บทที่ 88 : โอสถรสหญ้าคาวปลาและการพบเจอสำนักเหอฮวน
อวี๋โย่วโย่วจัดการแบ่งปันโอสถอิ่มทิพย์รสหญ้าคาวปลาให้แก่ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนอย่างทั่วถึง แน่นอนว่ากลุ่มคนจากแดนตะวันออกที่เคยเผชิญหน้ากับอานุภาพของโอสถหน้าตาอัปลักษณ์มาตั้งแต่การออกหาประสบการณ์ครั้งแรกย่อมไม่มีทีท่ารังเกียจ พวกเขารับมันเข้าปากแล้วเคี้ยวกลืนอย่างเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ที่ดูจะชินชากับเรื่องพวกนี้ไปเสียแล้ว ขนาดรสแมลงสาบพวกเขายังเคี้ยวหน้าตายมาแล้ว ประสาอะไรกับแค่รสหญ้าคาวปลาเล่า
ถึงอย่างนั้นขวงล่างเซิงที่เพิ่งจะได้ลิ้มลองโอสถรสผลไม้ไปเมื่อไม่นานมานี้ก็อดไม่ได้ หลังจากกลืนโอสถเม็ดแรกกลงคอ ร่างสูงใหญ่ก็หันมาจ้องมองเด็กสาวตาละห้อย
"มีรสลิ้นจี่รึเปล่า ถ้าไม่มีเอารสสตรอว์เบอร์รีก็ได้"
อวี๋โย่วโย่วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย มือเล็กล้วงเข้าไปในถุงมิติก่อนจะหยิบโอสถหน้าตาเละเทะอีกก้อนออกมาให้
"เหลือรสเมือกปลาดุกยักษ์อยู่หลายเม็ดไม่มีใครเอา จะเอาหรือไม่"
สิ้นคำถามนั้น ชายหนุ่มร่างยักษ์ก็รีบกระชับโล่คู่ใจที่ยังคงส่งกลิ่นเหม็นคาวปลาดุกคละคลุ้งเดินหนีไปอีกทางแทบจะในทันที
นอกเหนือจากอาหารประทังหิวแล้ว การหลอมยาครั้งนี้อวี๋โย่วโย่วยังตั้งใจทำโอสถดูดซับวิญญาณออกมาด้วย สรรพคุณของมันคือช่วยเร่งความเร็วในการฟื้นฟูพลังวิญญาณของผู้ใช้ให้กลับคืนมาอย่างมหาศาล แม้จะมีจำนวนจำกัดจนแบ่งกันได้เพียงคนละสามเม็ด แต่สำหรับสถานที่ที่พร้อมจะเกิดการต่อสู้ขึ้นได้ทุกเมื่ออย่างป่าหมื่นบรรพกาล ของสิ่งนี้ก็นับเป็นของวิเศษช่วยชีวิตชั้นยอดเชียว
ทันทีที่โอสถอิ่มทิพย์ตกถึงท้อง เรี่ยวแรงของผู้บำเพ็ญเพียรที่ต้องทนหิวโซมาถึงสองวันเต็มก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว เจียงยวนเห็นดังนั้นจึงชักกระบี่วิญญาณคู่กายออกมาจากฝัก
"ฟ้าจะมืดอีกแล้ว แถวนี้มีแต่ซากปลาอสูรกับกลิ่นคาวเลือด เดี๋ยวคงดึงดูดพวกสัตว์อสูรเก่งๆ มาอีก พวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ"
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะอาศัยแสงสว่างอันน้อยนิดที่หลงเหลืออยู่ในยามเย็น มุ่งหน้าเดินทางลึกเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
เมื่อมีเสบียงและเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยม ความเร็วในการเดินทางของเหล่าเด็กหนุ่มจากแดนตะวันออกก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ร่างของพวกเขาทะยานพลิ้วไหวไปตามแมกไม้รวดเร็วจนแทบไร้สุ้มเสียง
ในขณะเดียวกันอวี๋โย่วโย่วก็ถูกขวงล่างเซิงจับแบกขึ้นพาดบ่าอีกตามเคย เหตุผลก็เพราะอีกฝ่ายรำคาญที่นางขาสั้นและเดินช้าเกินไปนั่นเอง ประกอบกับน้ำหนักตัวของเด็กสาวที่เบาหวิวเสียยิ่งกว่าเศษเสี้ยวของโล่ยักษ์ ชายหนุ่มจึงแบกนางวิ่งฉิวได้โดยไม่กระทบกับความเร็วเลยสักนิด
เรื่องความสูงของร่างกายนี้ถือเป็นจุดอ่อนชิ้นโตของอวี๋โย่วโย่ว นางหน้ามุ่ยอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก
"ถ้าพูดเรื่องขาสั้น ซูรองก็สั้นกว่าข้าไม่ใช่หรือ ทำไมไม่มีใครแบกเขากัน"
ซูอี้จื้อที่กำลังวิ่งจ้ำอ้าวอยู่รั้งท้ายขบวนได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ ใบหน้าเล็กๆ ภายใต้แสงจันทร์เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
"ข้าน่ะหรือ โทษทีนะ พอดีข้าเลื่อนขั้นไปอยู่ระดับจู้จีแล้ว วันหลังพวกเจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ซู แล้วเรียกนางว่าเจ้าสามอวี๋แทน"
ไม่พูดเปล่า สองเท้าของเขายังเร่งเร้าพลังวิญญาณออกมาจนความเร็วในการเคลื่อนที่พุ่งทะยานแซงหน้าช่วงหลายวันก่อนไปไกลลิบ
อวี๋โย่วโย่วเดาะลิ้นขัดใจ หันไปพยักพเยิดกับฉี่หนานเฟิงที่วิ่งอยู่ใกล้ๆ
"เจ้าดูซูรองสิ แอบไปเลื่อนขั้นเป็นระดับจู้จีตอนไหนก็ไม่รู้ พวกเรากลุ่มระดับเลี่ยนชี่เลิกคบเขากันเถอะ"
ชายหนุ่มหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย เขากระแอมไอแก้เก้อพร้อมกับเกาหัวแกรกๆ
"สงสัยว่าพลังวิญญาณในป่าหมื่นบรรพกาลจะเข้มข้นกว่าข้างนอก ข้าก็เลยเหมือนจะใกล้ทะลวงถึงระดับจู้จีแล้วเหมือนกัน"
คำสารภาพนั้นทำเอาอวี๋โย่วโย่วผู้เป็นศิษย์ระดับเลี่ยนชี่เพียงคนเดียวในที่นี้ถึงกับพูดไม่ออก นางได้แต่ส่งเสียงร้องอ้อในลำคอสั้นๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะขบขันของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่และสายกระบี่ที่ได้ยินบทสนทนาไร้สาระของพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายโอสถ
ทว่ายังไม่ทันที่คนอื่นจะได้เอ่ยปากซ้ำเติมอวี๋โย่วโย่ว เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงระคนกับเสียงฝีเท้าเหยียบย่ำกิ่งไม้ใบหญ้าจนหักโค่นก็ดังแว่วมาจากที่ไกลๆ
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาทันที อวี๋โย่วโย่วรีบออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด
"ตั้งค่ายกล!"
สิ้นคำสั่ง เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายโล่ก็กระชับอาวุธในมือแน่นแล้วขยับตัวเข้ามารวมกลุ่มกันอย่างรวดเร็ว ส่วนเจียงยวนก็นำผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่อีกหลายคนเหาะทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อคอยสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวเบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ
เพียงเสี้ยวลมหายใจหลังจากที่ตั้งกระบวนทัพเสร็จสิ้น เงาร่างสองสายก็พุ่งพรวดออกมาจากพุ่มไม้หนาทึบ พวกนางกลิ้งหลุนๆ ลงมาตามลาดเขา ก่อนจะมาหยุดนอนจมกองเลือดอยู่เบื้องหน้าทุกคน
ทันทีที่ดวงตาคู่สวยปะทะเข้ากับชุดกระโปรงผ้าทูลโปร่งบางสีชมพูคุ้นตา อวี๋โย่วโย่วก็เดาที่มาที่ไปของอีกฝ่ายได้ทันที
"คนของสำนักเหอฮวนรึ"
สภาพของหญิงสาวทั้งสองดูย่ำแย่เอาการ คนหนึ่งบาดเจ็บหนักจนสติเลือนรางไปแล้ว ส่วนอีกคนที่ยังพอประคองสติไว้ได้ก็เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ทว่าก็แฝงความโล่งอกไว้อยู่ลึกๆ
"สหายจากแดนตะวันออกใช่หรือไม่"
โดยปกติแล้วความสัมพันธ์ระหว่างแดนตะวันออกกับแดนตะวันตกถือว่าไม่เลวร้ายนัก ในงานประลองสี่ดินแดนครั้งก่อนๆ พวกเขาก็แทบจะไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันเลย สาเหตุหลักก็เพราะกลุ่มคนดวงดีกับพวกคนดวงตกมักจะไม่ได้โผล่มาอยู่ในพื้นที่เดียวกันนั่นแหละ
แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ แถมพวกนางก็กำลังบาดเจ็บสาหัส หากฝั่งตะวันออกคิดจะฉวยโอกาสลงมือสังหารเพื่อตัดคู่แข่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงแห่งสำนักเหอฮวนจึงรีบดึงร่างของสหายร่วมสำนักให้ถอยร่นไปด้านหลังอย่างระมัดระวัง มือที่สั่นเทาล้วงเอายันต์เคลื่อนย้ายที่กำแน่นมาตลอดทางแต่อิดออดไม่ยอมใช้เสียทีออกมาเตรียมพร้อมไว้ในเงามืด
ถึงการบีบยันต์ให้แตกจะหมายถึงการยอมแพ้และถูกคัดออกจากการประลอง แต่มันก็ยังดีกว่าต้องมาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ดึงยันต์เวทออกมาใช้งาน เด็กสาวร่างเล็กที่เพิ่งจะปีนลงมาจากบ่าของขวงล่างเซิงก็ชูนิ้วชี้ตรงไปด้านหน้า
"จัดการเลย"
สิ้นคำสั่งสั้นกระชับ ประกายแสงจากคมกระบี่นับไม่ถ้วนก็สาดส่องลงมาจากยอดไม้ รังสีสังหารอันเย็นเยียบพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างของหญิงสาวทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง
แรงกดดันจากจิตสังหารของผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่นับสิบชีวิตทำเอานางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ทว่าในจังหวะที่นิ้วเรียวกำลังจะออกแรงบีบทำลายยันต์เคลื่อนย้ายเพื่อหลบหนีนั้นเอง นางกลับเพิ่งตระหนักได้ว่า ปราณกระบี่พวกนั้นไม่ได้พุ่งเป้ามาที่พวกนางแม้แต่น้อย
ลำแสงสีเงินพุ่งข้ามศีรษะของพวกนางไปอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะพุ่งทะลวงเข้าไปในเงามืดหลังพุ่มไม้ใหญ่อย่างแม่นยำ
เสียงคำรามโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วบริเวณ ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงรีบหันขวับกลับไปมอง จึงได้เห็นว่าบัดนี้เหล่าผู้ฝึกกระบี่นับสิบคนได้ร่วมมือกันจัดการปลิดชีพสัตว์อสูรระดับจู้จีสามตัวที่ไล่ตามล่าพวกนางมาตลอดทางจนนอนจมกองเลือดสิ้นใจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ก้อนเนื้อในอกซ้ายที่เต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวค่อยๆ สงบลง หญิงสาวทอดสายตามองกลุ่มคนจากแดนตะวันออกด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แม้จะรอดตายมาได้แต่ความระแวดระวังภัยในใจกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย
กฎของการประลองสี่ดินแดนระบุไว้ชัดเจนว่าทุกคนคือศัตรู ถึงเมื่อครู่นี้พวกเขาจะเพิ่งยื่นมือเข้าช่วยเหลือ แต่นางก็ไม่มีหลักประกันใดมายืนยันได้เลยว่าเสี้ยววินาทีถัดไป คมกระบี่พวกนั้นจะไม่ตวัดกลับมาบานสะพรั่งที่ลำคอของนาง ยิ่งเห็นท่าทีดุดันราวกับหมีป่าของเหล่าผู้ถือโล่ และจิตสังหารอันรุนแรงที่กดทับลงมาจากเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ ยิ่งมองก็ยิ่งสร้างความหวาดหวั่นจนแทบหายใจไม่ออก
แต่ผิดคาด นอกจากคนพวกนั้นจะยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนแล้ว กลับกลายเป็นเด็กสาวที่ดูอายุน้อยที่สุดในกลุ่มที่ค่อยๆ ก้าวเดินตรงมาหานางแทน
ดวงตาโฉบเฉี่ยวจ้องเขม็งไปที่ร่างเล็กอย่างระแวดระวัง พร้อมกับรีบโคจรพลังวิญญาณในร่างอย่างเงียบเชียบ
สำนักเหอฮวนมีสุดยอดเคล็ดวิชาล่อลวงจิตใจอยู่แขนงหนึ่ง สรรพคุณของมันคือการสร้างภาพมายาเพื่อควบคุมสติสัมปชัญญะและหลอกล่อให้อีกฝ่ายตายใจ แม้สภาพร่างกายที่บอบช้ำในตอนนี้จะทำให้นางฝืนใช้พลังล่อลวงได้แค่กับเด็กสาวที่ดูมีตบะอ่อนด้อยที่สุดตรงหน้า ทว่าหากนางสามารถจับตัวเด็กคนนี้ไว้เป็นข้อต่อรองได้ คนพวกนั้นก็อาจจะยอมปล่อยนางกับสหายที่กำลังหมดสติไปก็ได้
เคล็ดวิชานี้จำเป็นต้องใช้แววตาและน้ำเสียงควบคู่กันไป หญิงสาวจึงฝืนทนความเจ็บปวดหยัดกายลุกขึ้นยืน ช้อนตามองเด็กสาวเบื้องหน้าแล้วเอ่ยปากทักทาย
"แม่หนูน้อย..."
ทว่าร่างเล็กตรงหน้ากลับไม่แม้แต่จะปรายตามองมาที่นางเลยสักนิด สองเท้าเล็กๆ ก้าวฉับๆ ผ่านหน้านางไปหาซากสัตว์อสูรทั้งสามตัวที่นอนตายอยู่ด้านหลังอย่างรวดเร็ว
อวี๋โย่วโย่วจัดการรีดเค้นเอาเลือดของพวกมันออกมาสกัดเป็นโอสถด้วยท่วงท่าที่ชำนาญการ ก่อนจะยื่นยาลูกกลอนในมือส่งให้หญิงสาวแปลกหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"พวกเจ้าโดนสัตว์อสูรสามตัวนี้กัดมาใช่หรือไม่ รีบกินยาถอนพิษนี่เร็วเข้า"
[จบบท]