บทที่ 91 : โฉมหน้าที่แท้จริงคือพ่อของเจ้าเอง
ผู้บำเพ็ญเพียรสายการแพทย์แห่งแดนตะวันตกทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทาด้วยความโกรธจัด เขาเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาด้วยความเจ็บใจ
"มีคน..."
"มีคนตัดหน้าชิงสมุนไพรวิญญาณของพวกเราไปแล้ว!"
เหมยหลิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างกันถึงกับชะงักไปชั่วครู่ หญิงสาวนึกถึงกลุ่มคนที่เพิ่งแยกทางกันไปเมื่อครู่ จึงโพลงถามขึ้นมาทันที
"เป็นฝีมือพวกแดนตะวันออกหรือเปล่า!"
ผู้บำเพ็ญเพียรสายพุทธส่ายหน้าปฏิเสธ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อยขณะอธิบาย
"คงไม่ใช่หรอก คนของแดนตะวันออกมุ่งหน้าไปอีกทาง ข้าให้ศิษย์น้องคอยตามดูพวกนั้นอยู่"
ชายหนุ่มที่ทรุดอยู่บนพื้นยังคงแค้นใจไม่หาย เขากำหมัดแน่นแล้วเถียงกลับ
"แต่ตั้งแต่เข้ามาในนี้พวกเราเพิ่งเจอแค่คนของแดนตะวันออกนะ นอกจากพวกนั้นแล้วจะมีใครโผล่มาแถวนี้อีก"
ยังไม่ทันสิ้นเสียงบ่น เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำกิ่งไม้ก็ดังแทรกขึ้นมา ตามด้วยเสียงคำรามต่ำๆ ของสัตว์อสูรหลายตัวที่ดังก้องมาจากพุ่มไม้ไม่ไกลนัก
สวบสาบ...
โฮก!
อุ้งเท้าเสือขนาดมหึมาเหยียบย่างพ้นแนวป่าออกมา ขนปุยตรงช่วงเท้าเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับสีเขียวชอุ่มของใบไม้รอบด้านจนเห็นได้ชัดเจน
กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรแดนตะวันตกจ้องเขม็งไปทางต้นเสียง แววตาของแต่ละคนลุกโชนไปด้วยไฟโทสะที่แทบจะแผดเผาทุกสิ่ง
ผู้บำเพ็ญเพียรสายการแพทย์จากหุบเขาโอสถวิญญาณที่คุกเข่าอยู่บนพื้นเบิกตาแดงก่ำ กัดฟันพูดทีละคำ
"...ยังมีพวกแดนใต้ไง!"
ภาพบนจอฉายภาพศิลาด้านนอกสนามประลองกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
ดูเหมือนว่าทางฝั่งแดนตะวันตกจงใจเบนหินบันทึกภาพไปทางกลุ่มคนที่เพิ่งปรากฏตัว เพื่อหวังจะแฉหน้าตาของพวกหัวขโมยที่กล้าฉกสมุนไพรวิญญาณไป
อวี้ย๋าอี้ขี่เสือดำเหยียบหิมะก้าวออกมาจากดงไม้ นัยน์ตาของชายหนุ่มเย็นชาไร้อารมณ์ เขายกมือเรียวยาวขึ้นมาแล้วกดลงเบาๆ เป็นสัญญาณ สัตว์อสูรนับสิบตัวที่ตามหลังมาก็หยุดฝีเท้าลงทันที ท่าทางของพวกมันดูโอหังดุดัน พร้อมปะทะกับกลุ่มคนของแดนตะวันตกทุกเมื่อ
ผู้อาวุโสเหมยแห่งแดนตะวันตกยกผ้าโปร่งสีแดงขึ้นปิดบังใบหน้า ทำทีเป็นหาวหวอดด้วยความเกียจคร้าน แต่ในใจกลับสบถด่าอย่างหัวเสีย
"ทำไมต้องมาเจอพวกแดนใต้อีกแล้ว!"
ในทุกๆ ปี แดนตะวันตกมักจะกวาดทรัพยากรสมุนไพรวิญญาณไปได้มากที่สุดเสมอ ยกเว้นก็แต่งานประลองรอบก่อนที่ชวีชิงเมี่ยวโชคดีเจอสมุนไพรวิญญาณระดับห้าเข้า นอกเหนือจากนั้น สมุนไพรล้ำค่าระดับสูงแทบจะตกเป็นของแดนตะวันตกแต่เพียงผู้เดียว
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไม่ค่อยสนใจที่จะไปไล่ฆ่าสัตว์อสูรเพื่อแย่งชิงอันดับเหมือนคนอื่น แต่เลือกที่จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการค้นหาสมุนไพรหายากที่มีเฉพาะในป่าหมื่นบรรพกาลแทน
ความสำเร็จนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับหุบเขาโอสถวิญญาณของแดนตะวันตก สำนักนี้รับเฉพาะลูกศิษย์ที่มีพรสวรรค์ด้านพลังวิญญาณธาตุไม้เท่านั้น และยังเคี่ยวเข็ญให้พวกเขาสื่อสารกับต้นไม้ใบหญ้าจนเชี่ยวชาญ
ผู้บำเพ็ญเพียรสายการแพทย์ที่ถูกคัดเลือกมาร่วมงานประลองสี่ดินแดนล้วนเป็นหัวกะทิของธาตุไม้ เมื่อพวกเขามารวมตัวกันแล้วใช้เคล็ดวิชาลับของสำนัก ก็สามารถแกะรอยหาสมุนไพรระดับสูงในรัศมีใกล้เคียงได้อย่างแม่นยำ
บรรดาผู้อาวุโสจากอีกสามดินแดนต่างก็รู้เรื่องเคล็ดวิชานี้ดีอยู่แก่ใจ ทว่านอกจากจะอิจฉาตาร้อนแล้ว พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะหุบเขาโอสถวิญญาณไม่มีทางเผยแพร่วิชาลับของตัวเองเด็ดขาด
ดังนั้นพอเห็นว่าในภาพของแดนตะวันตกไม่มีต้นสมุนไพรวิญญาณหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงหลุมดินเล็กๆ น่าเวทนา ผู้อาวุโสทุกคนก็ถึงกับอ้าปากค้าง
ผู้อาวุโสแดนเหนือเลิกคิ้วสีขาวโพลนขึ้น น้ำเสียงฟังไม่ออกว่ากำลังเห็นใจหรือสะใจกันแน่
"ดูเหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าล้วงคองูเห่าแย่งของแดนตะวันตกนะ ไม่รู้ว่าคนของดินแดนไหนเก่งกาจขนาดนี้ ถึงขั้นชิงตัดหน้าเก็บสมุนไพรไปได้"
ผู้อาวุโสหนิวขมวดคิ้วเพ่งมองหลุมดินในจอภาพ ก่อนจะพิจารณาจากเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่
"ถ้าข้าเดาไม่ผิด สมุนไพรที่แดนตะวันตกเจอน่าจะเป็นดอกโยวหลานซึ่งเป็นสมุนไพรวิญญาณระดับสี่ ลองดูเส้นใบสีน้ำเงินเข้มตรงเศษใบไม้นั่นสิ มีแค่ดอกโยวหลานเท่านั้นแหละที่มีใบแบบนี้"
เขาอธิบายต่อด้วยความเสียดาย
"ทั้งกลีบดอกและใบของดอกโยวหลานเอาไปหลอมรวมกันเป็นโอสถซวีหลิงระดับสี่ได้ โอสถชนิดนี้ช่วยฟื้นฟูพลังวิญญาณให้กลับมาเต็มเปี่ยมได้ในพริบตา ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิงก็ยังถือว่าเป็นของล้ำค่าเลยเชียว"
ผู้อาวุโสหม่าถอนหายใจยาว พึมพำสมทบ
"สมุนไพรระดับสี่เชียวนะ ของพรรค์นี้ราคาไม่เบาเลย ถ้าเอาออกไปขายข้างนอกได้ อย่างน้อยๆ ก็ประมูลได้สักแสนหินวิญญาณระดับสูงแน่"
ถ้าได้เงินก้อนนั้นมา หนี้ที่เขาติดสำนักไว้ก็คงปลดไปได้เปลาะหนึ่ง
กลุ่มผู้อาวุโสจากแดนตะวันออก แดนเหนือ และแดนใต้ ที่เมื่อครู่ยังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ตอนนี้กลับเจอเรื่องให้ซ้ำเติมคนอื่น จึงหันมาจับเข่าคุยกันอย่างสามัคคี ถกเถียงกันว่าดอกโยวหลานต้นนี้จะขายได้ราคาสักเท่าไหร่ในตลาด
"ไม่รู้ว่ามีแค่ดอกเดียวหรือขึ้นกันเป็นกอ ดอกโยวหลานดอกหนึ่งก็ตกหมื่นหินวิญญาณระดับสูงแล้ว ถ้าขึ้นเป็นกอละก็ คงประเมินราคายากทีเดียว"
"แถมรากของมันก็เป็นของดีด้วยนะ สรรพคุณฟื้นฟูร่างกายของมันถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาสมุนไพรระดับสี่ทั้งหมดเลย"
ยิ่งพวกเขาสรรเสริญความวิเศษของดอกโยวหลานมากเท่าไหร่ ผู้อาวุโสฝั่งตะวันตกก็ยิ่งเจ็บกระดองใจมากขึ้นเท่านั้น
กอดอกโยวหลานกอนั้นมันควรจะเป็นของพวกเขาสิ!
แล้วสรุปว่าใครเป็นคนขโมยไปกันแน่?
ตอนนี้ภาพของแดนเหนือยังคงเต็มไปด้วยหมอกพิษสีม่วง พวกเขากำลังค่อยๆ ทรมานสัตว์อสูรระดับจินตันตัวนั้นอย่างใจเย็น
ส่วนภาพของแดนใต้กลับดูพิลึกพิลั่นกว่าใครเพื่อน ก่อนหน้านี้พวกเขาเอาแต่นั่งยองๆ ซุ่มอยู่ในดงหญ้ามาสองวันสองคืน มือก็ถือหนามลูกเหล็กไว้แล้วพึมพำอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา แต่หลังจากปาหนามลูกเหล็กทิ้งไปสองสามลูก จู่ๆ พวกเขาก็เรียกสัตว์อสูรออกมาแล้วพากันวิ่งตะบึงมาทางนี้
ผู้อาวุโสจากหุบเขาโอสถวิญญาณขมวดคิ้วขาวมุ่น บ่นพึมพำด้วยความสงสัย
"แปลก ทำไมจู่ๆ พวกนั้นถึงเรียกสัตว์อสูรแล้วรีบวิ่งหน้าตั้งมาแบบนี้"
หรือว่ามีสัตว์อสูรตัวไหนจมูกไวได้กลิ่นสมุนไพรวิญญาณเข้า? ไม่อย่างนั้นพวกแดนใต้จะวิ่งบุ่มบ่ามมาที่นี่ทำไม ใครจะไปรู้ว่านอกมุมกล้องนั้นจะมีคนที่วิ่งไวกว่า โฉบตัดหน้าไปชิงสมุนไพรวิญญาณก่อนหรือไม่
เหล่าผู้อาวุโสแดนตะวันตกหันมามองหน้ากัน ดูทรงแล้วแดนใต้นี่แหละน่าสงสัยที่สุด
เมื่อหันไปดูทางฝั่งแดนตะวันออก...
ภาพบนจอของแดนตะวันออกมีใบหน้าใหญ่โตของขวงล่างเซิงบังไปเสียครึ่งจอ ชายหนุ่มดูคึกคักผิดปกติ เขาเอาหินบันทึกภาพมาส่องจ่อที่กล้ามอกแน่นๆ สองข้างของตัวเองที่กำลังขยับกระเพื่อม จากนั้นก็โชว์ลีลาควงโล่ด้วยนิ้วชี้ให้ดูอีกสองสามรอบ
สุดท้ายเขาเหมือนจะเจออะไรเข้า จึงรีบวิ่งกระหืดกระหอบเหมือนลิงบาบูนพุ่งพรวดเข้าไปในดงหญ้า แล้วหันหินบันทึกภาพไปจ่อที่ฝูงมด
"มดขวงล่าง!"
ขวงล่างเซิงที่เพิ่งเคยได้จับหินบันทึกภาพเป็นครั้งแรกตะโกนลั่นด้วยความตื่นเต้น
"นี่แหละมดขวงล่างที่ตั้งชื่อตามข้า!"
เพื่อให้ผู้ชมที่อยู่ข้างนอกซึ่งไม่ได้ยินเสียงสามารถรับรู้ถึงความสุขของเขาได้ ขวงล่างเซิงถึงกับลงทุนใช้นิ้วเขียนคำว่า 'มดขวงล่าง' ตัวเบ้อเริ่มด้วยลายมือโย้เย้ไว้ข้างรังมดอีกต่างหาก
พอเห็นฝูงมดเดินยั้วเยี้ยเต็มจอพร้อมกับตัวหนังสือลายมือไก่เขี่ยสามคำนั้น...
บรรดาผู้อาวุโสทุกคนก็เบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างรู้ใจกัน
แม้แต่ผู้อาวุโสขวงผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของเขา ก็ยังทนดูไม่ได้เช่นกัน
[จบบท]