บทที่ 8 : การทดสอบสายนอก
อวี๋โย่วโย่วโยนโอสถระงับปวดเข้าปากไปเม็ดหนึ่งพร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย
"ข้าว่าดีเลย"
ตั้งแต่ทะลุมิติมาอยู่ในโลกนี้ นางยังไม่เคยได้แตะต้องเนื้อสัตว์เลยสักชิ้น พอได้กลิ่นหอมฉุยของเมาเสวี่ยวั่งที่ลอยมาแตะจมูก น้ำย่อยในกระเพาะก็เริ่มทำงาน
ฉี่หนานเฟิงเห็นนางสนใจก็รีบเล่าเรื่องซุบซิบให้ฟังอย่างออกรส
"เมื่อตอนกลางวันศิษย์พี่ชวีไม่ยอมรักษาแผลให้ลูกสาวของเทพกระบี่ปู้เมี่ยใช่หรือไม่ เจียงยวนก็เลยพาศิษย์น้องของเขาบุกเข้าไปถึงในสำนักสายใน บังคับให้ผู้อาวุโสของสำนักตานติ่งช่วยดูอาการให้"
"แล้วรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น พอผู้อาวุโสท่านนั้นตรวจดู แผลของอวี๋เนี่ยนโหรวก็ตกสะเก็ดไปแล้ว ฮ่าๆๆ"
เด็กหนุ่มหัวเราะลั่นก่อนจะเล่าต่อ
"ผู้อาวุโสบอกว่านางเป็นผู้บำเพ็ญเพียร แผลถลอกแค่นี้ทิ้งไว้สองวันก็หายเองได้ แต่นางกลัวว่าจะเป็นแผลเป็น นอกจากจะกวาดโอสถกลับไปเป็นสิบขวดแล้ว ยังดึงดันจะพักอยู่ในสำนักตานติ่งให้ได้ อ้างว่ากลัวแผลกำเริบ ต้องรอให้แน่ใจก่อนว่าปลอดภัยถึงจะยอมกลับ"
อวี๋โย่วโย่วฟังเรื่องเล่าอย่างเพลิดเพลิน ในนิยายต้นฉบับบรรยายไว้แค่ฉากที่อวี๋ปู้เมี่ยไล่ฆ่าศัตรูเพื่อเลื่อนระดับพลังเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดถึงชีวิตประจำวันอันแสนมีสีสันของพวกตัวประกอบเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย การที่คนของสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาออกโรงปกป้องอวี๋เนี่ยนโหรวถึงขนาดนี้ ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกประหลาดใจ
ก็ในเมื่อนิยายต้นฉบับเขียนเอาไว้ชัดเจนว่าบิดาคนนั้นตามใจอวี๋เนี่ยนโหรวมากแค่ไหน สาเหตุก็เพราะคนที่ช่วยเขาหลบหนีออกมาจากแดนของเผ่าปีศาจได้สำเร็จ ก็คือมารดาของอวี๋เนี่ยนโหรวนั่นเอง สตรีผู้นั้นคือนางเอกของเรื่อง นามว่าชุยเหนิงเอ๋อร์ ซึ่งครองตำแหน่งภรรยาเอกเหนือบรรดาสาวงามนับไม่ถ้วนของพระเอก
ระดับนางเอกย่อมไม่ใช่คนธรรมดาอยู่แล้ว ชุยเหนิงเอ๋อร์เป็นบุตรสาวคนเดียวของตระกูลใหญ่ฝั่งตะวันตก ระหว่างที่ออกเดินทางไปหาประสบการณ์ นางโชคร้ายถูกเผ่าปีศาจจับตัวไป ระหกระเหินจนต้องกลายไปเป็นสาวใช้ขององค์หญิงเผ่าปีศาจ
จนกระทั่งได้มาพบกับอวี๋ปู้เมี่ย ทั้งสองก็ตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็น จึงร่วมมือกันวางแผนสังหารมารดาของอวี๋โย่วโย่วทิ้ง แล้วจับมือกันหนีกลับมายังดินแดนของเผ่ามนุษย์ หลังจากนั้นเพียงครึ่งปี นางก็คลอดฝาแฝดอย่างอวี๋เนี่ยนโหรวและอวี๋ฉางอันออกมา
นั่นหมายความว่า ตั้งแต่ตอนที่อวี๋โย่วโย่วยังเป็นแค่ก้อนเลือดอยู่ในท้องมารดา ชายหญิงคู่นี้ก็แอบไปลักลอบได้เสียกันเรียบร้อยแล้ว
แต่ด้วยความที่ชุยเหนิงเอ๋อร์สวมบทบาทเป็นนางเอกของเรื่อง การกระทำของนางจึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นมือที่สามผู้ชั่วร้าย กลับกลายเป็นตัวแทนของรักแท้อันบริสุทธิ์และเฉลียวฉลาดไป เมื่อเป็นเช่นนี้ การปฏิบัติต่ออวี๋เนี่ยนโหรวย่อมต้องดีกว่าลูกครึ่งเผ่าปีศาจที่เป็นสายเลือดนอกคอกอย่างอวี๋โย่วโย่วเป็นล้านเท่า
หากอ้างอิงจากนิสัยเด็ดขาดอำมหิตที่เอะอะก็ลงมือฆ่าล้างตระกูลศัตรูของชายคนนั้นแล้วล่ะก็ อวี๋โย่วโย่วคิดว่าถ้านางโผล่หน้าไปแฉเรื่องครอบครัวนี้ในตอนนี้ กระบี่ของผู้บำเพ็ญเพียรระดับฮว่าเสินคงได้บินมาตัดหัวนางขาดกระเด็นไปแล้ว โชคดีที่ผู้ชายคนนั้นคงลืมไปนานแล้ว ว่ายังมีลูกสาวอีกคนถูกทิ้งเอาไว้ที่เมืองถงฮวา
กว่าฉี่หนานเฟิงจะเล่าเรื่องซุบซิบจนจบ ท้องฟ้าก็มืดสนิทพอดี อวี๋โย่วโย่วหยิบก้อนสำลีขึ้นมาอุดจมูกตัวเองไว้ แล้วเดินตามเขาไปกินมื้อค่ำที่โรงอาหารของสำนักตานติ่ง
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ยังไม่บรรลุถึงระดับจินตัน ล้วนต้องกินดื่มและขับถ่ายเหมือนคนปกติทั่วไป ส่วนโอสถอิ่มทิพย์นั้นมีรสชาติยากจะบรรยาย ได้ยินมาว่ามันมีกลิ่นเหมือนแมลงสาบจนไม่มีใครอยากกลืนลงคอ บรรยากาศในโรงอาหารค่ำคืนนี้จึงดูคึกคักเป็นพิเศษ
ฉี่หนานเฟิงสั่งเมาเสวี่ยวั่งชามโตมาอย่างใจป้ำ แล้วยกไปนั่งกินกับอวี๋โย่วโย่วที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร แต่ตอนที่ทั้งสองกำลังจะลงมือกิน จู่ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นที่อีกด้านหนึ่ง ปรากฏว่าเป็นกลุ่มคนจากสำนักกระบี่อวิ๋นฮวาที่พากันมากินอาหารเช่นกัน
เจียงยวนกับอวี๋ฉางอันเดินขนาบซ้ายขวาคอยคุ้มกันอวี๋เนี่ยนโหรวราวกับไข่ในหิน ปล่อยให้ศิษย์สายกระบี่อีกสองคนไปยกอาหารมาให้ รอเพียงชั่วครู่ บนโต๊ะก็มีจานกับข้าววางเรียงรายนับสิบอย่าง
ดูเหมือนว่าอวี๋เนี่ยนโหรวยังคงอารมณ์ไม่ดี นางนั่งนิ่งไม่ยอมปลดผ้าคลุมหน้าออกเลยสักนิด อย่าว่าแต่จะจับตะเกียบกินข้าวเลย พอได้เห็นอาหารจานเนื้อที่วางจนล้นโต๊ะฝั่งนั้น เมาเสวี่ยวั่งในชามของตัวเองก็ดูจืดชืดไร้รสชาติไปถนัดตา
ชาติที่แล้วต้องใช้ชีวิตในยุควันสิ้นโลกก็ไม่เคยได้กินของดี ชาตินี้เกิดมาเป็นลูกครึ่งเผ่าปีศาจก็ยังอดมื้อกินมื้ออีก อวี๋โย่วโย่วจ้องมองอาหารโต๊ะนั้นจนตาแทบถลนออกมา
ฉี่หนานเฟิงเห็นท่าทางของนางก็เข้าใจผิด คิดว่านางกำลังเศร้าเรื่องที่โดนรังแกเมื่อตอนกลางวัน จึงพูดปลอบใจ
"ไม่ต้องเสียใจไปหรอกน่า นางก็แค่มีพ่อเก่งเท่านั้นแหละ ใครใช้ให้นางแซ่อวี๋ส่วนเจ้าดันพ้องเสียงเป็นคำว่าปลาเล่า... จะว่าไป ข้ายังไม่รู้ชื่อของเจ้าเลย เจ้าชื่ออะไรหรือ"
อวี๋โย่วโย่วปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
"อวี๋โย่วโย่ว"
ฉี่หนานเฟิงจิ๊ปากเบาๆ
"อวี๋โย่วโย่วที่แปลว่าปลาแหวกว่ายน่ะหรือ ใครตั้งชื่อนี้ให้เจ้ากัน ฟังดูบ้านนอกมาก"
อวี๋โย่วโย่วคร้านจะต่อปากต่อคำกับเขา นางเล็งชิ้นผ้าขี้ริ้ววัวที่ใหญ่ที่สุดในชาม แล้วคีบเข้าปากอย่างแม่นยำ เหอะ นางกะไว้แล้วเชียว ด้วยระดับสติปัญญาอันน้อยนิดของสหายผู้นี้ ย่อมไม่มีทางเชื่อมโยงตัวนางเข้ากับอวี๋เนี่ยนโหรวได้หรอก แน่นอนว่าคนปกติทั่วไปก็คงไม่คิดว่าพวกนางสองคนเป็นพี่น้องกันเช่นกัน
ตอนนั้นเอง อวี๋โย่วโย่วก็รู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่จ้องมองมา พอเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นของเจียงยวนพอดี
เห็นได้ชัดว่าเจียงยวนโยนความผิดเรื่องเมื่อตอนกลางวันมาลงที่หัวของนางด้วย น่าเสียดายที่อวี๋โย่วโย่วไม่ได้หลบสายตา นางยังคงคีบผ้าขี้ริ้ววัวเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างใจเย็น หน้าตาดูเอร็ดอร่อยมากทีเดียว
เจียงยวนจ้องมองนางด้วยสายตาเย็นชาอยู่นาน แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงท่าทางกินข้าวอย่างตะกละตะกลามของอวี๋โย่วโย่ว ไม่เพียงแต่กวาดข้าวสวยไปถึงสี่ชามพูนๆ นางยังหยิบหมั่นโถวลูกโตมาจิ้มน้ำแกงรสเผ็ดกินเข้าไปอีกตั้งสองลูก
เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอ จู่ๆ ก็รู้สึกหิวขึ้นมาตงิดๆ แต่ตอนที่เขากำลังจะขยับตะเกียบเพื่อคีบอาหารนั้นเอง
"ข้ากินไม่ลง อาหารของสำนักตานติ่งหยาบกระด้างเกินไป ให้หมามันยังไม่กิน"
อวี๋เนี่ยนโหรวพูดจบก็ผุดลุกขึ้นแล้วเดินสะบัดหน้าออกไป
เจียงยวนได้แต่ยืนใบ้กินไปชั่วขณะ โฮ่ง? (นี่เขากำลังจะกินอาหารหมาหรืออย่างไร)
การทดสอบในวันที่สองเริ่มต้นขึ้นตามกำหนดการ ผู้เข้าร่วมทุกคนถูกพาตัวไปยังยอดเขาที่ใช้สำหรับจัดการทดสอบ เนื่องจากวันนี้เป็นการทดสอบอย่างเป็นทางการ นอกจากชวีชิงเมี่ยวแล้ว จึงมีผู้อาวุโสฝ่ายนอกมาร่วมคุมสอบด้วยอีกหนึ่งท่าน
"การทดสอบเข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักตานติ่ง จะไม่วัดกันที่ระดับรากวิญญาณ และไม่ต้องแสดงฝีมือการหลอมโอสถ พวกเราจะดูแค่ความรู้ความเข้าใจเรื่องสมุนไพรเท่านั้น"
ผู้อาวุโสวั่นผู้มีหน้าผากล้านเถิกเป็นประกายเงางาม อธิบายกฎกติกาให้กลุ่มเด็กๆ ฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้มใจดี
ศิษย์สายนอกของสำนักตานติ่งไม่จำเป็นต้องหลอมโอสถได้ เพราะส่วนใหญ่จะต้องเริ่มเรียนรู้จากสรรพคุณของสมุนไพรและสูตรโอสถพื้นฐาน หากตั้งเกณฑ์ว่าต้องหลอมโอสถให้สำเร็จถึงจะผ่านการทดสอบ ทางสำนักคงพลาดโอกาสรับคนมีพรสวรรค์ไปมากมายก่ายกอง ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีรากวิญญาณหรือไม่ก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพราะสุดท้ายแล้ว ศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ก็ต้องคอยดูแลแปลงเพาะปลูกและจัดการสมุนไพรอยู่ในสำนัก ซึ่งงานพวกนี้ไม่ต้องพึ่งพาพลังวิญญาณเลยสักนิด
"หัวข้อการทดสอบของปีนี้ก็คือสิ่งนี้"
ผู้อาวุโสวั่นวาดมือไปด้านหน้าเบาๆ พลังวิญญาณสีเขียวอมฟ้าก็พวยพุ่งออกมา คล้ายกับริบบิ้นที่โอบอุ้มกล่องไม้ขนาดเล็กนับร้อยใบให้ลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะค่อยๆ ร่อนลงบนมือของบรรดาเด็กหนุ่มเด็กสาวที่มาร่วมการทดสอบอย่างแม่นยำ
พออวี๋โย่วโย่วเปิดกล่องออกดู ก็พบว่าด้านในมีโอสถเม็ดกลมขนาดเท่าเมล็ดถั่วลันเตาวางอยู่
"นี่คือโอสถชนิดใหม่ที่ศิษย์สายในเพิ่งจะคิดค้นขึ้นมาเมื่อเดือนก่อน สูตรของมันยังเป็นความลับ แต่ข้าพอบอกพวกเจ้าได้ว่า มันสกัดมาจากสมุนไพรทั้งหมดสิบชนิดด้วยกัน"
"บนยอดเขาแห่งนี้มีห้องหินปิดตายอยู่หลายร้อยห้อง ภายในจัดเตรียมสมุนไพรเอาไว้ให้แล้วหนึ่งร้อยชนิด พวกเจ้ามีเวลาเจ็ดวัน ในการค้นหาสมุนไพรสิบชนิดที่เป็นส่วนผสมของโอสถเม็ดนี้ออกมาให้ได้"
"ผู้ที่ผ่านการทดสอบเป็นอันดับหนึ่ง จะได้รับสิทธิ์พิเศษเข้าไปเลือกเก็บสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่งในแปลงเพาะปลูกของสำนักได้ฟรีหนึ่งต้น"
สมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่ง!
ดวงตาของอวี๋โย่วโย่วเบิกกว้างเป็นประกายวาววับ แม้นางจะยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ฟังดูแล้วต้องเป็นของล้ำค่ามากแน่ๆ ไม่แน่ว่าอาจจะมีสมุนไพรที่ช่วยรักษาอาการสายเลือดตีกลับของนางอยู่ด้วยก็ได้ สำนักตานติ่งช่างใจป้ำเสียจริง
ฉี่หนานเฟิงรีบตะโกนถามเสียงดังลั่น
"ผู้อาวุโสวั่นขอรับ ในแปลงสมุนไพรมี..."
ยังไม่ทันที่อวี๋โย่วโย่วจะได้ยินว่าเจ้าคนซื่อบื้อนี่ถามอะไรออกไป จู่ๆ ก็มีแสงสว่างวาบพาดผ่านหน้า พอเงยหน้าขึ้นมาอีกที นางก็พบว่าตัวเองถูกส่งเข้ามาอยู่ในห้องหินห้องหนึ่งเสียแล้ว
ปัง!
เสียงทึบหนักดังขึ้นหนึ่งครั้ง พร้อมกับบานประตูหินที่ปิดสนิทลง
[จบบท]