บทที่ 56 : ความเข้าใจผิดและงานเลี้ยงสังสรรค์
อวี๋ฉางอันรู้สึกชาวาบไปทั้งหัวใจ เมื่อได้ยินถ้อยคำที่หลุดออกมาจากปากของพี่สาวฝาแฝด เรื่องราวของทาสรับใช้สายกระบี่นั้นเป็นเพียงเศษซากอดีตอันดำมืดที่ถูกฝังกลบไปเนิ่นนานแล้ว
ในยุคสมัยก่อนหน้า มีผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่บางกลุ่มที่จิตใจวิปริตหลงผิดเข้าสู่มรรคามาร พวกเขาจับมนุษย์เป็นๆ มาใช้เป็นเป้าซ้อมวิชา บังคับให้ทาสเหล่านั้นวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเพื่อใช้เป็นเป้าเคลื่อนที่ในการฝึกฝนวิชาควบคุมกระบี่
การกระทำอันโหดเหี้ยมเยี่ยงนั้นถูกผู้คนในโลกผู้บำเพ็ญเพียรประณามหยามเหยียดมาเนิ่นนาน และถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่วิถีของพวกมารร้ายไปแล้ว สำนักกระบี่อวิ๋นฮวาอันทรงเกียรติจึงไม่เคยมีประเพณีสกปรกเช่นนี้ปรากฏมาก่อน ตัวเขาเองก็เพียงแค่เคยอ่านผ่านตาจากตำราโบราณเท่านั้น
"พี่ไปรู้เรื่องทาสรับใช้มาจากไหน!"
น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเข้มงวดและเจือไปด้วยความตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
"จะดุทำไม ลืมที่ท่านพ่อเคยสอนแล้วรึ ว่าธรรมะหรืออธรรมมันอยู่ที่ใจคน ใช่เรื่องที่ต้องให้คนอื่นมาตัดสินเสียเมื่อไหร่"
อวี๋เนี่ยนโหรวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความรู้สึกผิดบาปใดๆ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของน้องชายเริ่มบึ้งตึง นางจึงยอมถอยให้ก้าวหนึ่งแล้วรีบเปลี่ยนบทสนทนาเพื่อกลบเกลื่อนความขัดแย้ง
"ช่างเถอะ ข้าไม่พูดแล้วก็ได้ ก็แค่นังขอทานคนหนึ่ง ชาตินี้คงเป็นได้แค่ทาสปลูกสมุนไพรให้สำนักตานติ่งนั่นแหละ"
อวี๋ฉางอันได้แต่ยืนเงียบงัน ไม่กล้าเอ่ยปากโต้แย้งสิ่งใดออกไป
เด็กหนุ่มแอบค้านอยู่ในใจว่าตอนนี้นางไม่ได้กำลังปลูกสมุนไพรอยู่ที่สำนักตานติ่งเลยสักนิด แต่กลับกลายมาเป็นแขกคนสำคัญที่กำลังพักผ่อนอยู่อย่างสุขสบายในสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาของพวกเขาต่างหาก
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ หากถึงช่วงเวลางานประลองสี่ดินแดนแล้วพี่สาวของเขาเกิดบังเอิญไปเห็นเด็กสาวคนนั้นเข้าจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายปวดหัวตามมาอีกมากน้อยเพียงใด
ทว่าในระหว่างที่เขากำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิด อวี๋เนี่ยนโหรวก็คล้ายกับเพิ่งนึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ นางหันมายิ้มเบิกบานให้น้องชาย
"จริงสิ เมื่อกี้หอเจินเป่าเอาของมาส่ง เจ้าช่างรู้ใจข้านัก รู้ด้วยว่าข้าชอบกระโปรงอวิ๋นจิ่นค่ายกลป้องกันระดับสูงตัวนั้น อุตส่าห์ซื้อมาง้อข้าตั้งแพง"
เด็กหนุ่มชะงักงันไปชั่วขณะ สีหน้าเริ่มซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาเป็นคนสั่งให้คนของหอเจินเป่านำของชิ้นนั้นไปส่งที่ยอดเขาชิงอวิ๋นต่างหากเล่า ใครจะไปคิดว่าพวกนั้นจะทำงานสะเพร่าจนส่งผิดมาที่ยอดเขาปู้เมี่ยแห่งนี้ได้!
มิน่าเล่า วันนี้อวี๋เนี่ยนโหรวถึงได้อารมณ์ดีนัก ซ้ำยังเป็นฝ่ายยอมลงให้เขาก่อนอีกต่างหาก คิ้วเรียวของเด็กหนุ่มขมวดเข้าหากันแน่น แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดระคนลำบากใจ
"พี่ หอเจินเป่าน่าจะสื่อสารผิดพลาด นั่นเป็นของขวัญที่ข้าเตรียมไว้ตอบแทนสหายร่วมทางที่ช่วยชีวิตข้าเอาไว้"
เขารีบละล่ำละลักอธิบายต่อด้วยความร้อนรน
"ถ้าพี่ชอบชุดแบบนี้ เดี๋ยวข้าไปสั่งหอเจินเป่าตัดตัวที่ดีกว่านี้ให้ใหม่นะ"
รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าของเด็กสาวค่อยๆ จางหายไปทีละนิดจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
นางล้วงมือเข้าไปในถุงมิติ หยิบกระโปรงอวิ๋นจิ่นสีเขียวอ่อนตัวนั้นออกมาถือไว้ เนื้อผ้าที่ทอขึ้นจากเส้นไหมเมฆานั้นเบาหวิวราวกับไร้น้ำหนัก เมื่อต้องแสงตะวัน ลวดลายผีเสื้อบนผืนผ้าก็ทอประกายงดงามราวกับมีชีวิตและกำลังโบยบินอยู่จริงๆ
เพียงแค่ปรายตามองก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือของล้ำค่าที่ถูกจัดแสดงไว้บนชั้นสูงสุดของหอเจินเป่าอย่างแน่นอน ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงคนไหนบ้างเล่าจะไม่อยากได้ของวิเศษที่ทั้งงดงามและเปี่ยมไปด้วยพลังเช่นนี้
แต่เมื่อลองสังเกตดูให้ดี อวี๋เนี่ยนโหรวก็เพิ่งตระหนักได้ว่าขนาดของกระโปรงตัวนี้ดูสั้นและเล็กเกินกว่ารูปร่างของนางไปมากทีเดียว มันไม่ใช่ของที่สั่งทำมาเพื่อมอบให้นางตั้งแต่แรกจริงๆ
"ไม่ต้อง ข้าก็ไม่ได้อยากได้นักหรอก"
น้ำเสียงของนางแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในชั่วพริบตา ก่อนจะขยำกระโปรงล้ำค่าตัวนั้นจนยับยู่ยี่แล้วขว้างใส่หน้าน้องชายอย่างแรง
อวี๋ฉางอันต้องรีบพุ่งตัวออกไปรับเสื้อผ้าชิ้นนั้นไว้เพื่อไม่ให้ร่วงหล่นลงไปคลุกฝุ่นบนพื้น
เขาตั้งใจจะวิ่งตามไปอธิบายให้กระจ่างว่านี่คือของขวัญสำหรับทดแทนบุญคุณกู้ชีพจริงๆ ทว่าแผ่นหลังของพี่สาวกลับเดินห่างออกไปไกลลิบแล้ว และนางก็คงไม่มีวันยอมรับฟังเหตุผลใดๆ ของเขาอีก
เด็กหนุ่มได้แต่ยืนก้มหน้ามองของในมืออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อย่างเงียบเหงา
เขาค่อยๆ ใช้มือปัดและลูบรอยยับบนเนื้อผ้าอวิ๋นจิ่นอย่างทะนุถนอม ทว่าความหนักอึ้งในใจกลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจยาวเหยียด ก่อนจะประคองกระโปรงตัวนั้นไว้แนบอกแล้วขึ้นขี่กระบี่เหินตรงไปยังยอดเขาชิงอวิ๋น
ยังไม่ทันที่เท้าจะก้าวไปถึงบริเวณเรือนรับรองของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากสำนักตานติ่ง เสียงหัวเราะเฮฮาและบทสนทนาครึกครื้นก็ดังแว่วมากระทบโสตประสาทเสียก่อน
เด็กหนุ่มชะงักฝีเท้าด้วยความประหลาดใจ เมื่อกวาดสายตามองเข้าไปในลานกว้าง เขาก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อพบว่ามีผู้คนกว่าสิบชีวิตกำลังนั่งล้อมวงกันอยู่อย่างสนิทสนม
ภาพที่เห็นคือเหล่าศิษย์สายโอสถและสายโล่กำลังนั่งปะปนอยู่กับศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักกระบี่ของเขา ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ผู้อาวุโสระดับสูงอย่างผู้อาวุโสสวีและผู้อาวุโสขวงก็ยังมาร่วมวงด้วย
ตรงกลางวงล้อมนั้น ผู้อาวุโสหม่านั่งยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดี มือหนากำลังพลิกเนื้อย่างบนเตาไฟอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับส่งเสียงคุยโวโอ้อวดอย่างออกรส
ผู้อาวุโสขวงและบรรดาศิษย์จากทั้งสามสำนักต่างพากันเคี้ยวเนื้อย่างรสเลิศกันอย่างเอร็ดอร่อย แม้กระทั่งผู้อาวุโสสวีที่มักจะทำหน้าบูดบึ้งอยู่เป็นนิจ ก็ยังรับไม้เสียบเนื้อย่างไปกัดกินพร้อมกับพูดคุยผสมโรงไปสองสามประโยค
ทว่าเมื่ออวี๋ฉางอันก้าวเดินเข้าไปใกล้ บรรยากาศแห่งความสุขสันต์ก็หยุดชะงักลง ทุกสรรพเสียงเงียบกริบลงอย่างกะทันหัน ศิษย์สายกระบี่หลายคนที่กำลังหัวเราะร่วนพร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบเนื้อย่างต่างพากันชักมือกลับ หน้าตาเจื่อนลงด้วยความอึดอัดระคนเกรงใจ
เด็กหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกคล้ายกับว่าตนเองก้าวเข้ามาผิดที่ผิดทางเสียแล้ว
ด้วยบารมีอันยิ่งใหญ่ของบิดา ผู้คนบนยอดเขาปู้เมี่ยจึงถูกจัดให้อยู่ในสถานะที่แตกต่างจากศิษย์ทั่วไป พวกเขาไม่ต้องเสี่ยงชีวิตออกไปทำภารกิจนอกสำนักเพื่อหาหินวิญญาณมาตีเล่มกระบี่ และไม่ต้องดิ้นรนเอาเป็นเอาตายในงานประลองของสำนักเพื่อแลกกับเคล็ดวิชาขั้นสูง
โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่แสนยากลำบากและเต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ศิษย์สายกระบี่ทั่วไปต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้น เป็นสิ่งที่สองพี่น้องตระกูลอวี๋ไม่เคยได้สัมผัสเลยแม้แต่น้อย
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับศิษย์ร่วมสำนักจึงเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าที่รู้จักเพียงชื่อและหน้าตาเท่านั้น ไม่เคยมีความผูกพันลึกซึ้งใดๆ ต่อกันเลย
แต่แล้วความเงียบอันน่าอึดอัดก็ถูกทำลายลง เมื่อกลุ่มศิษย์สายโล่ที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นพากันโบกไม้โบกมือเรียกเขาสุดเสียง
"ยืนบื้ออยู่ทำไมเล่า เข้ามาสิ ไม่เห็นหรือไงว่าเนื้อสุกหมดแล้ว ฝีมือผู้อาวุโสหม่าอร่อยมากเชียวนะ!"
รอยยิ้มและเสียงเรียกอันเป็นมิตรนั้นช่วยกวาดล้างบรรยากาศตึงเครียดให้มลายหายไปจนหมดสิ้น ศิษย์สายกระบี่หลายคนเริ่มมีสีหน้าผ่อนคลายลง ก่อนจะเอ่ยปากอธิบายด้วยความเกรงใจ
"ศิษย์น้องอวี๋ พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเจ้านะ แต่เมื่อกี้เจ้าลงจากเรือเมฆาไปก่อน ก็เลยไม่ได้เรียก"
ศิษย์หญิงสายกระบี่อีกคนรีบพยักหน้าสนับสนุนและช่วยอธิบายขยายความให้ฟังอย่างเปิดเผย
"ใช่แล้ว เมื่อกี้พอมาถึงหน้าประตูสำนัก ผู้อาวุโสหม่าแห่งสำนักตานติ่งก็ชวนให้มาสังสรรค์กันที่นี่ ผู้อาวุโสทั้งสามท่านจะได้เล่าประสบการณ์ตอนอยู่ป่าหมื่นบรรพกาลให้พวกเราฟังด้วย เมื่อกี้พวกเราก็ไปชวนศิษย์พี่เจียงแล้ว แต่เขาบอกว่าจะกลับไปฝึกกระบี่ก็เลยปฏิเสธมา"
อันที่จริงแล้ว ศิษย์สายกระบี่กลุ่มที่เคยหาเรื่องพวกศิษย์สายโอสถในป่าหมื่นบรรพกาลนั้นไม่มีใครโผล่หน้ามาเลยแม้แต่คนเดียว คงเป็นเพราะละอายใจจนไม่กล้ามาสู้หน้า
อวี๋ฉางอันคลายปมคิ้วที่ขมวดมุ่นออก ริมฝีปากเผยอรอยยิ้มอบอุ่นและสุภาพอ่อนโยนตามแบบฉบับของเขา
"ข้าเข้าใจดีขอรับศิษย์พี่"
ศิษย์น้องชายแซ่อวี๋ผู้นี้มีนิสัยใจคอที่อ่อนโยนและเข้าถึงได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ บนยอดเขาปู้เมี่ยมากนัก เมื่อเห็นท่วงท่าเป็นมิตรเช่นนั้น ศิษย์หญิงคนเดิมจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ศิษย์น้องอวี๋ เมื่อกี้เจ้าลงจากเรือเมฆาไปทำไมหรือ"
อวี๋ฉางอันรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ไม่กล้าหยิบกระโปรงอวิ๋นจิ่นออกมาโชว์ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ เขาจึงใช้วิธีกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานกว้างแทน เพื่อหาข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงคำถาม
แล้วเขาก็สะดุดตาเข้ากับกลุ่มคนคุ้นหน้าคุ้นตาทั้งสามคนเข้าพอดี
อวี๋โย่วโย่วกำลังถูกขนาบข้างด้วยซูอี้จื้อและฉี่หนานเฟิง ทั้งสามคนกำลังลงมือแย่งชิงไม้เสียบเนื้อย่างกันอย่างดุเดือด มือไม้ของแต่ละคนเคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ แววตาจดจ่ออยู่แต่กับของกินตรงหน้าโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้างเลยแม้แต่น้อย
เห็นดังนั้น เขาจึงรีบส่งเสียงเรียกออกไปดังๆ เพื่อเบนความสนใจของทุกคน
"ศิษย์น้องเสี่ยวอวี๋"
อวี๋ฉางอันไม่รู้ทั้งอายุที่แท้จริงและชื่อเสียงเรียงนามเต็มๆ ของเด็กสาว เขาเพียงแค่เคยได้ยินฉี่หนานเฟิงกับชวีชิงเมี่ยวเรียกนางว่า 'เสี่ยวอวี๋' ก็เลยทึกทักเอาเองว่านั่นคงจะเป็นชื่อของนาง
คนที่กำลังเคี้ยวเนื้อย่างตุ้ยๆ อย่างอวี๋โย่วโย่วถึงกับสำลักคำโตเมื่อได้ยินสรรพนามนั้น
เรื่องสถานะความเป็นศิษย์น้องนั้นยังพอทำความเข้าใจได้ เพราะรูปร่างของนางในตอนนี้ค่อนข้างเล็กและบอบบางมาก ในขณะที่อวี๋ฉางอันมีรูปร่างสูงโปร่งกว่า มองดูเผินๆ ก็เหมือนว่าเขาจะมีอายุมากกว่านางสักสองสามปี อีกทั้งบรรดาศิษย์จากสามสำนักใหญ่ก็มักจะเรียกขานกันด้วยสรรพนามศิษย์พี่ศิษย์น้องเพื่อแสดงความสนิทสนมอยู่แล้ว
[จบบท]