บทที่ 65 : ไป๋หลี่คงซานคือนางเอก
ชวีชิงเมี่ยวรีบโยนหางแมวเจ้าปัญหาใส่หน้าอกผู้อาวุโสหนิวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกมือขึ้นปิดหูอวี๋โย่วโย่วแน่นสนิท ผู้อาวุโสหนิวเองก็ตกใจจนหน้าถอดสี รีบโยนเผือกร้อนชิ้นนั้นกลับไปให้ซูอี้จื้อที่กำลังยืนอ้าปากค้างอยู่
เด็กหนุ่มทั้งสองคนต่างก็มีหางขนปุกปุยอยู่ในมือคนละเส้น จะทิ้งก็เสียดาย จะถือไว้ก็ชวนให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจจนทำหน้าไม่ถูก ทางด้านผู้อาวุโสหม่าก็พยายามแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายืนสั่นขาพร้อมกับก้มหน้าก้มตาทำทีเป็นพิจารณาเตาหลอมคู่แฝดอย่างขะมักเขม้น
ทว่านอกจากอวี๋โย่วโย่วที่ยังดูใสซื่อไร้เดียงสาแล้ว คนทั้งห้าในห้องต่างก็เพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาอันแสนทรมานจิตใจขั้นสุด ชั่วจิบชาที่ผ่านมาพวกเขารู้สึกราวกับได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และในขณะเดียวกันวิญญาณก็แทบจะหลุดลอยออกจากร่างไปพร้อมๆ กัน
อวี๋โย่วโย่วไม่ยอมเสียชื่อฉายาแม่พระผู้ใจบุญที่คนอื่นตั้งให้ เพื่อช่วยเหลือสหายทั้งสี่ให้หลุดพ้นจากสถานการณ์อันน่าอึดอัดนี้ เธอจึงตัดสินใจสละชีพผู้อาวุโสหม่าแต่เพียงผู้เดียว
เด็กสาวทำตากลมโต แสร้งปั้นหน้าซื่อบริสุทธิ์ราวกับผ้าขาว ก่อนจะเอียงคอถามด้วยน้ำเสียงสงสัยใคร่รู้เต็มประดา
"ผู้อาวุโสหม่า ของเล่นผู้ใหญ่มันคืออะไรหรือเจ้าคะ?"
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น อีกสี่คนในห้องก็ตั้งสติได้ทันควัน ทุกคนพร้อมใจกันสวมบทบาทคนหูหนวกตาบอด ชวีชิงเมี่ยวเองก็แสร้งทำหน้างุนงงราวกับไม่เคยรู้จักของพรรค์นั้นมาก่อนเช่นกัน
"ผู้อาวุโสหม่า ของเล่นผู้ใหญ่มันคืออะไรหรือเจ้าคะ?" อวี๋โย่วโย่วถามย้ำอีกรอบ
"พวกเจ้าไสหัวออกไปให้หมดเลย!" ผู้อาวุโสหม่าตะโกนไล่ตะเพิดเสียงดังลั่น
แก๊งสามสหายที่เพิ่งถูกไล่ตะเพิดออกมาต่างก็หันมามองหน้ากัน ก่อนจะตกลงปลงใจว่าจะฝังกลบเรื่องน่าอายเมื่อครู่ไว้ให้ลึกที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์วุ่นวายก็ทำให้พวกเขาสว่างคาตาจนหมดอารมณ์จะกลับไปนอนต่อ
ครั้นจะชวนกันไปร่ำสุราก็เห็นทีจะสู้ราคาไม่ไหว จะหาของกินรอบดึกก็ไม่อยากเสียเงินไปเปล่าๆ สุดท้ายทั้งสามคนจึงสวมเสื้อคลุมสีดำสนิทเพื่อพรางตัว แล้วมุ่งหน้ากลับไปยังตลาดมืดอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้เด็กหนุ่มผู้ใสซื่อทั้งสองคนยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าจะไม่ยอมสวมหางแมวปลอมพวกนั้นอีกเด็ดขาด แต่ด้วยความที่ซูอี้จื้อเห็นว่าของพรรค์นั้นมีราคาแพงหูฉี่ จะให้โยนทิ้งก็เสียดาย เขาจึงจัดการยัดมันลงในถุงมิติของตัวเองอย่างทะนุถนอม
บรรยากาศยามวิกาลของตลาดมืดนั้นคึกคักเสียยิ่งกว่าโลกภายนอกหลายเท่านัก
เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรต่างก็ใช้ชีวิตกันอย่างเปิดเผยไร้กฎเกณฑ์ บางคนก็กำลังโอบกอดหนุ่มหล่อสาวสวยดื่มด่ำสุรากันอยู่ในตรอกฮวาจิ่วอย่างสำราญใจ ขณะที่บางกลุ่มก็นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นดินแล้วยกไหสุราขึ้นกระดกเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย
ทว่าไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนของตลาด ทุกคนก็ล้วนแต่จับเข่าคุยเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น
"สำนักเสวียนหูยังตามหาถุงมิติใบนั้นอยู่นะ เห็นบอกว่าใครเอามาคืนได้จะให้รางวัลตั้งแสนนึง"
"แค่ให้เบาะแสก็ได้ตั้งหมื่นนึงแล้ว ข้าเพิ่งเห็นปีศาจสามคนนั้นไปแปะป้ายประกาศอยู่ เสียดายช้าไปก้าวเดียว มีคนชิงคาบข่าวไปบอกก่อนก็เลยรับเงินหมื่นนั้นไปแล้ว"
เวลานี้ใครที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าปีศาจต่างก็ถูกสายตาหลายสิบคู่จ้องมองอย่างจับผิด แต่เพราะมีกฎของตลาดมืดค้ำคออยู่จึงไม่มีใครกล้าลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม
อันที่จริงสถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างจากเมื่อก่อนมากนัก เวลาที่ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์เห็นผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าปีศาจ ก็มักจะชอบจ้องมองหางหรือหูสัตว์ของอีกฝ่ายด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งพวกเผ่าปีศาจเองก็ไม่ได้รังเกียจ ซ้ำยังชอบอวดลักษณะพิเศษของเผ่าพันธุ์ตัวเองเสียด้วยซ้ำ
อวี๋โย่วโย่วเห็นคนมุงดูกันเยอะก็เลยเนียนแทรกตัวเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วย
"ตอนนี้สำนักเสวียนหูกำลังตามล่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าปีศาจหรือ?"
"จะไปทำแบบนั้นได้ยังไง" ชายขี้เมาคนหนึ่งโบกมือปฏิเสธ "พวกเราที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรจะไปตีกับพวกเผ่าปีศาจก็ไม่มีใครว่าหรอก แต่ถ้าเป็นคนของตระกูลใหญ่หรือสำนักใหญ่ลงมือเอง เรื่องมันจะบานปลายใหญ่โต เผลอๆ อาจจะกลายเป็นชนวนสงครามระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจครั้งที่สองเอาง่ายๆ"
"แต่สำนักเสวียนหูก็ใช่ว่าจะยอมคนง่ายๆ นะ" ชายอีกคนรีบพูดแทรกขึ้นมา "ได้ยินมาว่าพวกเขาส่งผู้อาวุโสมาเพิ่มอีกตั้งหลายคน สองวันมานี้ก็แทบจะพลิกเมืองจี๋ซีหาอยู่แล้ว พอเจอหน้าผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าปีศาจเมื่อไหร่เป็นต้องจับมาค้นตัวรีดไถความจริงกันทุกคน"
อวี๋โย่วโย่วยืนฟังตาโตด้วยความสนใจ
ก่อนที่หูจะผึ่งยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ยินหัวข้อสนทนาถัดมา
"ข้าได้ยินมาว่า พวกยอดฝีมือของสำนักคงคงพอรู้ว่ามีโจรหน้าใหม่กล้าไปล้วงคองูเห่าถึงสำนักเสวียนหู ก็เลยรีบออกประกาศปัดความรับผิดชอบทันทีว่าไม่ใช่ฝีมือคนของสำนักตัวเอง แถมยังนึกสนุกอยากจะแข่งประชันฝีมือกับโจรคนนั้น ก็เลยเตรียมจะลงมือปล้นสำนักใหญ่ๆ ดูบ้างแล้ว"
ชื่อเสียงของสำนักคงคงในโลกผู้บำเพ็ญเพียรนั้นถือว่าแหวกแนวไม่เหมือนใคร เพราะศิษย์ในสำนักล้วนแต่เป็นยอดฝีมือด้านการลักเล็กขโมยน้อยตามชื่อสำนัก
แต่ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ พวกนั้นจะนึกครึ้มอยากจัดงานแข่งขันขโมยของขึ้นมาเสียอย่างนั้น
เมื่อเรื่องราวลุกลามมาถึงตัว อวี๋โย่วโย่วก็เริ่มรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
"แบบนี้ทุกสำนักที่มาร่วมงานประลองสี่ดินแดนก็ตกเป็นเป้าหมายหมดเลยสิ?"
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก พวกแดนใต้ถึงจะรวยล้นฟ้าแต่ก็เอาแต่หมกตัวอยู่บนเรือเมฆาไม่ยอมลงมาเหยียบพื้นดินเลย ส่วนกฎเหล็กของสำนักคงคงก็คือจะไม่ลงมือกับคนในพื้นที่เดียวกัน พวกสามสำนักใหญ่ของแดนตะวันตกก็เลยรอดตัวไป ดูไปดูมาก็เหลือแค่พวกแดนเหนือกับแดนตะวันออกนี่แหละที่พอจะลงมือได้ง่ายหน่อย"
แก๊งสามสหายหันมามองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาตกลงกันทางสายตาว่าจะต้องรีบกลับไปกำชับให้พวกผู้อาวุโสดูแลถุงมิติของตัวเองให้ดี
แต่แน่นอนว่าหินวิญญาณพวกนั้นจะต้องไม่ฝากไว้กับผู้อาวุโสหม่าเด็ดขาด ขืนให้ตาแก่นั่นเก็บไว้ก็คงไม่ต่างอะไรกับการเอาเนื้อไปโยนให้สุนัขกิน
บทสนทนาของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรไหลลื่นไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะวกกลับมาที่หัวข้อเดิมอีกครั้ง
คราวนี้เถ้าแก่ร้านขายของปลอมจากตรอกของวิเศษถึงกับหิ้วไหสุราเข้ามาร่วมวงนินทาด้วยคน
"ถ้าข้าได้เห็นว่าถุงมิติใบนั้นหน้าตาเป็นยังไงก็คงจะดี จะได้ทำของปลอมให้เหมือนเป๊ะแล้วเอาไปขึ้นเงินแสนนึง แค่คิดก็รวยเละแล้ว"
อวี๋โย่วโย่วหรี่ตาลงอย่างมีเลศนัย เธอจำได้แม่นยำว่าตอนที่หนีออกมาจากห้องพักของผู้อาวุโสหม่า เธอแอบหยิบถุงมิติที่ว่างเปล่าใบนั้นติดมือมาด้วย
ผู้อาวุโสหม่าน่ะเชี่ยวชาญเรื่องชั่วร้ายอยู่แล้ว หลังจากที่ตาแก่นั่นล้วงเอาของข้างในออกไปจนหมด ก็จัดการสร้างรอยประทับวิญญาณปลอมขึ้นมาปิดผนึกถุงมิติเอาไว้อย่างแนบเนียน คนทั่วไปไม่มีทางรู้เลยว่าของข้างในหายวับไปหมดแล้ว
บางทีต่อให้ซูหลิวไป๋มาเก็บถุงมิตินี้ได้เอง ก็คงจะดีใจจนเนื้อเต้นแน่ๆ
เด็กสาวค่อยๆ ถอยร่นออกมาจากฝูงชน ก่อนจะกระซิบกระซาบกับเพื่อนทั้งสองคน
"ข้าจะไปหาเซินกุ่นอีกรอบ"
ซูอี้จื้อขมวดคิ้วมุ่นทันที
"เมื่อวานมันเพิ่งจะเอาเรื่องพวกเราไปขายให้คนอื่น แล้วจะไปหามันทำไมอีก"
"ไปหาทางรวยไง" อวี๋โย่วโย่วกำชับเสียงจริงจัง "ตอนนี้พวกเราเดินด้วยกันสามคนมันสะดุดตาเกินไป พวกเจ้าเอาโอสถที่ข้าหลอมช่วงนี้ไปตั้งแผงขายหาเงินวิญญาณก่อน ส่วนข้าจะไปจัดการธุระเอง"
พูดจบเธอก็ยัดขวดโอสถใส่มือเด็กหนุ่มทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว สะบัดหางเบาๆ แล้วสวมเชือกสีเงินเข้าที่ข้อมือ ก่อนจะวิ่งฉิวหายไปในฝูงชนทันที
ซูอี้จื้อเบิกตากว้าง มองดูปลายหางที่โผล่พ้นชายเสื้อคลุมสีดำของเด็กสาวด้วยความตกตะลึง นิ้วมือของเขาสั่นระริก
"นี่เสี่ยวอวี๋พกของเล่นพรรค์นั้นติดตัวตลอดเวลาเลยหรือเนี่ย!"
"นางก็ไม่ได้ดูโรคจิตขนาดที่เจ้าคิดหรอก" ฉี่หนานเฟิงรีบออกโรงปกป้อง
ตัดภาพมาที่อวี๋โย่วโย่ว ตอนนี้เธอเดินมาถึงตรอกฮวาจิ่วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เหล่าบรรดาสาวงามและหนุ่มหล่อทั้งหลายต่างก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเร่าร้อน ชนิดที่ว่าแทบจะโผเข้ามากอดรัดฟัดเหวี่ยงเธอเสียให้ได้
[จบบท]