพียงเขตแดนชั้นนอกสุดของป่าหมื่นบรรพกาลเท่านั้น อีกทั้งเขายังต้องคอยปกป้องศิษย์น้องชายหญิง จึงไม่อาจบุ่มบ่ามบุกเข้าไปในป่าลึกได้
ตามธรรมเนียมการประลองสี่ดินแดนที่ผ่านมา ผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่และสายโอสถล้วนมีหน้าที่คอยสนับสนุนผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่เท่านั้น
เนื่องจากอันดับการแข่งขันในตอนท้ายจะวัดจากจำนวนสัตว์อสูรที่สังหารได้เป็นหลัก ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในด้านการต่อสู้ จึงกลายเป็นกำลังรบสำคัญ และรับบทบาทตัวเอกของการประลองไปโดยปริยาย
ทว่าในการทดสอบครั้งนี้ เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่กลับทำได้เพียงเดินตามก้นผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถเพื่อคุ้มกันตอนเก็บสมุนไพร ไม่ก็คอยเดินลาดตระเวนร่วมกับผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่เท่านั้น พวกเขาไม่ได้ลงมือสังหารสัตว์อสูรเลยสักตัว แม้กระทั่งตัวที่อ่อนแอที่สุดก็ตาม
ในทางกลับกัน ฝั่งผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถกลับจัดการสัตว์อสูรไปได้ไม่น้อย
อา...ไม่สิ ต้องบอกว่าจัดการแมลงอสูรไปได้ไม่น้อยต่างหาก
ขณะที่เจียงยวนกำลังจมอยู่ในความคิด เสียงดังกังวานของผู้อาวุโสหม่าแห่งสำนักตานติ่งก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"ฮ่าฮ่า! ทำได้ดีมาก ถึงพวกเจ้าจะเป็นแค่ศิษย์รั้งท้ายที่สำนักตานติ่งส่งมาให้ครบจำนวนก็เถอะ ในสำนักยังมีคนที่เก่งกว่าพวกเจ้าอีกเป็นร้อยคน แต่ดูจากการทดสอบรอบนี้แล้ว ไอเด็กแสบสามคนอย่างพวกเจ้านี่แหละที่พึ่งพาได้มากที่สุด!"
ผู้อาวุโสหม่าทำท่าจะเอื้อมมือไปตบไหล่อวี๋โย่วโย่วด้วยความเอ็นดู ทว่าเด็กสาวกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียน
ผลก็คือฝ่ามือเปื้อนคราบน้ำมันของชายชราจึงไปประทับลงบนไหล่ของฉี่หนานเฟิงและซูอี้จื้อแทนจนเกิดเป็นรอยนิ้วมือมันแผล็บ
ผู้อาวุโสหม่ายังคงพูดต่อด้วยระดับเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมอีกหลายส่วน
"โธ่เอ๊ย ถึงพวกเจ้าจะอยู่แค่ระดับเลี่ยนชี่ ซึ่งอ่อนด้อยกว่าสหายจากอีกสองสำนักตั้งหลายขุม พอเอาไปเทียบกับพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่เก่งๆ ก็แทบจะไม่มีแรงเชือดไก่ด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเจ้าก็ยังจัดการสัตว์อสูรได้ตั้งหลายตัว เก่งขึ้นเยอะเลยนี่หว่า!"
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ได้แต่ยืนนิ่งเงียบพูดไม่ออก
แม้ผู้อาวุโสหม่าจะไม่ได้พูดจาเหน็บแนมผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ออกมาตรงๆ เลยสักคำ ทว่าทุกคนกลับรู้สึกราวกับมีมีดหลายเล่มพุ่งมาปักกลางอกเข้าอย่างจัง
บรรดาศิษย์ถูกผู้อาวุโสของแต่ละสำนักพากลับไปยังสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาเพื่อพักผ่อนจัดเตรียมข้าวของให้เรียบร้อย เพราะในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น พวกเขาจะต้องใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่เพื่อเดินทางไปยังแดนตะวันตกต่อไป
หลังจากเอ่ยลากับทุกคนแล้ว อวี๋ฉางอันก็แวะทำธุระในเมืองอวิ๋นฮวาที่อยู่ตีนเขาชั่วครู่ ก่อนจะเดินทางกลับไปยังยอดเขาปู้เมี่ยเพียงลำพัง
ในสำนักกระบี่อวิ๋นฮวานั้น ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ที่บรรลุถึงระดับฮว่าเสินทุกคนจะได้รับมอบยอดเขาส่วนตัวคนละหนึ่งแห่ง และเมื่อเทพกระบี่ปู้เมี่ยก้าวเข้าสู่ระดับฮว่าเสิน เขาก็ได้ใช้กระบี่สลักตัวอักษรคำว่า 'ยอดเขาปู้เมี่ย' ลายเส้นตวัดพลิ้วไหวทรงพลังไว้บนยอดเขาของตนเอง
การนำชื่อของตัวเองมาตั้งเป็นชื่อยอดเขาเช่นนี้ สำหรับอวี๋ฉางอันแล้ว เขาลอบคิดในใจว่ามันดูโอ้อวดและอหังการจนเกินไปสักหน่อย
ทว่ามารดาและพี่สาวกลับไม่คิดเช่นนั้น ซ้ำยังชอบบ่นว่าเขามีนิสัยเก็บตัวมากเกินไป ไม่ได้สืบทอดความเย่อหยิ่งทระนงและท่าทีดุดันน่าเกรงขามมาจากบิดาเลยแม้แต่น้อย
และด้วยเหตุนี้เอง อวี๋เนี่ยนโหรวที่มีนิสัยคล้ายคลึงกับบิดามากกว่า ทั้งยังมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรสูงกว่า จึงกลายเป็นลูกรักที่ได้รับการทะนุถนอมมากกว่าเขาหลายเท่านัก
เมื่อนึกถึงพี่สาวที่อารมณ์ไม่สู้ดีนักบนยอดเขา ฝีเท้าของอวี๋ฉางอันก็พลันชะงักงันเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูจวน เขารู้สึกลังเลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ชายหนุ่มยืนชั่งใจอยู่นาน สองเท้าจึงค่อยๆ ก้าวขึ้นบันไดหิน มุ่งหน้าขึ้นไปยังยอดเขาอย่างเชื่องช้า
ทว่าเขาไม่คาดคิดเลยว่า จะมีคนมายืนรอเขาอยู่ที่ยอดเขาตั้งแต่แรกแล้ว
อวี๋เนี่ยนโหรวรีบวิ่งเข้ามาคว้ามือของน้องชายเอาไว้ น้ำเสียงของนางฟังดูร้อนรนเล็กน้อย
"ฉางอัน พี่ได้ยินคนเขาพูดกันว่าตอนอยู่ในป่าหมื่นบรรพกาล เจ้าเกือบจะโดนสัตว์อสูรทำร้ายเอาใช่ไหม"
หญิงสาวกวาดสายตาสำรวจอวี๋ฉางอันอย่างรีบร้อน เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าน้องชายได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่
นับตั้งแต่ที่อวี๋เนี่ยนโหรวได้รับบาดเจ็บ นี่เป็นครั้งแรกที่นางแสดงความเป็นห่วงเป็นใยเขามากมายถึงเพียงนี้ อวี๋ฉางอันรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
"ข้าไม่ได้เป็นอะไรเลยพี่ ทุกอย่างราบรื่นดี"
อวี๋เนี่ยนโหรวถอนหายใจอย่างโล่งอก นางขมวดคิ้วมุ่นพลางพูดต่อ
"ถึงจะไม่เป็นอะไรแต่ก็คงตกใจแย่ เอาเถอะ เจ้าไม่ต้องกังวลไปนะ ตอนงานประลองสี่ดินแดนพี่จะคอยปกป้องเจ้าเอง จะไม่ยอมให้เจ้าต้องมาโดนสัตว์อสูรทำร้ายเหมือนพี่หรอก"
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น ความรู้สึกอบอุ่นก็สายไหลลามอาบไปทั่วทั้งหัวใจของอวี๋ฉางอัน ความขุ่นข้องหมองใจที่ก่อตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมามลายหายไปจนสิ้น
ใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาระบายยิ้มละมุน
"ขอบคุณมากพี่"
สองพี่น้องเดินเคียงคู่กันกลับเข้าจวน อวี๋เนี่ยนโหรวมีท่าทีอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"ฉางอัน เมื่อหลายวันก่อนพี่ไม่น่าไปอารมณ์เสียใส่เจ้าเลยนะ ถึงยังไงคนที่ทำหน้าพี่พังก็ไม่ใช่เจ้าสักหน่อย"
อวี๋ฉางอันรีบตอบกลับ
"พี่พูดอะไรอย่างนั้น เราเป็นพี่น้องกันนะ ไม่เห็นต้องคิดมากเลย"
ทว่ายังไม่ทันที่อวี๋ฉางอันจะได้ผ่อนคลายความตึงเครียดในใจลง จู่ๆ ทิศทางบทสนทนาของอวี๋เนี่ยนโหรวก็เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
น้ำเสียงของนางแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
"ถ้าจะโทษก็ต้องไปโทษพวกสำนักตานติ่งนู่น โดยเฉพาะนังขอทานน้อยน่ารังเกียจนั่น! รอให้แผลพี่หายดีเมื่อไรนะ พี่จะจับตัวมันกลับมาเป็นทาสรับใช้ที่สำนักให้ได้เลยเชียว!"
[จบบท]